เขียนที่ หอพักทรงพิเชษฐ์
สถานที่สร้างขึ้นพร้อมกับมหาลัย ณ ศูนย์รังสิต
อันอุดมไปด้วยนักศึกษา ทุนนิยม และเหี้ยที่เป็นสัตว์เลื้อยคลาน

วันที่ 8 มีนาคม 2569

สวัสดีคุณความกลัวที่รัก 

          คุณความกลัวหน้าตาเป็นยังไง มีสีหน้าอาการเช่นไร ช่วยบอกผมหน่อยได้ไหม… 

          เมื่อไม่กี่วันก่อน ผมตื่นมาเจอข่าว ‘พระเจ้าทรัมป์’ ผู้สั่งการให้บุกรุกประเทศอิหร่าน และก่อนหน้านี้ก็ประเทศเวเนซุเอลา ทั้งหมดนี้ในช่วงระยะเวลาเพียง 2 เดือน หลังปีใหม่ และถัดจากนี้เขาก็อาจสั่งบุกประเทศอื่นใดอีกก็ได้ 

          ผมยังคิดทีเล่นทีจริงตามความเห็นของมิตรสหายท่านหนึ่งที่ว่า “หากพระเจ้ามีจริง ก็คงเป็นเช่นทรัมป์”

          ถามว่าเหตุใดทำให้ผมคิดว่าทรัมป์เป็นพระเจ้า ก็ลองดูจากที่เขาปฏิบัติได้ เขาเป็นทั้งผู้สร้างและผู้ทำลายด้วยตนเอง แต่ปัญหามันอยู่ที่ถ้าเป็นพระเจ้าในทางศาสนา (กรณีที่คุณเชื่อว่าพระเจ้ามีจริง) เขาอาจให้คุณและโทษกับใครแค่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง 

          แต่นี่มันกลับกระทบทั้งคนที่นับถือและไม่นับถือพระเจ้าองค์นี้อย่างถ้วนหน้า 

          ผมในปีที่อายุขึ้นเลขสองเป็นปีแรกพลันคิดไม่ตกว่า ‘อะไรเป็นเหตุให้โลกมาถึงจุดนี้’ ซึ่งสาเหตุที่คิดมันคละเคล้ามาจากสิ่งที่ปรากฏตรงหน้าร่วมกับความกังวล และผมเชื่อว่ามันไม่ได้มีแค่ผมคนเดียวในโลกที่คิดเช่นนี้ 

          หากเราพิจารณาคำถามร่วมกันของสังคม ผมคิดว่ามันตั้งอยู่บนสองประโยค คือ 

          “กูจะมีชีวิตรอดไหม” และ “กูจะมีอะไรบ้างในชีวิตที่เป็นอนาคตได้หลังจากนี้” 

          เพราะทุกอย่างที่เคย ‘เชื่อว่ามันมีจริง’ ในคำว่าระเบียบโลกและโลกาภิวัตน์ มันแทบจะสิ้นสุดการใช้งานไปแล้ว

          ด้วยเหตุนี้ มันจึงชวนให้ผมระลึกถึงคนในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 เพราะถ้าเรากลับไปมอง ‘ดวงตา’ ของพวกเขาผ่านรูปถ่ายอันเป็นประจักษ์พยานรูปแบบหนึ่ง ผมว่าเราสามารถสรุปออกมาได้สามคำ คือ

          ‘ความไม่รู้’ ‘ความไม่แน่นอน’ ‘ความเป็นไปได้’ ซึ่งทั้งหมดเป็นองค์ประกอบของความกลัว

………

          ทุกครั้งที่ผมย้อนความหลังกับชีวิตตนเอง ผมมักมีความทรงจำกับความกลัวระคนกันไป โดยจะฉายชัดออกมาเป็นภาพแล้วภาพเล่าที่ถูกตัดจบไปเสียทุกคราว หากแต่ยามใดที่ผมค่อยๆ ลำดับเรื่องราวในส่วนของความทรงจำ มันก็พอจะเรียบเรียงออกมาได้ ผมจึงขอเล่าไว้สักหน่อยในที่นี้ เผื่อต่อไปคนรุ่นผมจะเป็น Lost Generation เช่นที่เคยถูกใช้นิยามกลุ่มคนที่เติบโตในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 คนรุ่นหลังจะได้ให้เห็นภาพมากขึ้นหากได้อ่าน

          ผมเกิด พ.ศ.2548 ขวบปีแรกของชีวิตได้มีโอกาสทันเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 แถมมารู้ทีหลังด้วยว่า ในวันเกิดเหตุ ผมได้ไปร่วมรับชมรถถังกลางกรุงเทพฯ ที่ถูก ‘เชิญ’ มาเป็นสัญลักษณ์ของค่ำวันนั้น ด้วยยังมีภาพที่พี่ทหารท่านหนึ่งอุ้มผมขึ้นไปบนรถถัง เขามีสีหน้าแย้มยิ้มเริงร่ากับผมที่มีดวงตากลมโตสดใส

          ต่อมา พ.ศ.2553 ขณะอายุ 5 ขวบ ความเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงกำลังอยู่ในกระแสสูง มีเหตุที่พวกเขาจะบุกยึดสถานีไทยคม ผมจึงถูกนำตัวกลับจากโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงกลับมาบ้านเพื่อความปลอดภัย 

          ถ้าเปรียบผมเป็นชินจัง เจ้าหัวมันฝรั่งน้อยตลอดกาล ถึงแม้จะมีฉากหลังเป็นบ้านที่ต้องผ่อน 32 ปี พ่อต้องทำงานหนัก และเป็นชนชั้นกลางในเมือง แต่บ้านผมอยู่ในช่วงชีวิตเปลี่ยนผ่านของครอบครัว เปลี่ยนจากอาชีพเดิมมาทำอาชีพค้าขาย แถมยังต้องเผชิญสภาพสังคมการเมืองเช่นนั้นอีก

          คิดแค่นี้ก็สนุกแล้ว ในช่วงเวลาที่มีแต่คนสวมเสื้อสีเต็มไปหมด ใครต่อใครต่างก็เป็น ‘ชินจัง’ ที่อายุมากกว่า 5 ขวบ ผู้ไม่สน ไม่แคร์กฎระเบียบใด

          แต่แน่นอน นี่เป็นแค่จุดเริ่มต้น

          พ.ศ.2556 เกิดการชุมนุมมวลมหาประชาชน กปปส. อันนำมาสู่รัฐประหารในอีกหนึ่งปีถัดมา ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ยังจำได้ดี ด้วยผมกำลังเติบโต แล้วก็มีชีวิตกับนายกรัฐมนตรีนาม ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต่อมาอีกยาวนาน

          ถ้าถามว่ามันอยู่ในความนึกคิดขนาดไหน ก็ต้องขอโอ้อวดว่า ผมทันได้ท่อง ‘ค่านิยม 12 ประการ’ รับชมรายการ ‘คืนความสุขให้ประเทศไทย’ (ซึ่งตอนหลังๆ ก็ปิดหนีเสียทุกครั้ง) ทันคำว่า ‘ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ’ ‘Thailand 4.0’ และ ‘ปฏิรูปประเทศ’ ซึ่งเป็นสิ่งที่รายล้อมและถูกสื่อสารให้เข้าไปในโสตประสาทอยู่เสมอ

          ภายหลังการเลื่อนเลือกตั้งหลายครา ในปี พ.ศ.2562 ประเทศนี้มีการเลือกตั้งขึ้นจริงสักที หลังจากอยู่กับยุคสมัยของคนในเครื่องแบบ ตอนนั้นผมอายุประมาณ 13-14 ปี ผลลัพธ์ก็ได้นายกรัฐมนตรีชื่อเดิมนั่นแหละ

          ทั้งนี้ ในบรรดาความเปลี่ยนแปลงที่ผ่านมา อีกตัวแปรสำคัญที่ส่งผลกับผมและมิตรสหายร่วมรุ่นอีกจำนวนมาก คือ โควิด 19 ตอนนั้นผมก็คิดแบบเด็กๆ ด้วยความดีใจที่ได้หยุดอยู่บ้าน เรียนแบบไม่เรียน นั่งๆ นอนๆ 

          แต่ผมมารู้ภายหลังว่านี่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ช่วงชีวิตที่เขาว่ามีความสุขที่สุด ได้เป็นตัวเองที่สุด พลัดหล่น กระพร่องกระแพร่ง แล้วไม่อาจย้อนเวลากลับมาได้  

          มากไปกว่านั้น ผมก็ยังไม่ตระหนักเลยว่า นี่เป็น ‘สัญญาณ’ ของความพังทลาย ทั้งในสังคมและโลกที่จะเกิดขึ้นถัดจากนั้น โดย ‘โลกใบเดิม’ ที่เราเคยมองว่าเชื่อมโยงเข้าหากัน มันกลับค่อยๆ ถูกฉีกออกจากกัน กลายเป็น ‘โลกใบใหม่’ ที่หลายสิ่งถูกทำให้กลับหัวกลับหางไปสิ้น

          ทุกวันนี้ ใจหนึ่ง ผมยังอยากหยุดเวลาไว้ที่อายุ 5 ขวบเหมือนชินจังเลยด้วยซ้ำ ถึงแม้จะรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ก็เถอะ

………

          ทีนี้หากเราลองมองลงไป ‘ในองค์ประกอบของความกลัว’ ก็จะพบว่า คุณความกลัวทำร้ายผมและคนร่วมโลกไปหลายต่อหลายคนแล้ว 

          บางทีคุณความกลัวก็มาในนาม ‘อุดมการณ์’ ที่แบ่งแยกคนออกเป็นฝักฝ่าย บางคนทุ่มตัวลงไปด้วยฝักใฝ่ตามความวาดหวัง เพื่อให้ไปถึงเป้าหมายอันเป็นสังคมในอุดมคติ เพราะเขาเชื่อว่ามัน ‘เป็นไปได้’ 

          อย่างไรก็ดี ผมพบเห็นผู้คนไม่น้อยหวาดกลัวอุดมการณ์ เพราะมันมักกลับมา ‘เฆี่ยนตี’ ผู้ที่ยึดถือ เมื่อต้องเผชิญความจริงที่ว่า เขาไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวบนโลก และยังต้องเผชิญกับทั้งแรงผลักและต้านในสิ่งที่เชื่อ ซ้ำร้าย บางรายยังต้องสิ่งที่เชื่อนั้นด้วยคราบเลือดและน้ำตา

          คนที่แบกสิ่งต่างๆ ไว้บนบ่าจนเกินควร บ้างก็ต้องจบชีวิตลงเพราะจัดการตนเองไม่ได้ บ้างก็ต้องลดระดับของสิ่งที่แบกนั้น หรือไม่บ้างก็ถอยห่าง จนหายไปเลยก็มี 

          บางทีคุณความกลัวก็มาในรูปของคำอื่นๆ เช่น การจากลา การไม่ได้ใช้ชีวิตของตนเอง ความไม่สำเร็จของชีวิต และความตาย

          ผมค้นพบว่า การมีอยู่ของคุณความกลัว ส่งผลกระทบทางจิตใจ การกระทำ ความทรงจำ และประสบการณ์นานาชนิด ทั้งหวาน ขม หม่นเศร้า และเดียวดาย

          ตัวอย่างที่เห็นชัด บางคนสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไปก่อนเวลาอันควร จึงส่งผลถึงมุมมองเรื่องความตายและคนรักไปด้วย เพราะหลายคนไม่อยาก และไม่ยอมสูญเสียอะไรที่ตนเอง ‘เชื่อ’ ว่าเป็นของตน 

          บางครั้งที่ผมได้สนทนากับผู้ผ่านเข้ามาในชีวิต สิ่งหนึ่งที่ผมมักสัมผัสได้ คือ ความกลัวอันพ่วงติดมากับความหวาดระแวง ซึ่งบางครั้งก็มาจากแค่เรื่องเล็กน้อย ที่ทำให้เจ้าตัวคิดกลับไปมาไม่รู้จบ อย่างการกลัววัตถุชนิดต่างๆ หรือสัตว์นานาชนิดที่มีประสบการณ์ที่ไม่ดีด้วย จนต่อมากลายเป็นความทรงจำ

          ตัวบทของความกลัว มีกระบวนการคล้ายกับหลายสรรพสิ่ง คือ การมีเหตุที่นำไปสู่ผล และการมีผลกลับมาสู่เหตุ เอาเข้าจริง เค้ามูลที่ทำให้เกิดความกลัว มาจากสองปัจจัยหลัก คือ

          หนึ่ง มาจากเหตุที่ยังไม่เกิดขึ้น แล้วเราไม่อยากให้มันเกิดกับตัวเอง กลุ่มนี้จะมาจากการได้เห็นคนอื่นประสบหลากเรื่องราว หรือไม่ก็เห็นบริบทที่รายล้อม และเราสมาทานเข้าไปจนกลัวสิ่งนั้น  

          สอง มาจากสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว แต่เราไม่สามารถย้อนเวลากลับไป หรือชดเชยมันใหม่ได้ จึงทำให้เกิดความกลัว เพราะลึกๆ ในจิตใจที่ผ่านประสบการณ์มาแล้ว เราไม่ต้องการให้มันเกิดขึ้นซ้ำอีก

          หรือว่าจริงๆ แล้ว ความกลัว คือ สิ่งที่เรา ‘ปรุงแต่งขึ้น’ ทั้งนั้น 

          แต่กลับกัน ถ้าคุณลองพลิกสิ่งที่ปรุงแต่งขึ้นนี้แล้วมองมันอีกด้านก็จะพบว่า คำคำนี้มิใช่หรือที่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เรารู้ว่า “เราเกิดมาทำไม?”     

          ความกลัวนี่แหละที่เป็น ‘สิ่งหล่อเลี้ยง’ ให้เรายังลงมือทำอะไรใหม่ๆ หรือไม่ก็เรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตต่อไปได้ ด้วยมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ซับซ้อนที่สุดจำพวกหนึ่ง 

………

          “เราจะเผชิญกับคุณความกลัวได้อย่างไร”

          อาจเป็นคำถามจากคุณผู้อ่านที่ได้อ่านมาจนถึงบรรทัดนี้ ซึ่งสำหรับผม อยากจะแนะให้คุณลองเปลี่ยนคำถามกับคุณความกลัวเสียใหม่ 

          โดยไม่ใช่แค่การตั้งคำถามว่า “เรากลัวสิ่งนี้ (เติมชื่อของสิ่งที่กลัว) ไปทำไม” ด้วยลงท้ายมันอาจทำให้คุณไม่สามารถหลุดพ้นจาก ‘กรงของความกลัว’ ได้

          แต่ให้ลองตั้งคำถามใหม่ว่า “เราจะอยู่ร่วมกับคุณความกลัวได้อย่างไร” จะดีกว่าไหม 

          ใจเย็นก่อน ผมไม่ได้บอกว่า คุณจะต้องเผชิญกับความกลัวด้วย ‘การปล่อยวาง’ ทุกสิ่งเสียเถิด ใจความสำคัญมันอยู่ที่เราจะต้องรู้ทันให้ได้ว่าเรากลัวมันเพราะอะไร 

          เพราะมันไม่ใช่การ ‘เผชิญ’ แต่เราต้อง ‘เข้าใจ’ ด้วยมันไม่มีใครที่ปล่อยวางทุกสิ่งได้จริงๆ หรอก 

          เหตุที่ต้องกล่าวยืดยาว เพราะกว่าจะรู้ทันผมก็เห็นหลายคนถูกผลจากความกลัวทำร้าย จนกลายเป็น ‘บาดแผล’ ไม่รู้กี่เรื่องต่อกี่เรื่อง โดยมันสะท้อนออกมาเป็นเรื่องเล่าผ่านการเผชิญกับคุณความกลัวทั้งหลายที่ผมเล่ามานั่นแหละ

          หรือถ้าคุณผู้อ่านลองคิดกลับไปกลับมาอีกสักพัก อาจจะพบว่า

          คนที่น่าหวาดกลัวที่สุด แล้วโอบอุ้มความกลัวเหล่านั้นไว้ คือตัวเราเองทั้งสิ้น

………

          คุณความกลัว ผมเขียนถึงคุณละนะ คุณช่างน่ากลัวสมชื่อจริงๆ ผมไม่แน่ใจว่าคุณคิดเหมือนผมหรือไม่ ที่ผมรู้อยู่คือ คุณเป็นสิ่งที่ไม่มีหน้าตา ไม่มีสีหน้าอาการ แต่ซ้อนอยู่ใน ‘ตัวตน’ ของทุกคนในแต่ละอณูของความรู้สึก

          ถ้าผมบอกได้ ผมก็อยากบอกคุณว่า คุณช่วยหยุดให้ผมยุติการกลัวสรรพสิ่งที่มีกับบรรดาสิ่งมีชีวิตในโลกนี้ทั้งหลายลงเสียเถิด พวกเขาเหนื่อยในการกลัวมากพอแล้ว 

ขอบคุณที่ร่วม ‘อ่าน’ คุณความกลัวมาจนจบนะ
จากชายละมุนบอย


Graphic Designer

รณรต วงษ์ผักเบี้ย

นักศึกษาสาขาวารสารศาสตร์ผู้เหนื่อยหน่าย
กับโลก ชอบเขียนวิจารณ์สื่อไปเรื่อยเปื่อย
หลงไหลในเสียงดนตรีแจ๊ซ
ชอบดู Ben 10 และรักเกม Disco Elysium