ถ้าโลกนี้เป็นโรงละคร คุณคิดว่าตัวเองได้รับบทเป็นอะไร?

          ฉันคิดว่าตัวเองน่าจะได้รับบทเป็นตัวประกอบ จืดชืด ไร้คาแรคเตอร์ ไม่ดีแล้วก็ไม่แย่ เส้นเรื่องเรียบง่ายเดาได้ไม่ต้องคิดมาก ไร้ซึ่งการบู๊สุดมันส์ โศกเศร้าสุดขีด ดี๊ด๊าหลุดโลก ชวนจิ้นจิกหมอน ตลกนิดนึง น่าเบื่อมากกว่า ชนิดที่ว่าถ้าไม่มีใครหลงเข้ามาดูเพราะกดผิดช่อง เรทติ้งคงเป็นศูนย์ 

          อาจจะมีผู้อ่านบางคนที่สงสัยว่าเราก็เป็นตัวเอกในชีวิตของเรา และเป็นตัวประกอบในชีวิตของคนอื่นไม่ใช่เรอะ?

          ใช่เลย แต่ประเด็นคือฉันไม่อยากเป็นนี่สิ เพราะบทบาทของตัวเอกมีสิ่งที่ต้องแลกยังไงล่ะ! 

          ลองคิดตามดูนะว่าการเป็นตัวเอกนั้นจะต้องมีเรื่องราวที่เร้าอารมณ์ชวนติดตาม ผู้กำกับจะต้องยัดเหตุการณ์เรื่องราวในชีวิตที่เต็มไปด้วย รัก โลภ โกรธ หลง ที่พลอยทำให้จิตใจทุกข์ สุขมาเป็นแรงขับเคลื่อนในการพัฒนาตัวละครเพื่อให้เส้นเรื่องน่าติดตาม ในขณะที่ตัวประกอบนั้นไม่จำเป็นต้องมีเหตุการณ์เร้าใจหรืออะไรใดๆ ที่ส่งผลต่ออารมณ์ความรู้สึกอย่างแรงกล้า เรียกได้ว่าบทบาทตัวประกอบที่ได้รับมอบหมายนั้นจะทำให้มีชีวิตและจิตใจที่สงบเรียบง่ายไร้น้ำตากว่าพวกตัวเอกอย่างแน่นอน

          ตลอดชีวิตที่ผ่านมาฉันเลยพยายามคงเส้นเรื่องอันเรียบง่ายของตัวประกอบให้ได้มากที่สุด ด้วยการพยายามหลีกเลี่ยงความทุกข์ โดยฉันแยกเหตุแห่งความทุกข์ของฉันออกเป็น 2 แบบ หนึ่งคือสิ่งที่ฉันควบคุมได้ หรือก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นจากตัวของฉัน เช่น การปฏิบัติตัว การตัดสินใจ และสอง สิ่งที่ฉันควบคุมไม่ได้ คือคนอื่นๆ หรือสภาพแวดล้อม

          สิ่งที่ทำได้คงเป็นการควบคุมสิ่งที่เกิดขึ้นจากตัวฉันเองให้ดีที่สุด มันเป็นความโชคดีที่ฉันสามารถเข้าถึงโอกาสต่างๆ ในชีวิตได้อย่างไม่ติดขัดนัก ทุกอย่างเลยสามารถคิดและลงมือทำด้วยตรรกะง่ายๆ เช่น ถ้าไม่อยากสอบตกก็อ่านหนังสือ ถ้าอยากได้อะไรก็พยายาม ถ้าอยากคบคนแบบไหนในชีวิตก็มองคนให้ออก ถ้าอยากอยู่สังคมแบบไหนก็เอาตัวเองไปอยู่จุดนั้น ถ้าเสียใจกับผลลัพธ์ที่ไม่ได้ดั่งใจก็แค่ต้องพยายามให้มากขึ้นจนกว่าจะพอใจ

          ส่วนสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ก็แค่ปล่อยมันไป เพราะเราทำดีที่สุดแล้ว

          ซะที่ไหน! นั่นคือสิ่งที่ฉันพยายามคิด แต่ชีวิตไม่ได้ง่ายอย่างที่ฝัน รู้ทั้งรู้อยู่แก่ใจแต่ก็ยังทุกข์ระทมกับตัวเองอยู่ดี เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้มาจากไฟล์บัญชีหนังหมา ‘ความทุกข์_มกราคม_ 2026.Pdf’ เรียกได้ว่าเป็นเหตุการณ์ในชีวิตที่ทำให้ฉันเสียศูนย์ตั้งแต่เริ่มปีใหม่กันเลยทีเดียว
.
โลกคือละคร

          หลังจากฝึกฝนในระบบการศึกษาไทยมาชั่วชีวิต บัดนี้ถึงเวลาอันเหมาะสมที่ฉันจะต้องลงสนามรับใช้ทุนนิยมอย่างจริงจัง โดยมีใบปริญญาตรีจากคณะและสาขาที่ทุนนิยมไม่ค่อยจะให้ราคาเป็นใบเบิกทางเข้าตลาดแรงงานในยุคสมัยที่เอไอเข้ามาแทนที่ แถมด้วยเศรษฐกิจที่ย่ำแย่จนคนทั้งเมืองต้องรัดเข็มขัด

          ทางเลือกในชีวิตจึงมีสามข้อ หนึ่ง ทำงานที่ชอบแต่สวนทางกับค่าแรง สอง ทำงานที่ไม่ชอบเพื่อทำเงินไปก่อน สาม เก่งพอที่จะทำทั้งงานที่ชอบและเงินให้ได้

          แรกเริ่มสมัครงานฉันลงสนามด้วยความสง่า เก่งกล้า ทำพอร์ต สัมภาษณ์งาน วางตัวเองบนสายพานวนไปวนมาให้นายจ้างเลือกสรร ที่แรกผ่านไป ที่สอง ที่สาม สี่ห้าหกผ่านไป ยิ่งถูกปฏิเสธจากบริษัทหลายๆ ที่มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเข้าใกล้ความจริงมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าตัวเรานั้นยังเก่งไม่พอ

          ความมั่นใจเริ่มถดถอย การจะกอบกู้ความมั่นใจนั้นซับซ้อนกว่าที่เคยเป็นมา มันมากไปกว่าความพยายามที่จะทำให้ถึงจุดหมาย มากไปกว่าผลสำเร็จที่มีเกณฑ์วัดผลเป็นระบบการศึกษาของประเทศไทย มากไปกว่าเรื่องของความสามารถที่สั่งสมมา แต่เป็นเรื่องของความเหมาะสมที่มีปัจจัยสิบล้านอย่าง เช่น คนที่สมัครตำแหน่งเดียวกันกับเรา ดวงสมพงศ์ เส้นสาย คนรู้จัก ความถูกชะตา โครงสร้างบริษัท อะไรต่อมิอะไรที่หาคำตอบไม่ได้ไปเสียหมด

          สิ่งที่พอจะทำได้ในตอนนี้คงจะเป็นข้อแรก คือการทำงานที่ชอบด้วยภาระงานที่แสนสาหัส แต่สวนทางกับค่าแรงที่ไม่แม้แต่จะพอประทังชีพในกรุงเทพฯ จำนวนงานและเงินในบัญชีทำให้อดข้องใจในตัวเองไม่ได้ว่าเราประเมินความสามารถตัวเองผิดไปหรือเปล่า ถึงต้องผิดหวังกับค่าตอบแทนที่ได้รับ เพราะสำหรับฉันแล้วเงินเดือนไม่ใช่แค่สิ่งที่จะทำให้มีชีวิตอยู่รอด แต่มันหมายถึงค่าตอบแทนจากการให้ใจ ลงทุนลงแรงตั้งแต่เช้าจรดเย็นไปกับสิ่งที่ได้รับมอบหมาย นี่คือการเอาเปรียบจากความฝันอยู่หรือเปล่า นี่คือผลตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อจากการตั้งใจใช้ชีวิตอย่างงั้นเหรอ

          งานก็ส่วนหนึ่ง สังคมก็ส่วนหนึ่ง แม้ว่าจะพยายาม แต่ก็ไม่มีอะไรรับประกันได้ว่าเราจะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมนั้นๆ ความรู้สึกของการเป็นคนนอกจึงพัดพาเข้ามาให้หนาวใจอยู่หลายครั้ง จนอดสงสัยไม่ได้อยู่หลายคราว่าทำไมถึงไม่สามารถเข้ากับคนในที่ทำงานได้

          ไม่รู้ว่าต้องทำยังไงเป็นแบบไหนถึงจะดีพอให้เขาเห็น ไม่มีครูหรือตำราไหนที่จะบอกได้ว่าต้องใช้ชีวิตยังไง เป็นคนยังไง เอาตัวเองไปไว้ที่ไหนถึงจะดีพอกับอะไร ทั้งๆ ที่ตลอดทั้งชีวิตฉันไม่เคยต้องดีพอเพื่อที่จะได้เป็นส่วนหนึ่งของที่ไหน แต่โลกของการทำงานกลับทำให้ฉันรู้สึกว่าตัวเองโคตรห่วยตลอดเวลา

          ห่วยเพราะโดนปฏิเสธ ห่วยเพราะไม่เก่ง ห่วยเพราะเข้ากับคนอื่นไม่ได้ ห่วยเพราะความเป็นตัวเองเริ่มจะจางหายไปเพราะต้องปรับตัวให้เข้ากับระบบ ห่วยเพราะไม่ได้มีคุณค่าหรือความสำคัญอะไร เพราะถึงหายไปก็มีคนเข้ามาทำงานแทนที่ได้ตลอดเวลา และถึงแม้จะพยายามเป็นคนที่ดีขึ้นหรือเลิกห่วยขนาดไหนก็ยังไม่ดีพออยู่ดี

          คุณค่าในตัวเริ่มสั่นคลอน ตัวละครเริ่มมีน้ำตา เส้นเรื่องเริ่มดราม่า ตราบใดที่ยังอยู่บนโลกใบนี้ ณ โรงละครแห่งนี้ความทุกข์ก็จะมาถึงตัวฉันอยู่ดี เหมือนกับที่อาร์เทอร์ โชเพนเฮาเออร์ (Arthur Schopenhauer) นักปรัชญาเยอรมัน เคยกล่าวไว้ว่า “โลกคือโรงละครแห่งความทุกข์”

          เกิดมาก็ร้องไห้  น้ำตาไหลเพราะเสียใจ เจ็บไข้เพราะสังขาร พลัดพรากจากคนที่รักเพราะความตาย ไม่ว่าเราจะหลีกเลี่ยงความทุกข์ด้วยการทำตัวเองให้ดีพร้อมอย่างไร สุดท้ายความทุกข์ก็คือความทุกข์ มันไม่ได้เกี่ยวกับคุณค่า ความดีงามหรืออะไรก็ตามในตัวเรา ใครจะเป็นตัวเอก ตัวประกอบ ตัวอะไรก็แล้วแต่ สุดท้ายแล้วเราต่างต้องเป็นทุกข์อยู่ดี
.
สุขทุกข์อย่างเคยรับแล้วเป็นเช่นกัน

          ความทุกข์เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยที่เราไม่รู้ตัว ปรากฏขึ้นอย่างไม่คาดคิดแล้วก็หายวับไปกับตา และช่วงเวลาที่ความทุกข์หายไปนั้น จะทำให้เรารู้สึกถึงความสุข และภาวะนี้ล้วน เกิด ดับ มีอยู่ หมดไป วนไปวนมาอย่างไม่แน่นอนและไม่มีที่สิ้นสุด

          ในฐานะมนุษย์ที่ไม่สำเร็จทางโลก และยังไม่เข้าทางธรรมเพื่อที่จะได้หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด สิ่งที่ทำได้คงมีแต่ต้องรู้สึกต่อไป เมื่อมันมาถึงตัวก็ขอให้เสียใจเท่าที่พอควร โศกเศร้าเท่าที่จำเป็น ไม่ต้องโทษตัวเองให้สูญเสียความมั่นใจจนกัดกินคุณค่าและตัวตน ไม่ต้องเอาคุณค่าตัวเองไปผูกกับอะไร เพราะงานของเราคือการใช้ชีวิต ไม่ต้องเสียใจที่ไม่รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคมเพราะเราทุกคนต่างก็เป็นคนนอกกันทั้งนั้น ไม่ต้องผิดหวังกับตัวเองที่รู้สึกทุกข์เพราะไม่ว่าอย่างไรเราก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงมันได้ สิ่งที่ทำได้มีเพียงแค่พยายามอย่าไปยึดมั่นถือมั่นไปกับความรู้สึกที่เกิดขึ้น
.
ปล่อยไปตามบุญและกรรมบันดาล

          ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร จะมีบทบาทอะไร จะดีจะแย่ขนาดไหน คุณก็ไม่มีทางที่จะปฏิเสธเส้นเรื่องโศกเศร้าน้ำเน่านี้ได้ มันเป็นสวัสดิการถ้วนหน้าสำหรับมนุษย์ที่เกิดมาบนโลกใบนี้ เพราะที่นี่คือโรงละครแห่งความทุกข์ แต่ไม่ว่าอย่างไรผู้กำกับก็ต้องเปลี่ยนฉาก บทบาทในชีวิตของเราย่อมต้องเปลี่ยนไป เช่นเดียวกับความทุกข์ที่ผ่านมา แล้วสักวันมันจะผ่านไป

Writer & Graphic Designer

ศิรประภา จารุจิตร

Born to slay, forced to work 🤡

Discover more from Awake1525

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading