มองโลกในแง่บวก ร่าเริง สดใส เฮฮา มีรอยยิ้มอยู่เสมอ คือภาพจำที่คนรอบตัวหลายคนมีต่อฉัน ซึ่งนั่นก็เป็นเรื่องจริง เป็น ‘ส่วนหนึ่ง’ ของตัวตนจริง และส่วนใหญ่ที่ฉันเป็น
เพื่อนฝูงและคนมากมายมักจะเห็นฉันเป็นแบบนั้นอยู่เป็นอาจิณ เสมือนว่า ‘รอยยิ้ม’ และ ‘ความสุข’ นั้น เป็นค่าเริ่มต้นที่ตั้งเอาไว้ก่อนถูกส่งออกมาจากโรงงาน แต่มันก็มีเหตุผลเบื้องหลังที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความสดใสนั้นเหมือนกัน
ตลอดชีวิต 23 ปี ผ่านช่วงวัยแห่งการศึกษาขั้นพื้นฐานตามค่านิยมสังคมแล้ว ด้วยความเป็นมนุษย์กึ่งสังคม (ฉันไม่อยากยอมรับว่าตัวเองเป็นเอ็กส์โทรเวิร์ท) ทำให้ฉันมีเพื่อนจำนวนไม่น้อย เรียกได้ว่าใช้นิ้วทั้งหมดที่มีนับก็ไม่พอ ทั้งรุ่นเพื่อนรุ่นพี่ รุ่นน้อง ซึ่งหลายคนอยู่ในขั้นที่สามารถใช้คำว่า ‘สนิท’ กันได้ ทว่าในจำนวนนั้น มีเพียงหนึ่งหยิบมือที่เคยได้เห็นน้ำตาฉันอย่างที่ตั้งใจระบายออกมา…ไม่ใช่ตอนเมา
น่าแปลกใจอยู่นิดๆ ว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น
ไม่นานมานี้ ในวงสนทนาเคล้ากลิ่นเบียร์ของฉันและเพื่อนๆ ช่วงหนึ่งของการพูดคุยที่เพื่อนถามขึ้นมาว่า “เวลามีปัญหาจะนึกถึงใครเป็นอันดับแรก”
บางคนเอ่ยชื่อคนที่ไว้ใจ บ้างก็กล่าวถึงครอบครัว
แต่สำหรับฉัน คนแรกที่นึกถึงก็คือ ‘ตัวเอง’
อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ
‘ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน’ ไม่ใช่พุทธสุภาษิตที่ฉันตั้งใจจะยึดถือ แต่ตลอดช่วงวัยแห่งการเติบโต ฉันกลับใช้วิธีนี้เสียเป็นส่วนใหญ่ ด้วยความเกรงใจที่มีต่อผู้อื่น บวกกับอัตตาที่คิดว่าหัวใจตัวเองแข็งแกร่งกว่าใคร จึงไม่อยากร้องเรียกขอความช่วยเหลือจากใครก็ตาม แม้ในช่วงที่หัวใจปราศจากความสุขและไร้ซึ่งความหมายของการมีชีวิตอยู่
เท้าความก่อนว่า มรสุมชีวิตของฉันเกิดขึ้นระหว่างที่เรียนมหาวิทยาลัยชั้นปีที่ 3 เหตุที่เกิดไล่เรียงมามีตั้งแต่ อกหักครั้งใหญ่จนสูญเสียจุดยืนและความรักในตัวเองจนหมดสิ้น
ถึงขั้นว่าทุกวันที่ลืมตาตื่นมา ไม่รู้สึกถึงความสุขในจิตใจเลยแม้แต่น้อย เพราะคิดว่าตัวเราเองดีไม่พอที่จะอยู่ในชีวิตของใครเลย ส่วนนี้เองคือปัจจัยหลักของปัญหาสุขภาพจิตในช่วงนั้น เหตุต่อมาคือการสูญเสียคุณปู่ผู้เป็นที่รัก และตามมาด้วยปัญหาภายในครอบครัวหลังจากที่ปู่จากไป
เมื่อมารวมๆ กันแล้ว ในช่วงนั้นฉันสูญสิ้นความหมายของการมีชีวิตอยู่ไปโดยสิ้นเชิง และไม่คิดว่าตัวเองจะต้องมีลมหายใจอยู่บนโลกนี้อีกต่อไปแล้ว ถ้าไม่ติดความรับผิดชอบที่มีต่อความรู้สึกของพี่สาวที่ฉันไม่อยากจากโลกนี้ไปก่อนเธอ เพราะไม่อยากให้เธอต้องแบกรับความเสียใจต่อการจากไปของคนอื่นๆ ในครอบครัวอยู่คนเดียว มิเช่นนั้นวันนี้ผู้อ่านคงไม่ได้อ่านผลงานชิ้นนี้แล้ว
เมื่อตั้งปณิธานว่าจะจากโลกนี้ไปหลังพี่สาว ฉันจึงต้องหาวิธีที่จะหลุดพ้นจากความทุกข์ใจที่ตัวเองกำลังเผชิญอยู่ ด้วยการ ‘กลับมาอยู่กับตัวเอง’ และ ‘เรียนรู้ตัวเอง’ ใหม่อีกครั้ง หลังจากหลงลืมความสุขและความเป็นตัวเองทั้งหมดไปในช่วงชีวิตที่ต่อให้ปากกำลังยิ้มแต่หัวใจไม่รู้สึกถึงความสุขเลย
การกลับมาอยู่กับตัวเองในขั้นแรกของฉันคือ ‘การปิดตัวเองจากสังคม’
เพราะความรู้สึกว่าไม่ดีพอสำหรับใครเลย ในแต่ละคืนก่อนจะหลับตาลงฉันจะต้องมานั่งนึกย้อนว่าวันๆ หนึ่งเราพูดอะไรกับใครไปบ้าง หรือทำอะไรให้ใครรู้สึกไม่ดีไหม เหมือนมานั่งจับผิดตัวเองในทุกวัน และตอกย้ำความไม่ดีพอของตัวเองอยู่เรื่อยๆ ส่งผลให้ฉันต้องถอยออกมาหนึ่งก้าว เพราะไม่อยากสร้างความผิดและความคิดเชิงลบให้ตัวเองเพิ่ม จะเรียกว่าเป็นการถอยออกมาจากต้นเหตุของปัญหาหรือพื้นที่ที่อาจสร้างความเจ็บปวดเพื่อรักษาใจขั้นเบื้องต้น ฉันใช้เวลาราวหนึ่งไตรมาสกว่าจะก้าวกลับเข้าไปอยู่ในสังคมเดิมได้ ‘ด้วยตัวเอง’ โดยไม่พึ่งพิงความช่วยเหลือจากใคร ไม่ใช่ว่าเพื่อนของฉันแล้งน้ำใจจนไม่ยื่นมือมาช่วยเหลือ แต่เป็นเพราะตัวฉันเลือกเองที่จะปีนออกมาจากหลุมโดยที่ไม่เรียกร้องให้ใครช่วย
ทั้งที่คนรอบข้างพร้อมที่หยิบยื่นมือของพวกเขามาประคองหัวใจที่แตกสลายดวงนี้ ฉันกลับไม่เคยรับน้ำใจเหล่านั้นเอาไว้เลย เพราะความ ‘กลัว’ ที่ซ่อนอยู่ในสำนึกลึกๆ
ในช่วงมัธยมฉันปิดปากเงียบไว้ ด้วยความเชื่อที่ว่าคนที่ไม่แสดงความเจ็บปวดหรือร้องไห้ให้ใครเห็นเป็นคน ‘เข้มแข็ง’ ที่สามารถผ่านเรื่องราวร้ายๆ ไปได้โดยที่ไม่ต้องให้ใครช่วยเหลือ
อีกทั้งฉันยังเป็นคนที่เพื่อนๆ วิ่งเข้ามาขอคำปรึกษาชีวิตอยู่เป็นประจำ นั่นยิ่งตอกย้ำลงไปอีกว่า ‘เราห้ามอ่อนแอให้ใครเห็น เพราะเราเป็นที่พึ่งของคนอื่น’ จากที่แค่ปิดปากเลยกลายเป็นการปิดใจโดยไม่รู้ตัว
ฉันยึดมั่นกับความเป็น The Strength จนเป็นนิสัย กระทั่งผ่านช่วงมรสุมชีวิตที่ได้เล่าไปในตอนแรกมาได้ จึงได้ค้นพบว่าฉันไม่ได้อยากเป็นคนเข้มแข็ง ฉันไม่ได้อยากเก่งตลอดเวลา และในบางครั้งฉันก็ต้องการใครสักคนที่พร้อมจะรับฟัง
ทว่าพอถึงเวลาที่อยากจะโทร.หรือทักหาเพื่อนสักคนเพื่อระบายความอัดอั้นตันใจ ฉันกลับไม่กล้าทักหาใครเลย แม้แต่เพื่อนที่รู้สึกสนิทที่สุด ด้วยความรู้สึกกลัวว่าความรู้สึกของฉันจะกลายเป็น ‘ภาระ’ ที่เพื่อนจะต้องแบกรับ กลัวว่าเพื่อนจะได้รับคลื่นพลังลบเข้าไปจนวันดีๆ ของพวกเขากลายเป็นวันร้ายๆ
ฉันมักกลัวที่จะทำให้คนอื่นได้รับความรู้สึกแย่จากฉันในทุกรูปแบบมากกว่าปล่อยให้ตัวเองรู้สึกแย่ต่อไป สุดท้ายแล้วความระทมใจของฉันจึงถูกซ่อนเอาไว้ภายใต้หน้ากากรอยยิ้ม เรื่องราวเลวร้ายหลายเรื่องถูกแปรรูปเป็นเรื่องตลก หรือไม่ก็กลายเป็นประโยคบอกเล่าในวันที่ฉันผ่านไปได้แล้วเท่านั้น
มาจนถึงตอนนี้ ความกลัวนั้นก็ยังไม่ถูกขจัดออกจากใจฉันไปเสียทีเดียว แต่เมื่อรู้ตัวแล้วว่าเรายังมี ‘มิตร’ ที่พร้อมจะรับฟัง อย่างที่ไม่มองว่าความรู้สึกเราจะเป็นภาระ ใจที่ปิดไปก็เริ่มเปิดพื้นที่ให้ความเศร้าได้ถูกระบายไปให้คนอื่นได้บ้างแล้ว
Writer

Just a fellow on the way you’re follow 🙂
Graphic Designer

Born to slay, forced to work 🤡
