ในวันธรรมดาที่ดูเหมือนไม่มีอะไรพิเศษ ผู้คนต่างใช้ชีวิตกันไปท่ามกลางความเป็นไปของสิ่งต่างๆ ที่รายล้อมรอบตัว บางสิ่งผ่านมาให้พบเจอเพียงเพื่อจะผ่านไป ทว่าบางอย่างกลับกลายเป็นสิ่งซึ่งหลายคนจะได้พกติดตัวเอาไว้ หรือที่เราเรียกมันว่า ‘ความทรงจำ’ 

          บางครั้งความทรงจำก็สลักสำคัญมากจนถูกฝังแน่นเอาไว้เตือนใจอยู่เสมอ และบางครั้งมันอาจกลายเป็นเพียงเศษเสี้ยวบางๆ ที่หลบซ่อนอยู่ แม้เราอาจจะหลงลืมไปบ้าง แต่มันไม่เคยจางหายไปไหน และขอเพียงแค่มีสิ่งใดปรากฏขึ้นมาสะกิดเพียงเล็กน้อย เท่านี้ก็มากพอที่จะทำให้ความทรงจำพัดพาเราย้อนกลับไปยังห้วงเวลาที่เคยมีเรื่องราวบางอย่างเกิดขึ้น ราวกับว่ามันเพิ่งผ่านมาได้ไม่นานนี้เอง  

          และสิ่งที่ทำให้ฉันได้นั่งไทม์แมชชีนย้อนเวลากลับไปหาเจ้าความทรงจำเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งนั้นได้ ก็คือการได้เห็น สิ่งที่ใครๆ ต่างก็ ‘เช็ดๆ แล้วทิ้ง’ ไม่เก็บเอามาใช้ใหม่ เหมือนเพลงของใบเตย อาร์สยามที่ใครอาจเคยได้ยินผ่านหูกันมาบ้าง (ฮ่า) เพราะมันคือ กระดาษทิชชูแสนธรรมดาเพียงหนึ่งแผ่น ที่ครั้งหนึ่งมันคือสิ่งมีค่าที่ฉันเคยได้รับ และกลับเอาความทรงจำนั้นมาใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนตัวเองสามารถยืนหยัดด้วยน้ำหนักที่มั่นใจได้อย่างในทุกวันนี้
.

          หากให้เล่าถึงความสำคัญของกระดาษทิชชูแผ่นนั้น คงต้องเล่าย้อนกลับไปยังช่วงเวลาที่ชวนคิดถึงมากที่สุด นั่นคือช่วงวัยที่อีกไม่กี่อึดใจก็จะก้าวเข้าสู่รั้วมหาลัย และการแบ่งปันกัน ไม่ว่าจะสีหรือปากกาเกิดขึ้นอยู่เสมอ เชื่อเลยว่าใครหลายคนต่างก็คงเคยเป็นผู้ให้ยืมกันทั้งนั้น  ฉันเองก็เช่นเดียวกัน เพียงแต่ว่าในวันนั้นพลิกบทบาทจากผู้ให้เป็นผู้รับเสียเอง โดยที่ไม่ได้เป็นฝ่ายเอ่ยปากร้องขอแต่อย่างใด และสิ่งที่ได้รับการหยิบยื่นให้ในวันนั้น ก็คือกระดาษทิชชูเพียงหนึ่งแผ่นที่ถูกพับเอาไว้หนึ่งทบ แม้จะเบาบางและไม่ได้หนาอะไร แต่ก็เพียงพอที่น้ำหมึกปากกาจะบรรจงเขียนอะไรบางอย่างลงไปได้

