กลัว
เมื่ออันตรายเข้าใกล้ ไม่ว่าสัตว์ตัวไหนก็ย่อมวิ่งกระเจิงเอาชีวิตตัวเองเป็นหลัก
แม้แต่พืชผักก็ยังหาทางปรับตัว ให้เผ่าพันธุ์อยู่รอดต่อไปในอนาคต
ทุกชีวิตในโลกมีสัญชาตญาณการเอาตัวรอดเป็นของตัวเอง………มนุษย์ก็เช่นกัน
แม้จะไม่ได้อยู่ท่ามกลางอันตรายในป่าแบบสัตว์น้อยใหญ่ หรือไม่ต้องไปเผชิญกับภาวะวิกฤติเสี่ยงจะสูญพันธุ์แบบพืชอื่นใดในโลก แต่มนุษย์ก็ยังคงมีสัญชาตญาณการเอาตัวรอดติดตัวมาตั้งแต่ยุคที่ยังใช้หอกหินล่าหาอาหาร
ความกลัว คือสิ่งที่เกิดขึ้นในมนุษย์ยามต้องพบเจอกับสิ่งที่ตัวเองไม่รู้ ไม่คุ้นเคย ไม่เข้าใจ เพื่อเตือนให้หนีจากสิ่งที่คิดว่าเป็นอันตราย
ในอดีตก็คงจะเป็นการกลัวสัตว์ร้าย ปรากฏการณ์มากมายที่หาคำตอบในตอนนั้นไม่ได้ หรือพื้นที่กว้างใหญ่ภายใต้มหาสมุทรกว้างและภายนอกฟากฟ้าที่ไม่มีใครล่วงรู้
แต่ถึงแม้ในตอนนี้ ที่ดูเหมือนว่าทุกอย่างเริ่มจะมีคำตอบให้แล้ว ความกลัวของมนุษย์ก็ไม่เคยหายไปไหน เรายังกลัวความสูง กลัวของมีคม กลัวหมาแมว หรือสัตว์เลื้อยคลาน ฯลฯ
เมื่อต้องเผชิญกับทุกอย่างที่คิดว่าอันตราย ความกลัวจะออกมาเป็นโล่กำบัง แล้วส่งสัญญาณให้เราที่อยู่ข้างหลังถอยห่างออกไป
ทั้งที่ออกจะดูอบอุ่นเหมือนพระเอกละครแอคชั่นบู๊บุ๋นขนาดนี้………
ทำไมใครหลายคนถึงชอบย้ำเตือนให้เราเอาชนะ ‘ความกลัว’ นะ
ผม………หนึ่งคนที่มีความกลัวอยู่ในใจมากมายก็ไม่เข้าใจเหมือนกันครับ
ตลอดการใช้ชีวิต ผมมักโดนผู้คนรอบตัวชี้นิ้วบอกให้ก้าวไปข้างหน้า ให้ยืดอกกล้าๆ สู้กับความกลัวแบบลูกผู้ชายบ้าง
“ไม่งั้นชีวิตมันก็ไม่ไปไหนสักทีน่ะสิ”
“แค่นี้ยังกลัวแล้วจะไปทำอะไรกิน”
คำพูดแบบนี้ผมได้ยินจนชินชา ไม่เข้าใจเลยจริงๆ ครับ ทั้งที่เขาปกป้องเรามาตลอดขนาดนี้ ทำไมต้องผลักไสให้หายไปด้วย พวกเราอยู่ด้วยกันอย่างสันติไม่ได้เหรอ หรือมันจะทำให้ผมไม่โต ไม่ก้าวไปข้างหน้าจริง
แต่เอาเข้าจริงก็อยู่มาได้ตั้งยี่สิบกว่าปีแล้ว ทั้งๆ ที่โอบอุ้มความกลัวเอาไว้แบบนี้
ก็ไม่เห็นเป็นไรนี่ครับ กลับกัน สิ่งที่ทำให้ผมก้าวไปข้างหน้าไม่ได้ หรือจำต้องก้าวไปอย่างไร้ความสุข อาจจะไม่ใช่ความกลัวก็ได้
.
เพราะผมกลัวในสิ่งที่ไม่มีใครเข้าใจ
ความกลัวที่แปลกที่สุดที่เคยได้ยินมาของทุกคนคืออะไรครับ
กลัวความรัก กลัวเชื้อโรค กลัวการอยู่คนเดียว
อะไรแบบนี้คงจะเคยได้ยินมาบ้าง แล้วก็มีคนที่ทรมานกับมันอยู่จริงๆ แต่ในบรรดาสิ่งที่ผมกลัวอยู่หนึ่งอย่างที่แปลกไม่แพ้กัน แม้ว่าอาจจะไม่ได้แปลกอลังการ แต่ตั้งแต่เกิดมา ทุกครั้งที่คนรู้เรื่องความกลัวนี้ของผม น้อยคนมากๆ ครับที่จะเข้าใจมัน แถมอาจจะอึ้งหรือไม่ก็ขำนิดหน่อยด้วยซ้ำไป
เพราะผมกลัวผลไม้
จริงๆ ก็ไม่ค่อยโอเคเท่าไหร่ที่ใช้คำว่ากลัว เป็นความรู้สึกขยะแขยงที่มีอยู่ในทุกเซลล์ประสาทของผมมากกว่า อย่าถามถึงการเอามันเข้าไปในปาก แค่มองเห็น ได้กลิ่น หรือรับรู้การมีอยู่ของมันก็ทำผมไม่มีความสุขในการใช้ชีวิตวันนั้นแล้วครับ หลายครั้งที่อยากจะซื้อของกิน ถ้าแผงร้านตั้งอยู่ข้างร้านผลไม้ ผมก็เลือกที่จะเดินหนีไปเลย
ถามว่าใช้ชีวิตยากไหม พูดตามตรงครับว่ายาก ยากมาตลอด
เพราะเป็นสิ่งที่ต้องเจอทุกวัน และไม่มีใครเข้าใจมันเลย หลายครั้งก็ถูกหัวเราะเยาะใส่ ทั้งที่สิ่งนี้คือความทรมานที่ผมต้องทนมาตลอดยี่สิบกว่าปี
“กลัวอะไร มันกัดไม่ได้ มันทำร้ายเราไม่ได้”
ผมได้ยินจนชาหู ไหนจะที่แซวว่าเป็นลูกคุณหนูไม่กล้าแตะผลไม้อะไรเทือกนั้น
เคยรู้สึกเกลียดตัวเองเหมือนกันครับที่เป็นแบบนี้ ทำไม่ถึงไม่เหมือนคนอื่น ทำไมทำเรื่องง่ายให้มันยาก ทำไมถึงต้องอดทนกับอะไรน่าสมเพชแบบนี้ เรียกว่าผมเคยใช้ชีวิตแบบที่ไม่ชอบตัวเองอยู่พักหนึ่งเลย ทรมาน ร้องไห้ กับแค่เรื่องอะไรแบบนี้นี่แหละ
หลายครั้งที่จะพยายามเอาชนะอย่างที่คนอื่นบอก สุดท้ายก็มีแต่จะแย่ลง
ลองกินทีละนิด
ลองให้มันอยู่ในชีวิตประจำวัน
ลองกลั้นใจเอาเข้าปากดู แล้วจะรู้ว่าอร่อย เขาว่ามาอย่างนั้นครับ
ก็คงใช่สำหรับเขาล่ะ แต่มันไม่สำหรับผมนี่
ผมกลายเป็นคนเสียมารยาททุกครั้งที่ลุกหนีคนร่วมโต๊ะ ผมกลายเป็นคนเรื่องมากที่ไม่สามารถกินอะไรร่วมกับใครได้เลย กระทั่งในหลายๆ ครั้งที่ทุกคนจะต้องมาใส่ใจผมอีก ถึงจะดีใจ แต่ก็รู้สึกว่าตัวเองเป็นภาระอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน
เหนื่อยจัง ทำไมเราต้องเป็นแบบนี้ด้วยนะ
ไม่ชอบเลยที่ตัวเอง………กลัว
.
บาดแผลจากความกลัว?
ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ที่ผมบอกว่าใช้ชีวิตยากเพราะความกลัวของตัวเองไม่ใช่เรื่องล้อเล่นเลย
ไม่ใช่จากแค่การถูกคนรอบข้างตั้งคำถามด้วยความสงสัยซ้ำไปซ้ำมา
แต่การถูกกดทับจากสังคมที่มองว่าเราเรื่องมาก อ่อนแอ และไม่ยอมโตต่างหาก………ที่ทำร้ายผมมาจนทุกวันนี้
ผมเคยถูกเพื่อนร่วมห้องรุมกลั่นแกล้งเพราะตัวตนที่ผมเป็นอยู่ ถูกรังแกตลอดช่วงเวลาในโรงเรียนสมัยชั้นประถม แถมยังไม่มีใครคิดเข้าข้างผม ทั้งเพื่อน ครู หรือพ่อแม่ของตัวเอง
เริ่มจากการที่ต้องนั่งทานข้าวร่วมโต๊ะกับทุกคนในช่วงพักกลางวัน และวิตามินก็เป็นสารอาหารที่เด็กวัยเราในตอนนั้นต้องได้รับอย่างเพียงพอ ผลไม้จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องมีประดับถาดอาหารตลอด ผมซึ่งเรียนโรงเรียนในเครือกรุงเทพฯ เมนูที่ว่าเลยถูกจำกัดให้ทั้งโรงเรียนได้รับเหมือนกัน
ในทุกวันที่คนอื่นกินข้าวของตัวเองอย่างปกติ ผมคือหนึ่งคนที่ภาวนาทุกวันให้เวลานั้นมันผ่านไปเร็วๆ
“เมื่อไหร่จะจบ เมื่อไหร่จะกินข้าวเสร็จ เมื่อไหร่ครูจะออกไป เมื่อไหร่ครูจะเผลอ วันไหนครูจะไม่ตรวจถาด”
เพราะอย่างที่บอก ผมกินมันไม่ได้ครับ สิ่งที่ทุกคนกินอย่างเอร็ดอร่อย…ผลไม้พวกนั้น
ในช่วงแรกๆ ที่ทุกคนเริ่มรู้ ผมกลายเป็นแกะดำ แปลกประหลาด ไอ้หมอนี่มันเป็นอะไร ทำไมกินของแค่นี้ไม่ได้ เพื่อนๆ เริ่มสงสัย เข้ามาถามบ้าง แซวบ้าง
ใจหวั่นนิดหน่อย แต่ผมก็ไม่ได้คิดอะไรมากเท่าไหร่ เพราะเข้าใจดีครับว่าตัวเองแปลก แล้วก็ภาวนาให้ทุกพักกลางวันมันผ่านไปไวๆ เหมือนเดิมอย่างเคย
จนกระทั่งถึงวันที่คนที่รู้เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เพื่อน แต่เป็นคนที่เรียกตัวเองว่า ‘ครู’ ครับ
วันนั้นผมทรมานกับอาหารกลางวันเหมือนเคย แถมยังมีสิ่งที่ผมเกลียดที่สุดอย่างการตรวจถาดอาหารจากอาจารย์ ที่จะมาดูว่านักเรียนกินข้าวหมดไหม มีอะไรเหลือในถาดหรือเปล่าอยู่ด้วย
ผมที่กำลังจะเอาอาหารไปเททิ้งก็โดนครูคนหนึ่งห้ามเอาไว้ แล้วสั่งให้ผมยืนแล้วกินทุกอย่างให้หมด รวมถึงแตงโมที่อยู่ตรงหน้า ไม่อย่างนั้นจะไม่ปล่อยให้ผมไปพักแบบเพื่อนๆ ซึ่งใครๆ ก็คงจะเคยเจอเหมือนกันถ้าเคยเรียนในโรงเรียนที่มีอาหารกลางวันฟรี
แต่สำหรับผมคนนี้ มันคงต่างไปนิดหน่อย
ผมทำอะไรไม่ถูกเพราะปกติก็รอดมาได้ตลอด ได้แต่ยืนนิ่งมองคนอื่นเดินผ่านไปเรื่อยๆ
จำได้ว่ายืนอยู่นาน บวกที่การต้องต่อสู้กับสายตาที่คนอื่นจ้องมองมาด้วยก็ทำให้โลกตอนนั้นหมุนช้าลงไปอีก ผมที่เพิ่งจะผ่านอนุบาลมาหมาดๆ รับมือโลกก็ยังไม่ค่อยเป็น เลยไม่พูดไม่จา ปล่อยให้น้ำตาตัวเองไหลออกไป
คุณครูตกใจครับ จำได้เลย แล้วก็มีเพื่อนเข้ามาบอกให้ว่าผมกินแตงโมไม่ได้
แทนที่จะเข้าใจ แต่ไม่ครับ เธอบังคับผมหนักกว่าเดิม ยื่นมันมาตรงหน้า บอกให้อ้าปาก เคี้ยวๆ แล้วกลืนมันลงไป อย่าทำให้เรื่องง่ายกลายเป็นเรื่องยาก ผมร้องไห้อยู่อย่างนั้นจนคนอื่นเริ่มเข้ามาสนใจ และครูคนนั้นก็ยังไม่ยอมปล่อยผมไปสักที จนไม่รู้ว่ารำคาญหรืออะไร ผมถึงรอดไปได้อีกวัน เป็นความทรงจำที่ถึงตายผมก็คงลืมมันไปไม่ได้แน่นอน
แต่พอได้ย้อนกลับไปคิด นี่มัน Child Abuse รึเปล่าวะครับนั่น น่าโมโหเนอะ
และแน่นอนว่าคงไม่ได้จบแค่นั้น เพราะนี่คือจุดเริ่มต้นของฝันร้ายที่เด็กตัวเล็กๆ คนหนึ่งต้องเจออยู่นานหลายปี การรุมรังแกที่ผมบอกไปก่อนหน้าก็เป็นเพราะเหตุการณ์นี้นี่แหละครับที่เป็นตัวจุดชนวน
ผมโดนครูโดนตั้งฉายาให้ แซวใส่ว่าผมกลัวแตงโม ร้องไห้ ขี้แง บลาๆ
ครูอาจารย์ คนที่จำเป็นต้องเป็นแบบอย่างให้กับลูกศิษย์ เป็นเหมือนผู้นำความคิดขนาดใหญ่ พอทำแบบนี้ก็เหมือนเปิดประตูนรกให้กับคนอื่นเลยละครับ
ทุกคนรู้ว่าทำได้เช่นนี้ได้ ทุกคนรู้ว่านี่เป็นสิ่งที่ผมไม่สู้ ทุกคนรู้ว่ามันคือจุดอ่อนแอที่สุดของผม
ผมเลยต้องทนกับการรังแกจากทุกคนจนจบชั้นประถมปลาย
ลิ้นชักใต้โต๊ะของผมในหลายๆ พักเที่ยงกลายเป็นที่ทิ้งเปลือกผลไม้
กระเป๋าของผม แผ่นหลังของผมที่มักโดนโยนของน่าขยะแขยงพวกนั้นใส่อยู่เสมอ
ผลไม้กลายเป็นเหมือนอาวุธที่หลายๆ คนพกไว้แกล้งผม
เหตุการณ์เหมือนหลุดออกมาจากบทละครหรือไม่ก็การ์ตูนสักเรื่อง แต่ทุกอย่างที่ว่ามาล้วนเป็นความจริงที่ผมเคยต้องอยู่กับมัน แล้วยิ่งไปกว่านั้น
สิ่งที่ทรมานกว่าการต้องรับมือกับเรื่องที่ว่า ก็คือการที่ต้องรับมือกับมันเพียงคนเดียวครับ
เด็กที่อายุยังไม่ทันจะรู้ประสา ต้องมารับมือกับความกลัวของตัวเองเพียงคนเดียวแบบที่ไม่มีใครสนใจ มองเป็นเรื่องตลก ทั้งเพื่อน ครู คนรอบตัว กระทั่งครอบครัวที่ควรจะเป็นที่พึ่งให้ได้มากที่สุด
เป็นความโดดเดี่ยวที่สังคมมอบให้และผมยังจำมันได้ถึงทุกวันนี้
หลายครั้งที่ผมโดนแกล้งอยู่ต่อหน้าต่อตา ความเฉยชาของพวกเขาคือสิ่งที่ผมจำได้เสมอ ไม่ก็หันไปขำคิกคัก เล่นมุกกดทับให้ผมกลายเป็นตัวตลกในสายตาผู้คน
ผมไม่เข้าใจ ไม่เคยเข้าใจ และไม่อยากเข้าใจเลยครับ ว่าทำไม…ทั้งที่ความกลัวก็น่าจะเป็นเรื่องปกติที่ใครๆ ก็มีกัน แล้วทำไมพอผมมีสิ่งที่กลัวบ้าง มันถึงไม่ปกติล่ะ
แค่เพราะทุกคนไม่กลัวเหรอ?
หรือแค่เพราะมันน่าตลกขบขัน?
หรือไม่ว่าใครจะช่วยผมยังไง สุดท้ายก็จะจบลงด้วยการสั่งสอน…ลองดูไหม ทำไมไม่ลองดู
พิมพ์แบบนี้ออกไปแล้วผมอาจจะดูดื้อด้านหรือยังไงก็ไม่ทราบได้ แต่ก็อยากให้ทุกคนลองมาเป็นผมบ้างเหมือนกันครับ จะได้รู้กันสักทีว่าเรื่องง่ายๆ ที่ว่า มันยากสำหรับผมแค่ไหน
แต่จนสุดท้ายแล้วเรื่องทั้งหมดก็ผ่านไป ผ่านฟิ้ววว เหมือนลมพัด ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ผมที่ไม่กินผลไม้เลยก็อยู่รอดมาได้จนถึงปัจจุบันโดยที่ไม่ตายไปก่อน ไม่ได้ออดๆ แอดๆ อย่างที่ใครเป็นห่วง แถมก็ยังรังเกียจของพวกนั้นเข้าไส้อยู่เหมือนเดิม
ถ้าจะมีอะไรที่เปลี่ยนไปในตอนนั้น ก็คงเป็นสภาพจิตใจของเด็กผู้ชายตัวน้อย ที่รับรู้แล้วว่าโลกทั้งใบไม่ได้ใจดีกับเรา โดยเฉพาะเราคนนั้นที่สังคมมองว่า ‘แปลกประหลาด’
.
ผู้ไม่ก้าวข้ามความกลัว
มีพักหนึ่งที่ผมพยายามเปลี่ยนตัวเองครับ เพราะไม่อยากแปลกแยก ไม่อยากกลายเป็นตัวตลก ไม่อยากโดนแกล้งอีกแล้ว
ผมเริ่มด้วยสิ่งเล็กๆ น้อยๆ อย่างพวกโยเกิร์ตที่อร่อยๆ กินง่ายก่อน
แต่สุดท้ายก็ไม่รอด ไม่จำใจโยนทิ้งก็ต้องคายมันออกมา แสนจะเสียดายเงิน
หรือพยายามปั้นหน้ายิ้มเวลาร่วมโต๊ะอาหารกับคนอื่น ให้ดูปกติ ไม่ผิดสังเกต จำได้ว่าทุกคนรอบตัวแฮปปี้กับผมขึ้นมาก ดีใจครับ ไม่มีใครขำ ไม่มีใครถามแล้ว
แต่กลับกัน ผมไม่เคยมีความสุขเลย
ข้าวไม่อร่อย ขยะแขยง ขนมที่อยากกินก็กินไม่ลง แค่วางจานใกล้กันก็พะอืดพะอม
ผมต้องยิ้มต่อไป แม้ว่าในใจจะอ้วกไปร้อยครั้งแล้วก็ตาม
บอกมาอยู่นั่นให้เอาชนะความกลัว แต่ไม่เห็นจะมีใครบอกเราเลยว่าตอนพยายามจะเอาชนะมันต้องทรมานขนาดนี้
แต่………ทำไมเราถึงต้องทนทรมานตัวเอง ต้องพยายามเอาชนะความกลัวเพื่อให้คนอื่นเลิกตั้งคำถามด้วยนะ
.
นี่เราเอาชนะความกลัวเพื่อใครกันแน่?
จุดเปลี่ยนสำคัญของผมคือผมจำได้ว่าเคยชอบไอดอลเกาหลีครับ เลยพอรู้เรื่องราวของคนในวงการอยู่บ้าง และในคืนวันที่ผมยังอยู่ในวังวนอย่างเคย มีอยู่หนึ่งชื่อครับ เป็นไอดอลชื่อดังสุดๆ ที่ตอนนี้แสนจะประสบความสำเร็จแถมยังมีคนที่รักเขาอยู่มากมายทั่วทุกมุมโลก
เขามีหนึ่งอย่างที่ไม่ต่างจากผม คือเขาเองก็ไม่ทานผลไม้เหมือนกัน
เหมือนกับเปิดโลกอีกใบขึ้นมาเลยครับ ผมที่โดนสังคมกรอกหูมาตลอดว่าตัวเองแปลกประหลาด ถ้าไม่ยอมทิ้งความประหลาดนั้นไปก็คงไปไหนไม่รอด โดนสั่งสอนให้เอาชนะมันอยู่อย่างนั้น
กลับกันยังมีคนที่เหมือนกับผม แถมยังเปล่งประกายได้ไม่ต่างจากไอดอลคนอื่น
ถ้าผมเรียกว่าเขามีควากลัวเหมือนกันกับผม นี่ก็เท่ากับว่าชีวิตของเขาก้าวไปโดยที่ไม่ได้ข้ามความกลัวของตัวเองเลย เขาอยู่กับมัน เดินไปพร้อมกัน แถมยังเดินไปได้ไกลไม่ต่างจากคนที่สังคมบอกผมว่า ‘ปกติ’
แล้วอย่างนั้นผมจำเป็นที่จะต้องกล้ำกลืนฝืนทนทรมานตัวเองเพื่อเอาชนะความกลัวอย่างที่เคยได้ฟังมาจริงๆ หรอ ก็ไม่นี่ครับ
ในโมเมนต์นั้น ผมโอบกอดในสิ่งที่ผมเป็นและทบทวนทุกอย่างด้วยตัวเอง ที่ผ่านมาความกลัวไม่เคยทำอะไรผมเลยครับ ผมที่ถึงจะพะอืดพะอม หงุดหงิดบ้างตอนใช้ชีวิตปกติ หรือเสียมารยาทตอนอยู่กับคนอื่น แต่ความกลัวก็ไม่เคยฉุดรั้งให้ผมอยู่กับที่ไม่ไปไหน หรือสร้างความเจ็บปวดอะไรให้กับผมเลย
จะมีก็แต่คนที่ใช้ความกลัวของผมเป็นเครื่องมือในการกดทับสร้างบาดแผลให้กับผมไม่ใช่เหรอ
จะมีก็แต่สังคมที่ผลักผมออกไปให้รู้สึกโดดเดี่ยวไม่ใช่หรือไง
สุดท้ายแล้วความกลัวก็ไม่ได้ทำอะไรเราเลยนี่เนอะ
ความพะอืดพะอม ขยะแขยงที่ว่ามันก็แค่กันเราออกจากสิ่งที่เราไม่ชอบ เป็นการป้องกันตัวทั่วไปของมนุษย์ที่ใครๆ ก็มีกัน บนโลกนี้ก็มีถมไป คนที่ทนกลิ่นทุเรียนไม่ได้
อย่างนั้นแล้วครั้งนี้ก็เป็นหนึ่งในหลายๆ ครั้งที่ผมทบทวนและกลับมาเลือกที่จะให้ความสำคัญกับตัวเองแทนคนอื่นครับ จะฟังดูเอาแต่ใจไปไหมเนี่ย…แต่ก็นั่นแหละครับ ผมเลิกอดทน เลิกกลั้นใจให้ตัวเองทรมาน ไม่ชอบ ไม่โอเค ก็พูดออกไปแล้วจัดการตัวเอง
พอโตขึ้น อยู่ในสังคมที่กว้างขึ้น ผู้คนมีความคิดความอ่านขึ้น ก็อยู่ร่วมกันได้ไม่ต่างจากปกติ
ทุกวันนี้ผมก็ยังกลัวอยู่เหมือนเดิมนั่นแหละครับ ไม่ได้กินผลไม้มายี่สิบกว่าปีแล้ว อาจจะมีลองประปรายเล็กน้อยบ้างเพราะก็ห่วงร่างกายตัวเองอยู่เหมือนกัน (ฮา) แต่ภาพรวมก็ยังอี๋แหวะเหมือนเดิม สุขภาพก็เฮลตี้ ยังไม่ตาย จะมีก็แค่ผมหงอกที่กระจายไปทั่วหัวนี่แหละครับ…
ยังไงก็ช่าง ผมก็คงไม่มีแพลนเอาชนะความกลัวเร็วๆ นี้หรอก ชีวิตมันสั้น ใช้ชีวิตให้มีความสุขดีกว่า ถ้าความกลัวที่ว่าไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ใคร
ถ้าวันๆ มัวแต่พยายามก้าวข้ามตัวเองก็เสียดายเวลาแย่ เอาไปนอนยังจะดีกว่า
เพราะความกลัวก็เป็นอีกหนึ่งอย่างที่หล่อหลอมให้เราเป็นเรา ถ้าผมไม่กลัวผลไม้ ก็คงไม่ใช่ผมใช่ไหมล่ะ
.
จากผมผู้ยังคงกลัว
สุดท้าย………ความกลัวอาจจะไม่เคยทำร้ายเรา แต่คอยโอบกอดเราเงียบๆ
อย่างนั้นก็ลองทำความเข้าใจพวกเขาดูนะครับ ลองโอบกอดพวกเขากลับดูบ้าง แทนที่จะผลักไสออกไป
เพราะพวกเขาถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้เรารักตัวเองยังไงละครับ
ก็สัญชาตญาณนี่เนอะ
Writer & Graphic Designer

ชอบวาดรูป ชอบหนังสือ ชอบไอดอลไทป์เจ้าชาย หลงใหลในแสงประกายบนเวที
อนาคตอยากเป็นคาเมนไรเดอร์แต่ตอนนี้ยังเก็บเงินซื้อเข็มขัดไม่ได้
