“ขอให้โตไปได้เป็นเจ้าคนนายคนนะลูก” เป็นคำอวยพรที่ผู้เขียนได้ยินตั้งแต่เด็ก อันที่จริงตั้งแต่เกิดมา คำอวยพรนี้ก็เป็นคำอวยพรแรกจากคุณยาย ที่ฟังดูแล้วรู้สึกถึงได้ถึงความรักและความอบอุ่นที่ผู้ใหญ่ในบ้านมีต่อสมาชิกใหม่ เป็นการอวยพรให้เด็กได้เติบโตมามีความก้าวหน้า มีอนาคตที่ดี โดยเฉพาะอนาคตทางด้านการงานอาชีพและการเงิน แต่ในความเป็นจริง หากพิจารณาให้ดี คำอวยพรนี้แฝงไปด้วยความกดดันทางวัฒนธรรมและความคาดหวังของครอบครัวอยู่ประมาณหนึ่ง
“แล้วหากเราเป็นเจ้าคนนายคนไม่ได้ล่ะ?”
“แล้วหากเราไม่ได้อยากเป็นเจ้าคนนายคนล่ะ?”
“ทำบุญไว้เยอะๆนะโยม จะได้สมหวังทุกประการ เค้าว่ากันว่าการให้ทานอย่างสม่ำเสมอจะทำให้เราเป็นเศรษฐี” คือคำสอนของพระรูปหนึ่ง ที่ผู้เขียนมักจะได้ยินทุกครั้งที่ครอบครัวไปทำบุญที่วัดแห่งนี้ เป็นวัดแห่งหนึ่งในภาคเหนือ ที่ชาวบ้านมักร่ำลือกันว่า เป็นวัดแห่งโชคลาภและความสำเร็จ แม้แต่เศรษฐีหรือผู้มีชื่อเสียงระดับประเทศก็มักจะมาทำบุญที่นี่ ทำให้เกิดเป็นกระแสดึงดูดผู้คนจากทั่วทุกสารทิศให้มายังวัดนี้ ด้วยความหวังจะได้รับโชคลาภติดไม้ติดมือกันกลับไปบ้าง
“ไหนพระพุทธเจ้าบอกให้ละซึ่งกิเลสล่ะ?”
“I want to be an engineer. I want to be an engineer” come on kids! Sing with me! เป็นบทเพลงในวิชาภาษาอังกฤษระดับประถมที่ผู้เขียนจำได้เป็นอย่างดี ทำนองเพลงเป็นทำนองที่น่ารักและง่ายต่อการจดจำ เป็นบทเพลงที่ขับร้องโดยครูฝรั่งท่าทางใจดี ฟังแล้วรู้สึกสบายใจ อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนรู้สึกว่า ภายใต้บทเพลงที่ใช้สอนเด็กนี้ได้แฝงค่านิยมความก้าวหน้าของสังคมอยู่ หากพิจารณาดูเพลงนี้ไม่มีอะไรผิดปกติ แต่บทเพลงนี้ทำให้เห็นถึงหน้าที่ของสถาบันศึกษาในฐานะผู้ผลิตบุคลากรคุณภาพของสังคม เป็นสถาบันที่เตรียมพร้อมบุคลากรในสังคมให้พร้อมเข้าสู่ตลาดงานในอนาคต แต่ในขณะเดียวกันก็ผูกความฝันของเด็กไว้กับความก้าวหน้าทางอาชีพ
“แล้วหากเราอยากเป็นแค่ตัวเราล่ะ?”
“ถ้าเป็นแบบนี้จะเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้นะ แล้วจบไปจะเอาอะไรกิน กลับตัวตอนนี้ยังทันนะ” เป็นความหวังดีของคุณครูท่านหนึ่งที่ตักเตือน เพราะผู้เขียนทำคะแนนสอบได้ไม่ดีเท่าที่ควรเมื่อเรียนอยู่ในระดับชั้นมัธยม คำเตือนนี้เป็นของผู้ใหญ่ที่ผ่านโลกมาก่อน เป็นคำเตือนของผู้ที่ตระหนักว่า ความสามารถในการอยู่รอดในสังคม ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับความก้าวหน้าทางด้านอาชีพ ซึ่งโดยทั่วไปการจะมีหน้าที่การงานที่มั่นคงในอนาคต ก็ต้องมีผลการเรียนที่ดีเป็นพื้นฐาน
“แล้วหากเราเรียนไม่เก่งล่ะ?”
“จะเรียนสายศิลป์จริงๆ หรอ จริงๆเรียนวิทย์ดีกว่านะ เข้าได้หลายคณะมากกว่า สายวิทย์สอบของสายศิลป์ได้ แต่สายศิลป์สอบของสายวิทย์ไม่ได้นะ เกิดอยู่ๆ อยากเป็นหมอขึ้นมาจะทำยังไง ใครจะไปรู้อนาคต” เป็นคำเตือนที่ผู้เขียนได้รับจากญาติผู้ใหญ่ ผู้ผ่านโลกมาก่อนเช่นเดียวกับคุณครูคนก่อนหน้า แล้วเห็นความได้เปรียบของการเรียนสายวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ กับโอกาสงานในอนาคต โดยเฉพาะกับอาชีพแพทย์
“ทำไมพวกห้องวิทย์มันได้แอร์วะ แล้วทำไมพวกเราไม่ได้อะ ก็จ่ายเงินเท่ากันมั้ยอะ” นักเรียนห้องศิลป์-คำนวณ และ ศิลป์-ภาษา บ่นงึมงำด้วยความน้อยใจปนกับไม่พอใจจากความอยุติธรรมในโรงเรียน “ก็พวกเค้าเรียนหนัก แล้วก็มีวิชาเรียนเยอะกว่าพวกเธอ” ครูตอบแบบขอไปที พร้อมพากันปาดเหงื่อทั้งครูและนักเรียนในห้องเรียนที่ร้อนอบอ้าวในช่วงหน้าร้อน
“แล้วตั้งแต่เมื่อไร ที่การเรียนและการทำงานในสายวิทย์สำคัญกว่าสายศิลป์?”
“โห แพรกับชาโคตรเก่งเลย สอบติดเตรียมอุดมด้วยอ่ะ” “วันนั้นเราเจอชาที่ห้างด้วย ชาใส่ชุดโรงเรียนเตรียมอุดม เท่สุดๆ ไปเลย” “เก่งจังเลยเนอะ ได้ข่าวว่าสอบติดห้องวิทย์ด้วยนะ” เป็นคำชื่นชมของเพื่อนๆ ที่มีต่อเพื่อนคนหนึ่ง ที่สามารถสอบติดโรงเรียนเตรียมอุดมในกรุงเทพฯ ได้ เพื่อนคนนั้นเป็นคนที่ สวย รวย เก่ง เพียบพร้อมจนหาที่ติไม่ได้ และจะต้องมีอนาคตที่สดใสแน่นอน
“แล้วถ้าเราเทียบอะไรกับเค้าไม่ได้เลยล่ะ?”
“อ๋อ คณะนี้เหรอ เราไม่นับว่าเป็นพวกเดียวกันกับเราหรอก คะแนนสอบเข้าต่ำมาก รับทุกคนนั่นแหละ มาเกาะใบบุญพวกเราชัดๆ” เป็นคำพูดจากเพื่อนคนหนึ่ง ที่เรียนอยู่ในหลักสูตรที่มีคะแนนสอบเข้าสูงเป็นอับดับหนึ่งของประเทศของสถาบันการศึกษาชั้นนำ ที่รู้สึกรังเกียจ และต้องการแบ่งแยกลำดับชั้น เพราะกลัวชื่อเสียงของตนเองและมหาวิทยาลัยจะแปดเปื้อนเพราะเพื่อนนักศึกษาจากคณะอื่น
“แล้วคะแนนสอบเข้า มันวัดค่าของคนได้ขนาดนั้นเลยหรือ?”
“เรียนคณะอะไรล่ะเรา?” เป็นคำถามที่อาจารย์ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งถามผู้เขียน เมื่อครั้งเป็นนักศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง “อักษรศาสตร์ครับ” ทันทีที่อาจารย์ท่านนั้นได้ฟังคำตอบ ก็หัวเราะออกมา พร้อมกับถามว่า “เรียนอักษรฯ จบไปจะทำอะไรได้ เรียนไปทำไม” เป็นคำตอบที่ผู้เขียนฟังแล้วรู้สึกชาไปทั้งตัว แต่ก็เข้าใจเพราะการศึกษาในคณะนี้ ไม่ได้ตอบโจทย์ตลาดงานเทียบเท่ากับคณะสายวิชาชีพ
“แล้วถ้าเราเลือกสิ่งที่เรารักมากกว่าเงิน มันแย่ขนาดนั้นเลยหรือ?”
“ทำไมถึงอยากเรียนภาษาศาสตร์ล่ะ?” เป็นคำถามจากกรรรมการหลักสูตรปริญญาโท ในสาขาภาษาศาสตร์ ท่านหนึ่ง “ผมชอบภาษาศาสตร์จิตวิทยาครับ ผมอยากรู้ว่าภาษามีความเกี่ยวข้องกับจิตใจและพฤติกรรมมนุษย์อย่างไร” แต่สุดท้ายผู้เขียนกลับเลือกเรียนปริญญาโทคณะนิเทศศาสตร์ สาขาการจัดการการสื่อสาร เพราะกลัวจะหางานยาก
“แล้วถ้าวันนั้นเราเลือกสิ่งที่เราสนใจจริงๆ
โดยไม่ได้เอาความก้าวหน้าด้านการงานเป็นที่ตั้งล่ะ?”
“ตอนป.ตรี เธอเรียนอะไรมาหรอ” เพื่อนคนหนึ่งในหลักสูตรปริญญาโทถามเพื่อต่างชาติในชั้นเรียน ที่เรียนปริญญาตรีในหลักสูตรเดียวกันกับผู้เขียน เพื่อนต่างชาติคนนั้นตอบว่า “ภาษาสเปน” ผู้เขียนฟังแล้วก็รู้สึกฉงน เพราะเราเรียนหลักสูตรวัฒนธรรมศึกษากันมาทั้งคู่ แต่ทำไมเพื่อนถึงเลือกตอบวิชาเลือก มากกว่าวิชาเอกนะ? จนวันหนึ่งที่มีโอกาสสัมภาษณ์งานที่บริษัทโฆษณา และถูกถามว่า “ตอน ป.ตรี เรียนอะไรมาคะ?” ผู้เขียนกลับตอบคำตอบเดียวกันกับเพื่อนคนนั้น เพราะเป็นการยากที่จะอธิบายให้คนทั่วไปฟังว่าวัฒนธรรมศึกษาคืออะไร ผิดกับหลักสูตรอื่นๆ เช่น บริหารธุรกิจ นิเทศศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ ฯลฯ ที่เป็นที่รู้จักอยู่แล้วจึงไม่ต้องอธิบายอะไรให้มากความ
“ทำไมสายมนุษย์ศาสตร์ถึงถูกมองข้ามขนาดนี้นะ?”
“บริษัทเราค่อนข้างหัวก้าวหน้าน่ะค่ะ ตอนนี้เป็น pride month พอดี เราก็เลยอยากจัดแคมเปญส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ” คือคำพูดของลูกค้าท่านหนึ่งขณะกำลังบรีฟงานให้กับทีมเอเจนซี่โฆษณา ที่แสดงให้เห็นถึงความเปิดกว้างทางเพศและวิสัยทัศน์ในเชิงบวกต่อความหลากหลายในสังคม “สำหรับแคมเปญนี้ พี่อยากได้พรีเซ็นเตอร์สักคนนึง เอาคนที่ดูเด็กๆหน่อยน่าจะดี จะได้เข้าถึงคนรุ่นใหม่ง่าย” ลูกค้าท่านเดิมบรีฟงานในการประชุมสำหรับแคมเปญถัดไปหลังจากจบเทศกาล pride month “ดีเลยครับ งั้นเราใช้ดาราท่านนี้เป็นพรีเซนเตอร์ดีมั้ยครับ น้องเค้าดังมากในกลุ่มเด็กรุ่นใหม่” นักโฆษณาท่านหนึ่งเสนอทางเลือกให้กับลูกค้า “อืม น้องเค้าก็ดีนะคะ แต่พี่ว่าภาพลักษณ์น้องเค้ายังไม่เข้ากับบริษัทเรา เค้าตุ้งติ้งเกินไปน่ะค่ะ”
“แล้วไหนบอกว่าหัวก้าวหน้าล่ะ?”
“ผู้หญิงขึ้นมาเป็นผู้บริหารทีไร มีปัญหาทุกที รู้มั้ยที่บริษัทเก่าชั้นนะ เค้าไม่ให้ผู้หญิงขึ้นมาบริหารเลย ผู้หญิงน่ะ ชอบใช้อารมณ์เป็นใหญ่ ไหนจะเลี้ยงลูก ให้นมลูก ลาป่วย ปวดท้องประจำเดือน ยุ่งยาก จ้างผู้ชายคุ้มกว่าเยอะ” คือคำพูดของเพื่อนคนหนึ่งของผู้เขียนที่ให้ความสำคัญกับความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและการทำงานเป็นอันดับหนึ่ง “นี่นะ ล่าสุด เรียกร้องให้เพิ่มวันลาหยุด เพราะปวดประจำเดือน แล้วงานมันจะมาตกอยู่ที่ใครล่ะ คนอื่นเค้าไม่ต้องแบกกันจนหลังแอ่นเลยหรอ?” เพื่อนคนเดิมกล่าวอย่างหัวเสียเพราะรู้สึกถึงความอยุติธรรม
“แล้วความก้าวหน้าที่ทิ้งคนบางกลุ่มไว้ข้างหลัง มันเรียกว่าความก้าวหน้าจริงๆ หรือ?”
“เมื่อไหร่จะกลับบ้านเราล่ะลูก ย้ายกลับมาอยู่กับแม่ที่ต่างจังหวัดมั้ย” คือคำถามที่แม่มักถามผู้เขียนอยู่บ่อยๆ “กลับไปแล้วจะเอาอะไรกินล่ะแม่ ทุกอย่างมันอยู่ที่กรุงเทพฯ หมด ยิ่งลักษณะงานที่ทำอยู่ จะโยกย้ายมันก็ยากมาก ถ้ากลับไปอยู่บ้านเราจริงๆ ก็คงรับกับระดับรายได้ที่ต่างจังหวัดไม่ไหว” คือคำตอบเดิมๆ ที่มักจะตอบกับแม่เสมอ แต่เป็นคำตอบที่แฝงไปด้วยความเจ็บปวด เพราะทุกครั้งที่มีโอกาสกลับไปเยี่ยมบ้าน ผู้เขียนจะสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของผู้คนรอบตัวอยู่เสมอ โดยเฉพาะคนรุ่นก่อนหน้าที่ค่อยๆ ทยอยจากไปทีละคน ส่วนคนที่ยังอยู่ก็แก่ชราลงไปทุกวัน แต่เดิมแม่ที่เคยมีสุขภาพแข็งแรง เดินเหินสะดวก ก็เริ่มมีปัญหาสุขภาพ ต้องใช้ไม้เท้าช่วยพยุงไว้ไม่ให้ล้ม เพราะกล้ามเนื้อและกระดูกไม่แข็งแรงเหมือนสมัยก่อน ทำให้หกล้มง่าย
ครั้งหนึ่งผู้เขียนพาแม่ไปเที่ยวร้านกาแฟริมอ่างเก็บน้ำที่สวยงามมาก แต่ขณะที่กำลังชื่นชมบรรยากาศอยู่ ก็ได้ยินเสียงล้มดังโครม พอหันกลับไปดู ใจก็ตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม เพราะตรงหน้าคือภาพของแม่ที่ล้มลงกับพื้น และร้องโอดโอยด้วยความทรมาน ไม่สามารถพยุงตัวเองให้ลุกขึ้นมาได้ การหกล้มครั้งนั้นทำให้แม่ฟกช้ำไปทั้งตัว โชคดีที่กระดูกไม่ได้หัก ผู้เขียนที่เป็นลูก ก็ทำได้แค่พาไปหาหมอและซื้อยากับอาหารบำรุงสุขภาพให้กิน ก่อนจะบินกลับกรุงเทพฯ เพื่อมาทำงานต่อในวันถัดไปด้วยใจหนักอึ้ง
ในขณะที่ชีวิตของผู้เขียนกำลังก้าวไปข้างหน้า เวลาของคนที่อยู่ด้านหลังกลับวิ่งสวนทางอย่างน่าตกใจ มีบ่อยครั้งที่อดคิดไม่ได้ว่า ในวันที่แม่ป่วยหนักจริงๆ จะทำอย่างไร เพราะแม่อยู่ต่างจังหวัด ส่วนตัวผู้เขียนเองอยู่กรุงเทพฯ แม้จะมีพี่ชายซึ่งทำหน้าที่ดูแลแม่ได้เป็นอย่างดี จึงทำให้เบาใจไปได้บ้าง แต่เมื่อเวลานั้นมาถึงจริงๆ พี่ชายคนเดียวคงไม่สามารถดูแลผู้ป่วยติดเตียงได้
ทุกครั้งที่กลับบ้าน แม่จะพยายามให้ผู้เขียนจัดสรรเวลาไว้ให้หลานชายและหลานสาว ให้พาหลานไปเที่ยว ไปกินข้าว หากมองแบบผิวเผิน แม่คงอยากใช้เวลาครอบครัวอันมีค่ากับพวกเรา แต่ผู้เขียนมองเห็นเจตนาที่แท้จริงที่อยู่ลึกลงไป แม่ตระหนักดีว่า ผู้เขียนไม่มีทายาท ไม่มีคู่สมรส คนเป็นแม่คงอดห่วงไม่ได้ว่า เมื่อวันหนึ่งที่ลูกเข้าสู่วัยชรา ลูกจะอยู่อย่างไร ลูกจะดูแลตัวเองได้แค่ไหน จึงอยากให้สนิทกับหลานทั้งสอง เพื่อจะได้มีที่พึ่งไว้ในวัยชรา เป็นความรักของคนเป็นแม่ที่เต็มไปด้วยความห่วงใยไม่รู้จบ
“แล้วมนุษย์ต้องแลกอะไรกับความก้าวหน้าบ้างนะ?”
“แล้วคุณล่ะจะเลือกอย่างไร?”
Writer

อาจารย์วารสารฯ ที่เขียนบทความได้นิดหน่อย
Graphic Designer

นักวาดจากขอนแก่น ผู้ที่ทั้งไม่มั่นใจ
และภูมิใจในงานของตัวเองไปพร้อมๆ กัน
