“เงินอยู่ในอากาศ อยู่ที่ว่าจะคว้ามาได้หรือเปล่า”

          คำพูดนี้ไม่ได้มาจากเจ้าสัวคณินในสงครามส่งด่วน หากแต่มาจากพ่อของผู้เขียนเอง
เขามักจะพูดประโยคนี้คู่กับประโยคที่ว่า “เด็กสมัยนี้หาเงินง่ายจะตาย” อยู่บ่อยครั้ง

          หลังจากที่โลกครอบคลุมไปด้วยเครือข่ายอินเทอร์เน็ต พ่อก็เข้าถึงแอปพลิเคชันติ๊กต่อกและได้เห็นคนวัยเดียวกับลูกของตัวเองมากมายประสบความสำเร็จ ร่ำรวยอู้ฟู่จากการไลฟ์ขายของออนไลน์ ปักตะกร้า Affiliate และทำธุรกิจส่วนตัวเป็นหัวแถวกัน

          โดย ‘ความสำเร็จ’ ในบริบทนี้ก็ไม่พ้นที่จะใช้ ‘เงิน’ เป็นมาตรวัด เพราะในสายตาของผู้ใหญ่หลายคน ตัวเลขในบัญชีสื่อถึงความสำเร็จและความมั่นคงในชีวิต

          ซึ่งผู้เขียนเองก็เห็นด้วย แต่………มาดูกันว่าคน Gen Z อย่างเราๆ จะทำ ‘สำเร็จ’ ได้ง่ายดายจริงหรือเปล่า

          ในขณะที่คนรุ่นพ่อแม่ถูกปลูกฝังมาว่าให้เรียนให้สูง เพื่อไปทำงานห้องแอร์ เป็นเจ้าคนนายคน หาเงินมาสร้างตัวสร้างครอบครัว ซึ่งคนรุ่นบุพการีท่านก็ทำแบบนั้นได้จริงๆ ด้วยงาน………หนึ่งงาน

          แต่ถึงวันนี้ ผู้เขียนโตมากับสภาพสังคมที่บอกว่า ทำอาชีพเดียวไม่พอยาไส้แล้ว ต้องลงทุน ต้องเป็นเจ้าของธุรกิจ จึงจะมีความสำเร็จด้านการเงิน

          เมื่อลองเทียบกันดู ในปี 2538 ในสมัยที่ไทยเป็นเสือตัวที่ 5 แห่งเอเชีย ช่วงเดียวกันกับที่ Gen X หลายคนกำลังก้าวเข้าสู่วัยทำงาน เงินเดือนสำหรับบัณฑิตจบใหม่ เงินเดือนข้าราชการเริ่มต้นที่ประมาณ 6,300 บาท ขณะที่พนักงานเอกชนอยู่ที่ประมาณ 10,400 บาท ในตอนนั้น ทอง 1 บาท มีราคาประมาณ 5,000 บาท ราคาค่าข้าวเริ่มต้นประมาณ 15 บาท เท่ากับว่า เงินเดือนในแต่ละเดือน ถ้าไม่ได้ใช้จ่ายอะไรนอกจากค่าข้าว 3 มื้อในแต่ละวัน ก็สามารถซื้อทองได้ แถมยังสามารถจุนเจือครอบครัวได้ด้วย

          30 ปีผ่านไป ถึงเวลาที่ชาว Gen Z จะเฉิดฉายในโลกทุนนิยมบ้าง ราคาทองตอนนี้ขึ้นไปถึงบาทละ 50,000 บาท ค่าข้าวต่ำๆ ตกอยู่ที่มื้อละ 60 บาท ทว่าเงินเดือนเริ่มต้นของมนุษย์วุฒิปริญญาตรี ยังอยู่ที่ประมาณ 18,000 บาท สำหรับทั้งข้าราชการและเอกชน หรือ 20,000 บาท ขึ้นไปบ้างในบริษัทเอกชนบางแห่ง ดังนั้น ต่อให้ทั้งเดือนจะกินข้าววัดฟรีๆ ทุกมื้อ ก็ยังไม่สามารถซื้อทองได้อยู่ดี

          แม้สมัยนี้จะมีโอกาสรายล้อมอยู่อย่างที่พ่อว่าไว้

          แต่ไม่ใช่ทุกคนจะได้รับแสงเป็นคนดังนั่งไลฟ์ได้ ไม่ใช่ทุกคนจะอยากลงทุนให้หุ้นหรือคริปโต ไม่ใช่ทุกคนจะมีทุนมากพอจะตั้งตัวเป็นหัวแถว และไม่ใช่ทุกคนที่พร้อมจะแลกเวลาว่างจากการทำงานประจำไปสร้างรายได้เพิ่มเติมมาประทังชีพตัวเอง

          ‘โอกาส’ ทั้งหมดนั้น ไม่มีอันไหนง่ายเลยสักอย่าง

          หลายคนแค่หวังว่า หลังจากการพยายามเรียนให้จบมาถึง 20 ปี เราก็แค่อยากจะให้งานที่ทำสามารถเลี้ยงดูชีวิตตัวเองได้อย่างไม่ขัดสน หรือต้องมัธยัสถ์จนชีวิตไม่มีความสุข

          เพียงแต่สภาพเศรษฐกิจและสังคมตอนนี้ทำให้พวกเราทำแบบนั้นไม่ได้
เด็ก Gen Z ต้องใช้ชีวิตอยู่ใน ‘เกมเอาชีวิตรอด’ พร้อมแบกความหวังของพ่อแม่ที่รอคอยความสำเร็จอยู่ ไม่นับว่าด่านในเกมก็มีเยอะจนหลายคนท้อกับการที่จะต้องเอาชนะ

          เกมหางานที่ต้องแลกทั้งชีวิตกับเงินเดือนขั้นพื้นฐาน เงินเดือนหลักหมื่น แต่ต้องการสกิลรอบด้านแบบที่จ้างคนเดียวต้องได้ออลอินวัน 

          มาคู่กันกับเกมต่อสู้กับค่าครองชีพ ที่ค่าอาหารทั้งเดือนแบบไม่นับมื้อพิเศษก็เท่ากับ 1 ใน 4 ของเงินเดือนแล้ว ต่อด้วยค่าที่พักในเมืองใหญ่ที่ประชากรแฝงในกรุงเทพฯ แทบทุกคนต้องเผชิญ ไม่เฉพาะเด็กจบใหม่ มันคือการที่เราต้องเอาเงินเกือบครึ่งหนึ่งที่ได้มาไปจ่ายเป็นค่าที่หลับที่นอน ใครมีคนหารหรือมีต้นทุนที่บ้านมีให้ก็โชคดีไป ส่วนอีกหลายคนก็ต้องสู้ชีวิตเอามาก 

          แถมมาด้วยค่าเดินทางที่นอกจากรถเมล์แล้ว ทางเลือกอื่นก็มีค่าโดยสารแพงเสียจนเหมือนสูบเลือดสูบเนื้อ

          ถึงจะดูเหมือนตัวอย่างที่ยกมามีแค่ชนชั้นกลางแรงงานในเมืองกรุง

          แต่นั่นมันก็เป็นเพราะว่า ‘งาน’ ที่ดูคล้ายจะทำ ‘เงิน’ ส่วนใหญ่มีอยู่แค่ในกรุงเทพฯ 

          ตัวผู้เขียนเองที่เป็นเด็กต่างจังหวัดคนหนึ่งนั้น อยากกลับไปอยู่บ้านเสมอ เหตุเพราะเป็นภูมิแพ้กรุงเทพฯ ไม่ชอบฝุ่นควันและวิถีชีวิตในนี้เอาซะเลย แต่ก็ไม่สามารถเดินสวนความเป็นไปของสังคมได้ เพราะงานในฝันดันอยู่ที่นี่ เลยหนีไม่รอด

          ทั้งหมดนี้เองคือสิ่งที่วัยรุ่น Gen Z กำลังเผชิญกันอยู่ เราทุกคนกำลังวิ่งไล่ตามความสำเร็จที่ทำท่าจะหนีห่างออกไปเรื่อยๆ ด้วยการแลกแรงกายแรงใจในเมืองใหญ่ 

          ทั้งนี้ ผู้เขียนไม่ได้รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจว่าทำไมหนทางสู่ความสำเร็จมันยากเหลือเกิน

          เพียงแค่อยากให้คนที่มองมาเข้าใจว่า พวกเราเองก็กำลังสู้อยู่เหมือนกัน ไม่ได้ทนท้อไปวันๆ  ฉะนั้น อย่าพึ่งเร่งเร้าหรือกดดัน

          เพราะความสำเร็จนั้นมันไม่ได้ง่ายอย่างที่เห็นบนหน้าจอ

รายการอ้างอิง
ปราณี ทินกร, และฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์. (2539). การศึกษาผลตอบแทนภาคราชการและการทดลองปรับให้เท่ากับเอกชน. สืบค้นจาก https://tdri.or.th/wp-content/uploads/2013/05/M39.pdf#:~:text=ย%20เงินเดือนตามบัญชี%20เงินเดือนแท้จริง%20Page%2018%202018%202319,2532%20233%20ข้าราชการระดับ%204%202535%202337%20N.
1 พ.ค.นี้ ขึ้นเงินเดือนสู้ค่าครองชีพ! ขรก.ทุกวุฒิ ป.ตรี ขั้นต่ำ 18,000. (2568). สืบค้นจาก https://www.thaipbs.or.th/news/content/351478
เมื่อ 30 ปีที่แล้วราคาอาหารอยู่ที่เท่าไหร่ครับ. (2563). สืบค้นจาก https://pantip.com/topic/39617907

Writer

พรวิภา หิรัญพฤกษ์

Just a fellow on the way you’re follow 🙂


Graphic Designer

สิทธิเดช สายพัทลุง

นักศึกษาที่เลื่อนสถานะมาเป็นคนว่างงาน
ชอบเล่นเกมและอ่านหนังสือเป็นชีวิตจิตใจ