เราเชื่อว่าการได้มาและการสูญเสียสิ่งที่มีความหมาย
กับชีวิตจะเกิดขึ้นเรื่อยๆ ตลอดช่วงการมีอยู่ของมนุษย์ และนั่น
คือสิ่งที่ประกอบสร้างตัวตนของเรา
ครั้งแรกที่ได้เรียนรู้เรื่องการสูญเสีย คือเมื่อแม่หักแผ่นซีดี
บาร์บี้ที่เราดูแล้วไม่เก็บทิ้งออกไปนอกหน้าต่างข้างบ้านต่อหน้า
ต่อตา แม้จะเป็นหนึ่งในสิ่งที่รักและหวงแหนมาก แต่เราก็ไม่ได้
รู้สึกเจ็บปวดมากนัก เพราะคิดว่ายังไงเดี๋ยวก็ซื้อใหม่ได้ (เราได้
ซีดีเป็นของขวัญจากพ่อทุกสุดสัปดาห์เมื่อสมัยที่เศรษฐกิจยังดี)
ตอนนั้นเพียงไม่เข้าใจว่า ทำไมแค่ไม่เก็บของเข้าที่ถึงทำให้
ผู้หญิงคนนั้นโมโหได้ขนาดนี้
การสูญเสียสิ่งมีชีวิตครั้งแรกคือเลเวลถัดมา และนับว่าเป็น
การสูญเสียที่แท้จริง การสูญเสียในครั้งนั้นทำให้ส่วนหนึ่งในใจ
และความคิดของเราเปลี่ยนไปตลอดกาล
วันธรรมดาวันหนึ่งหลังจากกลับมาจากโรงเรียน เรารู้สึกว่า
แม่เงียบแปลกๆ ปกติมักจะหาเรื่องมาคุย แม่มักถามเกี่ยวกับ
เพื่อน โรงเรียน ตามประสาเพื่อนสนิทที่ชอบแลกเปลี่ยนเรื่อง
ราวกันและกัน เราจำไม่ได้ว่าเราอายุเท่าไหร่ กำลังกินขนมอะไร
อยู่ระหว่างที่นั่งบนเก้าอี้หมุนหลังโต๊ะกินข้าวตรงข้ามกับแม่ที่ใส่
เสื้อยืดตลาดน้ำดอนหวาย แสงข้างนอกบ้านเป็นแสงประมาณบ่ายสี่โมง หรืออาจจะล่วงเลยไปไกลกว่านั้นแต่ตะวันยังไม่ตกดิน เพราะมันเป็นหน้าร้อนที่ร้อนที่สุดกว่าหน้าร้อนปีก่อนๆ คำพูดที่ฟังดูเหมือนจะสบายๆ กับการหลบตาของแม่ที่ปกติไม่ค่อยได้เห็นทำให้เรารู้สึกสนใจเธอมากกว่าขนมในมือ
“ปุ๊บปั๊บไม่อยู่กับเราแล้วนะลูก”
หน่าาาาาา แม่โกหก
ย้อนกลับไปตอนได้ปุ๊บปั๊บมาใหม่ๆ ‘ปุ๊บปั๊บ’ เป็นชื่อของ
กระแตป่าหนึ่งในสองตัวที่แม่เจอจากหลังบ้าน ความจริงเรา
ไม่ควรเลี้ยงมันด้วยซ้ำ เพราะมันเป็นสัตว์ป่า ไม่รู้ที่มา แต่มันก็
อายุน้อยเกินกว่าจะปล่อยให้ไปใช้ชีวิตเอง แม่กลัวว่ามันจะ
โดนหมาแมวขย้ำซะก่อน เลยตัดสินใจตั้งชื่อให้ว่าปุ๊บปั๊บกับ
ป๊อบแป๊บ เพราะสิ่งมีชีวิตสองตัวนี้เคลื่อนไหวเร็วจนจับแทบ
ไม่ทัน ไม่กี่วันต่อมาเราก็พบว่าป๊อบแป๊บน้องสาวหนีไป เหลือ
แค่ปุ๊บปั๊บตัวเดียว หลังจากนั้นบ้านเราก็มีสัตว์เลี้ยงครั้งแรก
แม้จะไม่ค่อยได้รับการยอมรับจากคนเป็นพ่อและย่า
เท่าไหร่ แต่เราจำได้ว่าแม่มีความสุขมาก เธอยิ้มกว้างที่สุด
เท่าที่เราจำได้ตอนมีปุ๊บปั๊บอยู่บนมือ ปุ๊บปั๊บน่าจะเป็นสิ่งที่ทำ
ให้แม่เรามีความสุขมากที่สุดระหว่างที่อยู่บ้านโดยไม่มีเรา
เราเลี้ยงปุ๊บปั๊บในกรงสีเขียว ปุ๊บปั๊บชอบกินกล้วยและผลไม้
มาก ให้อะไรก็กินหมด ชอบหอมแก้ม ชอบแทะอะไรแข็งๆ
ชอบห้องแอร์ และไม่ชอบพ่อเรา เราไม่มีรูปถ่ายของปุ๊บปั๊บ
ตัวจริงด้วยซ้ำ แต่ขนาด ลวดลาย อุณหภูมิ และการเคลื่อนไหว
ของปุ๊บปั๊บตอนที่เราได้ลองสัมผัสครั้งแรกยังคงชัดเจนใน
ความทรงจำ
เราและแม่สร้างความทรงจำร่วมกับปุ๊บปั๊บเยอะมาก
ตอนกลางวันแม่จะเอาปุ๊บปั๊บไปแขวนหลังบ้านที่ต้นไม้เยอะๆ
เพราะแม่คิดว่าปุ๊บปั๊บน่าจะชอบ แม่จะเอาปุ๊บปั๊บมาหอมแก้ม
เรา หลังเลิกเรียน ปุ๊บปั๊บจะออกมาไต่ตัวเราและแม่นิดหน่อย
ก่อนนอนและนอนด้วยกันในห้องแอร์
มีครั้งหนึ่งก่อนครั้งนี้ที่เรารู้สึกเจ็บเหมือนใจจะขาด
และกลัวที่สุดในชีวิต คือตอนแม่บอกว่าลืมเอาปุ๊บปั๊บเข้าบ้าน
ปุ๊บปั๊บหายไปแล้ว ตอนนั้นเราวิ่งหาทั่วบ้าน ทุกซอกมุมเท่าที่
เราตัวเล็กพอจะเข้าไปได้ พอไม่เจอ เราร้องไห้ฟูมฟายหนัก
จนแม่ตกใจและบอกกับเราว่า
“แม่พูดเล่น แม่ไม่คิดว่าหนูจะเป็นแบบนี้
แม่ขอโทษ ปุ๊บปั๊บอยู่นี่ลูก”
พร้อมกับเสกกรงสีเขียวจากไหนไม่รู้มาให้เห็น แค่หางตา
เราเหลือบไปเห็นตัวปุ๊บปั๊บ ความรู้สึกหนักอึ้งในใจก็หายไป
นั่นน่าจะเป็นความรู้สึกที่เรียกว่า ‘โล่งใจ’ ครั้งแรก
ของเด็กผู้หญิงอายุเลขหลักหน่วยที่ได้เรียนรู้ความรู้สึกนี้
หลังจากนั้นเหตุการณ์ทำนองนี้ก็เกิดขึ้นบ้าง และประสบ
การณ์สมองเราเรียนรู้แล้วว่าสิ่งนี้คือการแกล้งของมนุษย์แม่
เราไม่ตกหลุมพรางหรอก
“ปุ๊บปั๊บไม่อยู่กับเราแล้วนะลูก”
“…”
“แม่กำลังจะไปเอาปุ๊บปั๊บมาหาหนู
แล้วแม่ก็เห็นเขานอนแผ่ แม่เรียกก็ไม่ขยับ”
“ปุ๊บปั๊บอยู่หลังบ้านนะ แม่ฝังไว้ที่ใต้ต้นมะม่วง
หนูกินเสร็จแล้วไปหาปุ๊บปั๊บกัน”
ครั้งนี้จำได้ว่าเราไม่ร้องไห้ เราลาปุ๊บปั๊บเงียบๆ จำได้ว่า
พูดในใจกับปุ๊บปั๊บหลายอย่าง แต่จำไม่ได้ว่าพูดอะไรบ้าง
ผิดกับแม่ที่ดูใจหาย แถมพูดอะไรไม่รู้ยาวเฟื้อยหน้าหลุมปุ๊บปั๊บ
เนื้อหาประมาณว่าขอให้ปุ๊บปั๊บมีความสุข
จำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น แต่เราได้เปลี่ยนจาก
เด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ฝันอยากมีสัตว์เลี้ยงหลายตัว กลายเป็น
เด็กผู้หญิงที่บอกตัวเองว่าจะไม่เลี้ยงสัตว์อีก เรากลัวความ
ผูกพันและไม่อยากรู้สึกถึงการสูญเสียแบบนี้อีกแล้ว
หลังจากนั้นหลายปีเราก็ใช้ชีวิตปกติ เรียนรู้เรื่องการได้มา
และการสูญเสียนับครั้งไม่ถ้วน และเติบโตขึ้นจนอายุได้ 12 ปี
เราได้ยินแม่คุยกับญาติบ่อยๆ ว่ารู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลง
ของร่างกายตัวเอง แม่ป่วยบ่อยขึ้น การได้ยินแม่คุยโทรศัพท์
เกี่ยวกับอาการปวดหลังของตัวเองทำให้เราเป็นห่วงแม่จับใจ
แต่ในตอนนั้นก็ไม่ได้แสดงออกอะไรมากตามประสาเด็กน้อย
ที่อ่อนต่อโลก วัยรุ่นตอนต้นที่อยู่ในช่วงต่อต้าน และเด็กผู้หญิง
ที่ติดอยู่ในหล่มปิตาธิปไตยครอบครัว
แม่เที่ยวไปหาหมอคนนั้นคนนี้ ที่นั่นที่นี่สักพัก จนกระทั่ง
จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเรา
ได้เกิดขึ้น การพังลงของชีวิตแม่คือการเริ่มต้นชีวิตใหม่ของเรา
แม้เราจะไม่ได้เลือกก็ตาม
ชีวิตเราเปลี่ยนไปตั้งแต่กิจวัตรประจำวัน จากที่ยืนเฉยๆ
ก็เหมือนมีเวทมนตร์เสกให้อยู่ในสภาพพร้อมไปโรงเรียน
กลายเป็นไม่มีใครปลุก แบกลงจากที่นอน อาบน้ำแต่งตัวให้
ทำกับข้าว และส่งขึ้นรถรับส่งอีกต่อไป เหลือแค่คุณย่าที่มี
หน้าที่ให้เงินไปโรงเรียน จากข้าวเช้าโฮมเมดที่เมนูเปลี่ยน
ทุกวัน กลายเป็นข้าวมันไก่ต้มในกล่องโฟมที่ซื้อได้หน้าโรง
เรียนก่อนเข้าแถว
ก่อนนั้นเราพอปะติดปะต่อได้ว่าแม่ป่วยหนัก ต้องรักษาตัว
ที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ ความจริงเราแอบมีความสุขนิดๆ
ด้วยซ้ำ จะนอนกี่โมงก็ได้ ไม่อ่านหนังสือสอบก็ไม่มีใครบ่น
ก่อนจะไปกรุงเทพฯ แม่คั้นน้ำมะนาวที่เราต้องกินทุกวันไว้เป็น
ขวดลิตรๆ รีดเสื้อผ้าทุกชุดไว้ให้
ทุกอย่างดูปกติ โอ๊ย อยู่ได้สบาย
.
แต่ช่วงเวลาของความสุขมักอยู่ไม่นาน ม่านชีวิตจริงเริ่ม
เปิดออก เราเริ่มเห็นความอีเหละเขละขละและความโกลาหล
ของทุกสิ่งทุกอย่างหลังเวที ที่ผ่านมา ชีวิตแสนสบายที่เด็ก
รอบตัวทุกคนอิจฉา ถูกสร้างมาด้วยฝีมือของผู้หญิงตัวเล็กๆ
คนเดียวที่ตอนนี้ต้องเจอกับความโชคร้าย — แม่ คือสิ่งมีชีวิต
ที่มหัศจรรย์ที่สุดเท่าที่เราเคยรู้จัก
เราเชื่อว่าทุกคนคงพอรับรู้ได้อยู่แล้วเมื่อผ่านประสบการณ์
ชีวิตมาในระดับหนึ่ง ปิตาธิปไตยในครอบครัวคนจีน ที่เกลียด
คนจน (คนอีสาน) อีกที เราไม่มีพื้นที่ให้อธิบายความเลวร้าย
ของมันมากนัก แต่สิ่งที่อยากให้ทุกคนสนใจคือความอดทน
ของแม่ที่อยากมอบชีวิตที่ดีที่สุดให้กับเรา ในวัย 12 ปี เรารู้สึก
‘ขาด’ ทั้งที่จริงๆ ชีวิตของเราตอนนั้นถือว่าดีมากแล้ว
ระหว่างแม่ป่วยติดเตียงเราได้เรียนรู้หลายอย่าง พ่อ ที่เคยเป็นผู้ชายแสนวิเศษ ใจดี ซื้อของที่ชอบให้ทุกอย่าง เข้าข้างทุกเรื่อง จริงๆ แล้วเป็นแค่เด็กผู้ชายที่โดนสปอยล์จากย่า ไร้ความรับผิดชอบ กดขี่เพศหญิง และไม่มีความคิดเป็นของตัวเอง
บ้านที่เคยปราศจากฝุ่น ผ้าที่หอมและแขวนบนราวแบบ
เรียงสีพื้นที่สะอาดจนสามารถเอาตัวลงไปนอนได้ ร้านขายของ
ที่เก๊ะเงินเต็มทุกวัน ไม่ได้มาจากเวทมนตร์วิเศษอะไร แต่มาจาก
ผู้หญิงที่พ่วงตำแหน่งลูกสะใภ้ นักบัญชี พนักงานขายของ
คนเช็กสต๊อค เพื่อนคุยลูกค้า พยาบาลประจำบ้าน แม่บ้าน
ภรรยา และแม่ของลูกสาวคนเดียว
ผู้หญิงคนแรกที่เรารู้สึกอยากให้เขาหายไปจากโลก เป็นคนเดียวกันกับคนที่เราอยากให้คำว่า ‘ปาฏิหาริย์’ มีจริง
อะไรดลใจให้เราไปเปิดเอกสารสีขาวขนาดเอสี่ในแฟ้ม
ประจำตัวที่แม่วางไว้ใต้ทีวีก็ไม่รู้ เราไล่สายตาจากหัวกระดาษ
ใบรับรองแพทย์ ชื่อนามสกุลแม่ แพทย์ ตัวเลขและวันที่ จนถึง
ช่วงท้ายกระดาษ การวินิจฉัย ‘มะเร็งกระดูกระยะที่ 3’ ถูกเขียน
ด้วยลายมือของแพทย์ที่ปกติจะอ่านได้ยากด้วยซ้ำ แต่หมอคนนี้
ดันลายมือสวย
ตอนนั้นความรู้สึกเหมือนดูหนังมาร์เวลที่ทีเซอร์สปอยล์
90% ของเรื่อง เราในวัย 12 รู้ดีว่าโรคนี้หายได้ยาก ยิ่งกับแม่
แทบไม่มีโอกาส เพราะแม่น้ำหนักน้อยมาก มีโรคประจำตัว
และรักษาด้วยคีโมไม่ได้ ยิ่งเห็นและรับรู้กระบวนการต่างๆ
ยิ่งทำให้เรารู้สึกเหมือนมันไม่จริง ถ้าเป็น 5 stages of grief
เราก็อยู่ denial น่ะ แต่กลับถูกบีบให้ยอมรับความจริงในเร็ววัน
ที่โรงเรียน เราต้องเป็นเด็กดี มีเพื่อนคบ มีความรับผิดชอบ
ได้เกรดดี ทั้งๆ ที่ข้างหลังเรามีพ่อที่นอกใจแม่ พ่อที่ปากบอก
คนอื่นว่าย้ายราชการมาเพื่อดูแลลูก แต่สิ่งที่เขาทำให้มากที่สุด
คือการให้ที่อยู่คุณภาพต่ำฟรี (แฟลตตำรวจชั้นประทวน
ในต่างจังหวัด) และไม่เคยอยู่ที่ห้องเลย โมโหและก่นด่าแม่ว่า
ทำไมต้องป่วย ชีวิตเขาลำบากขึ้นเพราะเธอแค่ไหน อย่างไรบ้าง
เข้ากับที่ทำงานไม่ได้ พ่อเรากลายเป็นคนที่จัดการอะไรในชีวิต
ตัวเองไม่ได้เลยตั้งแต่ตอนนั้นถึงตอนนี้ เพราะความรับผิดชอบ
ด้านการเงินและทุกอย่างในชีวิตที่ผ่านมาถูกจัดการอย่างดี
โดยแม่ ไหนจะโทรศัพท์และคำพูดจากญาติที่ต่อว่าทั้งฝั่งพ่อ
และแม่ พ่อเรากลายเป็นปีศาจ
ที่โรงพยาบาล เราต้องเป็นเด็กกตัญญู ดูแลแม่ที่ป่วย
ติดเตียง emotional และรู้สึกผิดกับทุกอย่างที่เกิดขึ้น ร้องไห้
ระบาย และขอในสิ่งที่บางที่ก็ยากเกินกว่าเด็กอายุ 13-14 จะทำ
ให้เธอได้
ที่บ้าน เราต้องทำงานบ้านเป็นทุกอย่าง ขายของได้ มีแรง
ยกของเท่ากับวัยรุ่นชาย และมีย่าที่คาดหวังให้เรา turn into
ลูกสะใภ้ นักบัญชี พนักงานขาย คนเช็กสต๊อค เพื่อนคุยลูกค้า
พยาบาลประจำบ้าน แม่บ้าน ทั้งที่ที่ผ่านมาทั้งชีวิต ขนาดแต่งตัว
ไปเรียน เรายังถูกเลี้ยงมาแบบทำแค่ยืนหลับตากางแขนแล้วแม่
สวมเสื้อให้ ติดกระดุมให้ทุกเม็ด และทำให้ทุกอย่าง
ทุกคนคาดหวังให้เด็กคนนั้นเปลี่ยนทุกอย่างที่เคยได้เรียน
รู้มาในชีวิตของเธอภายในเวลาที่โคตรจะสั้น แถมยังอยู่ในวัย
ต่อต้าน วัยที่ควรจะมีที่พึ่ง วัยที่ควรได้ออกไปเรียนรู้โลกกว้าง
ลองดื้อดึง ลองทะเลาะกับพ่อแม่ดูบ้าง แต่เธอกลับต้องเป็น
ให้ได้อย่างที่ทุกคนคาดหวัง เพราะเมื่อเธอลองดื้อดึง เธอจะถูก
เงื่อนไขด้านการเงินล็อกเอาไว้เสมอ ถ้าไม่ทำงานบ้านและ
ไม่ช่วยงานที่ร้านจะไม่ได้เงินประจำสัปดาห์นะ โถ แม่คุณ แล้ว
เด็ก 14 ที่ไหนจะมีปัญญารับผิดชอบชีวิตตัวเองขนาดนั้น แค่ต้อง
เป็นคนที่ทุกคนคาดหวังก็ยากจะตายอยู่แล้ว ไม่ต้องพูดถึงหลัง
จากที่แม่เสียนะ ความคาดหวังพวกนี้เพิ่มขึ้นเป็น 10 หรือ 20
เท่าได้
ญาติทุกคนบอกว่าเราต้องทำดีกับย่า ไม่ว่าเราจะถูกปฏิบัติแบบไหนก็ตาม คนรู้จักบอกว่าเราต้องเข้มแข็ง เพื่อนในวัยเดียวกันไม่มีใครสามารถรับรู้และเข้าใจถึงระดับความเครียดที่เกิดขึ้นในตอนนั้นได้ จากเด็กประถมที่มีเฟอร์บี้ กล่องดินสอไฮโซกดปุ่มได้ สีไม้หลักร้อยแท่ง ได้ลงคอร์สเรียนทุกอย่างที่อยากลง ได้เสื้อผ้าทุกตัวที่อยากได้ กลายเป็นเด็กมอต้นชนชั้นกลางที่ชีวิตเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังเท้าโดยที่ต้องเรียนรู้ความเปลี่ยนแปลงนี้ครั้งนี้คนเดียวเกือบ 100% และสิ่งเดียวที่เราทำได้คืออดทนและใช้ชีวิตต่อไป
.
ทุกวันนี้เราใช้ชีวิตครึ่งๆ กลางๆ เพื่อนมหาลัยเรียกสิ่งนี้ว่าปลาช็อกน้ำ จากลูกคุณหนูแม่ไม่ให้กินข้าวข้างทาง กว่าจะปรับตัวเลิกกินข้าวห้างได้ก็ ม.ปลายเกือบมหาลัย กินส้มตำปลาร้าจนลำไส้ติดเชื้อไป 1 ที #เจ็บน้อยกว่ารสชาติชีวิต ต้องกินอาหารครบ 5 หมู่ แต่ก่อนโฮมเมด เดี๋ยวนี้ข้าวแกงน้องมุก
ก็ custom เองได้เหมือนกัน แม่ไม่ให้ขับมอเตอร์ไซค์เพราะ
อันตราย ต้องทาสกินแคร์ให้ครบและนอนก่อนสามทุ่ม
กลายเป็นเด็กผู้หญิงที่มีรอยท่อพาดที่ขา มีแผลเป็นที่เข่า
เป็นโรคนอนไม่หลับเรื้อรัง พูดคำหยาบ ปรับตัวเข้ากับสังคม
อบายมุขได้ ขับเวฟร้อยออริจินัลมีเกียร์เหยียบคลัตช์ เงินจำกัด
แต่ผ้าปูเตียงต้องซักอบทุกสัปดาห์เสมอ
ที่ผ่านมาชีวิตเราเปลี่ยนแปลงทุกครั้งที่ได้มาซึ่งสิ่งใหม่
ความสัมพันธ์ใหม่ ความรู้ใหม่ และสูญเสียคนที่รัก สิ่งที่รัก
หรือแม้กระทั่งตัวตนของตัวเองก็หลายรอบ แต่สุดท้ายแล้ว
เราในวัยใกล้ 22 ก็เข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงคือสิ่งที่ต้อง
เกิดขึ้น ไม่ว่าเราจะเลือกหรือไม่ ชอบหรือเปล่า และเราต้อง
อยู่กับมันให้ได้
ไม่น่าเชื่อว่าสิ่งเดียวที่โน้มน้าวเราให้มีชีวิตอยู่ต่อได้
คือคนที่ไม่มีชีวิตบนโลกนี้แล้ว ทุกครั้งที่รู้สึกอยากหายไป
หรือพยายามหาเหตุผลในการอยู่ เราเลือกให้สิ่งนั้นเป็น ‘แม่’
แค่พร่ำบอกกับตัวเองว่าเป้าหมายชีวิตคือทำให้แม่มีความสุข
และถ้าเราตายเขาคงเสียใจ ดูเป็นทางเลือกที่ฉลาดดี
เพราะมันไม่มีวันเป็นจริงหรืออาจจะเป็นจริงไปนานแล้วก็ได้
“แม่ หนูถามอะไรหน่อยได้ไหม”
เราพูดขณะกำลังเช็ดตัวให้เธอบนเตียงผู้ป่วยไฟฟ้า
แขนที่ผอมแห้งติดกระดูก แผลกดทับที่หลัง
และผมที่กระเซอะกระเซิงไม่เป็นทรง
ผิดกับในความทรงจำเรื่องปุ๊บปั๊บไปไกลโขราวกับคนละคน
“ที่ผ่านมา แม่เคยผิดหวังในตัวหนูบ้างหรือเปล่า”
แม่เงียบและมองหน้าเราเหมือนกำลังคิดว่าต้องตอบยังไง
ให้ทำร้ายจิตใจเด็กผู้หญิงคนนี้น้อยที่สุด
และสร้างความทรงจำที่ดีที่สุดให้
เพราะเวลาของเธอช่างเหลือน้อยเหลือเกิน
“ไม่เลยลูก แม่ภูมิใจในตัวหนูที่สุด”
“ถ้าแม่ไม่อยู่แล้วก็อดทนนะ”
แล้วเราก็ต่อชีวิตตัวเองด้วยความทรงจำ
ของบทสนทนาครั้งนั้นเสมอมา
Writer & Graphic Designer
