‘หนังชิงรางวัลระดับโลกกำลังจะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์
จำกัดรอบฉาย มีเพียงแค่ สามรอบ เท่านั้น’
ฉันอ่านโพสดังกล่าวบนบัญชีโซเซียลมีเดียของโรงภาพยนตร์แห่งหนึ่ง พลางคำนวณค่าใช้จ่ายในหัวคร่าวๆ ก่อนจะกดเข้าไปดูที่นั่งในแอปพลิเคชัน
ฉันกดรีเฟรช………
จำนวนเก้าอี้ค่อยๆ เปลี่ยนสี ขึ้นสถานะว่า ‘ถูกจองแล้ว’
จากโรงหนังที่ว่างเปล่าในตอนแรกก็คับคั่งไปด้วยผู้คนที่มีพร้อมทั้ง เวลา และเงิน ในการเข้าถึงความบันเทิง
“วันนี้กินข้าวกันปะ มีโปรลดอยู่ มามั้ย”
ฉันอ่านข้อความที่เพื่อนส่งมา ฉันไม่เคยกินข้าวที่ร้านอาหารนั้น เพราะราคาต่างจากข้าวจานหลักสิบที่กินประจำอยู่หลายเท่า
คงจะอร่อยและได้พูดคุยแลกเปลี่ยนสารทุกข์สุขดิบกับเพื่อนๆ ที่ไม่ได้เจอมานาน พลางคิดว่าถ้าไม่ไปในคราวนี้ คราวหน้าพวกเขายังจะชวนฉันอยู่ไหมนะ
การเข้าถึงและรักษาความสัมพันธ์คงเป็นของคนที่พร้อมทั้งเวลาและเงิน
‘สำหรับผู้ที่สนใจเปิดประสบการณ์การทำงานไป เที่ยวไป แถมยังมีเงินเก็บกลับไปได้ด้วย
สิ่งแรกที่เพื่อนๆ ต้องเตรียมตัวเลยคือเงิน
เพื่อนๆ ต้องมีจำนวนเงินในบัญชีเกิน 120,000 บาทขึ้นไป เพื่อเป็นหลักฐาน…’
ฉันนั่งฟังคลิปเล่าประสบการณ์การไปทำงานที่ต่างประเทศทันทีที่เรียนจบ ได้แต่คิดว่า จะไปหาเงินมาจากไหนเพื่อซื้อตั๋วเครื่องบินและจองที่พัก ฉันที่ไม่มีฟูกนวมวางอยู่ข้างหลัง ก็คงต้องดูโคอาล่าและจิงโจ้ในความฝันไปก่อน
เพราะเงินจำนวนหนึ่งแสนนั้นเป็นเงินสำหรับฉุกเฉิน หากเกิดเจ็บไข้ได้ป่วย หรือโรคร้ายแพร่ระบาด ภายใต้การจัดการของรัฐบาลที่แสนจะมีประสิทธิภาพนั้น………อย่างน้อยฉันก็มั่นใจว่าครอบครัวจะอยู่กันได้อย่างไม่ลำบากนัก
ทั้งที่ร่างกายยังแข็งแรงและเต็มไปด้วยกำลัง แต่ฉันกลับมีประสบการณ์การไปเที่ยวน้อยกว่าเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกัน
ฉันเคยมีความฝันว่าจะออกเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ ตะลุยกินอาหารใหม่ๆ ขึ้นบอลลูนไปชมเส้นขอบฟ้ายามพระอาทิตย์ตก แต่วันจองตั๋วเครื่องบินคงจะต้องเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด
สำหรับฉันแล้ว การเข้าถึงประสบการณ์เป็นเรื่องของคนที่มีเวลา มีเงิน และต้องเป็นเงินก้อนที่มากพอจะพูดออกไปได้ว่า ‘เงินซื้อประสบการณ์’ ได้แบบไม่เสียดายในภายหลัง
ประโยคที่ว่านั้น ฉันเคยพูดออกมาไม่กี่ครั้ง หนึ่งในนั้นคือการซื้อของกินราคาไม่ถึงหนึ่งแบงค์แดงมาแล้วพบว่ามันไม่อร่อย จึงกลายเป็นเรื่องที่ถูกนำมาพูดต่ออีกสามวัน และพูดปลอบใจตัวเองว่า ‘ซื้อประสบการณ์ความไม่อร่อย’
ความกลัวจะไม่ได้ออกไปใช้ชีวิตของฉันจึงเสมือนก้อนพังผืดที่ค่อยๆ จับตัวหนาขึ้นในจิตใจ เหนี่ยวรั้งฉันไว้ และไม่มีทีท่าว่าจะสลายตัว เป็นโรคที่แม้แต่คนไม่ได้จบแพทยศาสตร์บัณฑิตอย่างฉันยังวินิจฉัยสาเหตุเองได้ว่าเกิดจาก
1. กลัวไม่มีเงินไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน
2. กลัวว่าเวลาชีวิตจะเหลือน้อยลงไปเรื่อยๆ
3. กลัวว่าจะไม่ได้ใช้ชีวิต
ความกลัวทำให้อาการความลังเลและอารมณ์ที่คละคลุ้งอยู่ในร่างกายวัยเฟิร์สจ็อบเบอร์ต้องพยายามมองโลกในแง่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อไม่ให้หมดกำลังใจระหว่างการทำงาน อย่างการเจอรถติดแดงเถือกจนต้องขอลงจากรถเมล์เป็นการฉุกเฉินเพื่อเดินไปที่ทำงานเลยได้เจอแมวน่ารักๆ หรือการได้นัดกินข้าวเย็นกับเพื่อนที่บังเอิญทำงานอยู่ในละแวกเดียวกันเพื่อคุยเรื่องการทำงานภายใต้เงื่อนไขที่ไม่เป็นธรรม
แต่การชื่นชมสารพันปัญหาแล้วปลอบใจตัวเองว่า ‘ชีวิตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ’ ก็ไม่ได้เป็นวิธีการแก้ไขความกลัวของฉันเลย หากเงื่อนไขของฉันคือการมีเงิน
ปฏิเสธไม่ได้ว่าใน พ.ศ.นี้ ค่าครองชีพไม่สัมพันธ์กับรายได้ นายจ้างที่มองว่าเด็กจบใหม่ควรได้รายได้เท่าประสบการณ์ที่มีอาจไม่คำนึงถึงค่าครองชีพพื้นฐานที่เพิ่มขึ้นสูงไปเรื่อยๆ ครั้นจะไปหางานใหม่ ก็มีที่น่าสนใจอยู่บ้าง เช่น
‘ตามหาเด็กรุ่นใหม่ ไฟแรง ตำแหน่งกราฟฟิกดีไซเนอร์’
‘ยินดีรับเด็กจบใหม่ ประสบการณ์ห้าปีขึ้นไป ต้องตัดคลิปวิดิโอ ทำกราฟฟิก วางแผนการตลาด ได้ในคนเดียว พูดได้สามภาษาขึ้นไป ค่าจ้าง 18,000 บาท
อยู่กับแบบครอบครัว และพร้อมที่จะเติบโตไปกับพวกเราาา’
ฉันที่ไม่ได้เข้าข่ายคุณสมบัติและไม่ได้อยากเป็นครอบครัวกับใครเพิ่ม จึงได้แต่กอดงานที่ตนมีอยู่เอาไว้แน่นๆ
และได้แต่คิดว่า ฉันต้องทำงานให้มากกว่านี้ ทุ่มเทให้มากกว่านี้ เพื่อชีวิตที่พอใจมากขึ้น
จากห้าวันกลายเป็นเจ็ดวัน จากห้าโมงเย็นกลายเป็นหนึ่งทุ่ม จากที่มื้อสองเป็นมื้อเที่ยงก็แปรเปลี่ยนเป็นมื้อเย็น
โรคความกลัวที่จะ………ในอนาคตของฉันเริ่มรุนแรงยิ่งขึ้น
ขนาดที่ว่าฉันตัดสินใจไม่กินข้าวเที่ยงในปัจจุบัน เพราะรู้ว่ามันจะมีก้อนความกลัวถูกผสมเข้ามาด้วย
กลัวว่าจะไม่มีเงินใช้หากคนในบ้านป่วย กลัวถูกยกเลิกจ้างงานขึ้นมากะทันหัน
เป็นความกลัวในอนาคตที่ฉันสั่งสมขึ้นด้วยตัวเอง
เงินที่ได้มาทุกบาททุกสตางค์ถูกเก็บไว้ในบัญชีธนาคารเพื่อเป็นหลักประกันว่าฉันจะดูแลครอบครัวได้ และหวังว่าการทุ่มเทไปกับอะไรสักอย่างก็คงจะได้รับผลตอบแทนเหมือนคำคมที่ว่า ‘ชีวิตก็เหมือนดอกไม้ที่รอเวลาจะเบ่งบาน’
แล้วดอกไม้ต้องมานั่งปวดหลัง นอนไม่พอ แสบท้อง ร้องไห้เพราะรู้สึกว่าตัวเองห่วยแตกและไม่มีความสุขมั้ย?
ไม่ เท่าที่รู้ก็น่าจะไม่
.
จุดแตกหักทางความคิดของฉันมาถึงในวันที่เจ็บหลังล่างอย่างหนัก หนักแบบที่ต้องค้นหาวิธีฟื้นฟูหลังล่างอย่างเร่งด่วนในอินเตอร์เน็ต เทรนเนอร์ในยูทูปบอกกับฉันว่า
‘มาค่ะ เรามาใช้เวลา 30 นาทีกับการออกกำลังกายด้วยกันนะคะ’
ฉันพยักหน้าให้กับเทรนเนอร์ในจอ ราวกับห้องนอนของฉันคือคลาสส่วนตัวและค่อยๆ วาดแขนกางขา ยืดเหยียดตามเสียงคำแนะนำ
‘ดีค่ะ คุณจะรู้สึกว่าหลังของคุณกำลังยืดดด เหยียดดด หายใจเข้าลึก ลึกกก ผ่อนคลายยย ต่อไปเอาขาข้างซ้ายมาขัดนะคะ คล้ายเป็นเป็นเลขสี่ เป็นยังไงคะ ตึงมั้ยคะ’
ฉันอ้าปากค้าง มีเสียง กึ้ก ออกมาจากร่างกายจากส่วนไหนไม่ทราบ ความเจ็บที่มาจากกล้ามเนื้อ เส้นที่ตึงจากทุกสัดส่วน คอ หัวไหล่ ขา
‘ต่อไปเราจะหมุนข้อมือเป็นกลมนะคะ
คลายความเมื่อยล้าจากพิมพ์คีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์กันค่ะ’
ฉันมองเห็นแขนที่ผิวรัดกระดูกและร่างกายที่ซูบผอม
นี่คือสิ่งที่งานมอบให้ฉัน
นี่คือสิ่งที่เงินมอบให้ฉัน
นี่คือสิ่งที่ความกลัวมอบให้ฉันงั้นเหรอ
ที่ผ่านมาฉันมัวแต่นั่งคิดถึงงานที่ต้องทำเพื่อบริษัท หรือคิดถึงเมนูในร้านอาหารที่ราคาถูกที่สุดเพื่อไม่ให้กระเป๋าสตางค์บางลง แต่ฉันไม่เคยกลัวว่าร่างกายจะพัง สุขภาพจิตจะเสีย
ทำไมฉันถึงเอาแต่กลัวในสิ่งที่ฉันไม่มีและไม่กลัวว่าสิ่งที่ฉันมีอยู่จะหายไป
ที่ผ่านมาฉันไม่ได้ทำเพื่อตัวฉันเอง แต่ฉันทำเพื่ออะไรอยู่นะ
ความกลัวว่าจะไม่ได้ใช้ชีวิต กลับทำให้ฉันไม่ได้ใช้ชีวิต ‘ของฉัน’ จริงๆ
ความทุ่มเทที่ทำเพื่อเงินในอนาคต ควรจะต้องเปลี่ยนเป็นการทำเพื่อตัวเองในตอนนี้ซะบ้างแล้ว
ไม่ปฏิเสธหรอกว่าการเข้าถึงสุขภาพที่ดีหรือการเข้าถึงสิ่งไหนๆ ก็ต้องใช้เงิน แต่ถ้าการทำเพื่อเงินคือการผ่อนจ่ายประสบการณ์การกายภาพบำบัด อยู่ละก็…ขอปฏิเสธดีกว่า
แม้ว่าจะเป็นการมองการณ์ใกล้ แต่ก็มีความทุกข์น้อยกว่าเมื่อก่อนอยู่นิดนึง เพราะคิดถึงแค่เรื่องที่เกิดขึ้นในตอนนี้มากขึ้น
ออกไปกินข้าวเที่ยง แทนที่จะนั่งตัวงอเป็นกุ้งหน้าจอคอม วางปัญหาไว้ที่โต๊ะทำงาน แล้วออกไปมองสิ่งต่างๆ เพื่อชื่นชมระหว่างทางมากขึ้น
ออกกำลังกาย ยืดหยุ่นร่างกาย ใส่ใจตัวเองให้มากขึ้น และในที่สุดก้อนพังผืดที่ฉันเรียกมันว่าความกลัวก็ค่อยๆ เล็กลง
แน่นอน ตอนนี้มันคงไม่หายไปหมดจด แต่ฉันก็พอจะรู้วิธีที่จะอยู่กับความกลัวให้เป็นและควบคุมไม่ให้มันกลับขยายตัวใหญ่กว่าเดิม
ประโยคต่อไปนี้อาจจะอ่านแล้วรู้สึกว่ามองโลกในแง่ดีเกินไปสักหน่อย แต่นี่ก็เป็นประสบการณ์ที่เงินซื้อไม่ได้เช่นกัน
เป็นประสบการณ์อย่างที่ถามหาในตอนแรก แค่กลับกันนิดหน่อย เพราะเราไม่อาจเรียกร้องให้ทุกๆ วันเป็นไปตามที่ใจกำหนด คงจะมีวันที่มีความสุขจนยิ้มแก้มปริ วันโศกเศร้าจนร้องไห้ตาบวมเป่ง และมีวันที่ความกลัวกลับมาเยี่ยมเยือนเช่นกัน
ถ้าเราใช้ชีวิตโดยไม่ใช้ความกลัวขับเคลื่อนและไม่เกิดคำถามระหว่างทางว่า
“เราทำไปเพื่ออะไรอยู่นะ”
ก็อาจแปลว่า กำลังเริ่มใช้ชีวิตเพื่อตัวเองแล้วแหละ………
ฉันว่านะ
Writer & Graphic Designer

ชื่นชอบการออกตามหาของกินอร่อยๆ
และรักการนอนพักผ่อนเป็นชีวิตจิตใจง
