‘ความสงบนั้นหาใช่การไร้คลื่น ทว่าแท้จริงเป็นการรับทุกระลอกโดยไม่ไหวเอน’
หลังใช้เวลาว่างที่มีอยู่เพียงน้อยนิดของตัวเองไปกับการไถหน้าจอโทรศัพท์ ก็พบข้อความจากผู้ใช้อินสตาแกรมบัญชี sceneofagony ปรากฏขึ้นบนหน้าจอสี่เหลี่ยมที่อยู่ในมือ มันเป็นข้อความที่ตอบความสงสัยของผู้เขียนได้เป็นอย่างดี หลังจากที่คิดไม่ตกมาหลายวันว่า ‘ความสงบมันคืออะไรนะ’
ยอมรับอย่างตรงไปตรงมา แม้ว่าอายุของผู้เขียนจะมากขึ้นในทุกปี แม้ว่าทัศนคติและความคิดจะเปลี่ยนไปตามประสบการณ์ที่เคยพานพบมา และแม้จะรู้สึกว่าตัวเองนั้นโตขึ้นแล้วในระดับหนึ่ง แต่มีหนึ่งสิ่งที่คิดว่าตัวเองไม่เคยโตพอที่จะเข้าใจมันได้เลย สิ่งนั้นคือ ‘ความรัก’
‘ไม่มีใครโตพอสำหรับความรัก’ คือประโยคที่ผู้เขียนยึดถือเสมอมา และจะยังยึดถือเสมอไป จนกว่าจะมีอะไรเข้ามาเปลี่ยนแปลงความคิดนี้ เพราะแม้ว่าคุณจะโตเพียงใด แม้ว่าอายุจะมากขนาดไหน คุณก็จะยังเป็นเพียง ‘ผู้ฝึก’ ในประสบการณ์ความรัก
สำหรับผู้เขียน ความรักไม่ใช่สิ่งประโลมโลกเพียงอย่างเดียว มันคือหลายอย่างในชีวิต และอาจเป็นตัวกำหนดทิศทางในชีวิตของใครบางคนเลยก็ได้
แล้วถ้ามนุษย์ยังละกิเลสในเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ไม่ได้ ชีวิตของมนุษย์จะพบพานกับความสงบได้หรือ
………
“ความรักไม่ให้สิ่งอื่นใดนอกจากตนเอง
และก็ไม่รับเอาสิ่งอื่นใดนอกจากตนเอง
ความรักไม่ครอบครอง และไม่ยอมให้ถูกครอบครอง
เพราะความรักนั้น เพียงพอแล้วสำหรับตอบความรัก”
จากหนังสือ The Prophet โดยนักกวีและนักปรัชญาอย่าง Kahlil Gibran
เป็นวรรคที่ผู้เขียนชื่นชอบเป็นพิเศษ เพราะมันทำให้เข้าใจความรักขึ้นอีกเปลาะหนึ่ง ว่าความรักนั้นอิสระ มิใช่การครอบครอง มิใช่การแลกเปลี่ยน และมิใช่มาตรวัดคุณค่าของใครคนใดคนหนึ่ง
ทว่าหลายครั้งความรักถูกทำให้กลายเป็นเครื่องมือวัดตัวตนและคุณค่าของมนุษย์ เหตุนี้จึงทำให้มนุษย์มักให้คุณค่ากับการ ‘ถูกรัก’ และ ‘ถูกเลือก’ จนทำให้เผลอเชื่อไปว่าหากไม่มีใครรัก เราอาจเป็นเพียงร่างที่ห่อหุ้มวิญญาณแต่ปราศจากความหมาย และไม่มีค่ามากพอในโลกที่แห่งนี้
นี่เองทำให้ผู้เขียนสันนิษฐานว่า ความสำคัญของความรักจะนำไปสู่ความกลัวที่จะไม่ถูกรัก
เพราะความรู้สึกนี้มิใช่เพียงความรู้สึกส่วนตัวหรือธรรมชาติของมนุษย์เพียงอย่างเดียว หากแต่ถูกหล่อหลอมจากความคาดหวังของสังคมที่มักบอกกับเราว่า การได้รับความรักเป็นหลักฐานของการมีคุณค่า และที่น่าเศร้าไปกว่านั้นคือ หากไม่มีใครรัก สังคมจะจำแนกคุณเป็นคนที่น่าสงสารหรือคนไม่ดีของสังคม
เหตุนี้จึงทำให้โดยธรรมชาติมนุษย์มัก ‘กลัว’ ที่จะไม่ถูกรัก หรือไม่ได้เป็นที่รักของทั้งครอบครัว เพื่อน หรือใครบางคนในฐานะคนรัก
ความกลัวที่ว่ามาทั้งหมดนี้นำไปสู่ความไม่สงบในชีวิตมนุษย์เสมอ มันทำให้จิตเราไม่นิ่ง ทำให้เราทำบางสิ่งออกมาได้ไม่ดี และทำให้เรากระทำบางอย่างที่ไม่คาดคิดออกไป
ออกตัวก่อนเลยว่า ผู้เขียนไม่ได้มองว่าการที่สังคมดำเนินไปได้ด้วยความรักนั้นไม่ดี เพียงแต่บทความนี้อยากจะบอกกับผู้อ่านว่า บางทีการยอมรับในบางสิ่งที่เจ็บปวด ก็นับเป็นความสงบในชีวิตอย่างหนึ่งแล้ว
………
ผู้เขียนเติบโตมาในฐานะ ‘ลูกคนเล็ก’ ใช่แล้ว ลูกคนเล็กที่ตามบรรทัดฐานสังคมมักมองว่าถูกเอาใจใส่ ได้รับความรักมากกว่าพี่เป็นไหนๆ และมักจะเอาแต่ใจ ซึ่งการเอาแต่ใจตัวเองไปบ้างน่าจะเป็นคุณลักษณะเดียวของผู้เขียนที่เข้าข่ายการเป็นลูกคนเล็กตามที่สังคมเชื่อ
บางครั้งผู้เขียนก็แอบโกรธเคืองมุมมองของสังคมที่ทำให้ผู้เขียนรู้สึกเป็นอื่น เพราะดันเป็นลูกคนเล็กที่ไม่ได้ถูกรักมากไปกว่าพี่ตามขนบที่สังคมพร่ำบอกกัน
ผู้เขียนยังจำวันนั้นได้ดี มันเป็นวันฝนตกปรอยๆ ที่มีถ้อยคำแว่วผ่านลมฝนเข้าหูแต่บาดลึกถึงก้นบึ้งของหัวใจ มันเป็นคำที่บอกว่า ‘พ่อกับแม่ไม่ได้รักผู้เขียนเท่าพี่สาวหรอก’ แม้ตอนนั้นจะยังเด็กมาก จนจำไม่ได้แล้วว่าใครกันแน่ที่เป็นคนพูด แต่เสียงของมันยังคงดังก้องอยู่ในความทรงจำเสมอ บางครั้งมันย้อนกลับมาในความฝัน ทำให้สะดุ้งตื่นกลางดึกอยู่บ่อยครั้ง นับตั้งแต่วันนั้นมาความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจและความรู้สึกเป็นอื่นในครอบครัวก็ติดอยู่ในใจเสมอมา
‘ทำไมจะไม่รัก ในเมื่อพ่อกับแม่ก็รักลูกทุกคนเท่ากัน’ เป็นความคิดเห็นของเด็กสาวอายุสิบกว่าขวบ ที่พยายามจะถ่วงดุลความรู้สึกตัวเอง เธอเติบโตมากับความเชื่อ เชื่อเสมอว่าพ่อแม่ทุกคนรักลูกได้เท่ากัน
หากคำพูดเหล่านั้นไม่มีมูลก็คงจะดี………
เพราะบางทีการเอาแต่พร่ำบอกตัวเองว่าพ่อแม่ทุกคนรักลูกได้เท่ากันอาจเป็นเพียงการปลอบโยนตัวเองไปวันๆ เพื่อให้ทุกอย่างไม่แย่ไปกว่านั้น เพื่อให้ไม่รู้สึกโดดเดี่ยวไปมากกว่าเดิม และเพื่อให้ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวยังคงอยู่ เนื่องจากการรับรู้ว่าตัวเองเป็นคนที่ไม่ถูกรักนั้น มันทำให้ผู้เขียนกระสับกระส่าย อยู่ไม่เป็นสุข และหาเหตุผลมาน้อยใจที่บ้านได้เสมอ
ความรู้สึกทุกอย่างมันถาโถมเข้ามาเมื่อผู้เขียนอายุได้ 21 ปี ในตอนนั้นพี่สาวอายุ 27 และสุขภาพไม่ค่อยจะดีนัก พี่สาวของผู้เขียนเปลี่ยนจากการทำงานกับที่บ้านไปเป็นทำงานที่โรงงานกับแฟนสาว พ่อกับแม่ดูเป็นห่วงอย่างเห็นได้ชัด และพยายามห้ามเสมอ กระทั่งพี่สาวของผู้เขียนตัดสินใจเดินทางไปทำงานที่ต่างจังหวัดในที่สุด ขณะที่ตัวผู้เขียนเองซึ่งมาเรียนต่างจังหวัดตั้งแต่อายุ 18 ปี กลับไม่เคยรู้สึกถึงความรู้สึกเป็นห่วงขนาดนั้นเลย และในตอนนั้นก็ยังคิดแค่เพียงว่าตัวเองอาจแค่ต้องการความรักมากเกินไปหรือเปล่า
แต่ความจริงกลับไม่ใช่อย่างนั้น ในวันที่ผู้เขียนนั่งรถไฟกลับไปช่วยงานที่บ้านช่วงปีใหม่ ตอนนั้นอยู่ๆ พ่อพูดขึ้นลอยๆ หลังจากดูข่าวในโทรศัพท์ว่า “ไม่มีพ่อแม่คนไหนรักลูกเท่ากัน………ไม่มี”
แม้สีหน้าของผู้เขียนในตอนนั้นจะนิ่งเฉยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ภายในใจกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกอิหลักอิเหลื่อ ความคิดมากมายปะทะกันอยู่ข้างใน จนหัวใจเหมือนแตกร้าวอย่างเงียบงัน
แม้ว่าช่วงชีวิตที่ผ่านมาจะไม่ถูกรักจากใคร ใครจะรักหรือไม่ก็แล้วแต่ ยังไม่แตกสลายถึงเพียงนี้เลย
ในตอนที่นั่งกินข้าวด้วยกัน พ่อแม่เอาแต่พูดว่า ถ้าหากเป็นผู้เขียนคงไม่ห่วงอะไร เพราะคิดว่าเก่งและเอาตัวรอดเองได้
หลังจากที่ฟังจบ ผู้เขียนเอาแต่คิดว่าถ้าหากบอกไปว่าไม่อยากเป็นคนเก่งสักนิด ไม่เคยอยากเอาตัวรอดเองเลยสักครั้ง จะได้ความรัก ความใส่ใจ จากพ่อแม่บ้างหรือเปล่า
………
หลังกลับมาเรียนต่อในช่วงเปิดเทอม เรื่องราวก็วนเวียนเข้าหัวไม่เว้นวัน ผู้เขียนเอาแต่จมอยู่กับคำถามและความรู้สึกที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในชีวิต ตอนนั้นรู้สึกว่าเป็นช่วงชีวิตที่เปราะบางที่สุดแล้วตั้งแต่เกิดมา หากมีเรื่องใดเข้ามากระทบเพิ่ม ชีวิตคงแตกละเอียดได้ง่ายดายยิ่งกว่าแก้ว
แม้จะรู้ดีแก่ใจอยู่แล้ว และพยายามยอมรับ ทว่าการเผชิญกับความจริงในสิ่งที่เราไม่แม้แต่อยากจะรับรู้สักเสี้ยวเดียวยิ่งทำให้แตกสลายไปกันใหญ่
ว่ากันตามตรง ความเจ็บปวดจากการอกหัก เทียบไม่ได้เลยกับการไม่ถูกรักจากครอบครัว เพราะเสมือนกับว่าพายุที่ติดอยู่ในใจมันโถมใส่ คล้ายกับชีวิตที่ถูกทิ้งไว้ในวัสสานฤดู อีกทั้งยังอึดอัดจนหายใจไม่ออกราวกับว่ากำลังจมน้ำในมหาสมุทรที่แสนกว้างใหญ่ และถึงแม้ว่าชีวิตตอนนั้นจะรายล้อมไปด้วยผู้คนมากมาย กลับรู้สึกโดดเดี่ยวจับใจ
ท้ายที่สุดแล้ว ในอายุได้ยี่สิบสามปีบริบูรณ์ ผู้เขียนใช้เวลาถึงสองปีในการยอมรับความรู้สึกเหล่านั้น
ความสงบในจิตใจที่ได้มาอย่างยากลำบากเหลือเกินมันช่างแสนมีค่า และทำให้ผู้เขียนยังดำเนินชีวิตต่อไปได้ แม้จะเป็นเพียงลูกสาวที่ถูกรักน้อยกว่า
………
เมื่อตกตะกอน ผู้เขียนได้รับรู้ว่า ไม่ใช่ว่าไม่รัก เพียงแต่รักได้น้อยกว่าด้วยเหตุผลที่ผูู้เขียนไม่มีวันเข้าใจ และไม่ใช่ว่าเขาไม่ห่วง เพียงแต่มีเหตุผลที่ห่วงได้น้อยกว่า เพราะบนโลกมนุษย์ใบนี้ไม่มีอะไรสมมาตร แม้แต่กับความรู้สึกมนุษย์ที่มันยากแท้หยั่งถึงเสียเหลือเกิน
ในวันนี้ ผู้เขียนคงบอกได้อย่างเต็มปากแล้วว่าเป็นลูกสาวที่ถูกรัก แค่ไม่ได้รักเท่ากับพี่สาวเลยแม้แต่น้อย
และแม้จะเป็นความจริงที่เจ็บปวดเพียงใด ก็ต้องยอมรับมันเอาไว้ให้ได้ เพราะผู้เขียนเองไม่ได้มีอำนาจไปเปลี่ยนความจริงของชีวิตตนเองในข้อนี้ได้ และที่สำคัญผู้เขียนต้องอยู่กับความจริงข้อนี้ให้ได้ในที่สุด เพราะบนโลกที่แสนวุ่นวายแห่งนี้ไม่มีอะไรเป็นไปตามที่เราคาดหวังเสมอไป
ก็เหมือนกับที่ผู้ใช้บัญชีอินสตาแกรมผู้นั้นได้เผยแพร่ข้อความเอาไว้ว่า ‘ความสงบนั้นหาใช่การไร้คลื่น ทว่าแท้จริงเป็นการรับทุกระลอกโดยไม่ไหวเอน’
สุดท้ายนี้ ต่อให้โลกทั้งใบจะไม่เหลือคนที่โอบกอดผู้เขียนเอาไว้ด้วยความรัก แต่ผู้เขียนก็จะยังเชิดหน้าและหยิ่งทะนงในตัวเองเอาไว้ เพราะอย่างน้อยก็จะยังเหลืออีกหนึ่งคนที่รักผู้เขียนสุดหัวใจ นั่นคือตัวผู้เขียนเอง
นี่แหละคือความสงบที่ผู้เขียนได้ค้นพบ
Writer & Graphic Designer

Introvert girl
