หลายครั้งในการเดินทาง คือการเจอสิ่งไม่คาดคิด ให้ต้องขบคิดหาทางออก 

          จะด้วยเหตุจากภัยธรรมชาติ ภัยมนุษย์ หรือความเลินเล่อซุ่มซ่ามของตัวเอง ดูเวลาผิด ตกรถ นักบินสไตรก์ หิมะตกหนักจนเครื่องบินลงจอดไม่ได้ ของหาย ห้องพักโรงแรมไม่ตรงปก ขึ้นรถเมล์ผิดฝั่ง รถไฟไม่วิ่ง ฝนตกทั้งวัน พูดกันคนละภาษา แท็กซี่พาไปซื้อของหวังค่าคอมมิชชัน พี่มิจใส่ชุดตำรวจมาขอดูพาสปอร์ตแต่กลับฉกเงินไปต่อหน้าต่อตา ไปจนถึงเดินตกบันไดจนข้อเท้าแพลง

          แต่ในทุกสถานการณ์ เราก็ผ่านมาได้ เป็นบทเรียน เป็นประสบการณ์ เป็นเรื่องที่กลับมาเล่าได้สนุก แม้ว่าจังหวะเวลานั้นไม่สนุกเอาเสียเลย

          เอาเข้าจริง ในทุกทริปเดินทางในและต่างประเทศ เราเจอเรื่องสนุกมากมาย ที่เที่ยวดีงาม วิวสวย อาหารอร่อย กาแฟดี มิตรภาพจากคนต่างถิ่น แต่เรื่อง ‘พลาด’ มักได้เอามาเล่าก่อน เพราะตื่นเต้นกว่า เร้าใจกว่า และสิ่งไม่คาดคิด บางทีก็ดีกว่าที่คิด

          ครั้งที่อายุยี่สิบปลายๆ ถือตั๋วรถไฟเที่ยวยุโรปฤดูร้อนหลายสัปดาห์ (เครือข่ายรถไฟครอบคลุม 33 ประเทศในทวีปยุโรปที่เดินทางเชื่อมถึงกันได้หมด จึงมีบัตรโดยสารรถไฟ Eurail Pass สำหรับนักท่องเที่ยวเดินทางได้สะดวกและประหยัดกว่าการซื้อตั๋วเดี่ยว เลือกซื้อบัตรได้ตามแผนการเดินทาง ใช้ขึ้น-ลงรถไฟไปไหนก็ได้ กี่เที่ยวก็ได้ ตามวันที่กำหนดในบัตร) 

          แบกเป้หลังใบใหญ่ เป้หน้าใบเล็กอีกใบ ผ่านมาหลายประเทศจนถึงสวีเดน เที่ยวเล่นเมืองสตอกโฮล์มอยู่สามสี่วัน แล้วก็ไปซื้อตั๋วล่วงหน้าเรือเฟอร์รี่ที่ใช้บัตรยูเรลลดราคาได้ แผนคือนั่งเรือล่องทะเลบอลติกข้ามคืนไปรุ่งเช้าที่เฮลซิงกิ เมืองหลวงประเทศฟินแลนด์

          ถึงจะดูเวลาเรือออกหลายครั้ง เผื่อเวลาเป็นชั่วโมงไปถึงท่าเรือ แต่ว่า…อาคารผู้โดยสารเรือเงียบเหงาเมื่อเราไปถึง หยิบตั๋วออกมาดู ขยี้ตาแล้วก็พบว่า เวลาเรือออก 20.10 น. แต่เวลาที่จำไว้คือ 22.00 น. ตบหัวตัวเองแล้วรีบวิ่งขึ้นรถเมล์กลับเข้าเมืองไปจอดป้ายสถานีรถไฟสตอกโฮล์ม ที่พักที่เช็กเอาต์มาแล้วไม่มีห้องว่าง มีตั๋วรถไฟอยู่ ขบวนไหนขึ้นเหนือรีบกระโดดขึ้น ไปนอนในรถไฟแล้วกัน จ่ายค่าธรรมเนียมขบวนกลางคืนเพิ่มหน่อย

          ลองนึกภาพแผนที่ประเทศสวีเดนที่วางตัวแนวยาวลงมาคู่ขนานกับแนวประเทศฟินแลนด์โดยมีทะเลบอลติกคั่นกลาง ทั้งเมืองสตอกโฮล์มและเฮลซิงกิอยู่ทางใต้ของประเทศแทบจะแนวเส้นละติจูดเดียวกัน จากที่จะเดินทางแนวนอนคือนั่งเรือข้ามทะเลไป เราต้องหันมาใช้เส้นทางแนวตั้ง ให้รถไฟพาขึ้นเหนือสวีเดนแล้วข้ามพรมแดนฟินแลนด์อ้อมลงใต้ถึงเฮลซิงกิ ขอคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ตรวจตั๋วรถไฟและผู้โดยสารคนสวีเดนที่นั่งใกล้ๆ ได้ความว่าให้เราลงสถานีเมืองลูเล-อะ (Lulea) แล้วต่อรถเมล์ไปสถานีรถไฟเคมิ (Kemi) เมืองชายแดนฟินแลนด์ ฟังดูง่าย แต่พอถึงเวลาต่อรถจริงๆ ต้องนั่งรถเมล์หลายต่อให้ต้องส่งเสียงถามคนขับรถเมล์หลายคน

          เบาะนั่งที่ปรับเอนนอนได้แบนราบเป็นเตียงภายในตู้รถไฟ ช่วยคลายความเหนื่อยล้า และทำให้เราตาตื่นตื่นตากับดินแดนพระอาทิตย์เที่ยงคืนที่ในหน้าร้อนของยุโรปเหนือ ดวงอาทิตย์แทบไม่ตกดิน มองเห็นแสงอาทิตย์ได้ทั้งวันทั้งคืน เมื่อนอนมองไปนอกหน้าต่าง เวลาเที่ยงคืนแล้ว ท้องฟ้ายังมีแสงรำไร ขยับตัวอีกทีเมื่อตีสาม ท้องฟ้าเป็นสีฟ้าเจือเมฆส้มๆ แดงๆ เป็นภาพเคลื่อนไหวไปตามรางรถไฟที่มอบช่วงเวลาดูพระอาทิตย์สวยสุดๆ ครั้งหนึ่งในชีวิต

          ความสนุกของการถือบัตรรถไฟใบเดียวไปไหนก็ได้ คืออิสระที่เราปรับแผนเดินทางได้ตลอดเวลา ไหนๆ เข้าประเทศฟินแลนด์มาแล้ว จะมุ่งลงใต้ไปเมืองหลวงที่ยังไงก็ต้องไปอยู่ดี แวะเที่ยวเมืองรายทางไปด้วยสิ จิ้มแผนที่ตามตารางรถไฟอำนวยไปจอดป้ายเมืองริมทะเลสาบ Lappeenranta อย่าลืมว่าฟินแลนด์ได้ชื่อว่าดินแดนหมื่นพันทะเลสาบเพราะมีทะเลสาบใหญ่น้อยตั้งเกือบ 200,000 แห่ง วิถีชีวิตชาวฟินแลนด์ยังผูกพันกับสายน้ำ หน้าร้อนต้องไปเช่ากระท่อมไม้ริมทะเลสาบสักแห่ง ซาวน่า เล่นน้ำ พายเรือ เดินป่า เก็บลูกเบอร์รี่ ตั้งวงบาร์บีคิว

          แต่แล้ว………เมื่อมาถึงป้ายรถเมล์หน้าสถานีรถไฟเมืองแลปเปนแรนต้าที่เราใช้เวลาไปกับการสอบถามเจ้าพนักงานถึงแคมปิ้งไซต์ใกล้ทะเลสาบอยู่นาน (ตอนนั้นอินเตอร์เน็ตยังไม่แพร่หลาย การเดินทางคืออัตโนมือ ใช้แผนที่กระดาษ และปากถามคนนั้นคนนี้) รถเมล์ที่มีวันละไม่กี่รอบเพิ่งออก รอบต่อไปคืออีกสองชั่วโมง!

          สมองหมุนอีกแล้ว เดินสิ เดิน 3 กิโลเมตรจากสถานีรถไฟไปที่ตั้งแคมป์ไม่เท่าไหร่หรอก แต่เป้หลังเป้หน้าที่ยิ่งเดินยิ่งหนักก็ทำแทบทรุดเมื่อเดินมาถึงแคมป์ไซต์ แถมยังต้องรอเวลาเช็คอินอีกสองชั่วโมงถึงเข้าห้องพักในกระท่อมไม้ริมทะเลสาบได้

          แต่การเดินทางมาราธอนข้ามวันข้ามคืนของเราจบลงทันทีที่เห็นภาพทะเลสาบเบื้องหน้า คือความสวยสงบที่มีเสียงความสนุกของคนกระโดดน้ำลงทะเลสาบที่ให้ความสดชื่นหลังจากอบซาวน่ามาร้อนๆ จากห้องซาวน่าของแคมป์ไซต์

          เราหยิบของกินง่ายๆ ขนมปัง ผลไม้ สลัด ขนม เครื่องดื่มเย็น ที่ซื้อจากซูเปอร์มาร์เก็ตระหว่างทาง ออกมาตั้งวงปิกนิกบนโต๊ะไม้ริมทะเลสาบ ปล่อยเวลาให้ผ่านไปยาวนานกับการฟังเสียงน้ำในทะเลสาบกระทบเบาๆ เสียงใบไม้สวบสาบกิ่งไม้สนหักตามย่างก้าวคนเดิน เสียงแห่งความเงียบของธรรมชาติที่ฮีลใจเราจากความเหนื่อยล้า และนั่งมองแสงอาทิตย์กระจายทั่วท้องฟ้าสีน้ำเงินเข้มสะท้อนระลอกน้ำในทะเลสาบช่วงเย็นย่ำไปจนดึกดื่น เป็นภาพความสุขสงบที่ติดตาตรึงใจเสมอมา

          แม้การมาถึงกระท่อมไม้ริมทะเลสาบที่ไม่จำเป็นต้องรู้จักชื่อแห่งนี้ จะเกิดขึ้นเพราะ ‘พลาด’ เวลาเรือออกจนต้องเดินทางระหกระเหิน แต่บรรยากาศความสวยสงบนิ่งที่ได้รับกลับเป็นประสบการณ์หนึ่งที่ก่อตัวให้เรารับรู้ถึงการเอาชนะอุปสรรคที่ไม่ว่าอย่างไรก็จะผ่านพ้นไปได้ ด้วยสติ ความหวัง การคิดบวก และการได้รู้จักตัวเองผ่านการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าอย่างไม่โวยวาย โทษนั่นนี่ แต่มองหาทางเลือกที่มีให้เข้ากับสถานการณ์และวิถีความชอบของเรา ซึ่งคงเป็นความสงบนิ่งที่สุดแล้ว

          จนถึงทุกวันนี้ ในการเดินทางแต่ละทริป การใช้ชีวิตในแต่ละวัน หรือการนั่งดูพระอาทิตย์ตกที่ไหนสักแห่ง ภาพที่เรานอนมองแสงรำไรเที่ยงคืนนอกหน้าต่างรถไฟสวีเดน กับภาพพระอาทิตย์ในทะเลสาบเที่ยงคืนที่เราแลกมาด้วยการนั่งรถไฟต่อรถเมล์แบกเป้เดินเท้ารวมแล้วหลายร้อยกิโลเมตร มักแฟลชแบ็กขึ้นมาดุจไฟกะพริบในความทรงจำที่หล่อหลอมให้เราสงบนิ่งอยู่ได้อย่างดี

          จะพลาดพลั้งอย่างไร ก็มีทางออกเสมอ

          และสิ่งไม่คาดคิด บางทีก็ดีกว่าที่คิด

Writer

ปิยะลักษณ์ นาคะโยธิน

นักเขียนอิสระเรื่องท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์


Graphic Designer

ดลพร สุขวิทย์

นักศึกษาภาพยนตร์ที่วาดภาพประกอบได้นิดหน่อย ชอบอ่านหนังสือ ดริปกาแฟ รีวิวกูเกิ้ล
และมีความสุขกับการตระเวนกินดื่มตามรอยร้านอร่อยในตำนาน

Discover more from Awake1525

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading