เราเคยได้ยินวลีที่ว่า ‘เกลียดอย่างไร ได้อย่างนั้น’ ผ่านหูมาบ้าง หากไม่เคยคิดเลยว่าคำนี้จะเกิดขึ้นจริงกับชีวิตราวกับละคร เมื่อคนที่ไม่ชอบการเมืองดันต้องมาทำงานการเมืองอย่างหลีกหนีไม่ได้

          ‘การเมืองกับการใช้ชีวิตเป็นของคู่กัน’ ทุกท่าน เห็นด้วยหรือเปล่า? แม้ว่าอยากตอบว่าเห็นด้วยอย่างเต็มอก ทว่าความเป็นจริงวันนี้กลับทำให้เรารู้สึกหมดหวัง หลายท่านอาจเข้าใจเพราะเคยเผชิญภาวะหมดไฟ (Burnout) กับการเรียนมาบ้าง แต่สำหรับเรา เรื่องของการเมืองก็ทำให้หมดไฟและเหนื่อยใจไม่แพ้กันเลย

          มันเป็นความรู้สึกที่ทำให้มีหวัง แล้วก็โดนดับฝัน มีโกงกันแล้วก็มีหักหลัง ไม่แปลกเลยค่ะที่ตัวเราในฐานะเด็กรุ่นใหม่ (Gen z) จะไม่ได้อินการเมืองเท่าคนรุ่นก่อน หรือกระทั่งเพื่อนๆ คนอื่นที่ไฟในเรื่องนี้ยังคงลุกโชนอยู่ เพราะมันยากเหลือเกินที่จะจุดไฟในใจให้ติดอีกครั้ง หลังจากผ่านความผิดหวังมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า

          จะว่าไปก็แปลกดี ที่เราเรียนมหาวิทยาลัยที่โดดเด่นด้านนี้โดยเฉพาะ แต่มันกลับไม่ได้ซึมเข้ามาในสายเลือดเอาเสียเลย หรือบางทีมันอาจจะซึมเข้าไปแล้ว แต่อาจโดนความผิดหวังชำระออกเสียหมด

          เรื่องราวต่อไปนี้เป็นเรื่องราวที่ทำให้เราเปลี่ยนมุมมองของตัวเองไปตลอดชีวิต จากเด็กคนหนึ่งที่ไม่ชอบการเมือง แต่กลับต้องมาทำงานช่วงเลือกตั้งนายกท้องถิ่น และมันมอบบทเรียนที่มีค่าบางอย่างให้กับเด็กเพิ่งหัดเติบโตในโลกความเป็นจริง
.

เมื่อบททดสอบชีวิตโยนโอกาสที่ไม่ต้องการให้ ถ้าเป็นคุณ จะคว้ามันไหม?

          ในช่วงปิดเทอมใหญ่จวนจะขึ้นปี 4 เราได้เห็นเพื่อนๆ ต่างใช้ชีวิตและเติบโตไปคนละเส้นทาง บางคนเที่ยวพักผ่อน นอนอยู่บ้าน ค้นหาตัวเอง หรือไม่ก็ฝึกงาน แต่หากพูดถึงชีวิตเราก็คงหนีไม่พ้นการกลับบ้านต่างจังหวัดเพื่อทำงานพาร์ทไทม์อย่างเคย ทว่าครั้งนี้กลับแตกต่างออกไป เพราะโอกาสที่เข้ามาดันเป็นงานเกี่ยวกับการเมือง แถมยังเป็นฝ่าย ‘ขั้วตรงข้าม’ กับอุดมการณ์ที่เราเคยยึดมั่นในตอนที่ยังมีหวังเสียด้วย การทำงานครั้งนี้จึงกลายเป็นการเผชิญหน้ากันระหว่าง ‘โอกาส’ และ ‘จุดยืน’ ที่เลี่ยงได้ยาก

          เรื่องมันเริ่มมาจากความว้าวุ่นของวัยรุ่นที่กำลังหาที่ฝึกงาน เอาเข้าจริงมันไม่ได้ง่ายเลย เรายื่นไปหลายที่ แต่ก็ไม่มีที่ไหนตอบกลับมา จนในที่สุดเราตัดสินใจเปลี่ยนแผนมาเป็นการหางานทำในกรุงเทพฯ แทน พอปิดเทอมปุ๊บก็รีบเก็บกระเป๋ากลับบ้านไปเยี่ยมครอบครัวปั๊บ โดยตั้งใจว่าเสร็จธุระแล้วจะรีบกลับกรุงเทพฯ เพื่อหางานทำโดยไว แต่ใครจะไปคิดละว่า แผนที่วางไว้กลับล่มไม่เป็นท่า ทำให้เราไม่ได้กลับมหาวิทยาลัยในช่วงปิดเทอมอีกเลย 

