ฉันเป็นคนเก่ง………
ใครหลายคนเคยบอกกับฉันแบบนี้ ซึ่งพวกเขาคงไม่ได้
พูดอะไรผิดเท่าไหร่นัก เพราะฉันก็เชื่อในศักยภาพของ
ตัวเองอยู่ไม่น้อย อาจจะเอนเอียงไปทางหลงตัวเองนิดๆ
อยู่บ้างเหมือนกัน
ใครหลายคนบอกกับฉันแบบนั้น ในวันที่ฉันมีรูปรับ
พระราชทานปริญญาบัตรติดอยู่ที่ผนังบ้านแล้ว หรือบางคน
ก็พูดคำนั้นหลังจากได้เห็นผลงานเชิงประจักษ์บางอย่างที่
พิสูจน์สู่สายตา จนพวกเขาสามารถยอมรับได้ว่าฉันเก่ง
อันที่จริงฉันอาจไม่มีทางได้ยินคำชื่นชมจากใครเลย
หากช่วงชีวิตที่ผ่านมาไม่เคยได้พานพบกับ ‘เหล่าซือเมย์’
และ ‘เหล่าซือเอ๋ย’ ผู้เป็นจุดเปลี่ยนแรกในชีวิตของเด็ก
ผู้หญิงที่ (เคย) ไม่เอาไหนคนหนึ่ง ให้กลายเป็นคนที่กำลัง
วิ่งไล่ตามความฝันของตัวเองอย่างบ้าคลั่ง
.
เรื่องนี้คงต้องย้อนกลับไปในช่วงสมัยวัยประถม ฉันเป็น
เพียงเด็กต่างจังหวัด เกิดที่โรงพยาบาลประจำจังหวัด
เรียนที่โรงเรียนรัฐบาลประจำจังหวัด อยู่ในครอบครัวฐานะ
ปานกลางในระดับที่สามารถส่งเสียให้ลูกเรียนหลักสูตร
ภาษาอังกฤษ (English Program : EP) ได้
ตอน ป.2 ฉันถูกส่งเข้าไปเรียน EP ในช่วงกลางเทอม
เดาว่าพ่อแม่คงอยากให้ฉันเรียนหลักสูตรเดียวกับพี่สาว
พร้อมกับความหวังที่อยากให้ได้เรียนในหลักสูตรที่ดีที่สุด
เท่าที่จะส่งเสียได้ เพื่อแลกกับคุณภาพการเรียนรู้ของลูก
ทว่าตัวฉันไม่มีพื้นฐานด้านภาษาเลย เมื่อเข้าไปเรียนใน
หลักสูตรภาษาอังกฤษโดยที่ไม่มีความพร้อมใดๆ นั้น มันก็
เป็นการผลัก…ให้ฉันกลายเป็นเด็ก ‘ท้ายห้อง’ ไปโดยปริยาย
ด้วยความไม่เข้าใจในสิ่งที่เรียน บวกกับความไม่รู้
ว่าต้องตั้งใจเรียนอย่างไร ไม่รู้แม้กระทั่งจะเรียนไปเพื่ออะไร
(จะเอาอะไรมากกับความคิดของเด็กที่อายุไม่ถึงเลข 2 หลัก)
ฉันจึงไม่ใช่เด็กที่เรียนได้เกรด 4.00 เหมือนเพื่อนในห้อง
ดำรงตนเป็นคนที่เรียนทิ้งๆ ขว้างๆ และเอาตัวรอดไปวันๆ
ซึ่งแน่นอนว่าพ่อแม่กังวลกับพฤติกรรมของฉันอยู่พอสมควร
เพราะฉันไม่ได้ใช้ชีวิตไปตามครรลองเหมือนอย่างที่พี่สาว
ตั้งมาตรฐานเอาไว้
ถึงกระนั้นฉันก็ยังอุตส่าห์เอาตัวรอดฝั่งมาสอบติด
หลักสูตร EP ในช่วง ม.ต้น ณ โรงเรียนประจำจังหวัดอีกครั้ง
ถึงแม้จะได้เป็นเพียงตัวสำรองลำดับที่ 12 แต่ก็โชคดีที่มีคน
สละสิทธิ์มาจนถึงลำดับของฉัน จึงได้เข้าเรียน EP ตามที่
พ่อกับแม่อยากให้เป็น และแน่นอนว่าฉันก็ยังเป็นเด็ก
ท้ายห้องที่ไม่เอาถ่านอยู่เหมือนเดิม การไปโรงเรียนไม่มี
อะไรไปมากกว่าการไปเล่นกับเพื่อนเท่านั้น
ส่วนจุดหมายในชีวิตน่ะหรือ ไม่ต้องพูดถึงเลย ล่องลอย
ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน ความสามารถอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นกีฬา ภาษา
หรือดนตรี ฉันก็ทำได้อย่างละนิดละหน่อยเหมือนเป็ดตัวหนึ่ง
จนมาถึงช่วงปิดเทอมฤดูร้อนของเด็ก ม.2 ที่กำลังจะขึ้น
ชั้น ม.3 ในช่วงนั้นโรงเรียนมีโครงการแลกเปลี่ยนระยะสั้นที่
เมืองกว่างโจว ประเทศจีนเป็นเวลา 2 สัปดาห์ เพื่อนๆ
หลายคนของฉันก็ให้ความสนใจ รวมกับราคาค่าโครงการ
ไม่ได้แพงมากนัก ฉันจึงขอพ่อและแม่ไปเข้าร่วมโครงการ
แลกเปลี่ยนระยะสั้นนี้ด้วยแน่นอนว่าจุดประสงค์ก็เพื่อ
ไปเที่ยวเล่นกับเพื่อน
ทว่าเป้าหมายหลัก ‘แค่ต้องการไปเล่นกับเพื่อน’ ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ฉันได้รู้จักกับ ‘เหล่าซือเมย์’ และ ‘เหล่าซือเอ๋ย’ ซึ่งเป็นคุณครูผู้ดูแลโครงการในขณะนั้น
.
老师 หรือที่อ่านว่า ‘เหล่าซือ’ แปลว่าคุณครูในภาษาไทย แต่เหล่าลูกศิษย์ต่างใช้คำนี้เรียกครูเมย์และครูเอ๋ย เพราะเธอทั้งสองเป็นครูสอนภาษาจีนในหมวดการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศของโรงเรียนที่ฉันเรียนอยู่
ตลอดเวลา 14 วัน ที่ประเทศจีน เราได้ใช้เวลาด้วยกัน
ทั้งการไปเรียนรู้ภาษาวัฒนธรรม ไปเที่ยวตามแพลนทริป
จนถึงการไปเดินเล่นตอนเย็น และด้วยความที่เหล่าซือ
ทั้งสองเป็นครูวัยรุ่นที่อายุห่างจากกลุ่มนักเรียนไม่มากนัก
จึงสามารถพูดคุยหยอกล้อได้เหมือนเป็นพี่สาวคนหนึ่ง
ส่งผลให้ความสนิทสนมของเหล่าซือเมย์ เหล่าซือเอ๋ย
และเหล่าลูกศิษย์ร่วมทริปทั้งหลาย รวมถึงตัวฉันด้วย
พุ่งพรวดขึ้นอย่างรวดเร็ว
หลังจากจบโครงการและเดินทางกลับมาไทย
ต่อจากนั้นไม่นานก็เข้าสู่ปีการศึกษาใหม่ ในหลักสูตร EP
บังคับให้นักเรียนทุกคนเลือกเรียนภาษาที่ 3 ด้วย ซึ่งมีให้
เลือกทั้งภาษาจีน ญี่ปุ่น เกาหลี และฝรั่งเศส ซึ่งก็เดาได้
ไม่ยากเลยว่าฉันจะต้องเลือกเรียนภาษาจีนอย่างแน่นอน
ไม่ใช่เพราะความใคร่รู้ในภาษาที่ออกเสียงฉิงฉ้องโช้งเช้ง
แต่เพราะรักครูต่างหากถึงเลือกเดินเข้าไปในห้องเรียนนั้น
.
ทุกปีที่โรงเรียนจะต้องตามหานักเรียนที่มีทักษะ
คอมพิวเตอร์ ทัศนศิลป์ ดนตรี นาฏศิลป์ ภาษาและวิชาการ
ไปจนถึงทักษะด้านการงานอาชีพเป็นตัวแทนไปแข่งขัน
ในรายการศิลปหัตถกรรมที่สำนักงานคณะกรรมการการ
ศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เสมือนว่าเป็นเวทีประชันฝีมือของ
เด็กแต่ละโรงเรียน ไล่ระดับการแข่งขันตั้งแต่ระดับเขต
การศึกษาไปจนถึงระดับประเทศ
ไม่รู้ว่าด้วยเหตุผลอะไรทำให้เหล่าซือเมย์ และ
เหล่าซือเอ๋ย เลือกฉันไปจับคู่กับเพื่อนอีกคนไปเป็นตัวแทน
ในการแข่งขันพูดเพื่ออาชีพหรือเรียกง่ายๆ ว่าแข่งไกด์
เป็นการแข่งขันพูดแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวในท้องถิ่นเป็น
ภาษาจีน ซึ่งฉันในตอนนั้นอ่านตัวอ่านภาษาจีนไม่ได้ด้วยซ้ำ
แต่ก็ยังคงเลือกที่จะทำต่อไปเพราะได้รับความไว้วางใจจาก
เหล่าซือมาแล้ว
หลังจากนั้นทุกวันตอนเย็นหลังเลิกเรียน เหล่าซือจะ
ต้องมานั่งสอนให้ฉันจำคำที่ฉันไม่รู้ความหมายเหล่านั้น
ทีละประโยค สอนให้ออกเสียงปรับสำเนียงให้ดูเชี่ยวชาญ
ทีละพยางค์ เราฝึกซ้อมกันอย่างเข้มข้นอยู่เป็นเดือนๆ
และคงนับได้ว่านี่เป็น ‘ครั้งแรก’ ที่ฉันรู้สึกจริงจังกับอะไร
สักอย่างในชีวิต
จากเด็กที่ไม่สามารถพูดภาษาจีนได้เลยสักคำก็
สามารถพูดได้อย่างคล่องแคล่วด้วยการให้เวลาและ
ความใส่ใจของเหล่าซือทั้งสองคน
แม้ว่าเราจะพ่ายแพ้ไปในการแข่งขันครั้งนั้น แต่ ณ
ตอนนั้นเอง ฉันได้ค้นพบแล้วว่าตัวเองสามารถทำอะไรได้ดี
.
จุดเริ่มต้นจากการแข่งขันครั้งนั้นทำให้ฉันเลือกเรียนใน
สายศิลป์ภาษาจีนตอน ม.4 แทนที่จะเรียนสายวิทย์ – คณิต
ที่ให้ทางเลือกในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้มากกว่า
เพราะรู้ตัวแล้วว่าตัวเองคงจะเหมาะกับการเรียนตัวอักษร
มากกว่าเรียนตัวเลข ฉันจึงตั้งใจศึกษาภาษาจีนอย่าง
สนุกสนานทั้งฟัง พูด อ่าน และเขียน
ฉันเริ่มเรียนภาษาจีนได้ราวหนึ่งปี ก็ถึงเวลาของการ
สอบวัดระดับภาษาจีน (HSK) ซึ่งการสอบ HSK นี้มีทั้งหมด
6 ระดับ เพื่อนๆ คนอื่นๆ เลือกสอบในระดับที่ 2 ซึ่งเป็นระดับ
เริ่มต้น แต่เหล่าซือบอกว่าฉันควรจะสอบระดับที่ 3 เพราะฉัน
มีศักยภาพที่จะสอบในระดับอื่นที่สูงกว่าระดับเริ่มต้นแล้ว
ฉันจึงเลือกสอบ HSK ระดับ 3 แทนตามที่เหล่าซือแนะนำ
และผลปรากฏออกมาว่าฉันได้คะแนน 288 คะแนนเต็ม 300
คะแนนสำหรับการสอบวัดระดับภาษาจีนครั้งแรกในชีวิต
เป็นข้อพิสูจน์แรกที่ทำให้ฉันเห็นความสามารถของ
ตัวเองว่าฉันทำมันได้ดีจริงๆ จากเด็กที่คะแนนอยู่รั้งท้าย
ในตอนนั้นกลายเป็นดาวรุ่งที่มีใบผลคะแนนจากการสอบ
วัดระดับติดประกาศอยู่ในบอร์ดห้องเรียน
เส้นทางที่เหล่าซือเมย์และเหล่าซือเอ๋ยได้พาฉันเดินมา
ในวันนั้น ได้ค้นพบทั้งตัวเองและความฝัน ช่วงระยะเวลา 3 ปี
ที่เรียนอยู่ในศิลป์ภาษาจีน ทำให้ในวันที่ต้องเลือกเข้าเรียน
ต่อในระดับมหาวิทยาลัย ฉันกล้าบอกกับที่บ้านได้เต็มปาก
ว่า “หนูอยากเป็นนักเขียน” จนในวันนี้ฉันได้เขียนเรื่องราว
มากมายอยู่ในเว็บไซต์หลายเว็บ รวมถึงเรื่องราวความ
ประทับใจนี้ด้วย
นึกไม่ออกเลยว่าถ้าในชีวิตนี้ฉันไม่เคยได้พบเจอ
เหล่าซือเมย์และเหล่าซือเอ๋ยที่มองเห็นศักยภาพในตัวฉัน
ตั้งแต่ในวันที่ฉันยังไม่รู้จักตัวเองเลยด้วยซ้ำ ถ้าไม่มี
พวกเธอทั้งสองคนที่เชื่อมั่นในตัวฉันวันนั้น คงไม่มีฉัน
ที่เชื่อมั่นในตัวเองได้ในวันนี้
Writer

พรวิภา หิรัญพฤกษ์
Just a fellow on the way you’re follow 🙂
Graphic Designer

สาวแกล(บ) โอตาเคะ
and to be continued ผู้หญิงกลางคืน
