วันวันหนึ่ง คนเราจะคิดเรื่องอะไรกัน?
ผมว่าเป็นคำถามที่น่าสนใจนะ ถ้าไปถามพ่อหรือแม่
ก็จะได้คำตอบแบบหนึ่ง ถ้าถามเพื่อน ก็อาจจะได้คำตอบ
อีกแบบ
แล้วคนเราเปลี่ยนหมวดหมู่ของเรื่องที่คิดไปอย่างถาวร
บ้างหรือเปล่า?
อย่างเปลี่ยนกรอบความคิด เปลี่ยนวิธีการตั้งคำถาม
บางทีคุณอาจเคยได้ยินอะไรทำนองนี้จากหนังสือหมวด
พัฒนาตัวเองบ้าง
แต่ผมไม่ได้กำลังจะบอกว่าสิ่งที่เปลี่ยนไปของผมเป็น
การพัฒนาตัวเองเพื่อเป็นตัวเองเวอร์ชั่นที่ดีขึ้นเหมือนใน
หนังสือเหล่านั้นหรอกนะ
ช่วงชีวิตที่ผมเริ่มสนใจอะไรมากกว่าแค่จะเล่นเกมยังไงให้ชนะ เกมอะไรน่าสนุก หรือซีซั่นนี้มีอนิเมะอะไรดูนั้น ผมกำลังเริ่มเสพพอดแคสต์ประวัติศาสตร์ สังคม การเมือง แล้วก็เริ่มตั้งคำถามแบบง่ายๆ กับกรอบการพัฒนาสังคมไทย
ไม่ใช่ว่าผมกำลังตื่นรู้ทางการเมืองเหมือนหลายๆ คน
ในช่วงเวลานั้นเป็นหรอก แต่เพราะการเห็นโลกที่กว้างขึ้น
แม้ความกว้างของโลกนั้นจะยังไม่ขยายกรอบความคิด
ทางการเมือง แต่มันก็เริ่มสร้างพัฒนาการทางความคิดใน
เรื่องทั่วๆ ไปของผม
ผมเริ่มมีคำถามกับเรื่องง่ายๆ อย่างจริงจังขึ้น อย่าง
คำถามว่า เราเกิดมาทำไม หรืออะไรคือ Free will แต่
คำถามพวกนี้มันไม่ค่อยมีคนจะตอบนี่สิ และตอนนั้นผมยัง
ไม่ค่อยรู้ด้วยซ้ำว่าจะไปหาความรู้เรื่องพวกนี้มาจากไหน
(ซึ่งก็ตลกดี อาจเป็นเพราะผมไม่ใฝ่รู้เท่าไหร่)
ผมอยากจะมีเหลือเกิน คนที่สามารถถกเถียงเรื่องนี้
กับผมได้อย่างเปิดกว้าง ไม่ใช่นักวิชาการรุ่นใหญ่ที่ผม
ตามไม่ทัน ไม่ใช่นักอ่านวรรณกรรมตัวยงที่แก่กล้าแล้ว
แต่เป็นคนที่สงสัยเหมือนกัน ถามเหมือนๆ กัน ตอบไม่
เหมือนกัน เป็นคนธรรมดาที่พร้อมจะถกเถียงกันหลังตลาด
ตอนนั้น ตัวผม ในฐานะคนที่รักการถกเถียงและความรู้
(ความรู้และการถกเถียงแบบ Netizen ที่เน้นการหาไถและ
ถกเถียงอย่างฉาบฉวยในโลกออนไลน์) ผมก็เที่ยวไถฟีดของ
เฟซบุ๊คไปเรื่อย จนมาสะดุดตาโพสต์หาเพื่อนโพสต์หนึ่ง
มันเป็นโพสต์ที่เปิดพื้นที่ให้ทุกคนหาเพื่อนที่จะมาเป็นคู่หูกัน
(ซึ่งก็ไม่เชิงเสียทีเดียว)
ตอนนั้นผมนึกครึ้มอะไรไม่รู้ ตัดสินใจ (อย่างที่ถ้าเป็นตนเองในตอนนี้จะไม่ทำเช่นนั้น) ตอบคอมเมนต์ของผู้ใช้งานเฟซบุ๊กคนหนึ่งไปเพราะเหงา คิดว่าอย่างน้อยๆ
ก็จะได้แบ่งปันเรื่องนิยายกัน เพราะในตอนนั้นผมพยายาม
เขียนนิยายอยู่ เลยได้บังเอิญเจอกัน ผมจะให้เขาชื่อว่า
‘โคล่า’ ดีกว่า เพื่อความสะดวกในการเอ่ยถึง
มิตรภาพที่ได้มาด้วยความบังเอิญนั้นสดใหม่มาก
เพราะโคล่าเป็นคนน่าสนใจ แบบที่ผมก็ไม่เคยคิดว่าจะได้
เจอคนที่คิดแบบนี้จริงๆ แม้แต่เพื่อนในกลุ่มของผมก็ยังบอก
ว่า เออ โคล่าเป็นคนที่แปลกมาก (ในแง่ดี)
พวกเราเริ่มต้นด้วยการคุยนิยายนี่แหละ หลังจากนั้นก็ชวนโคล่าเข้าไปในกลุ่มนักเขียนนิยายอีกกลุ่มหนึ่ง แล้วก็ชวนโคล่าเข้ามาในกลุ่มเพื่อนที่เล่นเกมด้วยกัน สองกลุ่มนี้เป็นคนละกลุ่ม และก็จะให้ประสบการณ์ที่แตกต่างกัน
เพราะมันนานมากแล้ว ผมจำไม่ได้ว่าประโยคแรกที่
เราคุยกันคืออะไร แต่ยังจำได้ลางๆ ว่า โคล่ามักจะถาม
คำถามที่ประหลาด เขามักจะถามคำถามที่แหลมคมแต่
เรียบง่ายเหมือนกับเด็กเจ็ดขวบ แต่กลับทำให้เราตั้งคำถาม
กับสิ่งต่างๆ และให้คำตอบที่เหนือความคาดหมายกับ
คำถามของเพื่อนในกลุ่ม
และเพราะโคล่าเป็นคนที่คุยสนุก ด้วยความกล้าตั้งคำถามที่แปลกใหม่ (สำหรับพวกผมที่กรอบความคิดถูกจำกัดไว้ด้วยโลกที่ผู้ใหญ่สร้าง และภาพบริบทสังคมวัฒนธรรมที่มาจากสื่อ สังคม) มันเลยกลายเป็นความอยากรู้อยากเห็นที่จะถกเถียงกันเรื่องโลก นิยาย การ์ตูน เกม
ยกตัวอย่างเช่น บางคนอาจด่าเกมบางเกมว่าเป็นเกมที่ไม่ดี หรือไม่สนุก แต่การถกเถียงกันลงไปถึงว่า เกมที่ดีคืออะไร แล้วเกมที่สนุกคืออะไร ทำไมเกมนี้ถึงไม่สนุก มันไม่สนุกโดยเป็นความคิดเห็นส่วนตัวหรือเปล่า
การคิดเกี่ยวกับความคิดเหล่านี้ ผมว่าในสังคมมันยัง
ไม่กว้างขวางเท่ากับจำนวนคอมมูนิตี้ของผู้เล่น
การพูดคุยเพื่อการถกเถียงเหล่านี้ไม่ได้เป็นแต่เพียง
การตั้งคำถามต่อการพัฒนาเกมเฉยๆ แต่มันเป็นการคุยที่
เริ่มเปิดพื้นที่ของแนวคิดเรื่องเกมให้กว้างกว่าที่คิด
หลายมุมผมเองก็ไม่เคยคิด เพราะแบบนั้น รูปแบบวิธีการ
ทางความคิดของผมก็ค่อยๆ เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น
พอคุยกันไปเรื่อยๆ จากที่อาจเคยสงสัยแต่ไม่กล้าถาม
หรือมีคำถามแต่ไม่หาคำตอบ เพราะคิดว่ามันไม่มีคำตอบที่
แน่นอนของเรื่องนั้นๆ ผมก็เริ่มหาคำตอบ แม้จะสะเปะสะปะ
อย่างมือสมัครเล่นในเรื่องที่ถาม แต่นึกย้อนไป มันก็ดีกว่า
ตอนที่ผมตัดใจจากคำถามที่สนใจเพราะไม่มีใครตอบ
ผมถาม เพราะรู้ดีว่าอีกคนนั้นพร้อมคุยกับเราเสมอ
การพูดคุยของพวกเราหลายครั้งกินเวลายาวนานหลายชั่วโมง มีครั้งหนึ่งผมเถียงเรื่อง Free will เถียงกันตั้งแต่สามทุ่มจนถึงเช้า แล้วก็อาบน้ำแต่งตัวไปเรียนทั้งอย่างนั้น
มันให้ความรู้สึกเหมือนกับครั้งแรกที่อ่าน Meno
ของเพลโต บทสนทนาของคุณจะเหมือนกับเป็นคนที่โดน
โสเครตีสซัก และเพราะเราทั้งคู่เป็นมือสมัครเล่นด้านนี้
สิ่งที่คุณคุยกันมันอาจจะเรียบง่ายที่สุด เป็นแค่การหาอะไร
บางอย่างที่ไม่รู้ว่ามาถูกทางหรือเปล่า
แต่นั่นแหละความสนุก
มีอาจารย์ปรัชญาคนหนึ่งเคยพูดกับผมว่า…
“ที่ทำ (ปรัชญา) ก็เพราะมันสนุก”
ความกล้าในการตั้งคำถามเป็นสิ่งหนึ่งที่ผมได้จาก
เพื่อนคนนี้ และเพราะได้คุยกับมันตลอดๆ ในช่วงระยะ
เวลาหนึ่ง ผมจึงไม่รู้สึกเหงาทางจิตวิญญาณ ด้วยความรู้สึก
ว่ามีคนเข้าใจ เราไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว ทำให้กล้าที่จะคิด
ต่อไปแม้ว่าวันหนึ่ง เจ้าเพื่อนคนนี้จะเดินไปในคนละเส้นทาง
กับผมแล้ว
ถ้าตอนนั้นไม่ได้คุยกับโคล่า ผมอาจไม่กล้าคิดอีก
หลายเรื่อง ซึ่งทำให้ตัวผมเป็นผมในทุกวันนี้
Writer

เกมเมอร์ท้ายแถว นักคิดลืมกรอบ
และนักวิแคะกาก ๆ ที่ชอบพูดไปทั่ว
Graphic Designer

นักวาดจากขอนแก่น ผู้ที่ทั้งไม่มั่นใจ
และภูมิใจในงานของตัวเองไปพร้อมๆ กัน