          ต้นเหตุของเรื่องราวมาจากแม่ของแฟนเรา เมื่อครั้งเจอกัน คุณแม่รีบหาจังหวะเข้ามาถามไถ่ว่าช่วงปิดเทอมเราว่างหรือเปล่า พอตอบกลับไปว่าอยากลับไปหางานทำที่มหาวิทยาลัย สุดท้ายก็โดนท่านล็อกตัวไว้เสียก่อน โดยภายในวันนั้น ท่านให้เรารีบไปสมัครงานทันที และใช่ มันคืองานที่เกี่ยวกับการเมือง ซึ่งหน้าที่ที่ต้องทำก็คือ ‘ผู้ช่วยหาเสียง’ มันทำให้เราอึ้งไปชั่วขณะ แต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อผู้ใหญ่หยิบยื่นโอกาสให้เรามาช่วยงาน ครั้งนั้นทำให้เราตระหนักว่า โอกาสมักจะเข้ามาหาโดยที่เราไม่ทันตั้งตัวเสมอ

          ขอเท้าความไปช่วงเลือกตั้งนายกฯ ระดับประเทศที่ผ่านมา พูดได้เลยว่าหัวแทบจะระเบิดเมื่อครั้งที่ต้องเขียนงานส่งอาจารย์ โดยเรื่องที่เขียนล้วนมีแต่เรื่องการเมืองทั้งนั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่เราไม่ถนัดเอาเสียเลย อีกทั้งแม่แฟนก็ยังอยู่ขั้วตรงข้าม ไม่เพียงเท่านั้น ท่านยังหัวรุนแรงจนเราไม่อยากคุยด้วยอยู่ช่วงหนึ่งเลย

          มีครั้งหนึ่งคุณแม่ถามว่า “ส่วนใหญ่เพื่อนรุ่นๆ เราเขาเชียร์ฝั่งไหนกัน?” คำถามที่ไม่ควรถาม แต่ไม่ตอบก็ไม่ได้อีก เราเลยตอบกลับอย่างสุภาพไปว่า “อ๋อ มหาลัยหนูเขาอิสระเสรี มีเชียร์หลายๆ พรรคอยู่ค่ะ” แต่พอเจอคำถามเดิมลองเชิงซ้ำๆ เราเลยตอบกลับด้วยความหงุดหงิดใจไปว่า “เดี๋ยวนี้วัยรุ่นเขาไม่ค่อยสนใจเรื่องการเมืองขนาดนั้นหรอกค่า เค้าเรียนเยอะ สนใจแค่ชีวิตตัวเอง” หลังได้ยินคำตอบนี้ คุณแม่เงียบไปในทันที เมื่อพูดจบเราเลยขอตีตัวออกห่างจากครอบครัวแฟนในเวลาต่อมา เพราะความไม่สบายใจที่ถูกก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวมาตลอดหลายเดือน โดยคำพูดทิ้งท้ายหลังจากทะเลาะเรื่องการเมืองระหว่างเรากับแฟนคือ 

          “พรรคอื่นๆ เขาไม่ได้มาช่วยแม่เรา ดังนั้นการเมืองมันก็ขึ้นอยู่กับว่า ฝั่งไหนให้ประโยชน์และช่วยเหลือเรามากกว่า”

          เป็นประโยคที่ฟังแล้วเจ็บจี๊ด แต่ดึงสติเรากลับสู่โลกความเป็นจริงได้อย่างไว นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นแรกที่ทำให้เราเปลี่ยนมุมมองไปไม่เหมือนเดิม
.

เกราะป้องกันบนโลกความจริง

          เริ่มงานวันแรกกับการทำงานที่ไม่อยากทำ ทางเดียวที่ทำได้ก็คือ ‘เปิดใจและไปต่อ’

          ปกติตอนเรียนอยู่ เวลาอยากรู้จักใครสักคน การถามไถ่ว่า ชื่ออะไร อยู่ปีไหน อยู่คณะอะไร แค่นี้คนคงพอจะเข้าใจว่าความชอบและความสามารถของเราโดดเด่นในด้านใดแล้ว แต่ครั้งนี้กลับต่างออกไป เพราะมันไม่มีสถาบันและสถานภาพนักศึกษามาเป็นเกราะป้องกันแล้ว มีแต่การลงสนามบนโลกความเป็นจริงเท่านั้น ที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเราเจ๋งแค่ไหน

          ท่ามกลางร้านอาหารชื่อดังที่รายล้อมไปด้วยผู้คนมากมาย เท่าที่เราสังเกตเห็น มีตั้งแต่ผู้ใหญ่และคนระดับสูง รวมไปถึงคุณป้าที่แต่งตัวไม่ค่อยเนี้ยบ ซึ่งก็พอจะเดาได้ว่าเป็นชาวบ้านธรรมดาอย่างเราๆ แต่เพราะจำนวนผู้ใหญ่มีมากถึง 30 ชีวิต มีคนรุ่นราวคราวเดียวกันเพียง 2-3 คน จึงยังคงสร้างความอึดอัดใจไม่น้อย

          ในโลกของการทำงานการเมืองที่มองฐานะทางสังคม อำนาจ ดีหน่อยก็อาจจะเป็นผลงาน…ตั้งแต่ครั้งแรกที่พบหน้ากัน พวกผู้ใหญ่จี้ถามเราว่าเป็นลูกเต้าเหล่าใคร เราทำได้แค่ตอบไปว่าเป็นแฟนลูกประธานชุมชน (แม่แฟน) แล้วส่งยิ้มเจื่อนๆ ไป การร่วมโต๊ะอาหารใหญ่ครั้งแรกก่อนการเดินหาเสียงถือว่าเป็นมื้อที่อึดอัดใจและยากจะคลี่คลาย แต่เด็กที่ยังไม่จบอย่างเราจะเอาอะไรเข้าสู้คงลำบาก

          หลังจากวันนั้น ในทุกวันที่มาทำงาน เราบอกกับตัวเองเสมอว่า เมื่อไม่ได้มีชื่อเสียงด้านความรวย หรือเป็นลูกคนใหญ่คนโตในพื้นที่ สิ่งเดียวที่จะทำให้เขาเห็นค่าเราได้นั่นก็คือ ‘ความสามารถ’ นี่แหละค่ะจุดเปลี่ยนที่สองที่ทำให้เราปรับตัวและทำให้มองการทำงานไม่ได้น่าเบื่อเสมอไป
.

มองภาพใหม่ในการทำงาน พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส ได้เวลาของนักข่าวจำเป็น

          ‘การสื่อสาร’ เป็นหัวใจหลักในการเชื่อมต่อและทำความเข้าใจผู้คน นี่คือสิ่งที่เราตกตะกอนจากการเรียนมาตลอดระยะเวลา 3 ปี คราวนี้แหละได้เวลาใช้อาวุธลับ เราได้ลงพื้นที่ชุมชนตามที่เราใฝ่ฝัน ได้เป็นทั้งตากล้องจำเป็นยันสัมภาษณ์ชาวบ้านถึงเรื่องปัญหาที่กำลังพบเจอ เช่น เรื่องการทำถนนหนทางที่ยังไม่แล้วเสร็จเสียที เรื่องน้ำท่วม และเรื่องภาพลักษณ์เมืองแห่งการท่องเที่ยวกลางคืน พูดได้ว่าจังหวะนี้เหมือนสวมวิญญาณนักข่าวภาคสนามเลย (ฮา)

          จะมีงานไหนที่ลงไปคลุกคลีถึงบ้านของพี่น้องประชาชนขนาดนี้ภายในระยะเวลาไม่ถึงเดือนอีก เราได้เดินไปทั่วพื้นที่รอบเมืองบ้านเกิดของตัวเอง ทำให้ได้รู้จักที่ใหม่ๆ คนใหม่ๆ และได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ ความคิดที่ถูกปิดตายถูกเปิดออกมาอีกครั้งด้วยเรื่องของการเมืองท้องถิ่น ซึ่งความเป็นจริงต่างจากการเมืองระดับประเทศตามที่เราเข้าใจสิ้นเชิง 

          นอกจากนี้ การร่วมงานกับผู้ใหญ่ยังมีหลายอารมณ์ เดี๋ยวให้มาเร็ว สักพักบอกอีก 2 ชั่วโมงค่อยมา เดี๋ยวบอกเดินที่นั่น แต่ไม่กี่นาทีต่อมากลับเปลี่ยนที่ โดยมีเหตุผลคือการจัดการที่ไม่ลงตัว ทำให้เราต้องปรับตัวอยู่ช่วงหนึ่งเลย

