ผมเป็นคนขี้กลัวตั้งแต่เด็ก คนในครอบครัวผมมักจะพูดเป็นเสียงเดียวกัน

          ผมกลัวเสียงฟ้าร้องฟ้าผ่า ทุกครั้งผมเห็นที่เมฆคิวมูโลนิมบัสสีเทาเข้มก่อตัวขึ้นสูง จิตใจก็จะเริ่มไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ผมไม่ได้กลัวฝนตกหรอก แต่ผมจะอกสั่นขวัญแขวนอยู่เสมอเมื่อได้ยินสายฟ้าฟาด

          ผมยังกลัวสัตว์หลายชนิด โดยเฉพาะหมาและแมลง ถ้ามีใครถามผมว่า “ชอบหมาหรือแมวมากกว่ากัน” ผมจะตอบโดยไม่ลังเลเลยว่า “แมว” และมักจะเสริมต่อว่า “แต่ก็ชอบหมาที่ไม่เห่าและไม่กัด” ผมไม่ชอบหมาที่มีท่าทีดุร้าย แม้จะไม่เคยโดนกัด แต่ก็ไม่ชอบที่มันมาเห่าใส่ หรือขู่ทำท่าจะกัดผม นอกจากหมาแล้วผมยังเกลียดแมลงแทบทุกชนิด แมลงเป็นสัตว์ที่รูปร่างหน้าตาน่ากลัว และยิ่งเจอตัวยักษ์เข้า ถือว่าเป็นฝันร้ายทีเดียว และผมก็ไม่ชอบตอนพวกมันเดินไต่ตัว มันทำให้รู้สึกขยะแขยงชอบกล

          อีกทั้งผมยังกลัวความสูง แม้เดินบนสะพานลอยข้ามถนนก็ทำให้ผมขาสั่นได้ มันเป็นความรู้สึกกลัวว่าสิ่งก่อสร้างใต้เท้ามันจะพังทลายลงอย่างฉับพลัน และร่างของผมก็จะตกลงสู่ความเวิ้งว้างเบื้องล่าง 

          แม้เวลาล่วงเลยมาจวนจะ 22 ปีแล้ว ผมก็ยังกลัวสิ่งเหล่านี้อยู่ มันเป็นความกลัวทางร่างกายที่ผมคงห้ามไม่ได้ มันอาจจะอยู่ติดตัวผมไปจนแก่เฒ่าเลยก็เป็นได้ ซ้ำร้าย ชีวิตที่เริ่มย่างเข้าวัยผู้ใหญ่ตอนต้น กลับเพิ่มความกลัวให้ผมปวดหัวเล่นอีกหลายประการ แต่คราวนี้มันไม่ใช่ความกลัวทางการน่ะซี มันเป็นความกลัวทางใจที่ฝังลึกอยู่ในใจทีเดียว

          ในวันที่ผมขนของจากบ้านที่ต่างจังหวัดมาหอพักใกล้มหาวิทยาลัยที่เรียนอยู่ ในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกโหวงๆ ปนตื่นเต้น ตื่นเต้นที่จะได้พบสิ่งใหม่ ประสบการณ์ใหม่ พบเจอผู้คนมากมาย เหมือนกำลังก้าวเข้าสู่บทใหม่ของชีวิต แต่ไอ้ความรู้สึกโหวงในใจนี่ ที่ทำให้ผมยั้งความตื่นเต้นเอาไว้ 

          เมื่อรถแล่นผ่านหน้าบ้านไป ผมพยายามมองมันให้เต็มตาเป็นครั้งสุดท้าย (แม้จะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายจริงๆ ก็ตาม) เช้าวันนั้นทำให้ผมฉุกคิดว่า ‘ต่อไปนี้คงไม่ได้มาอยู่ที่นี่บ่อยๆ เหมือนเมื่อก่อนแล้ว’ หลังจากนั้นผมซึมไปทั้งวัน เมื่อบ้านที่เราอิงอาศัยมันทุกวัน บรรยากาศในบ้าน หรือละแวกบ้านที่คุ้นเคย กำลังจะหายไป หรืออย่างน้อยก็เป็นแค่สิ่งที่เราไปเยี่ยมเพียงชั่วครั้งชั่วคราว และเมื่อกลับไปแต่ละครั้ง ก็มีบางอย่างเปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเปลี่ยนน้อยหรือมาก การเปลี่ยนแปลงนั้นก็ทำให้ผมรู้สึกว่ากลายเป็นคนแปลกหน้าเข้าไปทุกที เริ่มมีบทสนทนาที่ผมไม่เข้าใจ สถานที่ที่ผมไม่รู้จักผุดขึ้น ถนนเส้นใหม่ที่ไม่รู้จะพาไปที่ไหน จุดนั้นเองที่ ‘บ้าน’ ที่ผมรู้จักค่อยๆ เลือนหายไป 

          เกรงว่าผมจะกลายเป็นคนแปลกหน้าในบ้านเกิดตัวเองเสียแล้ว

          พอใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยได้สักพักจนอยู่ตัวแล้ว ในช่วงขวบปีแรกๆ ของชีวิตมหาลัย ผมยังเป็นเด็กใหม่ไฟแรงที่อยากลองอะไรใหม่ๆ ผมเริ่มทำความรู้จักกับผู้คนมากมาย แต่ละคนมีฝีมือวิชายุทธยอดเยี่ยม จนอดไม่ได้ที่ผมจะย้อนกลับมาด้อยค่าตัวเอง คิดว่าตัวเองไม่เก่งพอ พอเป็นแบบนี้ ผลลัพธ์ที่ออกมาคือผมไม่กล้าแสดงตัวตนออกมา มันแย่จนถึงขั้นว่าผมไม่ค่อยคบค้าสมาคมกับใครเลย

          เมื่อเวลาผ่านไปจนตอนนี้ อีกเพียงปีครึ่งผมจะเรียนจบแล้ว และไฟกองนั้นของผมก็ค่อยๆ มอดลง เมื่อผมตระหนักว่าวัยผู้ใหญ่ใกล้เข้ามา และ ‘life free trial’ กำลังจะหมดลง ซ้ำร้าย ผมพบความจริงข้อหนึ่งว่า อาชีพที่ผมต้องจบไปทำนั้นได้ค่าตอบแทนค่อนข้างน้อย แม้จะพร่ำบอกตัวเองว่าเงินเดือนไม่ต้องเยอะก็ได้ ขอแค่พอใช้และเหลือไว้เก็บบ้างก็ยังดี แต่ที่ผมได้ยินมา เงินเดือนที่ได้ยังแทบไม่พอกินเสียด้วยซ้ำ 

          นอกจากเรื่องเงินเดือนแล้ว ผมยังไม่อยากใช้ชีวิตยู่ในมหานครกรุงเทพแห่งนี้ ผมไม่ชอบเมืองนี้มาตั้งแต่เด็กๆ มีแต่ความแออัด รถติด อากาศแย่ และอีกหลายปัญหาที่ทุกคนเห็นกันอยู่ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าที่แห่งนี้มีตัวเลือกด้านอาชีพมากกว่าที่อื่น ทำให้ผมไม่มีทางเลือกจนต้องเข้ามาแสวงหาโอกาสที่กรุงเทพฯ แห่งนี้ 

          ผมมักจะคุยกับเพื่อนสมัยมัธยมเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่บ่อยครั้ง หลายคนเห็นด้วยกับผมและพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าอยากกลับไปทำงานที่บ้านเกิด หลายครั้งที่เข้าไปทำธุระในกรุงเทพฯ ผมมองเห็นรถติดยาวเป็นกิโลในชั่วโมงเร่งด่วน เห็นคนเดินลงจากรถเมล์กลางถนนเพราะกลัวไปทำงานไม่ทัน แค่คิดว่าผมต้องตื่นตีห้าเพื่อเข้าออฟฟิศให้ทัน หรือต้องใช้ชีวิตในที่แบบนี้ก็หดหู่แล้ว 

          จะเรียกผมว่าบ้านเกิดนิยม หรือ ภูมิลำเนานิยม หรืออะไรก็แล้วแต่ นี่เป็นความรู้สึกของผมต่อเมืองเทพสร้างแห่งนี้จริงๆ

          ระยะหลังมานี้ผมก็ยังตกผลึกว่ามนุษย์เรานี่ก็เป็น ‘สัตว์อพยพ’ ชนิดหนึ่งเหมือนกัน ในทุกช่วงชีวิต คนเรามักจะย้ายถิ่นฐานไปยังที่ที่มีโอกาสมากกว่า แต่ก็ไม่ใช่ทุกครั้งที่จะประสบความสำเร็จ มันเป็นเหมือนการเสี่ยงโชคอย่างหนึ่งนั่นแหละ 

          ในอีกแง่หนึ่งก็น่าเศร้าที่เมื่อเราย้ายถิ่นบ่อยเข้า เราก็ไม่อาจเรียกที่ไหนว่าบ้านได้เต็มปากอีกแล้ว

          ผมย้ายบ้านมาสี่ครั้งแล้ว ครั้งที่ห้าคือเข้ามาเมืองหลวงนี้ โดยที่ไม่แน่ใจเลยว่าอนาคตแบบไหนรออยู่ ผมเป็นคนประเภทปล่อยให้ชีวิตพาไป ไม่มีเป้าหมายชีวิตที่ชัดเจน มันช่วยให้ผมไม่เครียดเกินไป แต่บางครั้งก็รู้สึกสับสนเหมือนเดินอยู่ในม่านหมอกเหมือนกัน (หรือต้องบอกว่าเดินในม่านฝุ่น ฮา)

          แล้วจำได้ไหมครับที่ผมบอกว่าผมด้อยค่าตัวเองน่ะ สิ่งนี้แหละทำให้ผมกังวลว่าผมจะเอาตัวไม่รอดในโลกการทำงาน ผมกลัวว่าตัวเองจะทำพลาด แม้บางครั้งงานจะง่ายแค่ไหนก็ตาม แต่เมื่อคุณอยู่ท่ามกลางคนรุ่นเก๋าและคนรุ่นเก่งทั้งหลาย มีหรือที่จะไม่ประหม่า หรือกลัวว่าความเห็นของเราจะกลายเป็นความเห็นโง่ๆ ที่คนเขาจะเอามาพูดนินทา จนผมไม่กล้าออกความเห็นอะไร เป็นคนกลางๆ แต่กลับกลายเป็นว่ามีส่วนร่วมกับงานน้อยลง และอาจจะถูกนินทามากกว่าเดิมเสียอีก

          อีกทั้งสกิลการเข้าสังคมผมยังติดลบอีกด้วย มีหลายครั้งที่ผมต้องไปเข้าสังคมพบปะคนใหม่ๆ และไปกินเลี้ยงหรือทำกิจกรรมร่วมกัน ตอนที่ได้เจอคนใหม่ๆ มันก็กระชุ่มกระชวยดีอยู่หรอก แต่หลังจากจบงาน ผมได้แต่คิดว่า ‘ตรูไม่น่าทำอย่างนั้นเลยยยย’ อยู่ทั้งคืน

          นอกจากเรื่องงานเละเงินแล้ว ผมก็กลัวที่จะต้องใช้ชีวิตในฐานะผู้ใหญ่เหมือนกัน ต้องวางแผนการเงิน ทำภาษี และยิ่งยุคนี้ต้องลงทุนเพื่อแข่งกับค่าเงินเฟ้อ หรือต้องติดต่อนั่นนี่เอง บางครั้งผมก็คิดนะว่าถ้าผมไปหาหมอฟันโดยไม่มีแม่ไปด้วยแล้วมันจะน่ากลัวแค่ไหน การขับรถในกรุงเทพฯ ท่ามกลางการจราจรชวนปวดหัว นี่ถือเป็นความกลัวอันดับต้นๆ ของผมเลย 

          หากมองชีวิตในภาพที่กว้างขึ้น สถานการณ์การเมืองในโลกตอนนี้มันช่างน่าหดหู่เสียจริง โลกที่โกลาหลมากขึ้น เศรษฐกิจตกต่ำ การเมืองในประเทศที่ไร้ประสิทธิภาพและความโปร่งใส หรือแม้แต่สงครามที่ปะทุในหลายพื้นที่ทั่วโลกตอนนี้ ทั้งเรื่องโลกรวนที่เป็นปัญหาใหญ่กว่า แต่กลับไม่มีผู้มีอำนาจมาแก้ไขอย่างจริงจังเสียที ตอนนี้คงถึงจุดวิกฤตของมนุษยชาติแล้วกระมัง

          จริงๆ แล้วผมก็แค่เด็กคนหนึ่งที่กำลังเผชิญความกลัวของการเปลี่ยนแปลงนั่นแหละ กลัวอนาคตที่ไม่แน่นอน กลัวว่าชีวิตจะไปได้ไม่สวย ความกลัว จริงๆ แล้วเป็นแค่สิ่งที่มนุษย์ใช้รับรู้ความไม่รู้ ซึ่งมันทำให้เราต้องเตรียมพร้อมตลอดเวลา เผื่อสถานการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น

          ไม่ว่าผมจะกลัวสิ่งเหล่านี้แค่ไหน สุดท้ายแล้วผมก็ต้องยอมรับมันให้ได้ ว่าสักวันหนึ่งผมก็ต้องเผชิญหน้ากับพวกมันอยู่ดี ตอนนี้ผมคงทำอะไรไม่ได้มากกับอนาคตที่ยังมาไม่ถึง ทำได้แค่เตรียมตัวเองให้พร้อม เผื่อสักวันหนึ่งเราจะเจอมันในเวลาที่ไม่คาดหมาย 

          แต่บางครั้งผมก็คิดนะว่า การเป็นผู้ใหญ่มันไม่สูตรตายตัวอะไรหรอก เราแค่เป็นเด็กคนเดิมที่คอยเล่นตามน้ำไปกับละครเรื่องยาวที่ชื่อ ‘ผู้ใหญ่’ และหวังว่ามันจะเวิร์กก็พอแล้ว

Writer & Graphic Designer

รณรต วงษ์ผักเบี้ย

นักศึกษาสาขาวารสารศาสตร์ผู้เหนื่อยหน่าย
กับโลก ชอบเขียนวิจารณ์สื่อไปเรื่อยเปื่อย
หลงไหลในเสียงดนตรีแจ๊ซ
ชอบดู Ben 10 และรักเกม Disco Elysium