“โอ้…ผมขอบคุณมากนะ คุณเป็นสื่อที่ช่วยเหลือ
ประชาชนได้จริง ผมติดตามรายการคุณเสมอนะ”
ถ้อยคำผสานกับเสียงจากปลายสายตอบรับด้วย
ความปรีดา หลังจาก ‘ใครสักคน’ รับฟังเรื่องทุกข์ที่ไร้
ทางออก ตั้งแต่เรื่องผัวเมียมีรักใหม่จนกลับมาทำร้าย
คนเก่า ยันบริษัทเอกชนถูกนายทุนขูดรีด หรือหนักข้อ
จนเรื่องชาติบ้านเมือง เช่น นโยบายกับองค์กรรัฐที่
ทำร้ายประชาชนจนถึงระบบการเมืองอันโสมม
ท่วงทำนองเหล่านี้ไม่ได้มีแค่เขาคนเดียว หากมีอีกหลายคนที่กล่าวกับ ‘ใครสักคน’ เป็นผู้รับเรื่องคนนั้น
ตลกร้ายคือ ‘ใครสักคน’ นั้นเป็นผมเอง
สองเดือนที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสปฏิบัติหน้าที่
คนฝึกงานข่าว ในเครื่องแบบที่ “กูเป็นนิสิตนักศึกษา”
ดังบทกวีของสุจิตต์ วงษ์เทศ ในห้องเล็กๆ ของทีมงาน
หลังบ้านที่เป็นดังห้องลับของรายการภายใต้ชายคา
ของสถาบันสื่อแห่งหนึ่งบนถนนวิภาวดีรังสิต (โดยไม่
รู้ว่าถนนเส้นดังกล่าวจะต้องซ่อมแซมกี่ปีกว่าจะแล้วเสร็จ)
ก่อนฝึกงาน ผมเก็บเรื่องสถานที่ฝึกกับเป้าหมาย
การงานตนเองในอนาคตไว้ในส่วนลึกสุดของจิตใจ
มีเพียงมิตรสนิทและผู้ใหญ่ที่ผมเห็นว่าควรบอกกล่าว
ให้ทราบเพียงไม่กี่คน ก็ผมดันเป็นคนคิดดีจะฝึกงาน
ข้ามสายที่ร่ำเรียนมาเสียด้วย
แต่น่าแปลก สิ่งที่ผมฝึกกลับเป็นที่สนอกสนใจของ
มิตรสหาย หลายคนไม่คาดคิดด้วยซ้ำว่าผมจะเอาตัวมา
ทำงานสายนี้ ผมก็ได้แค่ตอบเชิงกวนบาทาด้วยแววตา
แห่งความปลื้มปริ่มที่มีเรื่องราวมากมายเป็นเบื้องหลัง
สำหรับผมการฝึกงานที่นี่จึงเป็นการฮีลใจชนิด
‘ธรรมะแท้ย่อมไม่มีคำปลอบใจ’
เกริ่นมาเช่นนี้ ถ้าสนใจก็ลองอ่านดู ถือว่าเป็นชีวิต
ของคนโฉดๆ ในขวบปีแรกของวัยเลขหลักสองที่ผ่าน
เข้ามาสนทนากันและกัน
เรื่องราวที่ผ่านพบ
ท่ามกลางความประสาทแxกและการใช้ชีวิตร่วม
กับบรรดาเสือ สิงห์ กระทิง แรด ในนามทีมงานผู้รับบท
เป็นทั้งผู้ดี ผู้ร้าย และผู้เป็นเจ้าที่ของหน่วย ผสานกับวิถี
ชีวิตอันแสนชุลมุนที่อะไรก็เกิดขึ้นได้กับค่าตอบแทนที่
ได้รับเพียงน้อยนิด อีกทั้งการเป็นคนฝึกงานข่าวอย่าง
ผมมันก็คงเป็นดังที่ท่านบรรณาธิการอาวุโสกล่าวว่า
“การฝึกงาน มันก็คือการทำงานนั่นแหละ แต่แค่มันไม่ได้เงิน”
แค่นี้ก็สนุกแล้ว ผมที่เป็นนักศึกษาสาขาวิชาเกี่ยว
กับอดีต คนแก่ และคนตาย แต่ดัน ‘หลงผิด’ ปันหัวใจกับ
‘เธอ’ ที่ชื่อวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน ภายใต้
บริบทอุตสาหกรรมนี้ที่กำลังอยู่ในระลอกเปลี่ยนผ่าน
สำคัญอีกทั้งยังไม่เห็นอนาคตเท่าใดนักในแง่ความ
มั่งคงและยั่งยืนทางธุรกิจ
ซ้ำร้าย ตอนผมย่างกรายเข้าไปในอาณาบริเวณ
ของสถาบันสื่อแห่งนี้แทบทุกคนก็ล้วนเข้าใจว่า
“น้องมาจากคณะวารสารศาสตร์ใช่ไหมนะ”
แต่พอผมตอบกลับ
“ผมมาจากคณะศิลปศาสตร์
เอกประวัติศาสตร์ครับ”
น้ำเสียงสดใสกับดวงตาเรียวยาวอันแสนซื่อส่งตรงถึงผู้ถามทุกท่าน
“อ้าว แล้วจะมาฝึกงานที่นี่ทำไม…”
บรรดาทีมงานต่างตั้งคำถามกับผม
“ผมต้องการมาฝึกงานเพื่อ
เปลี่ยนสายงานหลังเรียนจบ…”
ผมอธิบายเหตุผลตามสถานการณ์ที่แต่ละคู่สนทนา
ยินดีรับฟังไถ่ถามมิขาดสาย ซึ่งก็มีทั้งโปรยยิ้มจากใจ
และฉีกยิ้มให้อย่างน่ากริ่งเกรง
เช่นนี้ ผมจึงได้รับหน้าที่ตั้งแต่วันแรกด้วยการยก
กระดาษลังมาจัด แกะ แยกให้เข้าที่เพื่อใช้สำหรับปริ้น
เอกสารทุกสรรพสิ่ง (วันสุดท้ายผมก็ถูกใช้งานนี้เช่นกัน)
พร้อมกับฝึกเป็น ‘ใครสักคน’ ที่ต้องมานั่งรับฟังและ
จับประเด็นจากเรื่องทุกข์ของชาวบ้านชาวเมือง
เข้าวันที่สอง ผมยังถูกโยนไปออกหมายที่กระทรวง
แรงงาน ซึ่งมิได้มีนัดหมายล่วงหน้า แต่มาอย่างฉุกละหุก
ระหว่างดำเนินรายการ
“โห…ฝึกงานแค่สองวันได้ออกหมายแล้ว
ไอ้อ้วนเอ๊ย”
พี่ท่านนั้นกล่าวเชิงยั่วยุด้วยสีหน้ากรุ่มกริ่ม
“ครับ”
ผมตอบกลับทันควันพลางยิ้มแห้งๆ ขณะที่รถข่าว
เคลื่อนไปบนทางด่วนอย่างเร่งรีบ
แน่นอนว่า การทำอะไรเพียงเท่านี้มันน้อยนิดมาก
สำหรับการฝึกงาน ผมรับบัญชาจากท่านบรรณาธิการ
อาวุโสให้ฝึกเขียนข่าว-ถ่ายภาพ หลังออกกองสัญจร
หรือไปหมายอย่างสม่ำเสมอ พร้อมกับต้องเลือกเสียง-
ลงเสียง-เขียนบทข่าวจากการออกกองเพื่อเอามาพัฒนา
เป็นสกู๊ปข่าว ร่วมด้วยการฝึกออกหน้ากล้องและเป็น
ผู้สัมภาษณ์แหล่งข่าว ซึ่งทำให้ผมได้อยู่กลางแสงจริงๆ
แสงที่มิใช่ที่คนทั่วไปต่างถวิลหาไขว่ขว้า เพราะนั่นมัก
จะมาแค่วูบหนึ่งแล้วก็กลืนกลายกับกาลเวลา
ภายใต้ฉากหลังของการเมืองในที่ทำงานอันสนุก
สนาน ผมต้องเล่นละครกับงานที่ทำแล้วยังต้องเล่นละคร
กับคนที่ทำงานผ่านการรับบทเป็นผู้โฉดเขลาเบาปัญญา
พร้อมฟังคำกล่าวหาว่า ‘เป็นลูกคุณหนู’ (ซึ่งส่วนตัวไม่
พอใจอย่างยิ่ง แต่ทำอะไรไม่ได้) และต้องถูกเขาใช้…
ดังสำนวนตัดไม้ข่มนาม
มากไปกว่านั้น ผมยังต้องทำหน้าที่ประสานสิบทิศ
ตั้งแต่การแจกเอกสารคิวแขก-Rundown การรับแขก-
ส่งแขก-แจกของว่าง การขอบัตรประชาชนเพื่อประกอบ
เป็นสำเนาในใบเสร็จรับเงิน การฝึกต่อสาย Phone-in
ในห้องคอนโทรล พร้อมกับเรียนรู้ทักษะการตัดต่อวิดิโอ
การเลือกข่าวโดยต้องขายประเด็นให้กับทีมงาน รวมถึง
งานจิปาถะอีกร้อยแปดพันประการ เช่น การเดินเอกสาร
ส่งข้าวส่งน้ำ ฯลฯ
เรื่องราวที่ผูกพัน
ด้วยเหตุนี้ คุณผู้อ่านก็คงเข้าใจบ้างแล้วว่า ทำไม
ผมถึงกล่าวกับบรรดาทีมงานหลังการฝึกงานผ่านไป
ประมาณหนึ่งเดือนว่า
“เวลาทำงานที่นี่อยากให้ตัวเองเป็นทศกัณฐ์
เสียจริง มีสักสิบหน้ายี่สิบมือ เพราะอะไรๆ ก็กูเนี่ย”
ผมกล่าวพลางหัวร่อให้กับความเหน็ดเหนื่อยใน
แต่ละวันที่ผ่านพ้น
เรื่องเล่าหนึ่งที่ผมได้จากการทำงาน คือพี่คนหนึ่ง
ในทีมรับเรื่องบอกเล่าเรื่องราวของผู้เสียหายคนไทยที่
ไปทำงานในสหรัฐฯ แล้วถูกหลอกสูญเงินไปหลักหลาย
ล้านโดยติดต่อมาทางรายการ เธอเล่าเรื่องด้วยความ
เครียด น้ำเสียงสั่นเครือและหน้านองน้ำตา ภายใต้
ความสูญสลายที่ไม่มีทางออกใดในชีวิต ประโยคที่พี่
คนนี้ตอบกลับอย่างใจเด็ดมีเพียงว่า
“ขอให้คุณสัญญากับผมว่าคุณจะไม่ทำร้ายตัวเอง
แล้วเราจะคุยกับคุณ”
จากจุดนี้ ทั้งสองจึงได้ติดต่อและมีการดำเนินการ
ช่วยเหลือกันต่อมา โดยภายหลังเมื่อเธอกลับมาเยือน
แผ่นดินเกิด เธอไม่เลือกที่จะกลับไปหาครอบครัวเป็น
อันดับแรก แต่เลือกมาหาพี่ที่ช่วยเหลือก่อน
เรื่องเล่าเพียงเท่านี้ทำให้ผมเข้าใจเลยว่า ภายใต้
การทำงานในตำแหน่งที่ต้องอุทิศตัวอย่างยิ่ง สิ่งที่ลง
แรงไปในทุกวันมันไม่สูญเปล่า พร้อมกัน นี่คือหัวใจของการทำข่าว ถ้าคุณรับเรื่องได้ นอกจากจับประเด็นดีแล้ว ต้องเข้าใจความรู้สึกของคนและชีวิตมนุษย์อันแหว่งวิ่น
ต่อไปคุณจะทำงานข่าว หรือสื่อด้านอะไรก็ได้ทั้งสิ้น
ณ นาทีนั้น มันทำให้ความเหนื่อยกายหายเป็นปลิด
ทิ้งไปชั่วขณะ แล้วนี่เป็นเหตุว่า ทำไมผมยังรู้สึก ‘ฮีลใจ’
ได้อยู่เรื่อย ทั้งที่วิถีการทำงานนี้น่ายื่นฟ้องกรมแรงงาน
ให้รู้แล้วรู้รอดไปสักตั้ง
เรื่องราวที่ค้นพบ
สิ่งหนึ่งที่ได้รับรู้จากการเสาะแสวงหาและรับบัญชา
ให้ทำงานในทุกตำแหน่งข่าว การเรียนในสาขาประวัติ
ศาสตร์ช่วยให้มีแต้มบุญด้านการเขียนและหาข้อมูลดิบ
อยู่บ้าง แต่ขาดเครื่องมือในการจัดการให้ข้อมูลพวกนั้น
กระชับ มีเนื้อมีหนัง และเข้าถึงคนส่วนใหญ่ได้จริง ผ่าน
วิธีการสื่อสารหรือการเล่าเรื่องให้น่าสนใจ ไม่จำเจ
ซึ่งขัดกับภาพจำของคำว่า ‘ประวัติศาสตร์’ ในหมู่คน
ส่วนใหญ่โดยแท้ ไม่นับเรื่องบุคลิกภาพและการสร้าง
ตัวตน ซึ่งเป็นทักษะหนุนเสริมถ้าคุณได้มาสัมผัสกับงาน
สื่อมวลชน
การทำงานข่าวของผมจึงเป็นเสมือนกระจกที่ส่อง
สะท้อนกันและกัน โดยเราก็ขาดเธอที่ชื่อสื่อมวลชนมิได้
และเธอก็ขาดเราที่ชื่อประวัติศาสตร์มิได้ (ในกรณีที่ต้อง
การเรื่องเล่าเก่าๆ แก่ๆ อะนะ)
แต่ก็อีกนั่นแหละ ผมกล่าวจากมุมของคนที่ปันใจให้
สิ่งนี้ไปแล้ว แต่คนอื่นที่ร่ำเรียนในสาขาวิชาเดียวกับผม
อาจมีเป้าหมายอื่นๆ ซึ่งก็จะมีชุดคำตอบอีกแบบ
หากให้นิยามวิถีคนข่าว ก็คงมิใช่สิ่งที่ผิดไปจากที่
สรยุทธ สุทัศนะจินดา ผู้ประกาศข่าวและนักเล่าเรื่องที่
เก่งที่สุดคนหนึ่งในยุคนี้กล่าวว่าเป็น ‘กรรมกร’ มันไม่ใช่
งานที่สวยงาม เพราะคุณจะต้องเผชิญกับทุกคนที่โถม
เอาเรื่องมาส่งให้ และจะต้อง ‘ดีล’ ให้ได้ทั้งกับตนเอง
และผู้อื่นอีกทั้งยังไม่นับยุคสมัยนี้ที่ทุกคนเป็นสื่อได้
นี่จึงเป็นฝันลมๆ แล้งๆ ของเด็กวารสารฯ กับอนาคตที่
ยังไม่แจ่มชัด
ผมได้เข้าใจว่าการทำงานกับสื่อ คือศิลปะที่ต้อง
อาศัยประสบการณ์และไหวพริบอย่างมาก ทั้งนี้ หากคุณ
ไม่ได้เป็นนักข่าวแต่ไปทำงานตำแหน่งอื่นๆ ในวงการ
สื่อก็เป็นไปในลักษณะเดียวกัน คือต้องรวดเร็วและ
ละเอียดไปพร้อมกันภายใต้ความแปรเปลี่ยนของสังคม
ที่เกิดขึ้นทุกนาที
แม้ในเวลานี้อุตสาหกรรมสื่อจะยังดูไร้ทิศทาง แต่
ในอนาคตผมยังเชื่อว่า ‘สื่อจะยังต้องคงอยู่’ เพียงแต่มัน
จะไม่ใช่แบบที่เป็นในวันนี้ เพราะจะต้องมีพวกเครื่องมือ
ใหม่ๆ ให้คนทำสื่อได้สนุกไปกับมันภายใต้สภาพสังคม
ที่สื่อมวลชนจะแตกออกเป็นเฉพาะกลุ่มยิ่งกว่าปัจจุบัน
อีกสิ่งหนึ่งที่หล่อเลี้ยงให้ผมยังอยากตื่นมาทำงานนี้
ได้ทุกวัน คือการออกจากหน้าหนังสือและตัวอักษรที่น่า
พิศวงเหล่านั้น แล้วมาสัมผัส ‘โลกที่เป็นจริง’ ในสังคม
ที่ไม่มีวันสิ้นสุด ยิ่งมีโอกาสทำงานในหน่วยข่าวสังคม
ด้วยแล้ว จึงทำให้ผมได้รับมือ เข้าใจ ยืดหยุ่น ผ่านการ
เผชิญกับชีวิตที่เป็นจริง ไม่ใช่แค่ทฤษฎีหรือตำรับตำรา
อะไรที่หาอ่านกันทั่วไป รวมถึงการได้เป็น ‘ใครสักคน’
ที่ช่วยให้ผมปล่อยและปลดวางอะไรต่อมิไรได้หลาย
อย่างมากกว่าแค่การนั่งอ่านหนังสือพัฒนาตนเองไม่รู้
กี่เล่มต่อกี่เล่ม
เพราะมันยังมีอีกหลายสิ่งที่คนในสังคมนี้ต้องการ
ในวันสุดท้ายของการฝึกงาน ท่านบรรณาธิการ
อาวุโสได้มอบคำสอนว่า “ในการทำงานต่อไปขอให้เรา
รัก 3 อย่าง คือ รักงานที่ทำ รักทีมงาน และรักองค์กร”
พร้อมกับ ฮัมเพลง ‘ถ้าหัวใจฉันมีปีก’ ในนาทีสุดท้ายที่
ผมได้เข้าไปกล่าวอำลาท่านเฉกเช่นทุกวัน
…หากดวงใจฉันมีปีกบิน เหลิงลอยเมฆินทร์ได้ดั่งฝัน
จะอยู่ไหนไม่เคยหวั่น ฉันบินมาพลันอยู่ใกล้เธอ…
ดังเช่นนกที่แม่จะหาอาหารมาให้บนรังในวัยเยาว์
ก่อนจะเติบโตและให้ไปเรียนรู้สู้ชีวิตด้วยลำแข้งของตน
แม้อาจจะปีกหักบิ่นหรือเจ็บปวดบ้างในชีวิตจริง แต่นั่น
คือสิ่งที่ต้องเผชิญด้วยตนเอง
สื่อกับผม คือการใช้ชีวิตกับงานที่มีความหมาย
กับใครสักคน อย่างไม่ต้องเป็นพระผู้ไถ่ พวกเขาเดิน
เข้ามาหา แล้วเราก็เป็นคนกลาง ‘ส่งและสะท้อน’ ให้
แต่ละกลุ่มสังคมจัดการสิ่งที่เกิดขึ้นต่อไป
แต่ผมจะเติบโตได้ดังเช่นนกที่ท่านบรรณาธิการ
อาวุโสกล่าวหรือไม่ ก็ต้องรอรับชมต่อไป
มิพักต้องกล่าวว่า ทั้งหมดนี้เป็น ‘คุณค่าที่คุณคู่ควร’
ที่ผมได้จากการทำงาน ตามที่ท่านประสานงานอาวุโส
ได้เอ่ยเชิงหยอกล้อ ภายใต้วิถีการทำงานดั่งบทเพลง
‘โลกนี้คือละคร’ นี่แล้ว
…โลกนี้นี่ดูยิ่งดูยอกย้อน เปรียบเหมือนละคร
ถึงบทเมื่อตอน เร้าใจ บทบาทลีลาแตกต่างกันไป
ถึงสูงเพียงใด ต่างจบลงไปเหมือนกัน…
Writer & Graphic Designer

นักศึกษาสาขาประวัติศาสตร์ มอท่อ ผู้ป้วนเปี้ยนเเถวคณะวารสารกับพาณิชย์ มีผลงานหนังสือเล่มเเรกตอนอายุ 18 ปี (เพราะเบียวเกินเหตุ) ทุกวันนี้ชอบการใช้ชีวิต ทำความเข้าใจสังคม เเละเล่นกับไฟ (แบบน่ารัก)