          ในวันนั้นเป็นวันที่อากาศกำลังดี ไม่มีเมฆครึ้ม และท้องฟ้าแจ่มใสกว่าทุกวัน เราทุกคนในห้องกำลังนั่งเรียนชีววิทยาแสนสนุกในคาบบ่าย ขณะนั้นเองกระดาษทิชชูแสนวิเศษที่ว่าได้ถูกส่งต่อจากด้านหลังของห้องที่อยู่ห่างไปประมาณสองช่วงโต๊ะ ค่อยๆ ไล่เรียงมาเรื่อยๆ ไม่นานนักการส่งต่อก็เดินทางมาถึงจุดสิ้นสุด นั่นคือโต๊ะของเพื่อนที่นั่งข้างๆ ฉัน และมันก็ได้ถูกวางลงบนโต๊ะอย่างใจเย็น เพื่อรอให้ผู้รับคนนั้นได้หันมาและใส่ใจมองมันดูสักนิด

          นั่งก้มหน้า ตั้งใจเพ่งตัวหนังสือเรียนอย่างใจจดใจจ่อ ในมือกำปากกาเอาไว้แน่น มองเผินๆ ก็เหมือนนักเรียนกำลังตั้งใจเรียนทั่วๆ ไป แต่ใบหน้ากลับเปื้อนน้ำตา ไร้ซึ่งเสียงสะอึกสะอื้น มีเพียงไหล่ที่สั่นเทาอย่างต่อเนื่อง และน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม นั่นคืออากัปกิริยาของฉัน ซึ่งเป็นผู้รับกระดาษทิชชูแผ่นนั้นอย่างไม่รู้ตัว จนแล้วจนเล่า กระดาษทิชชูแผ่นนั้นก็ยังคงถูกวางเอาไว้ที่เดิม เพราะมีเพียงความคิดในหัวที่วนซ้ำๆ เท่านั้นที่ฉันสนใจ

          เดิมทีแล้ว ความคิดแสนยุ่งเหยิงและการตั้งคำถามวนเวียนในหัว คือสิ่งที่ฉันมักให้ความสนใจเหนือสิ่งอื่นใดอย่างห้ามไม่ได้ และไม่ว่าจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ทั้งสุข ทั้งเศร้า ฉันก็มักจะเก็บมันเอาไว้แต่เพียงคนเดียว อาจจะมีบอกเล่าไปบ้าง แต่นั่นก็เทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่ไม่เคยเอื้อนเอ่ย เพราะสำหรับบางเรื่องนั้น ความเงียบคือทางออกแสนสงบ และในไม่ช้าเรื่องเหล่านั้นก็จะดูธรรมดา ค่อยๆ คลี่คลาย และหายไปในที่สุด 

          แม้มันจะแลกมาด้วยความรู้สึกเหมือนยืนอยู่คนเดียวในแต่ละเรื่องที่ต้องเผชิญ แต่สุดท้ายแล้ว ฉันเชื่อว่าคงไม่มีใครบนโลกนี้ที่สามารถเข้าใจเราได้ดีที่สุดเท่ากับตัวเราเอง รวมถึงฉันที่มีความกลัวอยู่ในใจ

          ‘คนที่มักจะมีรอยยิ้มกว้างอยู่เสมอ แต่ดวงตากลับไม่ได้ยิ้มตามไปด้วย’ คือคำนิยามที่เพื่อนเคยเรียกเอาไว้ด้วยความเป็นห่วง และก็คงจะอธิบายความเป็นฉันได้เห็นภาพมากที่สุด เพราะฉันกลัวเหลือเกินว่าจะถูกมองเป็นเจ้าก้อนกลมๆ หนักๆ สีมืดครึ้มที่ไม่ว่าใครมาเจอก็คงจะต้องรู้สึกอึดอัดและไม่ต้องการพบมันอีก 

          กว่าที่กระดาษทิชชูแผ่นนั้นจะถูกชายตามอง ความคิดมากมายที่มีในหัวก็พอได้หยุดพักหายใจ และเริ่มกลับมาอยู่กับปัจจุบันมากขึ้น  ตอนนั้นฉันจำไม่ได้เลยว่า เพราะอะไรน้ำตาถึงเอ่อล้นออกมา มันคงเป็นความเสียใจที่ไม่สามารถอดกลั้นเอาไว้ และก็ได้แต่กล่าวขอบคุณเพื่อนที่ห่วงใยหยิบยื่นกระดาษทิชชูมาให้เพื่อซับน้ำตา  ทันใดนั้น กระดาษที่ถูกพับเอาไว้ก็ได้ถูกคลี่ออกอย่างช้าๆ ด้วยความสงสัย หลังจากฉันได้เห็นรอยซึมของปากกาเรียงอยู่หลายบรรทัด มันเต็มไปด้วยตัวหนังสือมากมายที่อ่านดูแล้วรู้สึกได้เลยว่า จริงๆ แล้วตัวเราก็ไม่ได้โดดเดี่ยวอย่างที่คิดเอาไว้นี่นา

          เพราะมันคือรายชื่อเพื่อนกว่า 10 คน ที่ได้บรรจงเขียนเอาไว้เป็นกำลังใจให้ พร้อมลงท้ายด้วยประโยคว่า “รักมึงนะเว้ย”

          วินาทีนั้น ความรู้สึกของการถูกรักจึงชัดเจนขึ้นในใจ ไม่ใช่เพราะมันเพิ่งเกิดขึ้น  มันอยู่รายล้อมตัวฉันมานานมากแล้ว เพียงแต่ฉันได้สร้างกำแพงปิดกั้นมันด้วยความทุกข์ที่เคยมี และแสดงออกแต่ท่าทีของความสุขออกไป ฉันยิ้มแย้ม ฉันหัวเราะ เพียงเพราะกลัวว่าจะไม่มีใครเข้าใจ และกลัวว่าจะกลายเป็นภาระทางความรู้สึกแก่ผู้คนรอบข้าง

          แต่เมื่อกำแพงล่องหนนั้นก็ค่อยๆ ทลายลงอย่างไม่รู้ตัว แม้จะไม่ทั้งหมด ก็เพียงพอให้ความรัก ความปรารถนาดีของผู้คนที่รักสาดส่องเข้ามา แล้วน้ำตาก็ได้เอ่อล้นอีกครั้ง แต่มันกลับเป็นน้ำตาที่สะท้อนความรู้สึกของการได้ปลดล็อคอะไรบางอย่างที่ฉันกลัวอยู่ภายในใจลึกๆ  จนในที่สุด ก็สามารถระบายความทุกข์ใจออกไปให้แก่ผู้คนที่รักและพร้อมจะรับฟังได้ โดยที่ความกลัวนั้นบรรเทาลง
.

          นับตั้งแต่วันนั้น การระบายความในใจก็กลายเป็นเรื่องที่ฉันพอจะทำได้และกล้าจะเล่าให้กับคนรอบข้างรับรู้สิ่งที่อยู่ภายในใจมากยิ่งขึ้น เพราะฉันได้เรียนรู้แล้วว่า  ความเชื่อที่ว่าไม่มีใครบนโลกนี้เข้าใจเราได้นั้น มันอาจไม่จริงเสมอไป และบางครั้งการได้มีใครสักคนที่พร้อมจะรับฟังเราจริงๆ เท่านี้ก็เพียงพอที่ความทุกข์จะเบาบางลง ทำให้ได้รับรู้ว่าตัวเราไม่ได้อยู่โดดเดี่ยวบนโลกใบนี้  ถึงแม้ว่าเขาอาจจะไม่ได้เข้าใจเราไปเสียทุกอย่าง แต่เขาก็คือคนที่พร้อมจะฟังอย่างเปิดรับ และคอยอยู่ข้างๆ ประคองเราให้ก้าวต่อไปได้อย่างไม่ต้องรู้สึกว่ากำลังยืนอยู่เพียงลำพัง

          ในเวลาต่อมา แม้จะมีอยู่หลายครั้งที่ฉันหลงลืมเรื่องราวนั้นไป หลงลืมไปว่าครั้งหนึ่งเคยมีคนรักและพร้อมจะอยู่ข้างเรา จนกลับมารู้สึกถึงความโดดเดี่ยวอยู่เป็นครั้งคราว  แต่เพราะเรื่องราวในวันนั้น ฉันในวันนี้จึงสามารถจดจำความรักที่ผู้คนหยิบยื่นให้อย่างไม่ขาดสายได้มากยิ่งขึ้น  เรื่องราวของทิชชูแสนพิเศษที่นอกจากฉันจะพกติดตัวเอาไว้ใช้งานอยู่เสมอ ยังทำให้ฉันได้พกเรื่องราวแห่งความทรงจำไปด้วยทุกที่อีกด้วย

          เมื่อใดที่รู้สึกหนักอึ้ง เมื่อใดที่รู้สึกว่าไม่มีใคร และเมื่อใดก็ตามที่หลงลืมความรักมากมายที่อยู่รายล้อม เมื่อนั้นเรื่องราวนี้จะคอยย้ำเตือนใจเสมอ

          ขอบคุณความรักของเพื่อนในวันนั้นที่หยิบยื่นให้ เพราะรักของพวกเขา ฉันจึงได้เห็นคุณค่าของการมีอยู่ของตัวเองมากขึ้น จนสามารถยืนหยัดต่อเรื่องราวต่างๆ ที่พัดผ่านเข้ามาในชีวิตได้จนถึงทุกวันนี้ และเชื่อว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เรายังมีคนที่คอยอยู่เคียงข้างเสมอ 

          ถึงแม้ว่าตัวของเราจะห่างไกลกันไป แต่เจ้าเศษเสี้ยวความทรงจำนี้จะคงอยู่ตลอดไป 

          แด่ทุกความรัก ความปรารถนาดีที่ทุกคนมอบให้เสมอมา ฉันจึงได้มีวันนี้ ขอขอบคุณด้วยใจจริง



          ในวันธรรมดาที่ดูเหมือนไม่มีอะไรพิเศษ ผู้คนต่างใช้
ชีวิตกันไปท่ามกลางความเป็นไปของสิ่งต่างๆ ที่รายล้อม
รอบตัว บางสิ่งผ่านมาให้พบเจอเพียงเพื่อจะผ่านไป ทว่า
บางอย่างกลับกลายเป็นสิ่งซึ่งหลายคนจะได้พกติดตัวเอาไว้
หรือที่เราเรียกมันว่า ‘ความทรงจำ’ 

          บางครั้งความทรงจำก็สลักสำคัญมากจนถูกฝังแน่น
เอาไว้เตือนใจอยู่เสมอ และบางครั้งมันอาจกลายเป็นเพียง
เศษเสี้ยวบางๆ ที่หลบซ่อนอยู่ แม้เราอาจจะหลงลืมไปบ้าง
แต่มันไม่เคยจางหายไปไหน และขอเพียงแค่มีสิ่งใดปรากฏ
ขึ้นมาสะกิดเพียงเล็กน้อย เท่านี้ก็มากพอที่จะทำให้ความ
ทรงจำพัดพาเราย้อนกลับไปยังห้วงเวลาที่เคยมีเรื่องราว
บางอย่างเกิดขึ้น ราวกับว่ามันเพิ่งผ่านมาได้ไม่นานนี้เอง  

          และสิ่งที่ทำให้ฉันได้นั่งไทม์แมชชีนย้อนเวลากลับไปหา
เจ้าความทรงจำเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งนั้นได้ ก็คือการได้เห็น
สิ่งที่ใครๆ ต่างก็ ‘เช็ดๆ แล้วทิ้ง’ ไม่เก็บเอามาใช้ใหม่ เหมือน
เพลงของใบเตย อาร์สยามที่ใครอาจเคยได้ยินผ่านหูกันมา
บ้าง (ฮ่า) เพราะมันคือ กระดาษทิชชูแสนธรรมดาเพียงหนึ่ง
แผ่น ที่ครั้งหนึ่งมันคือสิ่งมีค่าที่ฉันเคยได้รับ และกลับเอา
ความทรงจำนั้นมาใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนตัวเองสามารถ
ยืนหยัดด้วยน้ำหนักที่มั่นใจได้อย่างในทุกวันนี้
.

          หากให้เล่าถึงความสำคัญของกระดาษทิชชูแผ่นนั้น
คงต้องเล่าย้อนกลับไปยังช่วงเวลาที่ชวนคิดถึงมากที่สุด
นั่นคือช่วงวัยที่อีกไม่กี่อึดใจก็จะก้าวเข้าสู่รั้วมหาลัย
และการแบ่งปันกัน ไม่ว่าจะสีหรือปากกาเกิดขึ้นอยู่เสมอ
เชื่อเลยว่าใครหลายคนต่างก็คงเคยเป็นผู้ให้ยืมกันทั้งนั้น 
ฉันเองก็เช่นเดียวกัน เพียงแต่ว่าในวันนั้นพลิกบทบาท
จากผู้ให้เป็นผู้รับเสียเอง โดยที่ไม่ได้เป็นฝ่ายเอ่ยปาก
ร้องขอแต่อย่างใด และสิ่งที่ได้รับการหยิบยื่นให้ในวันนั้น
ก็คือกระดาษทิชชูเพียงหนึ่งแผ่นที่ถูกพับเอาไว้หนึ่งทบ
แม้จะเบาบางและไม่ได้หนาอะไร แต่ก็เพียงพอที่น้ำหมึก
ปากกาจะบรรจงเขียนอะไรบางอย่างลงไปได้

          ในวันนั้นเป็นวันที่อากาศกำลังดี ไม่มีเมฆครึ้ม และ
ท้องฟ้าแจ่มใสกว่าทุกวัน เราทุกคนในห้องกำลังนั่งเรียน
ชีววิทยาแสนสนุกในคาบบ่าย ขณะนั้นเองกระดาษทิชชู
แสนวิเศษที่ว่าได้ถูกส่งต่อจากด้านหลังของห้องที่อยู่ห่าง
ไปประมาณสองช่วงโต๊ะ ค่อยๆ ไล่เรียงมาเรื่อยๆ ไม่นานนัก
การส่งต่อก็เดินทางมาถึงจุดสิ้นสุด นั่นคือโต๊ะของเพื่อน
ที่นั่งข้างๆ ฉัน และมันก็ได้ถูกวางลงบนโต๊ะอย่างใจเย็น
เพื่อรอให้ผู้รับคนนั้นได้หันมาและใส่ใจมองมันดูสักนิด

          นั่งก้มหน้า ตั้งใจเพ่งตัวหนังสือเรียนอย่างใจจดใจจ่อ
ในมือกำปากกาเอาไว้แน่น มองเผินๆ ก็เหมือนนักเรียน
กำลังตั้งใจเรียนทั่วๆ ไป แต่ใบหน้ากลับเปื้อนน้ำตา ไร้ซึ่ง
เสียงสะอึกสะอื้น มีเพียงไหล่ที่สั่นเทาอย่างต่อเนื่อง และ
น้ำตาที่ไหลอาบแก้ม นั่นคืออากัปกิริยาของฉัน ซึ่งเป็น
ผู้รับกระดาษทิชชูแผ่นนั้นอย่างไม่รู้ตัว จนแล้วจนเล่า
กระดาษทิชชูแผ่นนั้นก็ยังคงถูกวางเอาไว้ที่เดิม เพราะมี
เพียงความคิดในหัวที่วนซ้ำๆ เท่านั้นที่ฉันสนใจ

          เดิมทีแล้ว ความคิดแสนยุ่งเหยิงและการตั้งคำถาม
วนเวียนในหัว คือสิ่งที่ฉันมักให้ความสนใจเหนือสิ่งอื่นใด
อย่างห้ามไม่ได้ และไม่ว่าจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ทั้งสุข
ทั้งเศร้า ฉันก็มักจะเก็บมันเอาไว้แต่เพียงคนเดียว อาจจะมี
บอกเล่าไปบ้าง แต่นั่นก็เทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่ไม่เคย
เอื้อนเอ่ย เพราะสำหรับบางเรื่องนั้น ความเงียบคือทางออก
แสนสงบ และในไม่ช้าเรื่องเหล่านั้นก็จะดูธรรมดา ค่อยๆ
คลี่คลาย และหายไปในที่สุด 

          แม้มันจะแลกมาด้วยความรู้สึกเหมือนยืนอยู่คนเดียว
ในแต่ละเรื่องที่ต้องเผชิญ แต่สุดท้ายแล้ว ฉันเชื่อว่าคงไม่มี
ใครบนโลกนี้ที่สามารถเข้าใจเราได้ดีที่สุดเท่ากับตัวเราเอง
รวมถึงฉันที่มีความกลัวอยู่ในใจ

          ‘คนที่มักจะมีรอยยิ้มกว้างอยู่เสมอ แต่ดวงตากลับไม่ได้
ยิ้มตามไปด้วย’ คือคำนิยามที่เพื่อนเคยเรียกเอาไว้ด้วย
ความเป็นห่วง และก็คงจะอธิบายความเป็นฉันได้เห็นภาพ
มากที่สุด เพราะฉันกลัวเหลือเกินว่าจะถูกมองเป็นเจ้าก้อน
กลมๆ หนักๆ สีมืดครึ้มที่ไม่ว่าใครมาเจอก็คงจะต้องรู้สึก
อึดอัดและไม่ต้องการพบมันอีก 

          กว่าที่กระดาษทิชชูแผ่นนั้นจะถูกชายตามอง ความคิด
มากมายที่มีในหัวก็พอได้หยุดพักหายใจ และเริ่มกลับมาอยู่
กับปัจจุบันมากขึ้น  ตอนนั้นฉันจำไม่ได้เลยว่า เพราะอะไร
น้ำตาถึงเอ่อล้นออกมา มันคงเป็นความเสียใจที่ไม่สามารถ
อดกลั้นเอาไว้ และก็ได้แต่กล่าวขอบคุณเพื่อนที่ห่วงใยหยิบ
ยื่นกระดาษทิชชูมาให้เพื่อซับน้ำตา  ทันใดนั้น กระดาษที่ถูก
พับเอาไว้ก็ได้ถูกคลี่ออกอย่างช้าๆ ด้วยความสงสัย
หลังจากฉันได้เห็นรอยซึมของปากกาเรียงอยู่หลายบรรทัด
มันเต็มไปด้วยตัวหนังสือมากมายที่อ่านดูแล้วรู้สึกได้เลยว่า
จริงๆ แล้วตัวเราก็ไม่ได้โดดเดี่ยวอย่างที่คิดเอาไว้นี่นา

          เพราะมันคือรายชื่อเพื่อนกว่า 10 คน ที่ได้บรรจงเขียน
เอาไว้เป็นกำลังใจให้ พร้อมลงท้ายด้วยประโยคว่า

          “รักมึงนะเว้ย”

          วินาทีนั้น ความรู้สึกของการถูกรักจึงชัดเจนขึ้นในใจ
ไม่ใช่เพราะมันเพิ่งเกิดขึ้น  มันอยู่รายล้อมตัวฉันมานาน
มากแล้ว เพียงแต่ฉันได้สร้างกำแพงปิดกั้นมันด้วยความ
ทุกข์ที่เคยมี และแสดงออกแต่ท่าทีของความสุขออกไป
ฉันยิ้มแย้ม ฉันหัวเราะ เพียงเพราะกลัวว่าจะไม่มีใครเข้าใจ
และกลัวว่าจะกลายเป็นภาระทางความรู้สึกแก่ผู้คนรอบข้าง

          แต่เมื่อกำแพงล่องหนนั้นก็ค่อยๆ ทลายลงอย่างไม่รู้ตัว
แม้จะไม่ทั้งหมด ก็เพียงพอให้ความรัก ความปรารถนาดีของ
ผู้คนที่รักสาดส่องเข้ามา แล้วน้ำตาก็ได้เอ่อล้นอีกครั้ง แต่มัน
กลับเป็นน้ำตาที่สะท้อนความรู้สึกของการได้ปลดล็อค
อะไรบางอย่างที่ฉันกลัวอยู่ภายในใจลึกๆ  จนในที่สุด
ก็สามารถระบายความทุกข์ใจออกไปให้แก่ผู้คนที่รักและ
พร้อมจะรับฟังได้ โดยที่ความกลัวนั้นบรรเทาลง
.

          นับตั้งแต่วันนั้น การระบายความในใจก็กลายเป็นเรื่อง
ที่ฉันพอจะทำได้และกล้าจะเล่าให้กับคนรอบข้างรับรู้สิ่งที่
อยู่ภายในใจมากยิ่งขึ้น เพราะฉันได้เรียนรู้แล้วว่า  ความเชื่อที่ว่าไม่มีใครบนโลกนี้เข้าใจเราได้นั้น มันอาจไม่จริงเสมอไป และบางครั้งการได้มีใครสักคนที่พร้อมจะรับฟังเราจริงๆ เท่านี้ก็เพียงพอที่ความทุกข์จะเบาบางลง ทำให้ได้รับรู้ว่าตัวเราไม่ได้อยู่โดดเดี่ยวบนโลกใบนี้  ถึงแม้ว่าเขาอาจจะไม่ได้เข้าใจเราไปเสียทุกอย่าง แต่เขาก็คือคนที่พร้อมจะฟังอย่างเปิดรับ และคอยอยู่ข้างๆ ประคองเราให้ก้าวต่อไปได้อย่างไม่ต้องรู้สึกว่ากำลังยืนอยู่เพียงลำพัง

          ในเวลาต่อมา แม้จะมีอยู่หลายครั้งที่ฉันหลงลืมเรื่องราว
นั้นไป หลงลืมไปว่าครั้งหนึ่งเคยมีคนรักและพร้อมจะอยู่
ข้างเรา จนกลับมารู้สึกถึงความโดดเดี่ยวอยู่เป็นครั้งคราว 
แต่เพราะเรื่องราวในวันนั้น ฉันในวันนี้จึงสามารถจดจำ
ความรักที่ผู้คนหยิบยื่นให้อย่างไม่ขาดสายได้มากยิ่งขึ้น 
เรื่องราวของทิชชูแสนพิเศษที่นอกจากฉันจะพกติดตัวเอาไว้
ใช้งานอยู่เสมอ ยังทำให้ฉันได้พกเรื่องราวแห่งความทรงจำ
ไปด้วยทุกที่อีกด้วย

          เมื่อใดที่รู้สึกหนักอึ้ง เมื่อใดที่รู้สึกว่าไม่มีใคร และเมื่อ
ใดก็ตามที่หลงลืมความรักมากมายที่อยู่รายล้อม เมื่อนั้น
เรื่องราวนี้จะคอยย้ำเตือนใจเสมอ

          ขอบคุณความรักของเพื่อนในวันนั้นที่หยิบยื่นให้
เพราะรักของพวกเขา ฉันจึงได้เห็นคุณค่าของการมีอยู่
ของตัวเองมากขึ้น จนสามารถยืนหยัดต่อเรื่องราวต่างๆ
ที่พัดผ่านเข้ามาในชีวิตได้จนถึงทุกวันนี้ และเชื่อว่าไม่ว่า
อะไรจะเกิดขึ้น เรายังมีคนที่คอยอยู่เคียงข้างเสมอ 

          ถึงแม้ว่าตัวของเราจะห่างไกลกันไป แต่เจ้าเศษเสี้ยว
ความทรงจำนี้จะคงอยู่ตลอดไป 

          แด่ทุกความรัก ความปรารถนาดีที่ทุกคนมอบให้
เสมอมา ฉันจึงได้มีวันนี้ ขอขอบคุณด้วยใจจริง

Discover more from Awake1525

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading