“ถ้าหากว่าผมโตเป็นผู้ใหญ่ ผมเชื่อว่าตัวเองคงเข้าใจโลกใบนี้
และคงไปถึงที่ไหนสักแห่งตามเวลาที่ได้ใช้ชีวิตมา………
ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ ที่ผมเลิกคิดแบบนั้น”

โทโนะ ทากากิ

          ประโยคจากตัวอย่างใหม่ของหนัง ‘ยามซากุระร่วงโรย’ ทำให้ผมรู้สึกว่าใจความสำคัญของเรื่องจะเปลี่ยนจากฉบับก่อนหน้าทั้งหมดที่ผมเคยสัมผัสมา จากเรื่องราวของคนที่ไม่สามารถลืมรักแรกได้ในฉบับอนิเมชั่น นำไปสู่เรื่องราวของคนที่ไม่กล้าเดินหน้าต่อ แม้จะเริ่มรู้จักโลกมากขึ้นแล้วในฉบับนิยาย และทั้งหมดนั้นจะมาบรรจบกันที่ตรงนี้ ฉบับคนแสดง

          ตอนที่ดู ผมรู้สึกแบบนั้น มันไม่ใช่แค่เรื่องของคนที่ยังยึดติดกับความรักในอดีตจนไม่กล้าเดินไปไหน แต่ยังพูดถึงคำถามเกี่ยวกับตัวตนและความหมายของชีวิตตัวเอง จากเด็กที่มีความสนใจในอวกาศและอยากจะเป็นนักบินอวกาศในสักวันหนึ่ง กลับต้องมาใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในคอกเพื่อพิมพ์โค้ดโปรแกรมและใช้ชีวิตวนลูปอยู่อย่างนั้นจนลืมวันลืมคืน ลืมกระทั่งว่าเมืองที่อยู่ตอนนี้ เมื่อก่อนเคยสดใสขนาดไหน

          การได้สัมผัสเรื่องราวนี้ครั้งแรกในช่วงชีวิตวัยรุ่นที่ความรักนำทางทุกสิ่ง มันทั้งแสนเจ็บปวดและสมจริงเสียจนอดร้องไห้ออกมาตอนนั่งอยู่หน้าจอไม่ได้ ขณะเดียวกัน การได้มาสัมผัสเรื่องนี้อีกครั้งในวัยที่โตขึ้นมาแล้ว มันยังคงเจ็บปวดและชวนตั้งคำถามถึงชีวิตไม่ต่างกัน

          ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะที่ผมเริ่มอยากจะมีชื่ออยู่ในอะไรสักอย่าง อาจเพราะการได้อ่านมังงะที่เต็มไปด้วยตัวเอกที่มีความฝัน ความเบื่อหน่ายจากสังคมที่พยายามตีกรอบให้หาเงินให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ หรือไม่ก็เป็นความไร้ตัวตนของคนในครอบครัว ที่ทำให้ผมรู้ว่าชีวิตที่ทำงานไปวันๆ นั้นไม่มั่นคงและเปราะบางมากแค่ไหน………เพราะแบบนั้น ผมเลยพยายามตัดงานที่มองไม่เห็นคุณค่าในตัวเองในงานพวกนั้นออกไปจากเส้นทางชีวิตจนหมด

          การเป็นหมอเลยกลายเป็นความฝันแรกของผม

          แน่นอนว่าส่วนใหญ่เป็นเพราะอิทธิพลจากคนรอบตัวที่สนใจเรื่องเงิน แต่อีกส่วนคือผมอยากรู้สึกถึงการได้ทำอะไรเพื่อใครสักคนและหวังว่าเขาจะจดจำชื่อผมต่อไป การเป็นหมอเลยดูจะตอบโจทย์ตรงนั้นมากที่สุด แต่ความฝันก็หยุดลง ตั้งแต่ตอนที่คะแนนสอบไม่ถึงขั้นต่ำที่คณะแพทย์ต้องการ

          ความผิดหวังครั้งนั้น ทำให้ผมใช้ชีวิตด้วยโหมด auto-pilot มาตลอด เลือกเรียนคณะที่แค่สอบติดแต่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรียนเกี่ยวกับอะไร และใช้ชีวิตแค่ให้วันนี้มีความสุข ส่วนความทุกข์ ให้ตัวเองในอนาคตจัดการไปก็พอ ซึ่งช่วงเวลานี้เองที่ทำให้ผมเผลอคิดจุดหมายน่าหดหู่ขึ้นมา

          “ผมอยากใช้ชีวิตถึงแค่อายุ 30 ก็พอแล้ว” ความฝันก็ไม่มีแล้ว คนที่ต้องดูแลก็คงตายจากไปก่อนหน้านั้นกันหมด ถ้ามันกลายเป็นแบบนั้น ผมจะอยู่ต่อไปทำไมเล่า………ผมคิดอย่างนี้ จนกระทั่งมันเปลี่ยนไปเพราะการได้เจอผู้คนใหม่ๆ ในชีวิต

          ตอนเข้าสู่ช่วงปีที่สาม เป็นช่วงที่ได้เจอทั้งอาจารย์ที่ดี เพื่อนร่วมสาขาที่ดี และการได้ร่วมงานกับพวกเขาทำให้ไฟในใจผมถูกจุดติดขึ้นมาอีกครั้ง หนึ่งในงานที่ทำในช่วงเวลานั้นคือหนังสือนิทานสำหรับเด็ก แม้จะเป็นโปรเจ็กต์เล็กๆ ที่อยู่นอกขอบเขตความสนใจของผม แต่การได้ทำจนออกมาเป็นเล่มก็ทำให้รู้สึกปลื้มปริ่มอย่างน่าประหลาด                

          คืนที่งานจบ ผมนั่งอยู่คนเดียวตอนตีสอง เปิดหนังสือจากกองที่ตัวเองวางไว้ในชั้นจนฝุ่นจับ ผมไม่ได้เปิดเพื่อดูเนื้อหาหรือต้องการจะทำความสะอาด ผมแค่เปิดไปดูหน้าที่รวมรายชื่อของเหล่าคนที่สร้างหนังสือพวกนี้ขึ้นมา ผมพยายามจำชื่อของพวกเขาทุกคน และในระหว่างนั้นก็ร้องไห้ไปด้วย

          ผมนึกออกแล้ว ความฝันที่ตัวเองหยุดเอาไว้………ตอนนี้นึกออกแล้วว่าตัวเองอยากจะทำอะไร           

          หลังจากวันนั้น ผมพยายามทำงานโดยเคารพชื่อของผู้สร้างผลงานทุกครั้งที่ทำได้ อย่างน้อยที่สุดทุกคนที่ได้อ่านต้องรู้ว่าใครเป็นคนสร้างมันออกมา แต่ ‘ความอย่างน้อยที่สุด’ ของผมคงมากเกินไปสำหรับสังคมการทำงาน เพราะแทบทุกบริษัทไม่สนใจสิ่งเหล่านั้นเลย พวกเขาสนใจแค่ว่าคุณทำงานให้เขาได้มั้ย ไม่ได้สนใจด้วยซ้ำว่าตัวตนของคุณคืออะไรกันแน่

          จากความฝันเริ่มแปรผันเป็นความกลัว แม้จะรู้แล้วว่าความต้องการของตัวเองคืออะไร แต่การไปให้ถึงตรงนั้นในโลกปัจจุบันมันช่างยากเย็นเหลือเกิน แทนที่ผมจะได้เรียนจบพร้อมห่อหุ้มตัวเองไปด้วยความฝัน ผมกลับเรียนจบออกมาด้วยชีวิตที่เต็มไปด้วยความกลัว

          กลัวที่จะถูกลืม…และกลัวว่าตัวเองจะลืมความฝันอีกครั้ง

          ผมพยายามทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้ ทำงานที่มองว่ามันมีคุณค่าให้ได้ทุกรูปแบบเท่าที่นึกออก เพราะกลัวว่าถ้าตัวเองหยุดนิ่งแล้วทั้งหมดจะกลับไปเป็นเหมือนเดิม กลัวว่าจะกลับกลายเป็นสิ่งที่ตัวเองเกลียดอีกครั้ง และการวิ่งแบบไม่หยุดพร้อมรีดตัวตนออกมาตลอดเวลานั้นเอง ที่ทำให้เริ่มจะเหนื่อยล้า

          มีหลายครั้งที่ผมเอาแต่นอนอยู่บนเตียงทั้งวัน เพราะเหนื่อยเกินกว่าจะลุกไปทำอะไร ไม่กินข้าว ไม่ใช้ชีวิต ไม่แม้กระทั่งทำสิ่งที่เคยอยากทำ เอาแต่นอนถามตัวเองว่าตัวตนของผมคืออะไรกันแน่ และทุกอย่างก็ต้องเลื่อนออกไป งานที่ต้องส่งก็เลื่อน งานวรรณกรรมที่เคยคุยโม้โอ้อวดกับเพื่อนว่าอยากทำด้วยกันก็เลื่อน ผมจมอยู่กับช่วงเวลานั้นนานจนเริ่มคิดได้ว่าการวิ่งแบบสุดแรงไม่ใช่สิ่งที่ควรทำ

          ผมพยายามผ่อนคลายตัวเองลง แน่นอนว่าความกลัวยังคงอยู่ และมันก็ชัดขึ้นกว่าตอนที่วิ่งแบบสุดแรง แต่ผมกลับสบายใจขึ้นกว่าเมื่อก่อน เพราะอย่างน้อยก็รู้ว่าตอนนี้กำลังเดินไปในเส้นทางที่ถูกแล้ว อาจจะถึงเป้าหมายช้าลงหน่อย แต่ก็มั่นใจได้ว่าวิธีนี้จะทำให้ไม่เผลอทำตัวเองตกหล่นไประหว่างทางอีก

          จนตอนนี้ผมก็ยังคงไม่มีงานทำชัดเจน ไม่รู้ว่าเพราะจังหวะชีวิตที่มีเรื่องอื่นมาขัดขวาง หรือไม่ก็เพราะอีโก้ของตัวเองที่ทำให้ตัดสินใจปักเลือกบริษัทไม่ได้เสียที แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังคงวิ่งต่อไปในจังหวะที่พอดี พยายามทำงานกับคนที่พวกเขาให้คุณค่ากับตัวตนของผม หรือสร้างสรรค์งานที่แฝงตัวตนและชื่อลงไปโดยไม่เผลอทำลายตัวเอง

          แม้จะรู้ ว่าสักวันสังคมอาจหยิบความฝันเหล่านั้นไปโยนลงพื้นและกระทืบซ้ำจนมันแตกเป็นเสี่ยง………แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังทำต่อไป และเอาไว้ถ้าเกิดเหตุการณ์นั้นจริงๆ ผมค่อยไปตั้งเวลาอายุตัวเองใหม่อีกรอบก็แล้วกัน

“เรายังไม่เข้าใจเลยว่าการเป็นผู้ใหญ่นั้นความจริงเป็นอย่างไรกันแน่
แต่คิดว่าสักวันในอนาคตข้างหน้า ถ้าบังเอิญเจออาการิ
เราก็อยากจะเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่ต้องอายเธอ”

                                                                                             จดหมายจากโทโนะถึงอาการิ

Writer & Graphic Designer

สิทธิเดช สายพัทลุง

นักศึกษาที่เลื่อนสถานะมาเป็นคนว่างงาน
ชอบเล่นเกมและอ่านหนังสือเป็นชีวิตจิตใจ