ย้อนกลับไปในตอนอายุ 6 ขวบ วันนั้นเริ่มต้นไม่ต่างจากวันอื่นๆ หากจะมีสิ่งใดผิดไปจากเดิม ก็คงเป็นช่วงบ่าย พ่อเดินเข้ามาในบ้านพร้อมอุปกรณ์หลายชิ้น ก่อนจะค่อยๆ ประกอบมันขึ้นเป็นตู้กระจกใบใหญ่

          เมื่อทุกอย่างเข้าที่ พ่อหยิบถุงพลาสติกใสขึ้นมา ภายในมีน้ำและสิ่งมีชีวิตตัวน้อยสีส้มทองอ้วนกลมแหวกว่ายอยู่ พ่อค่อยๆ เทพวกมันลงในตู้กระจกอย่างทะนุถนอม

          ปลาทอง 6 ตัว ว่ายวนสำรวจบ้านหลังใหม่อย่างร่าเริง และนั่นคือวันที่บ้านของเราได้ต้อนรับสมาชิกใหม่ ‘เจ้าปลาทอง’

          ฉันจำความรู้สึกตื่นเต้นในบ่ายวันนั้นได้เป็นอย่างดี เราค่อยๆ ปล่อยพวกมันลงในตู้ปลาที่ใสแจ๋ว ฉันนั่งจ้องมองการแหวกว่ายของพวกมัน สีส้มทองตัดกับน้ำใสๆ โลกทั้งใบของเด็ก 6 ขวบถูกบรรจุอยู่ในตู้สี่เหลี่ยมใบนั้น

          ฉันนั่งดูพวกมันจนดึกดื่น ไม่ยอมลุกไปไหน ไม่สนใจละครทีวีเรื่องโปรด ไม่สนใจของเล่นชิ้นอื่น จนกระทั่งแม่ต้องมาเรียกให้ไปเข้านอน ก่อนบอกลา ฉันยังเอาหน้าไปแนบกับกระจกตู้ปลาแล้วกระซิบลาพวกมันด้วยว่า “เจอกันพรุ่งนี้นะเจ้าปลาทอง”

          เช้าวันรุ่งขึ้น ฉันตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง ความตื่นเต้นทำให้ลืมแม้กระทั่งล้างหน้าแปรงฟัน เท้าเล็กๆ รีบกระโดดลงจากเตียง วิ่งลงบันไดมายังชั้นล่างของบ้าน ก่อนจะตรงดิ่งไปหยุดอยู่หน้าตู้ปลา

          มีปลาทองหนึ่งในหกตัว ลอยหงายท้องนิ่งสนิทอยู่เหนือผิวน้ำ

          ด้วยความไร้เดียงสาของเด็ก ฉันบอกตัวเองว่ามันคงแค่ขึ้นไปกินอาหาร หรือกำลังว่ายน้ำเล่นในท่าประหลาด ฉันเฝ้ารอให้มันพลิกตัวกลับมา เที่ยงก็แล้ว บ่ายก็แล้ว เย็นก็แล้ว จนพ่อเลิกงานกลับมาถึงบ้าน

          “พ่อ ทำไมมันไปนอนอยู่แบบนั้นล่ะ” ฉันถามด้วยความสงสัย

          “มันน่าจะตายแล้วนะ” พ่อตอบกลับมาด้วยสีหน้าราบเรียบ ไร้ซึ่งความตกใจ และไม่ได้พยายามจะอธิบายให้เด็กคนหนึ่งเข้าใจถึงสิ่งที่เกิดขึ้น

          คำตอบนั้นทำให้สมองของเด็ก 6 ขวบเต็มไปด้วยคำถาม มันจะตายได้ยังไง? ฉันทำอะไรผิดไปหรือเปล่า? ฉันให้อาหารมันเยอะไปไหม? หรือมันกลัวที่ฉันจ้องมันมากเกินไปจนช็อกตาย?

          ความรู้สึกผิดค่อยๆ ก่อตัวขึ้น และที่เลวร้ายกว่านั้นคือ ในวันต่อๆ มา ปลาทองที่เหลือในตู้ก็ทยอยตายจากไปวันละตัวสองตัว ทุกครั้งที่ฉันเดินลงมาดูตู้ปลา มันเต็มไปด้วยความรู้สึกลุ้นระทึกปนหวาดกลัว 

          ในที่สุด ตู้ปลาก็ว่างเปล่า มีเพียงน้ำใสๆ และเสียงฟองอากาศที่ยังคงทำงานต่อไปอย่างไร้ความหมาย ทุกอย่างเกิดขึ้นและจบลงภายในเวลาไม่ถึง 3 วัน

          ฉันร้องไห้และเสียใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า จมอยู่กับคำถามเดิมๆ ว่า “ฉันทำอะไรผิดไป เจ้าปลาทองถึงต้องตาย?” เราอยู่ด้วยกันไม่ถึง 72 ชั่วโมงด้วยซ้ำ ฉันยังไม่ทันได้เรียนรู้นิสัยของมัน ไม่ทันได้ตั้งชื่อให้ครบทุกตัวด้วยซ้ำ เหตุใดความผูกพันที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจึงมีอิทธิพลต่อความรู้สึกของฉันได้ขนาดนี้

          ฉันในวัยเด็กได้เผชิญหน้ากับการสูญเสียเพราะ ‘การจากตาย’ เป็นครั้งแรก และมันเป็นการสูญเสียที่ฉันรับมือไม่ได้ ไม่มีใครสอนวิธีรับมือกับความตายให้เด็ก 6 ขวบ ความเจ็บปวดในวันนั้นจึงค่อยๆ ก่อตัวเป็นความกลัว และกลายเป็นบทเรียนแรกที่สอนให้ฉันรู้ว่า การผูกพันกับสิ่งใดก็ตาม อาจนำมาซึ่งความเจ็บปวดที่รับมือไม่ไหวเมื่อถึงเวลาที่ต้องสูญเสียมันไป

          จากเหตุการณ์ตู้ปลาในครั้งนั้น ฉันไม่เคยเอ่ยปากอยากเลี้ยงสัตว์อะไรอีกเลย ความอยากที่จะมีหมา แมว นก หรือหนู ถูกแทนที่ด้วยความกลัว ฉันเว้นระยะห่างกับสิ่งมีชีวิตทุกชนิดอย่างเด็ดขาด แม้จะโตขึ้นและมีโอกาสได้ให้อาหารสัตว์จรจัดบ้างเป็นครั้งคราว แต่ฉันจะย้ำเตือนตัวเองเสมอว่า ‘อย่าทำจนเป็นกิจวัตร’

          เพราะกิจวัตรนำมาซึ่งความเคยชิน ความเคยชินนำมาซึ่งการรอคอย และการรอคอยคือจุดเริ่มต้นของความผูกพัน ฉันกลัวการเดินออกไปหน้าบ้านแล้วพบว่าแมวจรจัดที่เคยให้อาหารทุกวันหายตัวไป ฉันกลัวการต้องมายืนตั้งคำถามว่ามันโดนรถชน หรือโดนใครทำร้าย หรือฉันทำอะไรให้มันไม่อยากกลับมาอีก ฉันจึงเลือกที่จะตัดไฟแต่ต้นลม ไม่ยุ่งเกี่ยว ไม่ผูกพัน เพื่อรักษาสถานะของหัวใจให้ปลอดภัยที่สุด

          เมื่อนานวันเข้า กฎที่เคยใช้ขีดเส้นให้กับสัตว์เลี้ยง ก็กลายมาเป็นบรรทัดฐานเดียวกันที่ฉันใช้สร้างความสัมพันธ์กับ ‘ผู้คน’

          ในปี 2569 นี้ ฉันปล่อยให้ตัวเองในวัย 22 ปีเติบโตมาเป็นคนที่กลัวการล้ำเส้น ไม่กล้าเข้าไปในพื้นที่ส่วนตัวของใคร และในขณะเดียวกันก็ไม่ยอมให้ใครล้ำเส้นเข้ามาในพื้นที่ของตัวเอง
show-on-mobileshow-on-mobile
          ฉันมักกำหนดขอบเขตของความสัมพันธ์ไว้อย่างชัดเจน เป็นเพื่อนได้ เป็นคนรู้จักได้ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่รู้สึกว่าความสัมพันธ์นั้นเริ่ม ‘ผูกพัน’ มากเกินไป สัญญาณเตือนภัยในหัวของฉันจะดังขึ้นทันที

          ฉันกลัวการถูกทิ้ง กลัวว่าถ้าฉันทำอะไรผิดพลาด เหมือนที่เคยเชื่อฝังใจว่าตัวเองเป็นคนทำให้ปลาทองต้องตาย เขาคนนั้นจะไม่พอใจและเดินจากฉันไป

          ความคิดที่ว่าตัวเองอาจเป็นต้นเหตุของความสูญเสียตามหลอกหลอนฉันมาตลอด ฉันจึงพยายามรักษาระยะห่าง เพื่อที่ว่าหากวันหนึ่งความสัมพันธ์ต้องจบลง ฉันจะไม่ต้องเจ็บปวดมากนัก หรือรู้สึกว่าส่วนหนึ่งของชีวิตขาดหายไป

          มันไม่ใช่ว่าฉันไม่เคยลองเปิดใจ ตลอด 22 ปีที่ผ่านมา ฉันเคยปล่อยให้ตัวเองเผลอเดินเข้าไปผูกพันกับใครบางคนอยู่เหมือนกัน แต่สุดท้าย ทุกครั้งที่ความผูกพันก่อตัวขึ้น มันก็มักพาความกลัวที่จะสูญเสียติดตามมาด้วยเสมอ

          ฉันค่อยๆ เข้าใจว่า ‘ความรัก’ กับ ‘ความผูกพัน’ ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน

          ความรักอาจเป็นเพียงความปรารถนาดีที่เรามอบให้ใครสักคนได้ แม้จะยืนอยู่ห่างๆ ขอแค่เขามีความสุขก็เพียงพอ แต่ความผูกพันกลับต่างออกไป มันคือการค่อยๆ เอาความสุขของตัวเองไปฝากไว้กับการมีอยู่ของอีกคน จนวันหนึ่งเราเริ่มกลัวการหายไปของเขามากกว่าการสูญเสียตัวเอง

          ความผูกพันก็เหมือนเส้นด้ายที่ผูกคนสองคนไว้ด้วยกัน ยิ่งผูกแน่นเท่าไร ก็ยิ่งดึงรั้งกันมากขึ้น และเมื่อวันหนึ่งมีใครสักคนปล่อยมือ คนที่ยังจับปลายด้ายไว้ ก็ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากยืนอยู่กับความเจ็บปวดของด้ายเส้นเดิมที่ยังไม่ยอมขาด

          นี่แหละคือเหตุผลที่ฉันค้นพบว่า ‘ความผูกพันน่ากลัวกว่าความรักเสียอีก’

          เคยมีคนบอกเหมือนกันว่าฉันดูเข้าถึงยาก จนหลายคนไม่กล้าแม้แต่จะเริ่มบทสนทนาก่อน อาจเพราะหน้าตาที่ไม่ค่อยรับแขก หรือบรรยากาศบางอย่างที่ฉันเผลอสร้างขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว ฉันเองก็ไม่ค่อยแน่ใจ

          แต่หากจะถามว่ากำแพงที่ฉันสร้างขึ้นมาเริ่มต้นตั้งแต่เมื่อไร คำตอบอาจต้องย้อนกลับไปไกลหน่อย มันไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน หากแต่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นจากความทรงจำเล็กๆ ของช่วงชีวิตหนึ่งในวัยเด็กของฉัน ความทรงจำที่ยังติดอยู่ในใจมาจนถึงทุกวันนี้ วันที่ฉันได้เรียนรู้เป็นครั้งแรกว่า การรักใครหรืออะไรสักอย่าง หมายถึงการต้องยอมรับด้วยว่าสักวันหนึ่งเราอาจต้องสูญเสียมันไป

          เด็กหญิงวัย 6 ขวบที่เคยยืนร้องไห้อยู่หน้าตู้ปลาในวันนั้นไม่เคยหายไปไหน เธอยังคงอาศัยอยู่ในตัวฉัน แม้เวลาจะพาฉันมาถึงวัย 22 ปีแล้วก็ตาม

          เธอใช้ความกลัวค่อยๆ สร้างกำแพงขึ้นมาปกป้องหัวใจของตัวเอง จนวันหนึ่งกำแพงนั้นกลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่ไม่ยอมให้ใครเข้ามาง่ายๆ

          แม้วันนี้ฉันจะเติบโตขึ้น เข้าใจโลกและเข้าใจความสูญเสียมากกว่าเดิม (อาจจะแค่นิดหน่อย) แต่รอยแผลจากการจากลาครั้งแรกก็ยังคงติดตามมาเงียบๆ เสมอ มันเปลี่ยนเด็กคนหนึ่งที่เคยรักสัตว์ เคยโหยหาความผูกพัน และอยากมอบความรักให้ทุกสิ่งรอบตัว ให้กลายเป็นผู้ใหญ่ที่เลือกเว้นระยะห่างจากผู้คน เพราะรู้ดีว่าการผูกพันกับใครสักคน ย่อมหมายถึงวันที่อาจต้องสูญเสียเขาไป

          ทั้งหมดนั้น เริ่มต้นจากเวลาเพียง 72 ชั่วโมงกับตู้ปลาใบหนึ่ง

          ฉันไม่รู้ว่าในอนาคตจะมีใครหรืออะไรที่สามารถทลายกำแพงนี้ลงได้ไหม แต่สำหรับตอนนี้ ฉันเพียงแค่ยอมรับว่าความกลัวนี้คือส่วนหนึ่งของฉัน เป็นสิ่งที่ทำให้ฉันเป็น ‘ฉัน ในเวอร์ชันที่ไม่เหมือนเดิม และเป็นเครื่องเตือนใจเสมอว่า ทุกครั้งที่เราตัดสินใจจะผูกพันกับสิ่งใด เรากำลังอนุญาตให้สิ่งนั้นมีอำนาจทำร้ายเราได้เช่นกัน



          ย้อนกลับไปในตอนอายุ 6 ขวบ วันนั้นเริ่มต้นไม่ต่าง
จากวันอื่นๆ หากจะมีสิ่งใดผิดไปจากเดิม ก็คงเป็นช่วงบ่าย
พ่อเดินเข้ามาในบ้านพร้อมอุปกรณ์หลายชิ้น ก่อนจะค่อยๆ
ประกอบมันขึ้นเป็นตู้กระจกใบใหญ่

          เมื่อทุกอย่างเข้าที่ พ่อหยิบถุงพลาสติกใสขึ้นมา ภายใน
มีน้ำและสิ่งมีชีวิตตัวน้อยสีส้มทองอ้วนกลมแหวกว่ายอยู่
พ่อค่อยๆ เทพวกมันลงในตู้กระจกอย่างทะนุถนอม

          ปลาทอง 6 ตัว ว่ายวนสำรวจบ้านหลังใหม่อย่างร่าเริง
และนั่นคือวันที่บ้านของเราได้ต้อนรับสมาชิกใหม่
‘เจ้าปลาทอง’

          ฉันจำความรู้สึกตื่นเต้นในบ่ายวันนั้นได้เป็นอย่างดี
เราค่อยๆ ปล่อยพวกมันลงในตู้ปลาที่ใสแจ๋ว ฉันนั่งจ้องมอง
การแหวกว่ายของพวกมัน สีส้มทองตัดกับน้ำใสๆ โลกทั้งใบ
ของเด็ก 6 ขวบถูกบรรจุอยู่ในตู้สี่เหลี่ยมใบนั้น

          ฉันนั่งดูพวกมันจนดึกดื่น ไม่ยอมลุกไปไหน ไม่สนใจ
ละครทีวีเรื่องโปรด ไม่สนใจของเล่นชิ้นอื่น จนกระทั่งแม่
ต้องมาเรียกให้ไปเข้านอน ก่อนบอกลา ฉันยังเอาหน้าไป
แนบกับกระจกตู้ปลาแล้วกระซิบลาพวกมันด้วยว่า

          “เจอกันพรุ่งนี้นะเจ้าปลาทอง”

          เช้าวันรุ่งขึ้น ฉันตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง ความตื่นเต้น
ทำให้ลืมแม้กระทั่งล้างหน้าแปรงฟัน เท้าเล็กๆ รีบกระโดด
ลงจากเตียง วิ่งลงบันไดมายังชั้นล่างของบ้าน ก่อนจะตรงดิ่ง
ไปหยุดอยู่หน้าตู้ปลา

          มีปลาทองหนึ่งในหกตัว ลอยหงายท้องนิ่งสนิทอยู่เหนือ
ผิวน้ำ

          ด้วยความไร้เดียงสาของเด็ก ฉันบอกตัวเองว่ามันคงแค่
ขึ้นไปกินอาหาร หรือกำลังว่ายน้ำเล่นในท่าประหลาด ฉัน
เฝ้ารอให้มันพลิกตัวกลับมา เที่ยงก็แล้ว เย็นก็แล้ว จนพ่อ
เลิกงานกลับมาถึงบ้าน

          “พ่อ ทำไมมันไปนอนอยู่แบบนั้นล่ะ”

          ฉันถามด้วยความสงสัย

          “มันน่าจะตายแล้วนะ”

          พ่อตอบกลับมาด้วยสีหน้าราบเรียบ ไร้ซึ่งความตกใจ
และไม่ได้พยายามจะอธิบายให้เด็กคนหนึ่งเข้าใจถึงสิ่งที่
เกิดขึ้น

          คำตอบทำให้สมองของเด็ก 6 ขวบเต็มไปด้วยคำถาม
          มันจะตายได้ยังไง?
          ฉันทำอะไรผิดไปหรือเปล่า?
          ฉันให้อาหารมันเยอะไปไหม?
          หรือมันกลัวที่ฉันจ้องมันมากเกินไปจนช็อกตาย?

          ความรู้สึกผิดค่อยๆ ก่อตัวขึ้น และที่เลวร้ายกว่านั้นคือ
ในวันต่อๆ มา ปลาทองที่เหลือในตู้ก็ทยอยตายจากไป
วันละตัวสองตัว ทุกครั้งที่ฉันเดินลงมาดูตู้ปลา มันเต็มไป
ด้วยความรู้สึกลุ้นระทึกปนหวาดกลัว 

          ในที่สุด ตู้ปลาก็ว่างเปล่า มีเพียงน้ำใสๆ และเสียง
ฟองอากาศที่ยังคงทำงานต่อไปอย่างไร้ความหมาย
ทุกอย่างเกิดขึ้นและจบลงภายในเวลาไม่ถึง 3 วัน

          ฉันร้องไห้และเสียใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า จมอยู่กับคำถาม
เดิมๆ ว่า “ฉันทำอะไรผิดไป เจ้าปลาทองถึงต้องตาย?” เรา
อยู่ด้วยกันไม่ถึง 72 ชั่วโมงด้วยซ้ำ ฉันยังไม่ทันได้เรียนรู้
นิสัยของมัน ไม่ทันได้ตั้งชื่อให้ครบทุกตัวด้วยซ้ำ เหตุใด
ความผูกพันที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจึงมีอิทธิพลต่อความรู้สึก
ของฉันได้ขนาดนี้

          ฉันในวัยเด็กได้เผชิญหน้ากับการสูญเสียเพราะ ‘การจากตาย’ เป็นครั้งแรก และมันเป็นการสูญเสียที่ฉันรับมือไม่ได้ ไม่มีใครสอนวิธีรับมือกับความตายให้เด็ก 6 ขวบ ความเจ็บปวดในวันนั้นจึงค่อยๆ ก่อตัวเป็นความกลัว และกลายเป็นบทเรียนแรกที่สอนให้ฉันรู้ว่า
การผูกพันกับสิ่งใดก็ตาม อาจนำมาซึ่งความเจ็บปวด
ที่รับมือไม่ไหวเมื่อถึงเวลาที่ต้องสูญเสียมันไป

          จากเหตุการณ์ตู้ปลาในครั้งนั้น ฉันไม่เคยเอ่ยปาก
อยากเลี้ยงสัตว์อะไรอีกเลย ความอยากที่จะมีหมา แมว
นก หรือหนู ถูกแทนที่ด้วยความกลัว ฉันเว้นระยะห่างกับ
สิ่งมีชีวิตทุกชนิดอย่างเด็ดขาด แม้จะโตขึ้นและมีโอกาสได้
ให้อาหารสัตว์จรจัดบ้างเป็นครั้งคราว แต่ฉันจะย้ำเตือน
ตัวเองเสมอว่า ‘อย่าทำจนเป็นกิจวัตร’

          เพราะกิจวัตรนำมาซึ่งความเคยชิน ความเคยชินนำมา
ซึ่งการรอคอย และการรอคอยคือจุดเริ่มต้นของความผูกพัน
ฉันกลัวการเดินออกไปหน้าบ้านแล้วพบว่าแมวจรจัดที่เคย
ให้อาหารทุกวันหายตัวไป ฉันกลัวการต้องมายืนตั้งคำถาม
ว่ามันโดนรถชน หรือโดนใครทำร้าย หรือฉันทำอะไรให้มัน
ไม่อยากกลับมาอีก ฉันจึงเลือกจะตัดไฟแต่ต้นลม ไม่ยุ่งเกี่ยว
ไม่ผูกพัน เพื่อรักษาสถานะของหัวใจให้ปลอดภัยที่สุด

          เมื่อนานวันเข้า กฎที่เคยใช้ขีดเส้นให้กับสัตว์เลี้ยง ก็
กลายมาเป็นบรรทัดฐานเดียวกันที่ฉันใช้สร้างความสัมพันธ์
กับ ‘ผู้คน’

          ในปี 2569 นี้ ฉันปล่อยให้ตัวเองในวัย 22 ปีเติบโตมา
เป็นคนที่กลัวการล้ำเส้น ไม่กล้าเข้าไปในพื้นที่ส่วนตัวของ
ใคร และในขณะเดียวกันก็ไม่ยอมให้ใครล้ำเส้นเข้ามาใน
พื้นที่ของตัวเอง

          ฉันมักกำหนดขอบเขตของความสัมพันธ์ไว้อย่างชัดเจน
เป็นเพื่อนได้ เป็นคนรู้จักได้ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่รู้สึกว่าความ
สัมพันธ์นั้นเริ่ม ‘ผูกพัน’ มากเกินไป สัญญาณเตือนภัยในหัว
ของฉันจะดังขึ้นทันที

          ฉันกลัวการถูกทิ้ง กลัวว่าถ้าฉันทำอะไรผิดพลาด เหมือน
ที่เคยเชื่อฝังใจว่าตัวเองเป็นคนทำให้ปลาทองต้องตาย เขา
คนนั้นจะไม่พอใจและเดินจากฉันไป

          ความคิดที่ว่าตัวเองอาจเป็นต้นเหตุของความสูญเสียตามหลอกหลอนฉันมาตลอด ฉันจึงพยายามรักษาระยะห่าง เพื่อที่ว่าหากวันหนึ่งความสัมพันธ์ต้องจบลง ฉันจะไม่ต้องเจ็บปวดมากนัก หรือรู้สึกว่าส่วนหนึ่งของชีวิตขาดหายไป

          มันไม่ใช่ว่าฉันไม่เคยลองเปิดใจ ตลอด 22 ปีที่ผ่านมา ฉันเคยปล่อยให้ตัวเองเผลอเดินเข้าไปผูกพันกับใครบางคนอยู่เหมือนกัน แต่สุดท้าย ทุกครั้งที่ความผูกพันก่อตัวขึ้น
มันก็มักพาความกลัวที่จะสูญเสียติดตามมาด้วยเสมอ

          ฉันค่อยๆ เข้าใจว่า ‘ความรัก’ กับ ‘ความผูกพัน’ ไม่ใช่
สิ่งเดียวกัน

          ความรักอาจเป็นเพียงความปรารถนาดีที่เรามอบให้
ใครสักคนได้ แม้จะยืนอยู่ห่างๆ ขอแค่เขามีความสุขก็
เพียงพอ แต่ความผูกพันกลับต่างออกไป มันคือการค่อยๆ
เอาความสุขของตัวเองไปฝากไว้กับการมีอยู่ของอีกคน
จนวันหนึ่งเราเริ่มกลัวการหายไปของเขามากกว่าการ
สูญเสียตัวเอง

          ความผูกพันก็เหมือนเส้นด้ายที่ผูกคนสองคนไว้ด้วยกัน
ยิ่งผูกแน่นเท่าไร ก็ยิ่งดึงรั้งกันมากขึ้น และเมื่อวันหนึ่งมีใคร
สักคนปล่อยมือ คนที่ยังจับปลายด้ายไว้ ก็ไม่มีทางเลือกอื่น
นอกจากยืนอยู่กับความเจ็บปวดของด้ายเส้นเดิมที่ยังไม่
ยอมขาด

          นี่แหละคือเหตุผลที่ฉันค้นพบว่า

          ‘ความผูกพันน่ากลัวกว่าความรักเสียอีก’

          เคยมีคนบอกเหมือนกันว่าฉันดูเข้าถึงยาก จนหลายคน
ไม่กล้าแม้แต่จะเริ่มบทสนทนาก่อน อาจเพราะหน้าตาที่ไม่
ค่อยรับแขก หรือบรรยากาศบางอย่างที่ฉันเผลอสร้างขึ้นมา
โดยไม่รู้ตัว ฉันเองก็ไม่ค่อยแน่ใจ

          แต่หากจะถามว่ากำแพงที่ฉันสร้างขึ้นมาเริ่มต้นตั้งแต่
เมื่อไร คำตอบอาจต้องย้อนกลับไปไกลหน่อย มันไม่ได้เกิด
ขึ้นในชั่วข้ามคืน หากแต่ค่อยๆ ก่อตัวจากความทรงจำเล็กๆ
ของช่วงชีวิตหนึ่งในวัยเด็กของฉัน ความทรงจำที่ยังติดอยู่
ในใจมาจนถึงทุกวันนี้ วันที่ฉันได้เรียนรู้เป็นครั้งแรกว่า
การรักใครหรืออะไรสักอย่าง หมายถึงการต้องยอมรับด้วย
ว่าสักวันหนึ่งเราอาจต้องสูญเสียมันไป

          เด็กหญิงวัย 6 ขวบที่เคยยืนร้องไห้อยู่หน้าตู้ปลาใน
วันนั้นไม่เคยหายไปไหน เธอยังคงอาศัยอยู่ในตัวฉัน
แม้เวลาจะพาฉันมาถึงวัย 22 ปีแล้วก็ตาม

          เธอใช้ความกลัวค่อยๆ สร้างกำแพงขึ้นมาปกป้องหัวใจ
ของตัวเอง จนวันหนึ่งกำแพงนั้นกลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่
ไม่ยอมให้ใครเข้ามาง่ายๆ

          แม้วันนี้ฉันจะเติบโตขึ้น เข้าใจโลกและเข้าใจความ
สูญเสียมากกว่าเดิม (อาจจะแค่นิดหน่อย) แต่รอยแผลจาก
การจากลาครั้งแรกก็ยังคงติดตามมาเงียบๆ เสมอ มัน
เปลี่ยนเด็กคนหนึ่งที่เคยรักสัตว์ เคยโหยหาความผูกพัน และ
อยากมอบความรักให้ทุกสิ่งรอบตัว ให้กลายเป็นผู้ใหญ่ที่
เลือกเว้นระยะห่างจากผู้คน เพราะรู้ดีว่าการผูกพันกับใคร
สักคน ย่อมหมายถึงวันที่อาจต้องสูญเสียเขาไป

          ทั้งหมดนั้น

          เริ่มต้นจากเวลาเพียง 72 ชั่วโมงกับตู้ปลาใบหนึ่ง

          ฉันไม่รู้ว่าในอนาคตจะมีใครหรืออะไรที่สามารถทลาย
กำแพงนี้ลงได้ไหม แต่สำหรับตอนนี้ ฉันเพียงแค่ยอมรับว่า
ความกลัวนี้คือส่วนหนึ่งของฉัน เป็นสิ่งที่ทำให้ฉันเป็น ‘ฉัน
ในเวอร์ชันที่ไม่เหมือนเดิม และเป็นเครื่องเตือนใจเสมอว่า
ทุกครั้งที่เราตัดสินใจจะผูกพันกับสิ่งใด เรากำลังอนุญาตให้
สิ่งนั้นมีอำนาจทำร้ายเราได้เช่นกัน

Writer & Graphic Designer

ภัชราพรรณ ภูเงิน

An oversharing girl against the world

Discover more from Awake1525

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading