“แกะตัวที่ 1, แกะตัวที่ 2, แกะตัวที่ 3, ……… แกะตัวที่ 98, แกะตัวที่ 99, แกะตัวที่ 100”
แกะ 100 ตัว ยืนอัดกันแน่นอยู่ในห้วงความคิดของผู้เขียน แต่ก็ไม่ช่วยให้เข้าใกล้ห้วงนิทราเลยสักนิด
ตอนเด็กๆ เวลาที่นอนไม่หลับ แม่จะบอกให้ลอง ‘นับแกะ’ ดู วิธีคือเราจะค่อยๆ นับจำนวนแกะไปเรื่อยๆ จนกว่าจะครบ 100 ตัว มันเป็นวิธีที่ได้ผลดีในช่วงแรก เมื่อนับไปได้สัก 50-60 ตัว ภาพก็จะเริ่มตัด และ ‘จอดับ’ ไปโดยไม่รู้ตัว แต่พอใช้วิธีนี้ไปนานเข้าเหมือนสมองเริ่มมีภูมิต้านทาน วิชานับแกะของแม่จึงไม่ได้ผลอีกต่อไป
ในช่วงมัธยม อาการนอนไม่หลับมักเป็นเพราะตื่นเต้นกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ เช่น พรุ่งนี้มีสอบ หรือพรุ่งนี้จะไปทัศนศึกษา จำได้ว่าคืนก่อนวันที่ต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัย ผู้เขียนนอนไปแค่ 2-3 ชั่วโมง เพราะตื่นเต้นกับการสอบครั้งใหญ่ในชีวิตจนนอนไม่หลับ
พอขึ้นมหาวิทยาลัย อาการนอนไม่หลับก็เกิดขึ้นแบบไม่แน่ไม่นอน บางครั้งเกิดโดยไม่มีสาเหตุ บางคืนนึกถึงเรื่องน่าอายในชีวิต จินตนาการถึงอนาคตข้างหน้าจนนอนไม่หลับ หรือบางคืนมันก็เกิดจากความเครียดโดยไม่รู้ตัว
แม้อาการนอนไม่หลับจะไม่ได้เกิดขึ้นทุกวัน แต่บางครั้งมันก็กระทบกับการใช้ชีวิต เช่น ตื่นสาย ไปเรียนแบบสมองเบลอ หรือไม่ก็หลับในคาบเรียน
เมื่ออาการนอนไม่หลับไม่ได้เกิดขึ้นทุกคืนจนถึงขั้นต้องพบแพทย์ และการกินยานอนหลับแบบในหนังอาจไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่เหมาะ มนุษย์นอนไม่หลับจะทำอย่างไรได้บ้าง บทความนี้จะมาแชร์ 4 วิธีหลอกสมองให้นอนหลับฉบับผู้เขียน
.
แม้ตาจะหลับ แต่สมองกลับตื่น
สิ่งแรกๆ ที่เรามักคิดเวลานอนไม่หลับคือ กังวลว่าทำไมถึงนอนไม่หลับ หรือนับว่าเหลือเวลานอนอีกกี่ชั่วโมง และกังวลไปถึงวันพรุ่งนี้ ซึ่งสิ่งที่กล่าวมาก็ยิ่งทำให้สมองไม่หยุดคิดและยิ่งทำให้นอนไม่หลับเข้าไปใหญ่
เมื่อการนอนนับแกะไม่ได้ผลอีกต่อไป เลยต้องหาวิธีใหม่ๆ เพื่อล่อหลอกให้สมองปิดสวิตช์ของความคิดฟุ้งซ่าน
1. ลุกขึ้นมาหาอะไรทำ
บางครั้งการฝืนนอนหลับตาทั้งๆ ที่นอนไม่หลับก็ไม่เกิดประโยชน์ วิธีหนึ่งที่ผู้เขียนเคยใช้คือฟังว่าตอนนั้นตัวเองกำลังคิดอะไรอยู่ในหัวและกังวลเรื่องอะไร เช่น กำลังสงสัยว่าซีรีส์ที่ดูค้างไว้จะเป็นอย่างไรต่อ หรืออยู่ๆ ก็คิดไอเดียงานเจ๋งๆ ได้ หรือถ้ากังวลว่างานที่ทำอยู่จะเสร็จไม่ทันเดดไลน์ ก็ให้ลุกขึ้นมาทำตอนนั้นเลย
วิธีนี้อาจต้องแลกมาด้วยชั่วโมงนอนที่เหลือน้อยมากๆ หรืออาจไม่ได้นอนเลยก็ได้ แต่น่าแปลกที่ผู้เขียนมักใช้ชีวิตในเช้าต่อไปได้เหมือนเดิม เหมือนกับว่าเราได้ทำให้ตัวเองหายกังวล ได้ตอบคำถาม คลี่คลายความสงสัยที่อยู่ในหัว และเก็บชั่วโมงนอนไปทบกับคืนถัดไป คล้ายๆ กับการแก้วิธีเจ็ตแล็ก ซึ่งบ่อยครั้งก็ช่วยเรื่องปัญหานอนไม่หลับได้ระยะหนึ่ง
ในทางกลับกัน หากฝืนนอนหลับตาต่อไปอาจคิดฟุ้งซ่านไปเรื่อยๆ จนสมองไม่ได้หยุดพัก ซึ่งนั่นอาจจะยิ่งแย่กว่าเดิม
2. ชาเลนจ์ตัวเองในความคิด
พักหลังมานี้ ผู้เขียนใช้วิธีการชาเลนจ์ตัวเอง พยายามให้สมองคิดเรื่องหนึ่งให้ออก ซึ่งเรื่องนั้นต้องนึกออกยาก เพื่อท้าทายความจำของตัวเอง
ตอนเรียนมหาวิทยาลัย ถ้าคืนไหนนอนไม่หลับ ผู้เขียนมักจะชาเลนจ์ตัวเองด้วยการนึกถึงความรู้ที่เรียนมาในวันนั้น สำหรับใครบางคน นี่อาจเป็นวิธีทบทวนบทเรียน จัดระเบียบความคิดในสมอง แต่สำหรับผู้เขียนมันคือการทำให้สมองคิดจนคิดไม่ออก บวกกับว่าเรื่องที่ชาเลนจ์นั้นก็ออกแนวน่าเบื่อหน่อยๆ ด้วย ให้ความรู้สึกคล้ายๆ กับตอนนั่งเรียนวิชาที่ไม่น่าตื่นเต้น นั่งฟังอยู่ดีๆ ก็จะคอพับสัปหงกไปเอง
หรือในช่วงนี้ที่ผู้เขียนกำลังอินกับนักกีฬาบาสเกตบอล เลยเปลี่ยนเรื่องชาเลนจ์มาเป็นการนึกชื่อนักกีฬาจากตัวอักษร A-Z ไล่ไปเรื่อยๆ ซึ่งถือว่าได้ผลดีพอสมควร เพราะผ่านคืนที่นอนไม่หลับมา 3 คืนแล้ว ก็ยังไล่ไปไม่ถึงตัว Z สักที
หากมองว่าการที่ทำให้สมองสงบจะพาเราเข้าสู่ห้วงนิทราได้ นี่อาจเป็นวิธีแบบ ‘หนามยอกเอาหนามบ่ง’ คือเรากำลังทำให้สมองที่ไม่หยุดคิดต้องคิดไม่หยุด แต่พอคิดจนเหนื่อยหรือคิดไม่ออกแล้ว เหมือนกับว่าสมองก็จะเลิกคิดและหลับไปเอง
3. อยู่กับสิ่งที่น่าเบื่อจนหลับไป
วิธีนี้เกิดขึ้นตอนที่กำลังนอนลืมตาคิดว่าจะทำยังไงให้ตัวเองหลับดี แต่ดันไปนึกถึงตอนที่นั่งเรียนในคลาสแล้วรู้สึกง่วงมากๆ จากบทเรียนที่น่าเบื่อ ไม่เร้าใจ ฟังไปฟังมาก็หลับจนได้ เลยลองเอามาปรับใช้กับการนอนไม่หลับของตัวเองดู
ตั้งแต่ต้นปี ผู้เขียนอ่านหนังสืออยู่เล่มหนึ่ง มันเป็นหนังสือที่อธิบายเกี่ยวกับศาสนาพุทธ ความไม่เที่ยงของสรรพสิ่ง แต่เหนือสิ่งอื่นใด หนังสือเล่มนี้นั้นน่าเบื่อมากในความคิดของผู้เขียน ยิ่งถ้าหยิบมาอ่านก่อนนอนก็มักจะสัปหงกไปก่อนอ่านจบหัวข้อเสียอีก ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังนั่งฟังเลคเชอร์วิชาบังคับที่เต็มไปด้วยศัพท์เฉพาะ ถ้าบทเรียนในคลาสเป็นเสมือนบทกล่อม หนังสือน่าเบื่อเล่มนี้ก็ไม่ต่างอะไรจากยานอนหลับชั้นเยี่ยม
นอกจากนี้ ผู้เขียนยังมีพอดแคสต์รายการหนึ่งซึ่งจะเอาไว้ฟังตอนที่นอนไม่หลับ พร้อมกับตั้งเวลาปิดเอาไว้ 30 นาที หลังจากนั้นก็จะนอนหลับตาฟัง แล้วบ่อยครั้งก็จะเผลอหลับไปเอง อันที่จริงมันเป็นพอดแคสต์ให้ความรู้ โดยผู้ดำเนินรายการนั้นเป็นผู้มากความรู้และประสบการณ์ แต่ปัญหาคือเขามักจะพูดทุกสิ่งที่เขารู้ ซึ่งมันจะโยงกันไปมาซับซ้อนวุ่นวายและมีศัพท์เฉพาะที่ยากจะเข้าใจ พอเริ่มจินตนาการตามสิ่งที่เขาบรรยายไม่ออก สมองก็เริ่มสั่งปิดตัวเองและหลับไปในที่สุด
เชื่อว่าบรรดาชาวนอนไม่หลับก็น่าจะมีหนังสือ ภาพยนตร์ พอดแคสต์ หรือสื่อน่าเบื่อที่เปิดทีไรก็หลับทุกที วิธีนี้จึงเป็นการใช้ประโยชน์จากความน่าเบื่อของมัน
4. ฟังอะไรที่ไม่ต้องคิด
สำหรับผู้เขียน อาการนอนไม่หลับที่หาทางแก้ยากสุดคือเวลาที่เหนื่อยและง่วงมากๆ แต่สมองกลับไม่หยุดคิดและไม่ยอมหลับสักที ราวกับว่าสมองกำลังพูดภาษาต่างดาวที่ฟังไม่ได้ศัพท์ พร้อมกับขึ้นคำบรรยายเป็นสัญลักษณ์ยึกยือที่ไร้ความหมาย วิธีก่อนหน้าที่ใช้หลอกสมองให้คิดจนหลับจึงไม่ได้ผล ในทางกลับกัน เราต้องหาวิธีหลอกให้สมองหยุดคิด
หนึ่งในวิธีที่ผู้เขียนใช้คือการฟัง ASMR เพราะไม่มีเนื้อหาให้คิดวิเคราะห์ แค่นอนฟังอย่างเดียวก็พอ แต่ด้วยความที่ไม่ค่อยถูกกับเสียงกินอาหารของเหล่าคอนเทนต์ครีเอเตอร์แนวนี้ จึงต้องหาเสียงแบบอื่นๆ มาฟัง จนได้ค้นพบช่องของคุณลุงชาวตุรกีผมสีดอกเลา เขามีเคราสั้นๆ เหมือนคุณลุงใจดี ไม่แน่ใจว่าจะเรียกเขาว่าช่างตัดผมได้หรือไม่ เพราะเขาเปิดร้านที่ทำทั้งตัดผม โกนหนวด นวดหน้า ไปจนถึงขัดตัว ลุงแกจะติดไมค์ไร้สายคุณภาพเยี่ยมไว้ที่แขนทั้งสองข้างตลอดการแปลงโฉมให้ลูกค้า ดังนั้นผู้ฟังจะได้ยินเสียงชัดแจ๋ว เสียงกรรไกรคมๆ เสียงมีดโกนหนวดที่ฟังแล้วรู้สึกสากมือ เสียงเครื่องนวดที่ชวนจักจี้ หรือเสียงน้ำจากฝักบัวที่ฟังกี่ทีก็ตาปรือ ไม่รู้ว่าคลื่นเสียง ASMR ช่องลุงแกทำอะไรกับคลื่นสมองของผู้เขียน แต่มันทำให้สมองหยุดคิดฟุ้งซ่านได้ภายในเวลาอันสั้น จนหลับไปในที่สุด
นี่ถ้าไม่ติดว่าลุงแกรับแต่ลูกค้าผู้ชายก็อยากไปลองเข้าร้านเขาสักครั้ง ตื่นมาอีกทีอาจจะหน้าตาเกลี้ยงเกลา ผมมันเงาที่สุดในตุรกี
.
การหาความสงบในสมองนั้นเป็นเรื่องยาก ในแต่ละวัน เราต่างมีเรื่องที่เก็บมาคิดทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ ซึ่งบางครั้งมันก็รบกวนความสงบในหัว และอาจส่งผลต่อการนอนหลับโดยไม่รู้ตัว
ทั้ง 4 วิธีของผู้เขียน จึงเป็นการล่อหลอกให้สมองรู้สึกง่วงและหลับไปเอง มันอาจมีคำอธิบายทางจิตวิทยาหรือหลักวิทยาศาสตร์ที่อยู่นอกเหนือความเข้าใจของผู้เขียน หากแต่ท้ายที่สุดวิธีเหล่านี้พาเราเข้าสู่ห้วงนิทราได้ ก็ถือว่าผลลัพธ์เป็นอันสำเร็จ
อย่างไรก็ตาม หากใครกำลังประสบปัญหาอาการนอนไม่หลับขั้นรุนแรง ลองกี่วิธีก็ไม่หลับสักที จนส่งผลกระทบกับชีวิตประจำวัน ก็ควรลองปรึกษาแพทย์เป็นอันดีที่สุด
ผู้เขียนเชื่อว่าเหล่ามนุษย์นอนไม่หลับน่าจะมีวิธีจัดการและหาความสงบในแบบของตัวเองกันทั้งนั้น หรือหากใครอยากลองทำตามวิธีของผู้เขียนก็ย่อมได้ แต่ไม่รับประกันว่าจะทำให้นอนหลับได้นะ
เรื่องแบบนี้ต้องใส่ดอกจันตัวเล็กๆ ไว้ว่า
*ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล
Writer & Graphic Designer

เด็กจบใหม่หมดไฟ สนใจเรื่องผู้หญิงและเรื่องไม่ป๊อป มีความสุขเวลาได้สัมภาษณ์คนเจ๋งๆ และกำลังปั้นเพจเกี่ยวกับเลสเบียนและกีฬาผู้หญิง
