หลายคนนิยามคำว่า ‘ความสงบสุข’ แตกต่างกันไป บางคนมองว่าความสงบสุขคือโลกที่ปราศจากความขัดแย้ง บางคนมองว่าเป็นสภาวะจิตใจที่มั่นคงและไม่หวั่นไหวต่อสิ่งรอบตัว
สำหรับฉันแล้ว ความสงบสุขไม่ได้เป็นแนวคิดที่ยิ่งใหญ่หรือไกลตัวเลย หากแต่เป็นสิ่งเล็กๆ ที่อยู่ใกล้ตัวเสมอ นั่นคือการได้ใช้ชีวิตท่ามกลางครอบครัวที่อบอุ่น การมีอิสระในการเลือกเส้นทางของตัวเอง และการได้เดินตามเสียงของหัวใจอย่างแท้จริง
เส้นทางชีวิตของฉันทำให้ได้เรียนรู้ว่า ความสงบสุขไม่ได้เกิดจากการประสบความสำเร็จตามความคาดหวังของใคร แต่เกิดจากการกล้าที่จะค้นหาความหมายของชีวิตด้วยตัวเอง
.
ย้อนกลับไปในช่วงที่ยังเป็นเด็ก ฉันไม่เคยตั้งคำถามเลยว่าความสงบสุขที่แท้จริงคืออะไร เพราะการเป็นเด็กทำให้เราใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบันอย่างเต็มที่ เราหัวเราะกับเรื่องเล็กๆ สนุกกับทุกเหตุการณ์ และใช้ชีวิตอย่างไร้ความกังวล ช่วงเวลานั้นเต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ไม่ต้องคิดมากถึงอนาคต
จนกระทั่งวันหนึ่ง เมื่อฉันเติบโตขึ้น เพื่อนคนหนึ่งถามว่า ในอนาคตฉันอยากเป็นอะไร และฉันมีความฝันแบบไหน คำถามนั้นทำให้ฉันเริ่มคิดถึงเส้นทางชีวิตของตัวเองอย่างจริงจัง
ในตอนนั้น ความฝันของฉันไม่ได้ต่างจากชีวิตที่ฉันมีอยู่มากนัก ฉันเพียงแค่อยากใช้ชีวิตอยู่กับคนที่รัก มีครอบครัวที่อบอุ่น ได้รับการศึกษาที่ดี และมีโอกาสทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ ฉันอยากมีอนาคตที่มั่นคง และสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับคนรอบข้าง
เมื่อก้าวเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น โดยเฉพาะช่วงมัธยมปลายซึ่งเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต นักเรียนทุกคนต้องเริ่มตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตของตัวเอง ในช่วงเวลานั้น ฉันกลับพบว่าความชอบและเป้าหมายของตัวเองกำลังเดินไปคนละทิศทาง
ฉันจำช่วงเวลานั้นได้อย่างชัดเจน เพราะเป็นช่วงที่ต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญอย่างมาก ฉันสอบติดโควตาห้องวิทย์–คณิต ซึ่งเป็นห้องที่มีชื่อเสียงของโรงเรียน แต่ในขณะเดียวกัน ก็สอบติดห้องศิลป–ภาษา English Program ด้วยเช่นกัน
ในตอนนั้น ฉันสนใจในภาษาญี่ปุ่นและวัฒนธรรมญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก ฉันชอบเรียนภาษา และรู้สึกว่าหากได้เรียนในห้องศิลป–ภาษา อาจได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยคนที่มีความสนใจคล้ายกัน
อย่างไรก็ตาม ความสนใจนั้นกลับขัดแย้งกับความตั้งใจอีกอย่างหนึ่งที่เริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ นั่นคือความฝันที่จะเป็นแพทย์เหมือนกับคุณพ่อ
สาเหตุหนึ่งที่ทำให้มีความฝันนี้ ก็เพราะในช่วงปิดเทอม ฉันมีโอกาสได้ติดตามคุณพ่อคุณแม่ไปโรงพยาบาล ฉันได้เห็นการทำงานของพวกท่านที่ช่วยรักษาผู้คนจากโรคภัยไข้เจ็บ ได้เห็นรอยยิ้มของคนไข้หลังจากได้รับการรักษา และได้เห็นความทุ่มเทของบุคลากรทางการแพทย์ ภาพเหล่านั้นทำให้ฉันรู้สึกชื่นชม และอยากเดินตามรอยเส้นทางของพ่อแม่
ฉันชอบเห็นผู้คนมีความสุข และคิดว่าการเป็นหมอเป็นหนึ่งในอาชีพที่สามารถช่วยเหลือผู้คนได้อย่างแท้จริง นอกจากนี้ ความรู้ทางการแพทย์ยังสามารถนำมาใช้ดูแลคนในครอบครัวได้ด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ฉันให้ความสำคัญมาก
ท้ายที่สุด หลังจากได้พูดคุยและปรึกษากับครอบครัวอย่างจริงจัง ครอบครัวของฉันก็สนับสนุนให้ฉันเลือกเส้นทางที่หัวใจของฉันต้องการ นั่นคือการเรียนในห้องศิลป–ภาษา ญี่ปุ่น
แม้ว่าฉันจะเลือกเรียนสายศิลป–ภาษา แต่ฉันก็ไม่ได้ละทิ้งความตั้งใจที่จะสอบเข้าแพทย์ในอนาคต ฉันยังคงตั้งเป้าหมายว่าตัวเองจะพยายามสอบเข้าคณะแพทยศาสตร์ให้ได้ แม้เส้นทางจะยากกว่าคนอื่นก็ตาม
การตัดสินใจในครั้งนั้นทำให้ฉันรู้สึกสงบสุขอย่างประหลาด ฉันรู้สึกว่าตัวเองโชคดีมากที่เกิดมาในครอบครัวที่เข้าใจและสนับสนุนความฝันของฉัน พ่อแม่ไม่ได้บังคับให้ฉันต้องเดินตามเส้นทางใดเส้นทางหนึ่ง แต่เลือกที่จะอยู่เคียงข้างและให้กำลังใจในทุกการตัดสินใจของฉัน
ในช่วงมัธยมปลาย ฉันจึงพยายามเรียนทั้งสายศิลป–ภาษาในโรงเรียน และศึกษาวิชาวิทย์–คณิตเพิ่มเติมด้วยตนเอง ฉันโชคดีที่มีเพื่อนสนิทในห้องวิทย์–คณิตถึงสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือเพื่อนที่รู้จักกันจากที่เรียนพิเศษ และอีกกลุ่มหนึ่งคือเพื่อนจากโรงเรียน
เพื่อนกลุ่มแรก เราพบกันที่ที่เรียนพิเศษ พวกเราพูดคุยถูกคอและนิสัยคล้ายๆกัน จึงสนิทกันอย่างรวดเร็ว และเมื่อเจออาจารย์ดีๆ ก็จะชวนไปเรียนพิเศษด้วยกันอยู่เสมอ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเวลาหลังเลิกเรียนจนถึงค่ำ
วิชาที่ฉันเรียนพิเศษกับเพื่อนมีมากมายหลายวิชา ไม่ว่าจะเป็นชีวะ คณิต ฯลฯ แน่นอนว่าเป็นเนื้อหาที่ไม่มีสอนในห้องแม้แต่น้อย ถึงอย่างนันสิ่งนี้ก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะฉันตั้งใจและพยายามกว่าคนอื่นถึง2 เท่า จดจ่อและฟังอย่างมีสมาธิ ถ้าสงสัยตรงไหนก็มีเพื่อนๆ ที่น่ารักและอาจารย์คอยสอนให้เข้าใจอยู่เสมอ
ส่วนกลุ่มที่สอง เรามีกันในกลุ่มอยู่ 5 คนรวมตัวฉันด้วย เท่ากับว่ามี EP ศิลป-ภาษา 1 คน กับ วิทย์-คณิต 4 คน
กลุ่มเราสนิทถึงขั้นที่เพื่อนๆ ชวนไปเรียนที่ห้องวิทย์คณิตในตอนที่ฉันมีคาบว่าง หรือไม่มีเรียน อีกทั้งค่อยแบ่งปันสไลด์และเนื้อหาในการเรียน เรียกได้ว่าตอนช่วงมัธยมปลาย ฉันเป็นเด็กเรียนตัวจริงเสียงจริง และใช้เวลาทั้งช่วงมัธยมไปกับการอ่านหนังสือ
ถ้ามีเวลาว่างแล้วจะออกไปเที่ยวเล่นบ้าง ฉันก็มักจะรู้สึกเสียดายเวลา แม้ลึกๆ แล้วก็ใช่ว่าจะไม่อยากทำเหมือนกัน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ฉันมีความสุข ณ ตอนั้นคือการมีความรู้ ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และการอ่านหนังสือ
ฉันทุ่มเทกับการเรียน เก็บคะแนน และอนาคตของตัวเองอย่างเต็มที่
.
แต่แล้วก็มีจุดพลิกผลัน คือช่วงเลือกจัดอันดับมหาลัย นั่นคือ ถ้าฉันเลือกเรียนหมอ ฉันก็ต้องใช้เวลา 10 ปี ในการทุ่มเทกับการเรียนอย่างหนักหน่วง ความตั้งใจที่เคยวาดไว้ว่าอยากนำความรู้ไปช่วยดูแลครอบครัว รวมถึงความตั้งใจที่จะดูแลอาม่า อาจกลายเป็นเพียงความฝันที่ทำได้ยากในความเป็นจริง เนื่องจากเวลาที่ต้องใช้ เส้นแบ่งระหว่าง ความชอบ และความคาดหวังในตัวเองก็ค่อยๆ ขยายขึ้น
ฉันจึงตัดสินใจเปิดอกคุยปรึกษากับคุณพ่อคุณแม่ บอกพวกท่านว่าที่ผ่านมาฉันอยากเป็นหมอเพราะอยากทำให้ครอบครัวภูมิใจ และกลัวว่าหากไม่ประสบความสำเร็จ อาจจะทำให้ครอบครัวผิดหวัง รวมถึงบอกความรู้สึกในใจของฉัน
แต่คำตอบที่ฉันได้รับกลับทำให้ฉันรู้สึกโล่งใจอย่างมาก เพราะคุณพ่อคุณแม่บอกว่า “ไม่ว่าลูกจะเลือกทำอะไร ป๊ากับม๊าก็ภูมิใจในตัวลูกเสมอ” และ “การดูแลครอบครัวไม่ได้มีเพียงเส้นทางของการเป็นหมอเท่านั้น ยังมีอีกหลายวิธีที่เราสามารถทำได้”
คำพูดเหล่านั้นทำให้ความกดดันที่ฉันแบกไว้ในใจมาตลอดค่อยๆ หายไป
ในที่สุด ฉันก็ได้ค้นพบความฝันใหม่ที่เกิดจากความชอบของตัวเองอย่างแท้จริง ฉันเลือกเรียนคณะมนุษยศาสตร์ สาขาวิชาภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งเป็นสายที่ฉันคุ้นเคยและรักมาตั้งแต่เด็ก เพราะฉันเรียนในระบบ English Program มาตลอด
การได้เข้ามาเรียนในสาขานี้ทำให้โลกของฉันเปิดกว้างมากขึ้น ชีวิตในมหาวิทยาลัยไม่ได้มีเพียงการเรียนเท่านั้น แต่ยังเต็มไปด้วยโอกาสและประสบการณ์ใหม่ๆ
ฉันได้เป็นผู้นำเชียร์ของคณะ ซึ่งเป็นสิ่งที่เคยอยากลองทำตั้งแต่สมัยมัธยม แต่ในตอนนั้นฉันต้องใช้เวลาไปกับการอ่านหนังสือสอบ
ฉันยังได้เป็นส่วนหนึ่งของสโมสรนิสิตคณะมนุษยศาสตร์ ซึ่งเป็นสถานที่ที่เคยเห็นพี่ๆ ทำงานกันอย่างคึกคักตอนที่ไปเยี่ยมชมมหาวิทยาลัย และเคยคิดว่าอยากเป็นส่วนหนึ่งของที่นั่นสักวันหนึ่ง และในตอนนี้ฉันก็ได้เป็น นอกจากนี้ ฉันยังได้ผ่านการคัดเลือกเป็น Finalist พิธีกรของมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นสิ่งที่ในอดีตฉันสนใจแต่ไม่กล้าลองทำ
เส้นทางที่เลือกเดินในวันนี้ ทำให้ฉันรู้สึกภูมิใจและมีความสุขอย่างมาก ฉันได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก ได้ค้นพบศักยภาพใหม่ๆ ของตัวเอง และไม่เคยรู้สึกเสียใจกับการตัดสินใจครั้งไหนเลย
ฉันอยากให้เรื่องราวของฉันเป็นกำลังใจให้กับใครก็ตามที่อาจรู้สึกว่าตัวเองอาจพลาดในประตูบานแรกชีวิต แต่สิ่งนั้นแท้จริงแล้วอาจเป็นการเพิ่มโอกาส เพราะเมื่อประตูบานหนึ่งปิดลง ก็จะทำให้เราสามารถเดินไปหาประตูบานอื่นๆ ที่กำลังเปิดรอเราอยู่
การตัดสินใจเลือกเส้นทางที่ตรงกับความชอบของตัวเอง ทำให้ฉันได้ค้นพบประสบการณ์ใหม่ๆ ได้เติบโต และได้ใช้ชีวิตอย่างมีความหมายมากขึ้น
สำหรับฉันแล้ว ความสงบสุขไม่ได้หมายถึงชีวิตที่สมบูรณ์แบบ แต่หมายถึงการได้ใช้ชีวิตอย่างซื่อสัตย์ต่อหัวใจของตัวเอง และมีครอบครัวที่คอยสนับสนุนอยู่ข้างๆ เสมอ
และนั่นเอง คือความสงบสุขที่แท้จริงในความหมายของฉัน
Writer

A positive and outgoing individual
who is eager to learn and grow.
Graphic Designer

นักวาดเป็ดจิ๋วกำลังบิ๊วเป็นเป็ดกล้ามโต🦆💪 #ท้ายกราฟิก #ทั้งใจไงก็helvetica
