ในแต่ละวันอันแสนเหนื่อยหน่ายของชีวิต
การกลับห้องมานอนซบกับเตียงเป็นความสงบยามเย็น หลังสู้รบกับหน้าที่การงานมาตลอดวัน
แต่มิวาย มือก็เผลอหยิบโทรศัพท์มาไถทุกทีหลังจากขึ้นเตียง
คลิปหมาแมวแสนน่ารัก คลิปตลกชวนหัวที่ทำให้ขำจนน้ำตาเล็ด คลิปให้ความรู้ข่าวคราวต่างๆ
สิ่งเหล่านี้ไหลผ่านตาไป…คลิปแล้วคลิปเล่า โพสต์แล้วโพสต์เล่า
ในชั่วขณะหนึ่ง จิตใจเราสงบอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ไม่ต้องคิดสิ่งใด ปล่อยความคิดให้ล่องลอยไปกับมือที่ไถมือถือ ปัดขึ้น ปัดขึ้น ปัดขึ้น…
รู้ตัวอีกที ทำไมรู้สึกเหนื่อยล้ากว่าเดิมนะ
ทุกโพสต์ที่ไถผ่านไปทำให้สมองหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็หยุดเลื่อนไม่ได้
นี่อาจเป็นเอฟเฟ็กต์มาจากพฤติกรรมที่เรียกว่า doom scrolling หรือการไถหน้าจอเสพข่าวร้าย ซึ่งหมายถึงการที่เราไถหน้าจอเสพข่าวต่างๆ ทั้งจากโซเชียลมีเดียและอินเทอร์เน็ต โดยไม่สามารถหยุดเสพข่าวเหล่านั้นได้ แม้จะเป็นข่าวร้ายที่ทำให้รู้สึกไม่ดีก็ตาม
ทุกวันที่เราเสพสื่อก็เหมือนการเสพฝิ่น
เพียงแต่การ ‘เสพฝิ่น’ ที่เป็น ‘สารเสพติด’ อาจอำนวยให้บังเกิดความสุขที่ทำให้ลืมเรื่องทุกข์ได้เป็นครั้งคราว แต่การ ‘เสพฝิ่น’ ที่เป็น ‘สื่อ’ กลับอำนวยความสุข (และทุกข์) ทางจิตใจอันไม่รู้จบ
แล้วเราจะอยู่ในโลกใบนี้ยังไงดี ในเมื่อก็หลีกเลี่ยงสังคมออนไลน์ไม่ได้?
.
เพราะอยากเข้าใจคนชอบไถหน้าจอมากขึ้น กองบรรณาธิการ Awake1525 จึงได้ทำแบบสอบถามขึ้นหนึ่งชุด และได้ผู้ตอบแบบสอบถามวัย 18-23 ปี จำนวน 68 คน มาให้ข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมและความรู้สึกจากการ doom scrolling ภายใต้สามคำถามหลัก คือ
คุณติดตามและเสพสื่อออนไลน์ไหนและอย่างไรบ้าง ทำไมถึงเลือกที่จะ doom scrolling แทนการทำกิจกรรมอื่นๆ และระหว่างที่ doom scrolling รู้สึกอย่างไร?
จากคำตอบ เราเห็นมุมมองอันอาจสะท้อนเบื้องหลังของพฤติกรรมนี้
และเห็นว่าเรื่องนี้มีอะไรมากกว่า ‘แค่การเสพข่าวร้าย’
.
ต้นตอของการ doom scrolling
เราเริ่มต้นคำถามที่จุดตั้งต้นสำคัญ นั่นคือ แอปพลิเคชันยอดนิยมอันเป็นพื้นที่ของการ doom scrolling (ในแบบสอบถามสามารถเลือกตอบได้มากกว่าหนึ่งแอปพลิเคชัน) และผลก็เป็นไปตามลำดับ ดังนี้
Instagram อยู่ที่ 92.6% (63 คำตอบ)
Facebook และ X เท่ากันอย่างละ 77.9% (53 คำตอบ)
YouTube อยู่ที่ 73.5% (50 คำตอบ)
TikTok อยู่ที่ 63.2% (43 คำตอบ)
Reddit อยู่ที่ 10.3% (7 คำตอบ)
Letterboxd อยู่ที่ 1.5% (1 คำตอบ)

สำหรับข้อนี้ สิ่งที่น่าสนใจคือ การที่แอปพลิเคชันอย่าง Instagram มีจำนวนผู้ใช้งานสูงสุดนั้น อาจเป็นเพราะรูปแบบของแอปมีเน้นการลงภาพและข้อความประกอบอย่างกระชับ ซึ่งสอดรับกับพฤติกรรมของวัยรุ่นที่ต้องใช้ชีวิตรวดเร็ว และต้องการ ‘พื้นที่’ แสดงตัวตนได้เด่นชัด
แม้ว่าการสำรวจของเราอาจมีข้อจำกัดด้านกลุ่มผู้ตอบอย่างยิ่ง ทำให้ไม่อาจเหมารวมทุกคนได้ แต่เรามองว่าผลของแบบสอบถามสามารถบอกค่านิยมส่วนหนึ่งได้ เช่น Facebook และ X มีผู้ใช้งานเท่ากัน ดังนั้น การที่หลายครั้งเรามักจะวิเคราะห์กันว่า Facebook เป็นพื้นที่ของบุคคลตั้งแต่ Gen X ขึ้นไปเท่านั้น อาจไม่ได้จริงดังนั้นเสมอไป เพราะเท่าที่เห็น Gen Z หลายคนก็ใช้ Facebook ในการติดตามข่าวสารต่างๆ ร่วมกับ X เพียงแต่อันหลังอาจใช้ในการแสดงข้อคิดเห็นด้วย
ถัดไป เราสนใจเรื่องเวลาที่ใช้อยู่กับหน้าจอ เพราะมันอาจบอกเราถึงอิทธิพลที่โซเชียลมีเดียมีต่อคนเจนนี้ โดยจากผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด มีเพียง 1 คน จากทั้งหมด 67 คน ซึ่งคิดเป็นแค่ 1.5% ที่เสพสื่อโซเชียลมีเดียน้อยกว่า 1 ชั่วโมงต่อวัน

กองบรรณาธิการ Awake1525 มีมุมมองว่า เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่าวิถีชีวิตของคนไทยในตอนนี้มีสื่อโซเชียลเป็นส่วนหนึ่งด้วย เห็นจากช่วงเวลาที่อยู่บนหน้าจอ เราจึงควรกลับมาตั้งคำถามว่า ในการอยู่กับโซเชียลมีเดียนั้น เรา ‘ตระหนัก’ ถึงเนื้อหาที่ได้รับในสื่อต่างๆ แค่ไหน มากไปกว่านั้นก็คือการตั้งคำถามว่า เราอาจกำลังถูกบังคับให้เสพสื่อ (โดยไม่รู้ตัว) อยู่หรือเปล่า แล้วมันส่งผลถึง ‘ความคิด’ ของผู้ใช้แค่ไหน?
ข้อต่อไป ในแต่ละชั่วโมงที่กำลังดำดิ่งไปกับโซเชียลมีเดียนั้น พบว่าส่วนใหญ่เนื้อหาที่ผู้ตอบแบบสอบถามสนใจเป็นพิเศษคือสื่อบันเทิง การเมือง และเศรษฐกิจ
สื่อบันเทิง อยู่ที่ 85.3% (58 คำตอบ)
การเมือง อยู่ที่ 79.4% (54 คำตอบ)
เศรษฐกิจ อยู่ที่ 63.2% (43 คำตอบ)
ดราม่า อยู่ที่ 61.8% (42 คำตอบ)
การลงทุน และอาชญากรรมเท่ากัน อย่างละ 27.9% (19 คำตอบ)
กีฬา อยู่ที่ 1.5% (1 คำตอบ)

จากคำตอบ สิ่งที่กองบรรณาธิการ Awake1525 สนใจ คือลำดับแรก สื่อบันเทิง ที่เราเชื่อว่าโดยมากเป็นการเสพ ‘ความสมบูรณ์ที่หลุดจากความเป็นจริงในชีวิต’ เพื่อหลีกหนี เช่นที่เเนวคิด Escapism อธิบายว่า คนเรามักจะหลบไปพักจากความขัดเเย้งที่เกิดขึ้นในชีวิต ทั้งเรื่องส่วนตัว การเมือง เศรษฐกิจ เเล้วมุ่งเสพ ‘โลกเเฟนตาซี’ ที่ถูกสร้างขึ้น
แล้วเมื่อพิจารณาสื่อการเมืองมีผู้สนใจเสพรองลงมา ก็พบว่าการปะทะคะคานกันของเเต่ละฝ่าย รวมถึงเรื่องราวอันดูเหมือนจะแก้ไขไม่ได้ที่เกิดขึ้นซ้ำเเล้วซ้ำเล่านั้น หลายครั้งพวกเราก็อาจรับชมและมองมันเป็นละคร ซ้ำร้าย อาจไม่ได้คิดเสียด้วยซ้ำว่า ในความขัดแย้งนั้นมีชีวิตของพวกเราร่วมอยู่ในนั้นด้วย
.
ระหว่าง doom scrolling รู้สึกอย่างไรบ้าง
สำหรับคำถามนี้ เราสำรวจความเห็นของคน โดยให้เขียนเป็นคำตอบสั้นๆ ซึ่งเมื่อนำมาจัดประเภทของคำตอบ พบว่าแบ่งได้สามประเภท นั่นคืออารมณ์ด้านบวก อารมณ์ด้านลบ และอารมณ์ว่างเปล่า

จากภาพ จะเห็นได้ว่ามีจำนวนผู้ที่รู้สึกลบกับการ doom scrolling มากที่สุด โดยอาจจะเป็นผลมาจากประเภทเนื้อหาที่รับชม คือ การเมือง/ดรามา ซึ่งมักนำเสนอเรื่องปัญหาและความขัดแย้ง
แม้การเสพเนื้อหาเหล่านี้จะมอบความรู้สึกด้านลบ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ยิ่งเสพสื่อประเภทนี้มากเข้า ตัวเราก็ยิ่งถลำลึกเข้าไปเรื่อยๆ อย่างหยุดไม่ได้ อาจเป็นเพราะคนเราขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ จะโกรธ สงสัย หรือเห็นอกเห็นใจ อารมณ์ทั้งหลายและการจัดสรรเนื้อหาของอัลกอริทึมทำให้การหยุดเสพสื่อประเภทนี้เป็นเรื่องยาก เพราะเรากำลังมองเห็นใครบางคนในสังคมที่ทำให้เราโกรธ เรื่องบางเรื่องที่ทำให้เราสงสัย หรือกำลังเห็นใจใครสักคนบนโลกออนไลน์
แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด การเสพเนื้อหาเหล่านี้มากเกินไปทำให้เราจมอยู่กับอารมณ์ด้านลบ ซึ่งในระยะยาวอาจส่งผลกับสุขภาพจิตได้
ขณะเดียวกัน ก็มีผู้คนกว่า 17.6% บอกว่าขณะที่ doom scrolling รู้สึกว่างเปล่า ราวกับเวลาได้ไหลผ่านตัวเองไปเฉยๆ อย่างการนอนในลำธาร
หนึ่งในคำตอบที่ผู้ร่วมตอบแบบสอบถามตอบมาระบุว่า “ตอนไถสนุกดี แต่ไถไปสักพักรู้สึกตัวเองไร้ประโยชน์มาก”
คำอธิบายหนึ่งที่กองบรรณาธิการ Awake 1525 หยิบมาทำความเข้าใจความขัดแย้งของคำตอบดังกล่าวคือ ความรู้สึกว่างเปล่านั้นอาจเป็น ‘ความรู้สึกขาดความหมายชีวิต’ ดังที่มีคนอธิบายว่า ความรู้สึกชื่นชอบ (ในการไถ) เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เราจำเป็นจะต้องสร้างคุณค่าบางอย่างให้สิ่งนั้นด้วย
.
เหตุผลที่ต้อง doom scrolling
เมื่อโซเชียลมีเดียเข้าถึงง่ายผ่านสมาร์ทโฟนในกระเป๋า ผลที่ตามมาคือเราอาจทำจนติดเป็นนิสัย มือว่างตอนไหนก็ไถตอนนั้น โดยสามารถสรุปข้อมูลจากแบบสอบถามได้ ดังนี้
ฆ่าเวลา 29.4% (20 คำตอบ)
ติด 22.1% (15 คำตอบ)
กลัวตกกระแส 22.1% (15 คำตอบ)
คลายเครียด 13.2% (9 คำตอบ)
หาข้อมูล 10.3% (7 คำตอบ)

นอกจากเข้าถึงง่าย แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเองยังถูกออกแบบให้ผู้ใช้ ‘เสพติด’ ซึ่งก็สอดคล้องกับที่ผู้ทำแบบสอบถามตอบว่า ‘ติด’ โซเชียลหลายคน
“การ doom scrolling ของเราเกิดจาก FOMO และการที่เรียนด้านสื่อก็มีผลกับเราด้วย เรารู้สึกว่าถ้าเราไม่พยายามเอาตัวเองไปเสพข่าวสารเยอะๆ ดูสื่อหลายๆ แบบและวิเคราะห์การสื่อสารจากสื่อพวกนั้น เราจะรู้น้อยและเป็นผู้ผลิตสื่อที่ดีไม่ได้…”
“…ยอมเลือกที่จะตามข่าวสาร (แม้จะเป็นแง่ลบบ้าง) อย่างต่อเนื่อง ดีกว่าพลาดสิ่งใดไป ด้วยความที่เป็นคนชอบติดตามข่าวสารเป็นประจำอยู่แล้ว และบางครั้งก็จำเป็นต้องนำมาประกอบการตัดสินใจในบางเรื่อง เลยต้องติดตามข่าวสารอยู่ตลอดเวลา ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นข่าวเกี่ยวกับการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และมักเป็นข่าวในเชิงลบตลอด ซึ่งเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้…”
ข้างต้นคือตัวอย่างของเหตุผลจากผู้ตอบแบบสอบถามที่น่าหยิบยกมาพูด นั่นคือการกลัวตกกระแส หรือ FOMO (fear of missing out) ที่มีผู้ตอบอยู่ไล่เลี่ยกันกับอาการติดมือถือ ข้อนี้ กองบรรณาธิการมองว่าอาจเป็นผลมาจากการที่สังคมและหน้าที่การงานกดดันให้ผู้ใช้ต้อง ‘ติดตาม’ อยู่ตลอด อาจจะเพื่อให้พูดคุยกับกลุ่มเพื่อนให้รู้เรื่อง หรือเพราะเรียนในสาขาที่ต้องติดตามข่าว เป็นต้น
นอกจากนี้ คำตอบยังแสดงให้เห็นถึง ‘วิถี’ การ doom scrolling ที่เน้นไปในเรื่องของการติดตามเทรนด์อย่างใกล้ชิด และที่น่าสนใจยิ่งคือ หลายคนปฏิบัติอย่างเป็นอัตโนมัติอีกด้วย
ซึ่งหากเราเอาวิถีดังกล่าวไปจับกับรายละเอียดของสื่อที่พวกเขาเสพ ก็จะพบว่าข่าวดรามากับการเมืองมีลักษณะของการเป็นความขัดแย้งของ ‘สองฝั่ง’ ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนั้น มันจึงเหมือนไม่มี ‘ความหวัง’ ภายใต้ปัญหาเรื้อรังที่ยังไม่ถูกแก้ไขอย่างเป็นระบบ ดังนั้น ในสังคมที่มีแต่ความไม่แน่นอน การตามเหตุการณ์บ้านเมืองให้ทันอาจสร้างความอุ่นใจว่า หากเกิดเหตุอะไรขึ้นในอนาคต พวกเขา(น่า) จะวางแผนชีวิตในอนาคตได้ทันท่วงที
นอกจากนี้ สำหรับบางคน ภายใต้สังคมที่มีปัญหาเชิงโครงสร้างทับกันหลายชั้น เขาก็ต้องการพื้นที่ระบายความอึดอัดนั้นออก การแสดงออกบนโลกออนไลน์และการเฝ้าดูการลงโทษทางสังคมที่มีให้เห็นออนไลน์จึงช่วยปลอบประโลมได้ว่าสังคมนี้ยังมีคนที่คิดเหมือนตัวเองบ้าง
ทำนองว่า…แม้ไม่ได้ทำให้มีหวัง แต่ก็ทำให้รู้สึกว่ายังปกติอยู่ได้ เเม้โลกนี้จะเลวร้าย
.
เราจะอยู่กับ ‘โลกโซเชียลมีเดีย’ อย่างไรดี
ในประเด็นนี้ คงต้องยกตัวอย่างผ่านกรณีล่าสุดในต่างประเทศ โดยไม่กี่วันก่อนศาลสหรัฐฯ ได้ตัดสินให้ Meta หรือบริษัทแม่ของ Facebook, Instagram ฯลฯ กับ Google บริษัทแม่ของ Youtube ใมีความผิดฐานทำให้ ‘เด็กเสพติดโซเชียลมีเดีย’ โดยศาลสั่งให้บริษัททั้งสองชดเชยรวมกันเป็นเงิน 196 ล้านบาท
เรื่องราวเริ่มมาจากหญิงสาวนามเคลีย์และครอบครัว ได้ฟ้องร้องว่าแพลตฟอร์มแอปพลิเคชันทั้งสองทำให้เธอเป็น ‘เครื่องจักรแห่งการเสพติด’ หรือ addiction machines เสพความเห็นเชิงลบจนเป็นอันตรายต่อสุขภาพจิต ส่งผลให้หญิงสาวมีความวิตกกังวลและซึมเศร้าสะสมเรื่อยมา เช่น เมื่อตอนอายุ 10 ปี เธอใช้ฟิลเตอร์ใน Instagram เปลี่ยนรูปลักษณ์ของเธอจนได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเป็นโรคไม่ชอบรูปร่างหน้าตาตนเอง ไปจนถึงเคยใช้งานหน้าจอนานถึง 16 ชั่วโมงในวันเดียว
ผลคือ เธอชนะคดีนี้ในศาลชั้นต้น แต่ฝั่งบริษัทแม่ทั้งสองยังยื่นต่อในชั้นศาลอุทธรณ์ ซึ่งทำให้การต่อสู้ในทางกฎหมายยังดำเนินต่อไป
กรณีดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงการลุกขึ้นมาของ ‘ผู้ใช้โซเชียลมีเดีย’ ที่ไม่พอใจ ‘ผู้จัดการพื้นที่โซเชียลมีเดีย’ ในต่างประเทศ แต่เมื่อหันกลับมามองสังคมไทย แม้จะพบปัญหาในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน แต่ยังไม่มีใครลุกขึ้นมาแสดงความไม่พอใจ หรือใช้ระบบกฎหมายจัดการกับเรื่องนี้อย่างชัดเจน ซ้ำร้าย รัฐบาลไทยก็ยังไม่ได้ตระหนักถึงปัญหาเรื่อง doom scrolling หรือมีแนวทางแก้ไขอย่างจริงจังด้วย
อย่างไรก็ตาม ในของสังคมไทยเริ่มมีเทรนด์ที่เกี่ยวกับความพยายามในการแก้ไขปัญหาด้วยตนเองบ้างแล้ว เช่น แนวคิด Social Detox หรือการตั้งใจพัก พยายามลด ละ เลิก โซเชียลมีเดียชั่วคราว เพื่อให้สมองและจิตใจที่ถูกบั่นทอนได้กลับมาเป็นปกติอีกครั้ง
ทั้งนี้ การทำ Social Detox ไม่ใช่การเลิกใช้โซเชียลไปโดยสิ้นเชิง แต่เป็นการปรับพฤติกรรมการใช้งานให้เหมาะสมมากขึ้น เช่น การปิดแจ้งเตือนก่อนนอน การกำหนดเวลาใช้งาน หรือเว้นพักการใช้งานเป็นช่วงๆ
แน่นอนว่า แนวคิดนี้ไม่ได้แก้ไขปัญหาเรื่อง Doom Scrolling ได้อย่างเด็ดขาด เพราะสุดท้าย เราต้องอยู่ในสังคมออนไลน์ แล้วยังต้องเผชิญกับข่าวร้ายที่มีขึ้นมาให้เห็นอยู่ทุกนาที
แต่มันจะเอื้อให้กับ ‘การรักษาสมดุล’ อันส่งผลให้จิตใจเข้าสู่ ‘ความสงบ’ ได้มากขึ้น
จากบรรดาข้อคิดเห็นที่กองบรรณาธิการ awake ได้รับ มีข้อคิดเห็นที่น่าสนใจและควรบันทึกไว้ อันเกี่ยวเนื่องกับความพยายามในการใช้ชีวิตในโลกออนไลน์ ดังนี้
“ถึงแม้การ Doom Scrolling จะเป็นพฤติกรรมการใช้สื่อที่ไม่ดี แต่ปัจจุบันเราหนีข่าวพวกนี้ไม่ได้ ต่อให้ไม่เรียนสื่อ ข่าวสารเหล่านี้ก็ยังเกี่ยวข้องกับชีวิตเราทุกคนในมิติใดมิติหนึ่ง เลยกลายเป็นเราที่ต้องปรับตัวและเสพสื่อพวกนี้อย่างระมัดระวัง ไม่ให้ทําร้ายสุขภาพใจเกินไป…”
นอกจากนี้ หลายคนยังบอกว่าเลือกจะ Doom Scrolling เพราะจำเป็นต้องติดตามและ ‘เท่าทันสื่อ’ ให้ได้ มิเช่นนั้นก็จะยิ่งมีทัศนคติที่แคบ ไม่เข้าใจถึงบริบทของสังคมไทยและโลกอันกำลังเผชิญกับสรรพปัญหาที่มีขึ้นอยู่ทุกวัน
“ส่วนตัวแล้ว การเลือกเสพสื่อ โดยเฉพาะสื่อที่มีเนื้อหาในแง่ลบมันก็ช่วยเสริมให้เรากลายเป็นคนที่มีความเห็นอกเห็นใจมากขึ้นเล็กน้อย เพราะอย่างน้อย การรับรู้ถึงความหดหู่หรือความเลวร้ายที่เกิดขึ้นในที่ที่ห่างไกลจากเราไป มันก็ทำให้เราตระหนักว่า โลกนี้ยังมีแง่มุมที่น่าหดหู่อีกมาก และเราไม่ควรมองข้ามละเลยมัน…”
ซึ่งอาจหนึ่งในวิธีมองและเข้าใจการดำรงอยู่ในโลกออนไลน์ที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้นี้
‘ความสงบ’ จากการเสพข่าวร้ายจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อเรา ‘เลือก’ ที่จะเสพ และ ‘รับสาร’ อย่างมีสติ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้เสพจะต้องปรับให้สอดคล้องไปกับวิถีชีวิตของตนเอง เพื่อไม่ให้สื่อกลายเป็น ‘ยาฝิ่น’ ที่ครอบงำอารมณ์มากจนเกินควร และต้องไม่ลืมตระหนักว่า ในบรรดามวลข่าวร้ายเหล่านั้น ไม่ได้มีแค่ ‘พวกเรา’ ที่เสพมัน แต่มี ‘พวกเขา’ ที่ต้องเผชิญกับเรื่องราวร้ายแรงอีกเป็นจำนวนมากนั้นอยู่รวมด้วย
รายการอ้างอิง
คาลิ เฮย์. (26 มีนาคม 2026). ศาลสหรัฐฯ ตัดสิน Meta – YouTube ผิดฐานทำให้เด็กเสพติดโซเชียลมีเดีย สั่งจ่ายชดเชย 196 ล้านบาท. เข้าถึงได้จาก https://www.bbc.com/thai/articles/c0e7wv80pv8o
โรงพยาบาลเพชรเวช. (26 พฤศจิกายน 2025). Social Detox คืออะไร ทำไมเราต้องพักใจจากโลกโซเชียลบ้าง?. เข้าถึงได้จาก https://www.petcharavejhospital.com/th/Article/article_detail/social-detox-for-mental-health
Kritdikorn Wongsawangpanich. (19 กุมภาพันธ์ 2018). Escapism : หนีไปเสียจากความจริงที่แสนเฮงซวย. เข้าถึงได้จาก https://thematter.co/thinkers/escapism/46123
Writer & Graphic Designer

นักศึกษาสาขาวารสารศาสตร์ผู้เหนื่อยหน่าย
กับโลก ชอบเขียนวิจารณ์สื่อไปเรื่อยเปื่อย
หลงไหลในเสียงดนตรีแจ๊ซ
ชอบดู Ben 10 และรักเกม Disco Elysium

นักศึกษาสาขาประวัติศาสตร์ มอท่อ ผู้ป้วนเปี้ยนเเถวคณะวารสารกับพาณิชย์ มีผลงานหนังสือเล่มเเรกตอนอายุ 18 ปี (เพราะเบียวเกินเหตุ) ทุกวันนี้ชอบการใช้ชีวิต ทำความเข้าใจสังคม เเละเล่นกับไฟ (แบบน่ารัก)

เกมเมอร์ท้ายแถว นักคิดลืมกรอบ
และนักวิแคะกาก ๆ ที่ชอบพูดไปทั่ว
