ทุกคนเคยมีความกลัวที่ไร้สาระและไม่ว่าฟังกี่ครั้งก็ดูตลกกันไหมคะ?
สำหรับฉันคือ ‘นักเก็ต’
ใช่ค่ะ นักเก็ตธรรมดาที่ทำมาจากเนื้อไก่บดละเอียดและนำไปขึ้นรูป ที่ทุกคนหาซื้อได้จากร้านฟาสต์ฟู้ดทั่วไปนั่นแหละ แต่จะให้พูดว่ากลัวนักเก็ตก็คงพูดได้ไม่เต็มปาก น่าจะเรียกว่าเป็นอะไรที่ไม่อยากเข้าใกล้เพราะความกลัวมากกว่า
ฉันไม่ได้รังเกียจมันมาตั้งแต่แรกหรอกนะคะ ถ้าจะให้เล่าก็คงต้องย้อนกลับไปเมื่อสมัยฉันอายุได้ราว 11 ขวบ ตอนนั้นน่าจะกำลังเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เหมือนกับเด็กประถมทั่วไป นักเก็ตเป็นอาหารว่างที่กินง่ายและรสชาติดีสำหรับฉัน ถ้าจำไม่ผิด เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในอาหารที่กินแล้วให้ความรู้สึกสบายใจ (Comfort food) ก็ว่าได้
แต่แล้วจุดพลิกผันมันก็มาถึง วันหนึ่งฉันได้ไปโรงภาพยนตร์กับที่บ้าน ในระหว่างที่ทุกคนกำลังยืนอยู่ที่หน้าจอโชว์โปรแกรมหนังประจำวัน ฉันก็ชี้ไปที่ภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง
‘คุณครูฮะ พวกผมเป็นซอมบี้’ (Cooties, 2014)
ต้องเท้าความก่อนว่าฉันเป็นคนกลัวผีขึ้นสมอง แม้กระทั่งภาพการ์ตูนผีน่ารักยังทำให้รู้สึกหวิวในใจได้ ฉันชี้ไปที่ภาพยนตร์เรื่องนั้นด้วยความที่เข้าใจว่ามันเป็นแนวตลก และบางที (ฉันหวังว่า) มันอาจจะเป็นก้าวเล็กๆ ที่ทำให้ข้ามความกลัวผีของตัวเองไปได้ เพราะตอนนั้นเพื่อนรุ่นเดียวกันนิยมเสพสื่อสยองขวัญยิ่งกว่าอะไร
แม้ว่าพี่สาวจะทักท้วงอยู่หลายครั้ง แต่ฉันก็ยังยืนกรานที่จะดูภาพยนตร์เรื่องนั้นและสุดท้ายพวกเราก็ซื้อตั๋วเข้าไปดูอยู่ดี เป็นไปตามคาดค่ะ หนังซอมบี้เรื่องนั้นเป็นภาพยนตร์ตลก ถ้าหากว่ามาถามฉันตอนนี้น่ะนะ แต่ถ้าย้อนกลับไปถามฉันวัย 11 ขวบ เธอคงจะบอกด้วยสีหน้าซีดเซียวว่า
“เป็นหนังผีน่ากลัวที่สุดในชีวิตที่หนูเคยดูมาเลยค่ะ”
(แน่แหละ ก็เจ้าหนูคนนั้นเคยดูเรื่องนั้นเรื่องเดียว)
หากจะให้สรุปเนื้อเรื่องอย่างเร็วๆ มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในโรงเรียนประถม เด็กผู้หญิงคนหนึ่งได้กินนักเก็ตซึ่งทำจากไก่ที่ติดเชื้อเข้าไป จนทำให้กลายเป็นซอมบี้ และไวรัสตัวนั้นจะแพร่เชื้อต่อได้เมื่อคนที่ถูกกัดหรือข่วนยังไม่เข้าสู่ช่วงวัยรุ่น เหล่าผู้ใหญ่และเด็กที่เหลือรอดเพราะเข้าสู่วัยแรกรุ่นแล้วจึงต้องหาทางเอาชีวิตรอดออกจากโรงเรียนไปให้ได้
เห็นอะไรบางอย่างไหมคะ? เด็กหญิง กินนักเก็ต ยังไม่เข้าสู่ช่วงวัยรุ่น ตรงกับตัวฉันในตอนนั้นทุกอย่างเลยค่ะ และนั่นกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ฉันขยาดอาหารแปรรูปชนิดนี้ จนถึงขั้นโดนคนใกล้ตัวล้อว่า ‘กลัวนักเก็ต’
ความกลัวที่งี่เง่าไร้สาระเช่นนี้รบกวนตัวฉันอยู่ไม่น้อย ฉันหงุดหงิดทุกครั้งที่โดนพี่สาวล้อว่ากลัวอาหาร ฉันอายทุกครั้งที่ต้องคอยอธิบายใครต่อใครว่าทำไมถึงไม่กินนักเก็ต เพราะรู้ดีว่าหลังจากเล่าไปแล้วเขาจะมีท่าทีอย่างไร หัวเราะ ตั้งคำถาม บอกให้ลองกินดูอีกสักครั้ง และสรุปจบว่าความกลัวของฉันมันมาจากแค่เรื่องแต่ง
ฉันรู้ว่าเรื่องราวทั้งหมดถูกเขียนขึ้นด้วยปลายปากกาของคนบางคน แต่ก็รู้ตัวดีว่าความกลัวของฉันมันไม่ได้เป็นของปลอมตามสาเหตุ และถึงแม้ว่ามันจะฟังดูตลกและไร้สาระแค่ไหน ฉันก็จะเล่ามันออกไป…
เพราะความกลัวก็เป็นหนึ่งในตัวตนของฉันเหมือนกัน
ในความคิดของฉัน ความกลัวไม่ได้เป็นเครื่องมือที่ฉุดรั้ง หรือตัวตนที่ต้องถูกซ่อนเอาไว้ ฉันมองมันเหมือนเพื่อนรักที่คอยอยู่ด้วยกันในทุกเวลาเสียมากกว่า
ความกลัวที่ไร้สาระ คอยอยู่กับฉันในเวลาสบายๆ และต้องการเรียกเสียงหัวเราะ
ความกลัวเล็กน้อย คอยอยู่กับฉันในชีวิตประจำวันที่ต้องการแสดงความเปราะบางออกมา
ความกลัวในเรื่องใหญ่ๆ และฟังดูจริงจัง คอยอยู่กับฉันในช่วงเวลาสำคัญ และทำให้ฉันตั้งใจใช้ชีวิตอยู่เสมอ
เรียกได้ว่าความกลัวเป็นพื้นที่ที่ทำให้ฉันรู้สึกเป็นตัวเองได้อย่างเต็มที่เลยล่ะค่ะ
สำหรับฉันการได้ ‘กลัว’ อย่างเต็มที่ก่อนจะ ‘กล้า’ ไม่ใช่เรื่องผิดแปลกหรือน่าอาย และฉันไม่ใช่เด็กไม่รู้จักโตที่ไม่ยอมก้าวผ่านความกลัวนั้นไป บางครั้งการบังคับตัวเองในเวลาที่ยังไม่พร้อมอาจส่งผลร้ายมากกว่าผลดีก็ได้ อย่างน้อยสำหรับตัวฉันเอง มันก็เคยพาไปสู่ความกลัวไร้สาระที่ไม่เคยคิดว่าจะมี
ฉันเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขร่วมกับความกลัวมาเรื่อยๆ จนเมื่อไม่นานมานี้ ฉันได้พบแนวคิดที่ทำให้เข้าใจสิ่งที่ตัวเองรู้สึกมาตลอดชัดเจนขึ้น แนวคิดอย่าง ‘ภาวะตกไป’ (Verfallen) ที่ชวนตั้งคำถามว่าเราเผลอใช้ชีวิตไปตามความคาดหวังของสังคมมากแค่ไหน
นักปรัชญาอย่าง ‘มาร์ติน ไฮเดกเกอร์’ (Martin Heidegger) อธิบายแนวคิดของเขาไว้ว่า คนเราจะจมอยู่กับบรรทัดฐานทางสังคม กลัวว่าตัวเองจะแตกต่างจากคนอื่น ผู้คนจึงใช้ชีวิตอยู่ใน ‘กรอบ’ ที่คุ้นเคย เพื่อหลีกเลี่ยงความวิตกกังวลที่ว่าเราจะแปลกแยกหรือไม่
มันทำให้ฉันย้อนกลับมามองว่าเด็กสาววัยประถมคนนั้นคงไม่ได้อยากดูหนังผีเพราะอยากกล้าหาญขึ้นหรอก เธอแค่ไม่อยากเป็นคนเดียวที่ยังกลัวอยู่ต่างหาก
แม้ไฮเดกเกอร์จะแยกความกลัวออกจากความวิตก โดยมองว่าความกลัวมีเป้าหมายชัดเจน ในขณะที่ความวิตกนั้นเป็นเพียงความไม่มั่นคงที่ทำให้โลกที่ดูคุ้นเคยกลับแปลกแยกและไร้ความหมาย ผู้คนจำนวนไม่น้อยจึงเลือกยึดเกาะอยู่กับความกลัวที่จับต้องได้ เพื่อที่จะปกคลุมความวิตกที่ใหญ่กว่าที่ถูกซ่อนไว้ภายใน ราวกับว่าความกลัวนั้นทำให้สิ่งที่ไกลตัวให้ใกล้ตัวนั้นดูคุ้นเคย และพอจะรับมือได้ง่ายขึ้น
ความกลัวนักเก็ตจึงอาจกลายเป็นสิ่งที่ฉันรับมือได้ง่ายกว่าความรู้สึกว่ากำลังแปลกแยกจากโลกของเด็กวัยเดียวกัน เพราะฉันในวันนั้นยังไม่อาจเหมือนเพื่อนๆ ที่ชอบดูเรื่องราวสยองขวัญได้
แต่ความแปลกแยกนั้นไม่ได้ทำให้ฉันฝืนตัวเองมากขึ้นเพื่อทำในสิ่งที่ไม่ต้องการ มันกลับสอนให้ฉันรู้ว่าการถอยตัวเองออกห่างจากสังคมมาอยู่กับความรู้สึก และ ‘กล้าที่จะกลัว’ มันมีพลังมากกว่าที่คิด
อย่างเช่นที่ไฮเดกเกอร์มองว่าความวิตกกังวลนั้นคือ ‘เสียงปลุก’ ที่ทำให้เห็นว่ามนุษย์มีอิสรภาพที่จะไม่เลือกเดินตามกระแสสังคม ว่าคนเราสามารถเลือกที่จะซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกของตัวเอง การยอมรับความรู้สึกเหล่านี้จึงเปรียบเสมือนประตูที่นำไปสู่ ‘ตัวตนที่แท้จริง’ ของเราได้
เราอาจไม่ต้องรีบหนีความกลัว และอยู่กับมันได้นานจนกว่าจะพร้อมก้าวไปข้างหน้า เพราะสำหรับฉันการยอมรับว่าตัวเองกลัวอะไรบางอย่างก็นับว่ากล้าหาญแล้ว
ความกลัวเป็นเครื่องมือที่ทำให้รู้สึกว่ายังมีชีวิต มันทำให้ฉันเป็นฉันในแบบที่ไม่เหมือนใคร และฉันหวังว่าผู้ที่มีความกลัวทุกคนจะค้นหาความพิเศษของมัน และอยู่กับมันได้อย่างภาคภูมิใจ
เหมือนอย่างที่ ด.ญ.กลัวนักเก็ต ในวันนั้น มานั่งเล่าเรื่องน่าขันให้อ่านในวันนี้
ฉันภูมิใจที่มีความกลัวค่ะ
รายการอ้างอิง
Pills for thoughts. The Role of Anxiety in Heidegger’s Philosophy. (21 สิงหาคม 2567) ค้นหาจาก https://medium.com/illumination/the-role-of-anxiety-in-heideggers-philosophy-3f3f2b5c2962
Writer & Graphic Designer

A movie watcher, feeling collector,
and memory hoarder.