          ความเบื่อหน่ายจากการเดินตากแดดร้อนๆ ต้องทำหน้าที่ให้ดีเพื่อพิสูจน์ตัวเอง มันยากมากสำหรับเด็กที่ไม่มีตัวตนและถูกคนอื่นดูถูกรังแก ถ้ายอมแพ้ตั้งแต่ครั้งแรก เราคงก้มหน้าทำงานไปเงียบๆ และใช้ชีวิตแบบที่เคยเป็นเงาอย่างเดิม แต่ท่ามกลางความกดดันเหล่านี้ เราจะไม่เป็นแบบนั้น ถ้าอยากจะเป็นนักรบที่แข็งแกร่งและถูกพูดถึง เราต้องสร้างตัวตนให้คนรู้จักเราก่อน และหากเปรียบชีวิตเป็นดั่งละคร นี่ก็คงเป็นฉากที่ทำให้นักแสดงมือใหม่คนนี้ได้ฝากฝีไม้ลายมือ เพื่อหวังว่าสักวันผลงานจะเตะตาใครบางคนเข้า
.

เมื่อการเมืองยุคใหม่ชอบคน Gen z วันนี้เรามากู้ศักดิ์ศรีให้คน Gen นี้กัน

          เมื่อเริ่มงาน อย่างแรกที่ทำได้คงเป็นการช่วยเหลือเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างเช่น ถือของ ทำงานตามที่บอก พูดง่ายๆ คือ ว่านอนสอนง่ายนั่นเอง และที่สำคัญต้องอดทนและห้ามปริปากบ่น ไม่เช่นนั้นอาจถูกมองว่าไม่สู้งานได้

          อย่างที่สอง เสนอหน้า คำนี้อาจดูแรง แต่ถ้าพูดตามหลักคือ เวลาผู้ใหญ่ให้มาถ่ายรูปด้วย หรือมีงานอะไรให้ทำไปก่อน อย่าไปตั้งแง่หรือคิดลบตั้งแต่แรก เพราะการทำงานการเมืองยุคนี้เขาต้องการเด็กรุ่นใหม่มาสร้างสีสันและเพิ่มความสดใหม่ ถ้าหากเราสามารถช่วงชิงพื้นที่สื่อได้ อาจทำให้เราถูกพูดถึงในวงกว้างและเพิ่มโอกาสในการทำงานในอนาคต 

          อย่างสุดท้าย พอคนเริ่มเห็นเราแล้ว ต่อไปผู้ใหญ่จะไว้ใจ ฝากฝังให้ทำงาน คนข้างนอกก็จะมาถามไถ่เราเองว่าชื่ออะไร อายุเท่าไหร่ เรียนที่ไหนมา พอเค้ารู้และเห็นถึงความสามารถ สิ่งเหล่านี้ก็จะกลายเป็นเกราะป้องกันชั้นดีสำหรับการต่อสู้บนโลกความเป็นจริง

          จากเด็กที่ไม่มีตัวตน ถูกคนรอบข้างมองข้าม ความรู้สึกที่เจ็บลึกเหมือนเราเป็นธาตุอากาศ การมาทำงานครั้งนี้เพียงไม่กี่วันกลับปลดล็อกแผลในใจและทำให้เรามีตัวตนขึ้นมาอีกครั้ง 

          จุดเปลี่ยนที่สามคือจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ทำให้เราเติบโตและพร้อมเผชิญโลกความเป็นจริง เรารู้แล้วว่า เมื่อเขาสนใจเรามากพอ เขาก็จะยิ่งอยากรับฟังเรื่องของเรามากขึ้น ผิดกับที่เมื่อเขาไม่สนใจเรา เราจะกลายเป็นธาตุอากาศไปในทันที

          จากเด็ก Gen z ที่หันหลังให้กับการเมืองสู่การเข้ามาทำงานสายนี้ การได้ลงไปคลุกคลีและเปิดใจให้กว้างขึ้นจึงทำให้ได้เข้าใจแล้วว่า ความถูกต้องและทฤษฎีอาจเป็นสิ่งที่หาได้จากห้องเรียน แต่ในโลกของความเป็นจริงนั้น ผลประโยชน์และการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจอาจหาได้จากการเมือง 

          แล้วเพื่อนๆ พร้อมที่จะเติบโตและเผชิญโลกที่ว่าด้วยเรื่องของ ‘การเมือง’ บนโลกความเป็นจริงแล้วหรือยัง?


          เราเคยได้ยินวลีที่ว่า ‘เกลียดอย่างไร ได้อย่างนั้น’ ผ่านหู
มาบ้าง หากไม่เคยคิดเลยว่าคำนี้จะเกิดขึ้นจริงกับชีวิตราว
กับละคร เมื่อคนที่ไม่ชอบการเมืองดันต้องมาทำงานการ
เมืองอย่างหลีกหนีไม่ได้

          ‘การเมืองกับการใช้ชีวิตเป็นของคู่กัน’

          ทุกท่านเห็นด้วยหรือเปล่า? แม้ว่าอยากตอบว่าเห็นด้วย
อย่างเต็มอก ทว่าความเป็นจริงวันนี้กลับทำให้เรารู้สึกหมดหวัง หลายท่านอาจเข้าใจเพราะเคยเผชิญภาวะหมดไฟ
(Burnout) กับการเรียนมาบ้าง แต่สำหรับเรา เรื่องของการเมืองก็ทำให้หมดไฟและเหนื่อยใจไม่แพ้กันเลย

          มันเป็นความรู้สึกที่ทำให้มีหวัง แล้วก็โดนดับฝัน
มีโกงกันแล้วก็มีหักหลัง ไม่แปลกเลยค่ะที่ตัวเราในฐานะ
เด็กรุ่นใหม่ (Gen z) จะไม่ได้อินการเมืองเท่าคนรุ่นก่อน
หรือกระทั่งเพื่อนๆ คนอื่นที่ไฟในเรื่องนี้ยังคงลุกโชนอยู่
เพราะมันยากเหลือเกินที่จะจุดไฟในใจให้ติดอีกครั้ง
หลังจากผ่านความผิดหวังมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า

          จะว่าไปก็แปลกดี ที่เราเรียนมหาวิทยาลัยที่โดดเด่น
ด้านนี้โดยเฉพาะ แต่มันกลับไม่ได้ซึมเข้ามาในสายเลือด
เอาเสียเลย หรือบางทีมันอาจจะซึมเข้าไปแล้ว แต่อาจโดน
ความผิดหวังชำระออกเสียหมด

          เรื่องราวต่อไปนี้เป็นเรื่องราวที่ทำให้เราเปลี่ยนมุมมอง
ของตัวเองไปตลอดชีวิต จากเด็กคนหนึ่งที่ไม่ชอบการเมือง
แต่กลับต้องมาทำงานช่วงเลือกตั้งนายกท้องถิ่น และมันมอบ
บทเรียนที่มีค่าบางอย่างให้กับเด็กเพิ่งหัดเติบโตในโลก
ความเป็นจริง
.

เมื่อบททดสอบชีวิตโยนโอกาสที่ไม่ต้องการให้
ถ้าเป็นคุณ จะคว้ามันไหม?

          ในช่วงปิดเทอมใหญ่จวนจะขึ้นปี 4 เราได้เห็นเพื่อนๆ
ต่างใช้ชีวิตและเติบโตไปคนละเส้นทาง บางคนไปพักผ่อน
นอนอยู่บ้าน ค้นหาตัวเอง หรือไม่ก็ฝึกงาน แต่หากพูดถึงชีวิต
เราก็คงหนีไม่พ้นการกลับบ้านต่างจังหวัดเพื่อทำงานพาร์ทไทม์อย่างเคย ทว่าครั้งนี้กลับแตกต่างออกไป เพราะโอกาสที่เข้ามาดันเป็นงานเกี่ยวกับการเมือง แถมยังเป็นฝ่าย ‘ขั้วตรงข้าม’ กับอุดมการณ์ที่เราเคยยึดมั่นในตอนที่ยัง
มีหวังเสียด้วย การทำงานครั้งนี้จึงกลายเป็นการเผชิญหน้า
กันระหว่าง ‘โอกาส’ และ ‘จุดยืน’ ที่เลี่ยงได้ยาก

          เรื่องมันเริ่มมาจากความว้าวุ่นของวัยรุ่นที่กำลังหาที่
ฝึกงาน เอาเข้าจริงมันไม่ได้ง่ายเลย เรายื่นไปหลายที่ แต่ก็
ไม่มีที่ไหนตอบกลับมา จนในที่สุดเราตัดสินใจเปลี่ยนแผน
มาเป็นการหางานทำในกรุงเทพฯ แทน พอปิดเทอมปุ๊บก็รีบ
เก็บกระเป๋ากลับบ้านไปเยี่ยมครอบครัวปั๊บ โดยตั้งใจว่า
เสร็จธุระแล้วจะรีบกลับกรุงเทพฯ เพื่อหางานทำโดยไว
แต่ใครจะไปคิดละว่า แผนที่วางไว้กลับล่มไม่เป็นท่า ทำให้
เราไม่ได้กลับมหาวิทยาลัยในช่วงปิดเทอมอีกเลย 

          ต้นเหตุของเรื่องราวมาจากแม่ของแฟนเรา เมื่อครั้ง
เจอกัน คุณแม่รีบหาจังหวะเข้ามาถามไถ่ว่าช่วงปิดเทอม
เราว่างหรือเปล่า พอตอบกลับไปว่าอยากลับไปหางานทำ
ที่มหาวิทยาลัย สุดท้ายก็โดนท่านล็อกตัวไว้เสียก่อน
โดยภายในวันนั้น ท่านให้เรารีบไปสมัครงานทันที และใช่
มันคืองานที่เกี่ยวกับการเมือง ซึ่งหน้าที่ที่ต้องทำก็คือ
‘ผู้ช่วยหาเสียง’ ทำให้เราอึ้งไปชั่วขณะ แต่จะทำอย่างไรได้
ในเมื่อผู้ใหญ่หยิบยื่นโอกาสให้เรามาช่วยงาน ครั้งนั้นทำให้
เราตระหนักว่า โอกาสมักจะเข้ามาหาโดยที่เราไม่ทันตั้งตัว
เสมอ

          เท้าความไปช่วงเลือกตั้งนายกฯ ระดับประเทศที่ผ่านมา
พูดได้เลยว่าหัวแทบจะระเบิดเมื่อต้องเขียนงานส่งอาจารย์
โดยเรื่องที่เขียนล้วนมีแต่เรื่องการเมืองทั้งนั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่
เราไม่ถนัดเอาเสียเลย อีกทั้งแม่แฟนก็ยังอยู่ขั้วตรงข้าม
ไม่เพียงเท่านั้น ท่านยังหัวรุนแรงจนเราไม่อยากคุยด้วยอยู่
ช่วงหนึ่งเลย

          มีครั้งหนึ่งคุณแม่ถามว่า
         
          “ส่วนใหญ่เพื่อนรุ่นๆ เราเขาเชียร์ฝั่งไหนกัน?”

          คำถามที่ไม่ควรถาม แต่ไม่ตอบก็ไม่ได้อีก เราเลยตอบ
กลับอย่างสุภาพไปว่า “อ๋อ มหาลัยหนูเขาอิสระเสรี มีเชียร์
หลายๆ พรรคอยู่ค่ะ” แต่พอเจอคำถามเดิมลองเชิงซ้ำๆ เรา
เลยตอบกลับด้วยความหงุดหงิดใจไปว่า “เดี๋ยวนี้วัยรุ่นเขา
ไม่ค่อยสนใจเรื่องการเมืองขนาดนั้นหรอกค่า เค้าเรียนเยอะ
สนใจแค่ชีวิตตัวเอง” หลังได้ยินคำตอบนี้ คุณแม่เงียบไปใน
ทันที เมื่อพูดจบเราเลยขอตีตัวออกห่างจากครอบครัวแฟน
ในเวลาต่อมา เพราะไม่สบายใจที่ถูกก้าวก่ายเรื่องส่วนตัว
มาตลอดหลายเดือน โดยคำพูดทิ้งท้ายหลังจากทะเลาะเรื่อง
การเมืองระหว่างเรากับแฟนคือ 

          “พรรคอื่นๆ เขาไม่ได้มาช่วยแม่เรา ดังนั้นการเมืองมันก็ขึ้นอยู่กับว่า ฝั่งไหนให้ประโยชน์และช่วยเหลือเรามากกว่า”

          เป็นประโยคที่ฟังแล้วเจ็บจี๊ด แต่ดึงสติเรากลับสู่โลก
ความเป็นจริงได้อย่างไว นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นแรกที่ทำให้เรา
เปลี่ยนมุมมองไปไม่เหมือนเดิม
.

เกราะป้องกันบนโลกความจริง

          เริ่มงานวันแรกกับการทำงานที่ไม่อยากทำ ทางเดียวที่
ทำได้ก็คือ ‘เปิดใจและไปต่อ’

          ปกติตอนเรียนอยู่ เวลาอยากรู้จักใครสักคน การถามไถ่
ว่า ชื่ออะไร อยู่ปีไหน อยู่คณะอะไร แค่นี้คนคงพอจะเข้าใจว่า
ความชอบและความสามารถของเราโดดเด่นในด้านใดแล้ว
แต่ครั้งนี้กลับต่างออกไป เพราะไม่มีสถาบันและสถานภาพ
นักศึกษามาเป็นเกราะป้องกันแล้ว มีแต่การลงสนามบนโลก
ความเป็นจริงเท่านั้น ที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเราเจ๋งแค่ไหน

          ท่ามกลางร้านอาหารชื่อดังที่รายล้อมไปด้วยผู้คน
มากมาย เท่าที่เราสังเกตเห็น มีตั้งแต่ผู้ใหญ่และคนระดับสูง
รวมไปถึงคุณป้าที่แต่งตัวไม่ค่อยเนี้ยบ ซึ่งก็พอจะเดาได้ว่า
เป็นชาวบ้านธรรมดาอย่างเราๆ แต่เพราะจำนวนผู้ใหญ่มี
มากถึง 30 ชีวิต มีคนรุ่นราวคราวเดียวกันเพียง 2-3 คน
จึงยังคงสร้างความอึดอัดใจไม่น้อย

          ในโลกของการทำงานการเมืองที่มองฐานะทางสังคม
อำนาจ ดีหน่อยก็อาจจะเป็นผลงาน…ตั้งแต่ครั้งแรกที่พบ
หน้ากัน พวกผู้ใหญ่จี้ถามเราว่าเป็นลูกเต้าเหล่าใคร เราทำ
ได้แค่ตอบไปว่าเป็นแฟนลูกประธานชุมชน (แม่แฟน) แล้ว
ส่งยิ้มเจื่อนๆ ไป การร่วมโต๊ะอาหารใหญ่ครั้งแรกก่อนการ
เดินหาเสียงถือว่าเป็นมื้อที่อึดอัดใจและยากจะคลี่คลาย
แต่เด็กที่ยังไม่จบอย่างเราจะเอาอะไรเข้าสู้คงลำบาก

          หลังจากวันนั้น ในทุกวันที่มาทำงาน เราบอกกับตัวเองเสมอว่า เมื่อไม่ได้มีชื่อเสียงด้านความรวย หรือเป็นลูกคนใหญ่คนโตในพื้นที่ สิ่งเดียวที่จะทำให้เขาเห็นค่าเราได้นั่นก็คือ ‘ความสามารถ’ นี่แหละค่ะจุดเปลี่ยนที่สองที่ทำให้เราปรับตัวและทำให้มองการทำงานไม่ได้น่าเบื่อเสมอไป
.

มองภาพใหม่ในการทำงาน พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส
ได้เวลาของนักข่าวจำเป็น

          ‘การสื่อสาร’ เป็นหัวใจหลักในการเชื่อมต่อและทำความเข้าใจผู้คน นี่คือสิ่งที่เราตกตะกอนจากการเรียน
มาตลอดระยะเวลา 3 ปี คราวนี้แหละได้เวลาใช้อาวุธลับ
เราได้ลงพื้นที่ชุมชนตามที่เราใฝ่ฝัน ได้เป็นทั้งตากล้อง
จำเป็นยันสัมภาษณ์ชาวบ้านถึงเรื่องปัญหาที่กำลังพบเจอ
เช่น เรื่องการทำถนนหนทางที่ยังไม่แล้วเสร็จเสียที
เรื่องน้ำท่วม และเรื่องภาพลักษณ์เมืองแห่งการท่องเที่ยว
กลางคืน พูดได้ว่าจังหวะนี้เหมือนสวมวิญญาณนักข่าวภาคสนามเลย (ฮา)

          จะมีงานไหนที่ลงไปคลุกคลีถึงบ้านพี่น้องประชาชน
ขนาดนี้ภายในระยะเวลาไม่ถึงเดือนอีก เราได้เดินไปทั่วพื้นที่
รอบเมืองบ้านเกิดของตัวเอง ทำให้ได้รู้จักที่ใหม่ๆ คนใหม่ๆ
และได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ ความคิดที่ถูกปิดตายถูกเปิด
ออกมาอีกครั้งด้วยเรื่องของการเมืองท้องถิ่น ซึ่งความเป็น
จริงต่างจากการเมืองระดับประเทศตามที่เราเข้าใจสิ้นเชิง 

          นอกจากนี้ การร่วมงานกับผู้ใหญ่ยังมีหลายอารมณ์ เดี๋ยวให้มาเร็ว สักพักบอกอีก 2 ชั่วโมงค่อยมา เดี๋ยวบอกเดินที่นั่น แต่ไม่กี่นาทีต่อมากลับเปลี่ยนที่ โดยมีเหตุผลคือการจัดการที่ไม่ลงตัว ทำให้เราต้องปรับตัวอยู่ช่วงหนึ่งเลย

          ความเบื่อหน่ายจากการเดินตากแดดร้อนๆ ต้องทำ
หน้าที่ให้ดีเพื่อพิสูจน์ตัวเอง มันยากมากสำหรับเด็กที่ไม่มี
ตัวตนและถูกคนอื่นดูถูกรังแก ถ้ายอมแพ้ตั้งแต่ครั้งแรก
เราคงก้มหน้าทำงานไปเงียบๆ และใช้ชีวิตแบบที่เคยเป็น
เงาอย่างเดิม แต่ท่ามกลางความกดดันเหล่านี้ เราจะไม่เป็น
แบบนั้น ถ้าอยากจะเป็นนักรบที่แข็งแกร่งและถูกพูดถึง
เราต้องสร้างตัวตนให้คนรู้จักเราก่อน และหากเปรียบชีวิต
เป็นดั่งละคร นี่ก็คงเป็นฉากที่ทำให้นักแสดงมือใหม่คนนี้ได้
ฝากฝีไม้ลายมือ เพื่อหวังว่าสักวันผลงานจะเตะตาใครบาง
คนเข้า
.

เมื่อการเมืองยุคใหม่ชอบคน Gen z
วันนี้เรามากู้ศักดิ์ศรีให้คน Gen นี้กัน

          เมื่อเริ่มงาน อย่างแรกที่ทำได้คงเป็นการช่วยเหลือเรื่อง
เล็กๆ น้อยๆ อย่างเช่น ถือของ ทำงานตามที่บอก พูดง่ายๆ
คือ ว่านอนสอนง่ายนั่นเอง ที่สำคัญต้องอดทนและห้าม
ปริปากบ่น ไม่เช่นนั้นอาจถูกมองว่าไม่สู้งานได้

          อย่างที่สอง เสนอหน้า คำนี้อาจดูแรง แต่ถ้าพูดตามหลัก
คือ เวลาผู้ใหญ่ให้ถ่ายรูปด้วย หรือมีงานอะไรให้ทำไปก่อน
อย่าตั้งแง่หรือคิดลบตั้งแต่แรก เพราะการทำงานการเมือง
ยุคนี้ต้องการเด็กรุ่นใหม่มาสร้างสีสันและเพิ่มความสดใหม่
ถ้าหากเราสามารถช่วงชิงพื้นที่สื่อได้ อาจทำให้เราถูกพูดถึง
ในวงกว้างและเพิ่มโอกาสในการทำงานในอนาคต 

          อย่างสุดท้าย พอคนเริ่มเห็นเราแล้ว ต่อไปผู้ใหญ่จะ
ไว้ใจ ฝากฝังให้ทำงาน คนข้างนอกก็จะมาถามไถ่เราเอง
ว่าชื่ออะไร อายุเท่าไหร่ เรียนที่ไหนมา พอเค้ารู้และเห็นถึง
ความสามารถ สิ่งเหล่านี้ก็จะกลายเป็นเกราะป้องกันชั้นดี
สำหรับการต่อสู้บนโลกความเป็นจริง

          จากเด็กที่ไม่มีตัวตน ถูกคนรอบข้างมองข้าม ความรู้สึก
ที่เจ็บลึกเหมือนเราเป็นธาตุอากาศ การมาทำงานครั้งนี้เพียง
ไม่กี่วันกลับปลดล็อกแผลในใจและทำให้เรามีตัวตนขึ้นมา
อีกครั้ง 

          จุดเปลี่ยนที่สามคือจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ทำให้เรา
เติบโตและพร้อมเผชิญโลกความเป็นจริง เรารู้แล้วว่า เมื่อ
สนใจเรามากพอ เขาก็จะยิ่งอยากรับฟังเรื่องของเรามากขึ้น
ผิดกับที่เมื่อเขาไม่สนใจเรา เราจะกลายเป็นธาตุอากาศไป
ในทันที

          จากเด็ก Gen z ที่หันหลังให้กับการเมืองสู่การเข้ามา
ทำงานสายนี้ การได้ลงไปคลุกคลีและเปิดใจให้กว้างขึ้นจึง
ทำให้ได้เข้าใจแล้วว่า ความถูกต้องและทฤษฎีอาจเป็นสิ่งที่
หาได้จากห้องเรียน แต่ในโลกของความเป็นจริงนั้น
ผลประโยชน์และการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจอาจหาได้
จากการเมือง 

          แล้วเพื่อนๆ พร้อมที่จะเติบโตและเผชิญโลกที่ว่าด้วยเรื่องของ ‘การเมือง’ บนโลกความเป็นจริงแล้วหรือยัง?

Writer & Graphic Designer

วรนิษฐ์ ภัคคะศรีโรจน์

เด็กหญิงที่เคยซ่อนตัวในพื้นที่ปลอดภัย
แต่วันนี้เริ่มหัดผจญภัยในโลกแห่งความจริง

Discover more from Awake1525

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading