“ฉันเคยกลัวหมอฟันและความมืด ฉันเคยกลัวสาวๆ
ผู้น่ารักและการทักไปคุยกับพวกเธอ”
“I was scared of dentists and the dark.
I was scared of pretty girls and starting conversations.”
ทุกครั้งที่ต้องไปคลินิกทำฟัน ผู้เขียนมักจะนึกถึงท่อนเปิดเพลง ‘Riptide’ ของ ‘Vance Joy’ เสมอ เพราะสำหรับผู้เขียน มันคือการขมวดทุกความกลัวในวัยเด็กไว้ในเนื้อเพลง 2 ประโยค
เมื่อนัดตรวจสุขภาพฟันครั้งล่าสุดมาถึง ผู้เขียนก็นึกถึงเพลงท่อนนี้เหมือนเคย ระหว่างที่นั่งรออยู่หน้าห้องตรวจ ความรู้สึกกลัวเกิดขึ้นเล็กน้อย และใจเต้นแรงเมื่อผู้ช่วยหมอฟันชะโงกหน้าออกมาเรียกชื่อ มันเหมือนเป็นสัญญาณเตือนก่อนความเจ็บปวดจะมาเยือน
พอผู้ช่วยหมอฟันดึงผ้าขึ้นมาปิดตาไว้ ความคิดและความสงสัยในสมองก็เริ่มพรั่งพรู ตอนนี้คุณหมอกำลังทำอะไรกับฟันเรานะ เขาจะเจอฟันผุหรือเปล่า เขาจะใช้เครื่องมือที่มีเสียงชวนเสียวฟันนั่นไหม เมื่อไหร่ผู้ช่วยหมอฟันจะใช้เครื่องมือดูดน้ำลายที่กำลังจะไหลลงคอสักที จะว่าไปเพลงที่หมอเปิดก็รสนิยมดีเหมือนกันนะเนี่ย แต่ท้ายที่สุดมันก็ไม่มีอะไรน่ากลัวและเจ็บปวดเกิดขึ้นเหมือนตอนเด็ก
เมื่อหลายปีก่อน ระหว่างที่นอนอ้าปากอยู่บนเตียงทำฟัน ผู้เขียนตระหนักได้ว่าเราไม่ได้กลัวหมอฟันเหมือนตอนเด็กๆ หรือความเจ็บปวดที่เด็กฟันผุต้องเผชิญแล้วนี่นา แต่เรารู้สึกกลัวเพราะความเจ็บปวดในอดีตที่ผูกติดกับห้องทันตกรรมต่างหาก มันเหมือนความกลัวที่ซ้อนความกลัวอีกทีหนึ่ง
บางครั้งความกลัวดังกล่าวมันก็มาพร้อมกับความคิดว่า “รู้งี้ ตอนเด็กๆ น่าจะแปรงฟันให้ดีกว่านี้” แต่พอมานึกเสียดายได้ตอนโต มันก็ไม่ได้เปลี่ยนอะไร วันหนึ่งผู้เขียนเลยลุกขึ้นมาบอกตัวเองว่า มันถึงเวลาแล้วที่จะปฏิวัติการแปรงฟันของตัวเองเพื่อทลายกำแพงความกลัวต่อหมอฟัน และเก็บฟันไว้เคี้ยวข้าวตอนแก่
พอมานึกดูดีๆ ความคิดที่ว่า ‘รู้งี้…’ มันก็น่ากลัวเหมือนกันนะ เพราะมันจะเกิดขึ้นเมื่อเรานึกเสียดายในสิ่งที่ได้ทำหรือไม่ได้ทำไปในอดีต บางเรื่องมันยังพอมีเวลาให้แก้ไขได้ แต่บางเรื่องมันอาจจะผ่านไปแล้วผ่านไปเลย
.
รู้งี้………
สำหรับคนที่ชอบคิดเยอะ คิดแล้วคิดอีก และไม่ค่อยกล้าตัดสินใจอะไรเร็วๆ อย่างผู้เขียน จึงมีความคิดว่า ‘รู้งี้’ เกิดขึ้นแทบทุกจังหวะชีวิต
“รู้งี้ บอกชอบนายคนนั้นไปดีกว่า” เด็กหญิงวัย ป.3 มานึกเสียดายเอาตอน ป.4 ที่ไม่ได้บอกชอบเพื่อนคนนั้นไป เพราะมัวแต่กลัวว่าเขาจะไม่ได้คิดเหมือนเรา แต่กว่าจะคิดได้ นายคนนั้นก็ย้ายโรงเรียนไปซะแล้ว และต่อให้ผ่านมา 10 กว่าปี เด็กหญิงคนนั้นก็ยังคงกลัวเรื่องนี้อยู่
“รู้งี้ เรียนคณะอื่นดีกว่า” พอต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ดูจะเป็นทางตันหรือเป็นจุดเปลี่ยน ผู้เขียนก็จะรู้สึกกลัวและนึกเสียดายอยู่บ่อยๆ ทั้งที่จริงๆ ก็ค่อนข้างมั่นใจว่าคณะที่เลือกนั้นใช่ที่สุดแล้ว แต่มันก็อดคิดไม่ได้ว่า ถ้าตอนนั้นเลือกอีกแบบ ชีวิตตอนนี้จะเป็นอย่างไรอยู่นะ
“รู้งี้ ไปเที่ยวกับเพื่อนมากกว่านี้ดีกว่า” เมื่อถึงเวลาที่ต้องเริ่มดูแลชีวิตตัวเอง ทุกคนต่างแยกย้ายกันไปเติบโต ทำงานอยู่ต่างที่ต่างถิ่น การนัดรวมตัวกันจึงเป็นเรื่องยากเสมอ ไปๆ มาๆ จึงอดนึกเสียดายไม่ได้ว่า ตอนที่อยู่ใกล้กันกลับใช้เวลาด้วยกันไม่คุ้มเลย และกลัวว่ามาเจอกันอีกทีจะต่อกันไม่ติด หรือคุยกันคนละเรื่องไปแล้ว
“รู้งี้ ไม่น่าสมัครงานนี้ไปเลย” กระทั่งในช่วงที่รู้สึกว่าต้องการงานมากที่สุด เด็กจบใหม่อย่างผู้เขียนที่ตกอยู่ในสถานการณ์หางานยากขึ้นทุกวันๆ แต่พอได้รับข่าวดีจากบริษัท กลับกลัวขึ้นมาเสียอย่างนั้น กลัวว่าถ้าเราโง่เกินไปในสิ่งที่กำลังจะเริ่มทำล่ะ ถ้าเจองานหนักจะทำได้ไหม แม้จะทำใจและเข้าใจว่าชีวิตการทำงานจริงนั้นต่างจากชีวิตวัยเรียนอยู่มาก แต่มันก็อดกลัวไม่ได้จริงๆ
ความคิดแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยๆ จากความกลัวเปลี่ยนเป็นความเสียดาย หรือจากความเสียดายเปลี่ยนเป็นความกลัว กลายเป็นเสียงในหัวแบบแพ็คคู่ ที่บางครั้งทำให้เราไม่กล้าลงมือทำอะไรสักอย่าง เพราะมัวแต่กลัว — กลัวว่าจะเสียดาย กลัวจะตัดสินใจได้ไม่ดี กลัวสิ่งที่จะตามมาในอนาคต กลัวมันไปหมดทุกอย่าง
.
สิ่งที่ตัดสินใจไปย่อมดีที่สุดแล้ว
เมื่อความคิด ‘รู้งี้…’ เกิดขึ้นบ่อยครั้งเข้า ผู้เขียนก็เริ่มตระหนักได้ว่าถ้าเราเป็นแบบนี้ต่อไปคงแย่แน่ ชีวิตนี้จะกลัวจนไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นเกิดขึ้น ทุกวันจะเจอแต่เรื่องเดิมๆ ไม่ก้าวไปข้างหน้า ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง และชีวิตคงไม่ได้เรียนรู้อะไรกันพอดี
เอาล่ะ ต่อจากนี้จะพยายามเลิกกลัว เลิกเสียดาย เลิกคิดว่า ‘รู้งี้…’ สักที
และทำข้อตกลงทางความคิดกับตัวเองว่า สิ่งที่ตัดสินใจ สิ่งที่ทำหรือไม่ทำไปในตอนนั้น คือสิ่งที่คิดว่าดีที่สุดในเวลานั้นแล้ว แปลอีกอย่างคือสิ่งที่เรากำลังจะทำหรือตัดสินใจในตอนนี้ ย่อมเป็นสิ่งที่คิดว่าดีที่สุดในเวลานี้แล้วเช่นกัน‘เอริก เดน’ (Eric Dane) นักแสดงชาวอเมริกันชื่อดัง ที่เสียชีวิตจากโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงชนิด ALS ได้ฝากข้อความถึงลูกๆ ของเขาไว้ใน ‘Famous Last Words’ ว่า
“อย่างแรก ใช้ชีวิตอยู่กับตอนนี้ เดี๋ยวนี้เลย
อยู่กับปัจจุบัน มันยาก แต่พ่อเรียนรู้ที่จะทำแบบนั้น
“หลายปีที่ผ่านมา พ่อมัวแต่ใจลอย จมดิ่งอยู่กับความคิดของตัวเองอยู่นาน
จมอยู่กับความกังวล ความสงสารตัวเอง ความละอาย และความสงสัย
“พ่อเอาแต่คิดทบทวนถึงการตัดสินใจที่ผ่านมา สงสัยในตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ฉันน่าจะทำแบบนั้น ฉันไม่น่าทำแบบนี้เลย ไม่มีอีกแล้ว
“พ่อถูกบังคับให้อยู่กับปัจจุบันเพื่อความอยู่รอดล้วนๆ แต่พ่อก็ไม่อยากหนีไปอยู่ช่วงเวลาอื่นแล้ว เพราะอดีตมีแต่ความเสียใจ อนาคตก็ยังไม่แน่นอน
เพราะฉะนั้นลูกต้องมีชีวิตอยู่กับตอนนี้นะ”
ข้อความจากเอริกถึงลูกๆ วิธีที่เขาก้าวผ่านความเสียใจและเสียดายในอดีตด้วยการอยู่กับปัจจุบัน ทำให้ผู้เขียนรู้สึกว่านี่คือคำแนะนำที่เอริกฝากถึงผู้เขียนด้วยเช่นกัน
.
ลองกล้าที่จะเลิกกลัว
ผู้เขียนมักจะเตือนและถามตัวเองอยู่เรื่อยๆ ว่า ถ้าเราตัดสินใจแบบนี้ไป ในอีก 3 วัน 3 สัปดาห์ หรือ 3 เดือน ข้างหน้า มันจะมีอะไรให้นึกเสียดายไหมนะ และถ้ามันไม่เหลือบ่ากว่าแรงในตอนนั้น ก็อยากให้ตัวเองลองกล้าตัดสินใจไปก่อน
ช่วงกลางเดือนมีนาคม ผู้เขียนไปดูการแข่งขันบาสเกตบอล ‘FIBA 3×3 Champions Cup’ ความพิเศษคือนี่เป็นการแข่งขันระดับสากลที่จัดขึ้นใจกลางกรุงเทพฯ แม้จะเป็นทัวร์นาเมนต์เล็กๆ แต่ก็รวมตัวนักกีฬาตัวท็อปจากนานาประเทศมาแข่งกัน รวมทั้งนักกีฬาจากทีมสหรัฐฯ ที่ผู้เขียนเป็นปลื้มอยู่ด้วย
ในระหว่างที่กำลังยืนดูทีมนักกีฬาซ้อมอยู่ข้างสนาม ผู้เขียนก็หันไปสบตากับเธอคนหนึ่งที่ยืนยิ้มอยู่อีกฟาก เดาว่าเธอน่าจะเป็นแฟนบาสที่ปลื้มนักกีฬาทีมเดียวกันกับเราแน่ เลยค่อยๆ เดินเข้าไปอย่างกล้าๆ กลัวๆ และตัดสินใจทักทายตามประสาแฟนบาสด้วยกัน ก่อนจะได้รู้ว่าจริงๆ เธอเป็นคนเวียดนามที่เพิ่งย้ายมาที่นี่ และปลื้มโค้ชของทีมสหรัฐฯ ที่ตัวสูงเกือบ 2 เมตร ซึ่งกำลังยืนอยู่ใต้แป้นบาส
เราเริ่มคุยกันถึงเรื่องกีฬาบาสเกตบอล นักกีฬาคนโปรด ไปจนถึงแมตช์ที่ตราตรึงใจ พวกเราต่างรู้สึกว่าตัวเองโชคดีมากที่ได้สัมผัสประสบการณ์ตรงหน้านี้ บทสนทนาของเราชวนให้นึกถึงภาพเด็ก 2 คน ที่เกาะขอบรั้วอยู่ข้างขบวนพาเหรดในสวนสนุก และกำลังคุยกันเรื่องตัวการ์ตูนที่ชอบ ซึ่งพวกเขาก็เดินไปมาอยู่ตรงหน้าพวกเรานี่เอง
สำหรับผู้เขียน มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะได้เจอกับนักกีฬาจากอีกซีกโลกในระยะประชิดเช่นนี้ และมันคุ้มค่ากับการเดินทางเพื่อไปดู เพราะในปีถัดๆ ไป พวกเธอจะยังมาแข่งที่นี่อีกหรือเปล่าก็ไม่รู้
เมื่อการแข่งขันจบลง เธอชาวเวียดนามคนนั้นเดินตรงไปขอลายเซ็นจากโค้ชคนโปรด ผู้เขียนบันทึกภาพความประทับใจไว้ และส่งให้เธอเก็บไว้เป็นความทรงจำ ก่อนที่เธอจะกลับไป เราแลกช่องทางการติดต่อกันไว้ แม้ไม่รู้ว่าเราจะได้เจอกันอีกหรือเปล่า
สำหรับมนุษย์ขี้อายอย่างผู้เขียน มันเป็นเรื่องยากที่จะเดินตรงไปขอลายเซ็นจากนักกีฬาที่ชอบ มันทั้งดูน่าตื่นเต้นและน่ากลัวในคราวเดียวกัน เมื่อคิดว่านี่คือคนที่เราเคยเห็นในหน้าจอโทรศัพท์ นี่คือคนที่เราชื่นชอบในความสามารถ (และหน้าตา) แต่ตอนนี้พวกเขาอยู่แค่เอื้อมมือแล้ว ถ้าเราไม่ใช้โอกาสนี้เข้าไปขอถ่ายรูปและขอลายเซ็นไว้เป็นที่ระลึก ก็น่าจะต้องเสียดายไปอีกหลายวันหลายคืนแน่
ลังเลอยู่นาน ท้ายที่สุดจึงรวบรวมความกล้าเข้าไปขอถ่ายรูปและขอลายเซ็นนักกีฬาคนโปรดมาได้สำเร็จ วันนั้นทั้งวันเป็นวันที่เหนื่อยมาก แต่ผู้เขียนก็ข่มตาหลับไม่ลง มันมีความสุขมากเกินไป แค่นึกถึงโมเมนต์ที่ได้เงยหน้าขึ้นไปคุยกับนักกีฬาคนโปรดที่สูงเกิน 180 เซนติเมตร เห็นรอยยิ้มมีสเน่ห์ และผมหยิกแบบลูกครึ่งแอฟริกัน-อเมริกันของพวกเธอ ก็เผลอนอนยิ้มอยู่คนเดียวแล้ว อดคิดไม่ได้ว่าถ้าเรามัวแต่กลัวและไม่กล้า คืนนั้นก็คงนอนไม่หลับ เพราะเอาแต่นอนคิดว่า “รู้งี้ เข้าไปขอถ่ายรูปดีกว่า” แน่ๆ
.
เรื่องน่าเสียดายของการเลิกกลัว
เมื่อเวลาผ่านไป หมอฟันและความมืดกลายเป็นสิ่งที่ไม่ได้น่ากลัวเหมือนเดิม (ส่วนการเริ่มบทสนทนากับคนน่ารักสักคนก็ยังเป็นเรื่องน่ากลัวอยู่ดี) ความกลัวในวัยเด็กแปรเปลี่ยนเป็นเพียงเรื่องขี้ปะติ๋ว แต่ก็ถูกแทนที่ด้วยความกลัวประเภทที่ซับซ้อนขึ้น เช่น กลัวที่จะเสียดาย กลัวสิ่งที่ตัดสินใจไปในอดีต หรือกลัวความคิดว่า ‘รู้งี้…’
หากมองในภาพกว้าง มันก็คือการกลัวที่จะผิดพลาด ความเลวร้ายคือมันทำให้เราไม่กล้าทำอะไรเลย และจมปลักอยู่กับอดีต แต่การจะทลายความกลัวนั้นก็เป็นเรื่องยากและน่ากลัวไม่แพ้กัน แต่ละคนจึงต้องหาทางกำจัดมันด้วยวิธีของตัวเอง
สำหรับผู้เขียนนั้นไม่ได้มีวิธีอะไรเป็นพิเศษ เพียงแต่มันเกิดจากความเบื่อหน่ายที่จะต้องกลัวนู่น กลัวนี่ไปเรื่อยๆ จนเหมือนชีวิตหยุดอยู่กับที่ และจมอยู่กับความเสียดายในอดีต พอถึงจุดหนึ่ง มันจึงถึงเวลาที่จะต้องเลิกกลัวและลองกล้าได้แล้ว
ลองคิดดูว่า ถ้าผู้เขียนไม่เลิกกลัว ก็คงจะขยาดการเข้าคลินิกทำฟันไปตลอดชีวิต
ถ้าไม่เลิกกลัว ก็คงไม่กล้าอยู่ในที่มืดคนเดียว
ถ้าไม่ลองกล้า ก็คงไม่ได้รู้จักเพื่อนใหม่ชาวเวียดนามคนนั้น
ถ้าไม่ลองกล้า ก็คงเสียดายที่ไม่ได้ถ่ายรูปกับนักบาสเกตบอลคนโปรดจากอีกซีกโลกหนึ่ง
หรือถ้าไม่ลองกล้า ก็คงไม่มีวันได้ทักไปคุยกับคนที่แอบชอบ (สักที)
แม้ไม่ใช่ทุกครั้งที่การลองกล้าจะประสบผลสำเร็จ แต่ผู้เขียนเชื่อว่า หลายๆ คนที่เคยตกอยู่ในสถานการณ์กล้าๆ กลัวๆ แบบผู้เขียน และค้นพบวิธีทลายความกลัวในแบบตัวเองแล้วนั้น ท้ายที่สุด เราก็น่าจะมีเรื่องที่รู้สึกเสียดายเหมือนกันคือ
“รู้งี้ เลิกกลัวไปตั้งนานแล้ว”
Writer & Graphic Designer

เด็กจบใหม่หมดไฟ สนใจเรื่องผู้หญิงและเรื่องไม่ป๊อป มีความสุขเวลาได้สัมภาษณ์คนเจ๋งๆ และกำลังปั้นเพจเกี่ยวกับเลสเบียนและกีฬาผู้หญิง
