“แกดูมีอะไรให้ทำเยอะจัง” คือคำทักทายที่ฉันได้ยินเป็นประจำ หลังจากตัดสินใจลองใช้ชีวิตมหาวิทยาลัยอย่างเต็มที่ และทำ to do list แทบจะเป็นหนึ่งในกิจวัตรประจำวัน ฉันจัดตารางชีวิตให้ ‘มีชีวิต’ มากขึ้น แม้ในความจริงแล้วจะจดไปอย่างนั้น ไม่ได้มีระเบียบหรือวางแผนอะไรมากนัก ก็แค่จดไปเพราะรู้ตัวว่าต้องจดเพื่อกันลืม และมันก็มีความสุขดีเวลามองปฏิทินแล้วเห็นสิ่งที่ต้องทำเต็มไปหมด โดยเฉพาะเวลาที่มีกิจกรรม ‘จำเป็น’ ต้องทำ 3-4 อย่างต่อวันติดๆ กัน จนต้องตั้งนาฬิกาปลุก
เพื่อเตือนว่าเวลาไหนมีอะไรต้องทำบ้าง และรู้สึกดีที่ได้เป็นคนกระตือรือร้นตรงตามความหมายการใช้เวลาชีวิตอย่างคุ้มค่าที่ฉันเคยคิดเอาไว้

         “แกดูมีอะไรให้ทำเยอะจัง” คือคำทักทายที่ฉันได้ยิน
เป็นประจำ หลังจากตัดสินใจลองใช้ชีวิตมหาวิทยาลัย
อย่างเต็มที่ และทำ to do list แทบจะเป็นหนึ่งในกิจวัตร
ประจำวัน ฉันจัดตารางชีวิตให้ ‘มีชีวิต’ มากขึ้น แม้ใน
ความจริงจะจดไปอย่างนั้น ไม่ได้มีระเบียบหรือวางแผน
อะไรมากนัก ก็แค่จดไปเพราะรู้ตัวว่าต้องจดเพื่อกันลืม
และมันมีความสุขดีเวลามองปฏิทินแล้วเห็นสิ่งที่ต้องทำ
เต็มไปหมด โดยเฉพาะเวลาที่มีกิจกรรม ‘จำเป็น’ ต้องทำ
3-4 อย่างต่อวันติดๆ กัน จนต้องตั้งนาฬิกาปลุกเพื่อ
เตือนว่าเวลาไหนมีอะไรต้องทำบ้าง และรู้สึกดีที่ได้เป็น
คนกระตือรือร้นตรงตามความหมายการใช้เวลาชีวิต
อย่างคุ้มค่าที่ฉันเคยคิดเอาไว้


บอกลาเพื่อเริ่มต้น

         “วันนี้ฉันต้องทำอะไรบ้างนะ” มือหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู กดเข้าไปยัง to do list
ที่บันทึกไว้ในปฏิทิน

         “อืม…” หว่างคิ้วเริ่มขยับเข้ามาใกล้กันขึ้นอย่างช้าๆ

         “ไม่เป็นไร แล้วพรุ่งนี้จะมีอะไรต้องทำอีกบ้างนะ”

         “อ๋อ อืม…” ในที่สุดสองหัวคิ้วก็ขยับเข้ามาใกล้จนติดกัน

         วันนี้ฉันจะต้องทำแบบนั้น วันนั้นฉันจะต้องทำแบบนี้ “แล้วฉันจะต้องทำ ต้องเป็นอะไรบ้างนะ” จึงเป็นคำถามปกติในทุกเช้าหลังพ้นจากห้วงเวลาของการหลับใหล จากที่เคยแทบไม่ต้องคิดอะไร กลับกลายเป็นช่วงเวลาที่สมองได้เริ่มขบคิด ขณะที่ร่างกายยังติดหนึบกับฟูกนอนราวกับถูกติดกาวเอาไว้แถมเปลือกตาก็หนักอึ้ง
ไม่พร้อมที่จะลืมตาขึ้นมาใช้ชีวิตเสียด้วยซ้ำ

         การตื่นเช้าอย่างไม่งัวเงีย ทำกิจวัตรใดๆ อย่างไม่รีรอ และออกเดินทางไปยังที่
ที่หัวใจได้โลดแล่น คือสามความธรรมดาที่ฉันปรารถนามากที่สุด แต่มันทำได้ยาก เพราะตอนนี้ขอเพียงได้นอนหลับอย่างเต็มอิ่ม แค่นี้เวลาก็ล่วงเลยจนแทบจะไม่ได้ทำกิจกรรมใดๆ มากมายนัก

         จนนานวันเข้า มันก็เหมือนอยู่ในภวังค์ฝันร้ายขึ้นทุกที เพราะไม่รู้ว่าการมี list
ให้ทำมากมายขนาดนี้ จะทำให้ฉันเป็นคนกระตือรือร้นหรือว่าจะเป็น ‘ซอมบี้’ กันแน่

         แล้วเมื่อไหร่กันนะที่หัวใจจะได้รับการดูแล และปล่อยให้ความรู้สึกเป็นอิสระจากกิจทั้งปวง?

         สำหรับฉัน มันคือช่วงเวลาที่จะต้องฮึดสู้ รีบจัดการงานให้สำเร็จเสร็จสิ้น เพื่อหยุดพักและหาโอกาสกลับมาคุยกับตัวเองให้ได้มากที่สุด ซึ่งนั่นอาจหมายถึงการต้องบอกลาอะไรสักอย่าง

         และ ‘เจ้าโทรศัพท์’ ก็คือสิ่งจำเป็นที่ไม่จำเป็น ณ เวลาแบบนี้ เพราะมันจะไม่ได้รับบทบาท ‘เจ้าชีวิต’ แสนเจ้ากี้เจ้าการของฉันในวันฮีลใจอีกต่อไป

         แน่นอนว่าการบอกลาสำหรับฉันในครั้งนี้คงไม่ได้หมายถึงการใช้ชีวิตโดยไม่พกโทรศัพท์ติดตัวเลยซะทีเดียว แต่มันกลับหมายถึงการ ‘ถอยห่าง’ เป็นการชั่วคราว ทั้งจากสื่อสังคมออนไลน์ และจาก to do list แห่งความเป็นระเบียบที่ฉันเคยพยายามจัดสรรมันเอาไว้ เหลือไว้เพียงการรับข่าวสารหรือการติดต่อเฉพาะเรื่องสำคัญเท่านั้น

         พูดง่ายๆ ก็คือการ Social Detox นั่นแหละ

         “วันนี้ฉันต้องทำอะไรบ้างนะ” มือหยิบโทรศัพท์ขึ้น
มาดู กดเข้าไปยัง to do list ที่บันทึกไว้ในปฏิทิน

         “อืม…” หว่างคิ้วเริ่มขยับเข้ามาใกล้กันขึ้นอย่างช้าๆ

         “ไม่เป็นไร แล้วพรุ่งนี้จะมีอะไรต้องทำอีกบ้างนะ”

         “อ๋อ อืม…” ในที่สุดสองหัวคิ้วก็ขยับเข้ามาใกล้จน
ติดกัน

         วันนี้ฉันจะต้องทำแบบนั้น วันนั้นฉันจะต้องทำแบบนี้
“แล้วฉันจะต้องทำ ต้องเป็นอะไรบ้างนะ” จึงเป็นคำถาม
ปกติในทุกเช้าหลังพ้นจากห้วงเวลาของการหลับใหล
จากที่เคยแทบไม่ต้องคิดอะไร กลับกลายเป็นช่วงเวลา
ที่สมองได้เริ่มขบคิด ขณะร่างกายยังติดหนึบกับฟูกนอน
ราวกับถูกติดกาวเอาไว้แถมเปลือกตาก็หนักอึ้งไม่พร้อม
ที่จะลืมตาขึ้นมาใช้ชีวิตเสียด้วยซ้ำ

         การตื่นเช้าอย่างไม่งัวเงีย ทำกิจวัตรใดๆ อย่างไม่
รีรอและออกเดินทางไปยังที่ที่หัวใจได้โลดแล่น คือ
สามความธรรมดาที่ฉันปรารถนามากที่สุด แต่มันทำได้
ยาก เพราะตอนนี้ขอเพียงได้นอนหลับอย่างเต็มอิ่ม
แค่นี้เวลาก็ล่วงเลยจนแทบจะไม่ได้ทำกิจกรรมใดๆ
มากมายนัก

         จนนานวันเข้า มันก็เหมือนอยู่ในภวังค์ฝันร้ายขึ้น
ทุกที เพราะไม่รู้ว่าการมี list ให้ทำมากมายขนาดนี้
จะทำให้ฉันเป็นคนกระตือรือร้นหรือว่าจะเป็น ‘ซอมบี้’
กันแน่

         แล้วเมื่อไหร่กันนะที่หัวใจจะได้รับการดูแล และ
ปล่อยให้ความรู้สึกเป็นอิสระจากกิจทั้งปวง?

         สำหรับฉัน มันคือช่วงเวลาที่จะต้องฮึดสู้ รีบจัดการ
งานให้สำเร็จเสร็จสิ้น เพื่อหยุดพักและหาโอกาสกลับมา
คุยกับตัวเองให้ได้มากที่สุด ซึ่งนั่นอาจหมายถึงการต้อง
บอกลาอะไรสักอย่าง

         และ ‘เจ้าโทรศัพท์’ ก็คือสิ่งจำเป็นที่ไม่จำเป็น ณ
เวลาแบบนี้ เพราะมันจะไม่ได้รับบทบาท ‘เจ้าชีวิต’
แสนเจ้ากี้เจ้าการของฉันในวันฮีลใจอีกต่อไป

         แน่นอนว่าการบอกลาสำหรับฉันในครั้งนี้คงไม่ได้
หมายถึงการใช้ชีวิตโดยไม่พกโทรศัพท์เลยเสียทีเดียว
แต่มันกลับหมายถึงการ ‘ถอยห่าง’ เป็นการชั่วคราว
ทั้งจากสื่อสังคมออนไลน์ และจาก to do list แห่งความ
เป็นระเบียบที่ฉันเคยพยายามจัดสรรมันเอาไว้ เหลือไว้
เพียงการรับข่าวสารหรือการติดต่อเฉพาะเรื่องสำคัญ
เท่านั้น

         พูดง่ายๆ ก็คือการ Social Detox นั่นแหละ


เมื่อ ‘ความอิสระ’
เป็นแพลนสำหรับเติมเต็มหัวใจ

         แล้วเมื่อเวลาแห่งการพักผ่อนมาถึง ตารางงานโล่งหมดจดจึงเป็นสิ่งชุบชูใจในวันอ่อนล้าที่มีค่ามากที่สุด เพราะต่อจากนี้มันจะกลายเป็นวันแสนพิเศษที่เต็มไปด้วยด้วยความธรรมดาของอะไรเดิมๆ ทั้งเวลาเดิมๆ สถานที่เดิมๆ และเพลงเดิมๆ เพื่อพาตัวฉันย้อนกลับไปสัมผัสความเรียบง่ายที่ไม่มีอะไรวุ่นวายเหมือนกับชีวิตก่อนหน้า

         ก็เพราะว่าอะไรเดิมๆ ทำให้ฉันไม่ต้องคิดอะไร และบางครั้งมันก็ได้พาฉันไปพบอะไรใหม่ๆ ท่ามกลางความเดิมๆ เหล่านั้นที่มองไม่เห็น ฉะนั้นตารางชีวิตของฉันจึงเป็นอิสระ ปราศจากการถูกกำหนดกฎเกณฑ์ทั้งปวง แค่เริ่มต้นด้วยความเรียบง่ายแบบนี้ หัวใจของฉันมันก็เริ่มมีชีวิตชีวาขึ้น

         เริ่มต้นตื่นเช้า แต่งตัวใหม่ๆ ด้วยการจับคู่เสื้อผ้าตัวเก่า แบกกล้องดิจิตอลตัวน้อยคู่ใจ หาอะไรกินรองท้อง พร้อมเสียบสายหูฟังเตรียมเปิดเพลงไปพลางๆ และก้าวเท้าขึ้นรถเมล์ในเวลาไม่เกิน 9.00 น. ซึ่งเป็นเวลาเดิมๆ ที่ฉันจะรู้สึกดี เพราะรู้ว่าวันนั้นคงจะไม่ได้หมดไปอย่างรวดเร็ว

         รถแล่นไป กวาดสายตามองท้องถนน ตึกรามบ้านช่องที่อยู่ริมทางผ่านไป
ผ่านไป และผ่านไป มีทั้งที่จำได้และที่แปลกใหม่จนถูกทดเอาไว้ในใจ และแล้วเพลงโปรดต่าง ๆ จากเพลย์ลิสต์ที่ไม่มีชื่อก็บรรเลงขึ้น ทันใดนั้น ความสุขก็เริ่มพอกพูนขึ้นในใจทีละเล็กทีละน้อย เพราะฉันรับรู้ได้ว่าวันนี้จะเป็นวันที่ดี และวันที่ดีของฉันก็มักจะเริ่มต้นด้วยสถานที่ที่อยู่ใกล้เคียงกับถนนสายหนึ่งในฝั่งธนบุรี ซึ่งเคยได้ยินบ่อยๆ ผ่านคลื่นวิทยุตั้งแต่เด็กๆ

         อรุณอมรินทร์คือถนนสายหนึ่งในความทรงจำที่ฉันมักจะหาโอกาสไป โดยเฉพาะเพื่อไหว้พระ ทำสมาธิตามวัดต่างๆ ละแวกนั้น จนถนนเส้นนี้ได้กลายเป็น
ที่เดิมๆ ที่เป็นทั้งจุดเริ่มต้นหรือจุดสิ้นของการเดินทางของฉันอยู่บ่อยครั้ง อาจเป็นเพราะความทรงจำในวัยเด็กและบรรยากาศของเมืองเก่าที่ยังคงหลงเหลือให้สัมผัส ฉันจึงรู้สึกอบอุ่นทุกครั้งที่ได้ไป ไม่ว่าจะเป็นการได้เห็นรถสามล้อถีบ วิถีชีวิตของชุมชนดั้งเดิม หรือสถาปัตยกรรมของวัดวาอารามที่ทอดยาวเลียบริมแม้น้ำเจ้าพระยา เพราะสิ่งเหล่านี้ต่างเป็นบรรยากาศของความสงบ ที่ซึ่งฉันไม่ลืมปล่อยใจให้เป็นอิสระ เพื่อซึมซับความรู้สึกเหล่านี้เอาไว้

         ด้วยใจที่ได้เป็นอิสระเช่นนี้ ร่วมกับพฤติกรรมการเป็นนักเดินของฉัน หัวใจของฉันจึงได้โลดแล่นเป็นที่สุด สองดวงตาและสองมือถือกล้องกดชัตเตอร์เก็บบันทึกภาพความทรงจำเอาไว้ ผิวกายเริ่มจดจำถึงสายลมแสงแดดที่พัดผ่านไป ในที่สุดวันดีๆ วันหนึ่งก็กำลังจะผ่านพ้นไป แม้ว่ามันอาจจะดูไม่มีอะไรมากสักเท่าใดนัก แต่ทุกครั้งที่ได้แวะเวียนกลับมายังที่เดิมๆ มันก็ให้ความรู้สึกแปลกใหม่ในเรื่องราวเดิม

         เหมือนกับที่เราได้ดูหนังซ้ำๆ แต่ได้เข้าใจตัวบทมากขึ้นก็เพราะเราได้ใช้ประสาทสัมผัสในการสังเกตมันมากขึ้นด้วยเช่นกัน และความ ‘ซ้ำซากแต่แปลกใหม่’ ก็คงจะตรงสไตล์แพลนสำหรับเติมเต็มหัวใจของฉันในช่วงเวลาที่ต้องการอยู่กับตัวเองมากๆ แบบนี้เป็นที่สุด

         หลายครั้งเราอาจมีความสุขกับการได้ลงมือทำ และผูกติดคำว่า ‘ใช้ชีวิตให้คุ้มค่า’ ไว้กับจำนวนงานมากมาย และอีกหลายครั้งที่ความรู้สึกตื่นเต้นในตอนแรกเริ่มกลับกลายเป็นความทรมาน

         แต่เราจะยังสามารถเรียกสิ่งนี้ว่าความคุ้มค่าได้อย่างไร ในวันที่ร่างกายและหัวใจใกล้หมดเรี่ยวแรงกำลังจะมาถึง

         บางทีการใช้ชีวิตที่คุ้มค่าอาจหมายความว่าเราไม่ต้องทำอะไรมากนักก็ได้
ซึ่งมันก็สมควรเป็นหนึ่งใน to do list ที่สำคัญ แม้ว่าจะโอกาสทำได้ยากยิ่งแล้วสำหรับในปัจจุบันนี้ แต่เอาเข้าจริงมันก็จำเป็นจะต้องมีจะต้องจดเอาไว้บ้างเหมือนกัน เพราะอย่างน้อยเราก็ได้มีวันเพื่อตัวเอง เพื่อฉันเองให้ได้เติมเต็มความสุขใจไว้บ้าง ฉันเชื่ออย่างนั้นจริงๆ นะ

         แล้วเมื่อเวลาแห่งการพักผ่อนมาถึง ตารางงานโล่ง
หมดจดจึงเป็นสิ่งชุบชูใจในวันอ่อนล้าที่มีค่ามากที่สุด
เพราะต่อจากนี้มันจะกลายเป็นวันแสนพิเศษที่เต็มไป
ด้วยด้วยความธรรมดาของอะไรเดิมๆ ทั้งเวลาเดิมๆ
สถานที่เดิมๆ และเพลงเดิมๆ เพื่อพาตัวฉันย้อนกลับไป
สัมผัสความเรียบง่ายที่ไม่มีอะไรวุ่นวายเหมือนกับชีวิต
ก่อนหน้า

         ก็เพราะว่าอะไรเดิมๆ ทำให้ฉันไม่ต้องคิดอะไร
และบางครั้งมันก็ได้พาฉันไปพบอะไรใหม่ๆ ท่ามกลาง
ความเดิมๆ เหล่านั้นที่มองไม่เห็น ฉะนั้นตารางชีวิต
ของฉันจึงเป็นอิสระ ปราศจากการถูกกำหนดกฎเกณฑ์
ทั้งปวง แค่เริ่มต้นด้วยความเรียบง่ายแบบนี้ หัวใจ
ของฉันมันก็เริ่มมีชีวิตชีวาขึ้น

         เริ่มต้นตื่นเช้า แต่งตัวใหม่ๆ ด้วยการจับคู่เสื้อผ้า
ตัวเก่า แบกกล้องดิจิตอลตัวน้อยคู่ใจ หาของกินรองท้อง
พร้อมเสียบสายหูฟังเตรียมเปิดเพลงไปพลางๆ และ
ก้าวเท้าขึ้นรถเมล์ในเวลาไม่เกิน 9.00 น.ซึ่งเป็นเวลา
เดิมๆ ที่ฉันจะรู้สึกดี เพราะรู้ว่าวันนั้นคงจะไม่ได้หมด
ไปอย่างรวดเร็ว

         รถแล่นไป กวาดตามองท้องถนน ตึกรามบ้านช่อง
ที่อยู่ริมทางผ่านไป ผ่านไป และผ่านไป มีทั้งที่จำได้
และที่แปลกใหม่จนถูกทดเอาไว้ในใจ แล้วเพลงโปรด
ต่าง ๆ จากเพลย์ลิสต์ที่ไม่มีชื่อก็บรรเลงขึ้น ทันใดนั้น
ความสุขก็เริ่มพอกพูนขึ้นในใจทีละเล็กทีละน้อย
เพราะฉันรับรู้ได้ว่าวันนี้จะเป็นวันที่ดี และวันที่ดีของ
ฉันก็มักจะเริ่มต้นด้วยสถานที่ที่อยู่ใกล้เคียงกับถนน
สายหนึ่งในฝั่งธนบุรี ซึ่งเคยได้ยินบ่อยๆ ผ่านคลื่น
วิทยุตั้งแต่เด็กๆ

         อรุณอมรินทร์คือถนนสายหนึ่งในความทรงจำ
ที่ฉันมักจะหาโอกาสไป โดยเฉพาะเพื่อไหว้พระ
ทำสมาธิตามวัดต่างๆ ละแวกนั้น จนถนนเส้นนี้ได้
กลายเป็นที่เดิมๆ ที่เป็นทั้งจุดเริ่มต้นหรือจุดสิ้นสุด
ของการเดินทางของฉันอยู่บ่อยครั้ง อาจเป็นเพราะ
ความทรงจำในวัยเด็กและบรรยากาศของเมืองเก่าที่
ยังคงหลงเหลือให้สัมผัส ฉันจึงรู้สึกอบอุ่นทุกครั้งที่ได้ไป
ไม่ว่าจะเป็นการได้เห็นรถสามล้อถีบ วิถีชีวิตของชุมชน
ดั้งเดิม หรือสถาปัตยกรรมของวัดวาอารามที่ทอดยาว
เลียบริมแม้น้ำเจ้าพระยา เพราะสิ่งเหล่านี้ต่างเป็น
บรรยากาศของความสงบ ที่ซึ่งฉันไม่ลืมปล่อยใจให้
เป็นอิสระ เพื่อซึมซับความรู้สึกเหล่านี้เอาไว้

         ด้วยใจที่ได้เป็นอิสระเช่นนี้ ร่วมกับพฤติกรรมการ
เป็นนักเดินของฉัน หัวใจของฉันจึงได้โลดแล่นเป็นที่สุด
สองดวงตาและสองมือถือกล้องกดชัตเตอร์บันทึกภาพ
ความทรงจำเอาไว้ ผิวกายเริ่มจดจำถึงสายลมแสงแดด
ที่พัดผ่านไป ในที่สุดวันดีๆ วันหนึ่งก็กำลังจะผ่านพ้นไป
แม้ว่ามันอาจจะดูไม่มีอะไรมากสักเท่าใดนัก แต่ทุกครั้ง
ที่ได้แวะเวียนกลับมายังที่เดิมๆ มันก็มอบความรู้สึก
แปลกใหม่ในเรื่องราวเดิม

         เหมือนกับที่เราได้ดูหนังซ้ำๆ แต่ได้เข้าใจตัวบท
มากขึ้นก็เพราะเราได้ใช้ประสาทสัมผัสในการสังเกต
มันมากขึ้นด้วยเช่นกัน และความ ‘ซ้ำซากแต่แปลกใหม่’
ก็คงจะตรงสไตล์แพลนสำหรับเติมเต็มหัวใจของฉันใน
ช่วงเวลาที่ต้องการอยู่กับตัวเองมากๆ แบบนี้เป็นที่สุด

         หลายครั้งเราอาจมีความสุขกับการได้ลงมือทำ
และผูกติดคำว่า ‘ใช้ชีวิตให้คุ้มค่า’ ไว้กับจำนวนงาน
มากมาย และอีกหลายครั้งที่ความตื่นเต้นในตอนแรก
เริ่มกลับกลายเป็นความทรมาน

         แต่เราจะยังสามารถเรียกสิ่งนี้ว่าความคุ้มค่าได้
อย่างไร ในวันที่ร่างกายและหัวใจใกล้หมดเรี่ยวแรง
กำลังจะมาถึง

         บางทีการใช้ชีวิตที่คุ้มค่าอาจหมายความว่าเรา
ไม่ต้องทำอะไรมากนักก็ได้ ซึ่งมันก็สมควรเป็นหนึ่ง
ใน to do list ที่สำคัญ แม้ว่าจะมีโอกาสทำได้ยากยิ่ง
แล้วสำหรับในปัจจุบันนี้ แต่เอาเข้าจริงมันก็จำเป็น
จะต้องมีจะต้องจดเอาไว้บ้างเหมือนกัน เพราะอย่าง
น้อยเราก็ได้มีวันเพื่อตัวเอง เพื่อฉันเองให้ได้เติมเต็ม
ความสุขใจไว้บ้าง ฉันเชื่ออย่างนั้นจริงๆ นะ

Discover more from Awake1525

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading