ผมเพิ่งไปดูหนังเรื่องหนึ่งมา มันคือหนังเรื่อง Hoppers – เด้งโดด เปลี่ยนโหมดเป็นบีเวอร์ หนังเรื่องนี้สนุกมาก แล้วก็ฮามาก วันนี้ผมไม่ได้จะมาสปอยหนังหรอก เพียงแต่ว่าตัวผมในวัย 20 ปี ดูหนังเด็กและวัยรุ่นเรื่องหนึ่ง แล้วดันประทับใจกับประโยคหนึ่งเข้าอย่างจังก็เท่านั้น

          ประโยคที่ว่า “That’s what nature does. It’s hard to be mad when you feel like you’re part of something big.” หรือแปลไทยก็คือ “นี่แหละสิ่งที่ธรรมชาติทำกับเรา มันยากที่จะโกรธเมื่อเรารู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่” มันโดนใจผม (อย่างมาก) 

          นั่นเป็นประโยคที่ฟังครั้งแรกแล้วก็ได้แต่คิดว่า เออ…จริง บางทีเราใช้ชีวิตเหมือนโลกทั้งใบหมุนรอบตัวเรา โกรธง่าย หงุดหงิดง่าย เครียดง่าย เพราะเราคิดว่าปัญหาของเรามันใหญ่เหลือเกิน

          แต่พอหยุดสักนิด แล้วมองออกไปข้างนอกจริงๆ เราจะเริ่มเห็นบางอย่างว่าจริงๆ แล้วเราก็ตัวแค่นี้ เป็นแค่เศษส่วนหนึ่งของเศษเสี้ยวมากมายนับล้านของโลก โลกที่มีต้นไม้ มีแม่น้ำ มีภูเขา มีสัตว์ มีแมลง มีผู้คนอีกหลายล้านคนที่กำลังใช้ชีวิตของตัวเองอยู่เหมือนกัน

          เมื่อคิดแบบนี้ขึ้นมา มันก็เริ่มยากที่จะโกรธอะไรนานๆ เพราะจู่ๆ ก็รู้สึกว่า เราไม่ใช่คนเดียว ไม่ใช่ตัวตนสลักสำคัญอะไร เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสิ่งที่ใหญ่กว่าตัวเราเท่านั้น จังหวะนี้แหละที่ผมเริ่มเรียกมันว่า ‘ความสงบ’

          ความสงบของผมมันไม่ใช่การต้องนั่งหลับตา ทำสมาธิเป็นชั่วโมง ผมจะทำอะไรอยู่ก็ได้ แต่สามารถทำความสงบได้ทุกเวลาต่างหาก

          ความสงบมันเริ่มมาจากการ ‘สังเกต’ ง่ายเท่านี้เลย แค่ผมนิ่ง เงียบ และมองสิ่งรอบตัวจริงๆ อย่างที่มันเป็น ปล่อยให้ประสาทสัมผัสได้รับรู้อย่างละเอียด จังหวะนั้นเหมือนว่าผมเปิดประตูไปสู่อีกโลกอีกใบที่หน้าตาคล้ายกับโลกที่เราอาศัยอยู่นี่แหละ ต่างแค่ผมสัมผัสสรรพสิ่งได้ต่างไปอย่างสิ้นเชิง

          ผมมองเห็นมดมากมายที่กำลังเดินเรียงแถวไปตามทางของมัน มันน่าจะมีภารกิจบางอย่างที่สำคัญมาก เช่นวันนี้ตัวอ่อนของมันอาจเพิ่งเกิด ผมเริ่มได้ยินเสียงอันไพเราะที่โลกบรรเลงให้ฟัง อย่างเสียงลมที่พัดลอดผ่านใบไม้ ผมได้กลิ่นของดิน กลิ่นฝน และกลิ่นหญ้า ที่ผมเองเดินผ่านทุกวันแต่ไม่ทันได้สังเกต ผมรับรู้ถึงลมที่มาสัมผัสผิว รับรู้ถึงพื้นดินที่กำลังรองรับน้ำหนักผมอยู่

          หัวใจผมรับรู้ถึงอารมณ์ที่มากระทบความรู้สึกและล่องลอยผ่านไป และในขณะนั้นโลกเหมือนเปิดออกอีกชั้น มันเป็นโลกใบเดิมนี่แหละ แค่ผมมองมันเปลี่ยนไปก็เท่านั้น

          ผมรู้สึกว่ามันเงียบลง………ไม่ใช่แค่เสียงรอบตัวที่ค่อยๆ เงียบ แต่ความคิดของผมมันก็เงียบลงด้วย และก็มีช่วงเวลาประหลาดๆ ที่ผมเหมือนหายวับไป ทั้งที่ยังรับรู้โลกรอบตัวอยู่

          ผมไม่ได้เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้กลิ่น ไม่ได้รับรส ไม่ได้รับสัมผัสของสิ่งใดตรงนั้นเลย ผมเพียงแค่รับรู้ว่ามันมีอยู่ตรงนั้น และผมก็ยังอยู่ตรงนั้นเช่นกัน

          ความรู้สึกที่ว่า ‘นี่คือตัวผม’ มันเบาบางลง และผมเหมือนไม่ได้แยกจากโลกอีกต่อไป ผมเป็นส่วนหนึ่งของโลก ผมไม่ใช่ผู้เฝ้ามองโลก แต่เป็นแค่ส่วนหนึ่งของโลกทั้งหมด

          บางที นี่อาจเป็นสิ่งที่เรียกว่า ‘สมาธิ’

          มันไม่ได้ยาก ไม่ได้ซับซ้อน มันเริ่มจากการรับรู้สิ่งรอบตัว ง่ายแบบนี้เลย…รับรู้ว่ามีอะไรอยู่รอบตัวเรา รับรู้ว่าเรากำลังหายใจ

          ว่าโลกกำลังหมุนต่อไป รับรู้ว่าเราเป็นส่วนหนึ่งในวงจรมากมายของโลก

          บางทีความสงบอาจไม่ได้มาจากการพยายามทำให้ทุกอย่างเงียบลง แต่เกิดจากการยอมรับ เข้าใจ ตามแบบที่เป็นอยู่ของทุกสิ่ง

          ยอมรับว่ามันก็เป็นแบบนี้ มันกว้างใหญ่ มันซับซ้อน แต่มันก็กำลังดำเนินต่อไป และเราก็เป็นเพียงส่วนเล็กๆ ที่เดินทางอยู่ในนั้น

          พอผมคิดได้แบบนี้ มันก็ยากแล้วล่ะที่จะโกรธอะไรไปนานๆ เพราะสุดท้ายแล้ว พวกเรา – มนุษย์แต่ละคน ก็เป็นคนตัวเล็กๆ คนหนึ่งท่ามกลางธรรมชาติที่กว้างใหญ่นี้

          นี่คือวิธีทำความสงบที่ง่ายที่สุดที่ผมมี…แต่จากมุมของผู้อ่าน มันคงดูเวอร์วัง เข้าใจได้ยาก และดูเป็นไปไม่ได้ใช่ไหม 

          ไม่แปลกเลย ตอนผมรู้จักวิธีนี้ครั้งแรก และยังไม่ได้ลองทำ ผมก็มีคำถามในหัวเหมือนกัน อารมณ์ประมาณว่า มันจะอะไรขนาดนั้นนน ซึ่งตัวผมในตอนนี้ ก็อยากจะบอกว่า มันขนาดนั้นแหละ เพียงแต่ว่ามันไม่ได้ยากและทำได้จริงๆ นะ

          อย่างแรกก็อย่างเช่น คุณอาจจะลองกลับไปอยู่ธรรมชาติให้มากขึ้นก็ได้ ลองไปเดินเล่นในสวน ก้าวช้าๆ ให้รับรู้ถึงน้ำหนักของปลายเท้าที่กดลง สังเกตผู้คนที่เดิน (หรือวิ่ง) ผ่านไปผ่านมา ว่าเขากำลังทำอะไร น่าจะกำลังไปที่ไหน

          สังเกตต้นไม้ ใบหญ้า และสัตว์นานาชนิดที่อาจอยู่รอบตัวคุณ หรืออาจลองนั่งเหม่อมองท้องฟ้าก็ได้ มองดูก้อนเมฆที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวไปยังเส้นขอบฟ้า มันกำลังเปลี่ยนรูปทรงไปเรื่อยๆ………นั่นคือรูปอะไรกันนะ 

          หรือไม่ ถ้าคุณไม่สะดวกออกไปข้างนอก โดยเฉพาะในวันฝนตก ลองนั่งฟังเสียงฝนดูไหม เสียงหยดน้ำที่กระทบกับหลังคา

          แล้วหยดลงมาบนพื้น บรรเลงเป็นท่วงทำนองแห่งธรรมชาติ

          และถ้าคุณบอกว่า คุณทำอะไรแบบนี้ไม่เก่งหรอกนะ คุณอยากมีกิจกรรมทำมากกว่า คุณอาจลองทำกิจกรรมที่ทำให้รู้สึกว่าคุณ ‘ได้ใช้ชีวิต และเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต’ ไม่ว่าจะเป็น การวาดรูป การทำอาหาร การปลูกต้นไม้ การเล่นดนตรี

          ระหว่างนั้นให้คุณรับรู้ถึงฝีแปรงที่ตวัดลงบนแคนวาส วัตถุดิบมากหน้าหลายตาที่ผ่านมือคุณก่อนลงไปเต้นรำอยู่ในกระทะ เศษดินและก้อนกรวดที่ค่อยๆ กลบทับรากต้นไม้ยามคุณปลูก หรือเสียงตัวโน้ตที่เปล่งออกมาทุกครั้งยามคุณดีดสายกีตาร์

          ณ จังหวะนั้น มันคือช่วงที่ตัวตนของคุณจะเบาลง คุณจะเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งนั้น ของช่วงเวลานั้น 

          โอ้ และถ้าบอกว่า คุณไม่มีเวลาทำทุกอย่างที่ว่ามาหรอกนะ ผมมีวิธีที่เรียบง่ายกว่านั้น และเป็นสิ่งที่คุณทำอยู่ตลอดเวลาเลยด้วย

          ใช่ – มันคือการหายใจ 

          คุณอาจแค่ต้องหายใจให้ช้าลง และสังเกตมัน ระหว่างทำกิจกรรมอย่างอื่นของคุณไปด้วย

          รับรู้ถึงอากาศที่เข้าไปผ่านรูจมูก หลอดลม ปอด และถุงลมของคุณ และกลับออกมาในทิศทางตรงกันข้าม รับรู้ถึงกระบังลมและกระดูกซี่โครงของคุณ ที่ขึ้นลงและหดขยายไปตามจังหวะ รับรู้ถึงหน้าท้องของคุณที่พองและยุบวนเวียนไปไม่รู้จบ

          เพราะลมหายใจของคุณเป็นส่วนหนึ่งของโลก อากาศที่คุณหายใจเข้านั้น ผ่านต้นไม้ ผ่านภูเขา ผ่านลำธาร ผ่านผู้คนมาก่อน และนั่นทำให้คุณเชื่อมต่อกับโลก 

          จากที่ผมพูดไปทั้งหมด ทำให้สรุปได้ว่า บางทีความสงบอาจไม่ได้อยู่ไกลจากตัวใครเลย มันอาจไม่ได้ซ่อนอยู่ในวัดเงียบๆ บนยอดเขาสูง และอาจไม่ได้อยู่ในสถานที่พิเศษไหนเลย 

          มันอยู่ในสิ่งที่พวกเราทำทุกวันนี่แหละ

          เพียงแต่ว่า มันอยู่ในจังหวะที่เราหยุด อยู่ในจังหวะที่เราฟัง อยู่ในจังหวะที่เราสังเกต ก็เท่านั้น

          โลกใบนี้ไม่เคยหยุดหมุนเลย มันยังคงหมุนวนรอบตัวเอง หมุนรอบดวงอาทิตย์ มีดวงจันทร์ที่หมุนวนอยู่รอบโลกอีกที

          ป่าไม้ยังคงเติบโต แม่น้ำยังคงไหล เมฆยังคงเคลื่อนตัวอย่างช้าๆ และในขณะเดียวกันนั้นเอง พวกเราก็ยังคงใช้ชีวิตของตัวเองต่อไป 

          ในตอนที่บางคนกำลังทำงาน บางคนกำลังเดินทาง บางคนกำลังหัวเราะ ในขณะที่บางคนกำลังร้องไห้ ทุกๆ คนกำลังเดินไปตามจังหวะชีวิตของตัวเอง ทีละก้าว ทีละก้าว มั่นคงบ้าง ไม่มั่นคงบ้าง

          ชีวิตของมนุษย์นั้นอาจดูสำคัญมากเมื่อมองผ่านมุมของตัวเอง แต่ถ้าเรามองในมุมมองที่กว้างขึ้นมาอีกหน่อย และอีกนิด เราก็เป็นเพียงส่วนประกอบเล็กๆ ของโลกที่ใหญ่กว่านั้นมาก เหมือนกับมดตัวเล็กๆ ที่เดินเรียงแถวอยู่บนพื้น มันก็กำลังทำงานของมันอย่างจริงจังในโลกใบเล็กๆ ของมัน

          ผมก็กำลังทำแบบเดียวกันในโลกใบไม่เล็กไปไม่ใหญ่เกินของผม แต่ทั้งผม ทั้งมด ทั้งเมฆ ทั้งต้นไม้ ต่างอยู่ในโลกใบเดียวกัน

          พอผมคิดได้แบบนี้ ปัญหาที่ผมเผชิญมันก็ดูเบาลง เรื่องที่มันดูยิ่งใหญ่มากในตอนเช้า พอตกเย็นมันอาจไม่ดูใหญ่เท่าเดิม ความโกรธที่เคยโกรธจนเลือดขึ้นหน้า อาจค่อยๆจางลงไปเมื่อผ่านกาลเวลา

          บางทีนี่เป็นอาจสิ่งที่ประโยคในหนังพยายามจะบอก ว่าเมื่อเรารู้ตัวว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของบางสิ่งที่ใหญ่กว่ามาก มันก็ยากจริงๆที่จะโกรธอะไรได้นานนัก

          เราไม่ได้อยู่บนโลกใบนี้เพียงลำพัง เรากำลังหายใจเอาอากาศเดียวกับผู้คนนับล้านคนบนโลก เราเดินอยู่บนพื้นผืนดินร่วมกับสัตว์นานาชนิดนับไม่ถ้วน เราใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ท้องฟ้าผืนเดียวกัน

          บางทีการที่เรารู้ว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งเหล่านั้น ก็อาจเพียงพอแล้วที่จะทำให้หัวใจเราสงบลง แม้เพียงเล็กน้อยก็ตาม 

          เพราะสุดท้ายแล้ว พวกเราทุกคน รวมทั้งคุณและผม เราไม่ใช่สิ่งใหญ่โตมากมายอะไร เป็นแค่เศษเสี้ยวส่วนเล็กๆ ของโลกใบนี้ก็เท่านั้น

          บางทีความสงบอาจไม่ได้หมายความว่าโลกต้องเงียบลง ไม่ได้หมายความว่าปัญหาทุกอย่างต้องหายไป แต่หมายความว่า ถึงแม้โลกจะยังหมุนต่อไปเหมือนเดิม ถึงแม้ชีวิตจะยังมีเรื่องวุ่นวายเหมือนเดิม เราก็ยังสามารถหยุด หายใจ และมองดูมันอย่างสงบได้

          เพราะท้ายที่สุดแล้ว เราเองก็เป็นเพียงแค่ส่วนเล็กๆ ที่กำลังเดินทางอยู่ในโลกใบนี้ เหมือนกับทุกสิ่งและทุกอย่าง เหมือนอย่างที่ประโยคในหนัง Hoppers บอกเอาไว้

          “มันยากที่จะโกรธ เมื่อเรารู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่”

Writer & Graphic Designer

อนันตกาล

ผู้ดำรงอยู่ระหว่างความจริงกับความฝัน

Discover more from Awake1525

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading