Trigger warning: บทความนี้มีการกล่าวถึงเลือด การพยายามฆ่าตัวตาย

          หากคุณรู้ว่าความฝันจะกลืนกินตัวตนของคุณจนสูญสิ้น คุณจะยังคงเดินตามฝันนั้นไหม? 

          หากว่าความพยายามไม่สามารถยืนยันว่าคุณจะประสบความสำเร็จได้ คุณยังยินดีที่จะพยายามต่อไปหรือเปล่า? 

          ความฝัน สิ่งที่เป็นดาบสองคมในชีวิตของใครบางคน อย่างน้อยฉันก็คือหนึ่งคนในนั้น มันฟังดูเป็นคำที่มีพลังบวก ดูอบอุ่นและมาพร้อมกับความพยายามและความหวัง แต่ทว่ามีความฝันของบางคนที่ไม่ได้โอบกอดผู้ฝันเอาไว้ด้วยความอบอุ่น ในระหว่างการเดินทางเพื่อไปยังสิ่งที่ฝันเอาไว้ มีสิ่งที่ต้องหล่นหายไประหว่างทางเสมอ

          ไม่เว้นแม้แต่ตัวตนของเราเอง

          นี่เป็นเรื่องราวของเด็กสาวคนหนึ่ง ผู้ก้าวขึ้นรถไฟขบวนแห่งความฝัน โดยไม่รู้ว่าปลายทางจะอยู่ไกลเพียงใด อีกทั้งการเดินทางคราวนี้ทั้งยาวนาน เหนื่อยล้า และเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน กว่าจะถึงสถานีปลายทางของรถไฟขบวนนี้ผู้โดยสารคงเหนื่อยล้าเต็มทน ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังคงนั่งอยู่ที่เดิม มองทิวทัศน์ผ่านหน้าต่าง และปล่อยให้หัวใจที่ยังเต้นอยู่พาเธอก้าวไปข้างหน้าอย่างเงียบงัน

          “สวัสดี! หนู………หนูชื่อเด็กหญิงอชิรญา!” เด็กหญิงวัยเยาว์ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มในชุดกระโปรงเอี๊ยมสีกรมท่าและเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวเล็กทับในกระโปรงพร้อมปักชื่อสาวน้อยเอาไว้ เธอสวมถุงเท้าสีขาวคู่ใหม่ รองเท้าหนังสีดำเงาวับ และมีอาวุธคู่ใจเป็นกล่องสีและดินสอ พร้อมสมุดวาดภาพที่ร้องไห้ขอให้ย่าซื้อให้ ทั้งหมดถูกใส่ไว้ในกระเป๋าเป้รูปการ์ตูนตัวโปรด 

          หน้าที่แรกในวัยห้าขวบเศษของเธอคือเรียนหนังสือ พอเลิกเรียนแล้วก็รอคุณย่ามารับกลับบ้าน กิจวัตรประจำวันของเธอคือต้องช่วยล้างจานก่อนมาดูการ์ตูนในโทรทัศน์จอแก้ว จากนั้นก็ทำการบ้านและเข้านอนพร้อมคุณย่าเวลาทุ่มตรง ย่ามักบอกกับเด็กหญิงว่าต้องรีบนอนจะได้รีบโตเป็นผู้ใหญ่ เด็กสาวตื่นเต้นรีบหลับตาปี๋ ไม่นานนักเธอก็หลับปุ๋ย

          “ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า กรี๊ดดดดดด!” ภาพเด็กหญิงวัยเยาว์วิ่งเล่นน้ำฝน ใบหน้าเปื้อนยิ้มนัยน์ตาเดียงสาฉายเข้ามาภายในความทรงจำ เธอเล่นสไลด์โคลนตรงลานดินหน้าบ้านครึ่งปูนครึ่งสังกะสี ย่ามักดุเธอเสมอแต่ก็ตามใจหลานสาว แน่นอน ย่าของเธอน่ะเป็นคนปากร้ายแต่ใจดี 

          “โครม!” เสียงเหมือนวัตถุกระแทกกับอะไรสักอย่าง และสิ่งนั้นจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากตัวเด็กน้อยและสังกะสีที่ทำเป็นฝาบ้าน ทันทีที่ย่าได้ยินเสียงก็รีบวิ่งมาดูหลานสาว ในตอนนั้นเด็กน้อยถูกย่าดุ แต่ไม่วายกอดปลอบหลานสาวเอาไว้ เป็นภาพที่ดูน่าสงสารแต่ยังดูอบอุ่นไปในที ตอนที่ยังเป็นเด็ก แม้ก้าวพลาดเพียงแค่ก้าวเดียวก็ถูกโอบกอดเอาไว้อย่างดี สาวน้อยไร้เดียงสาที่แพขนตาไม่เคยแห้ง แม้จะไม่ได้เกิดมามีชีวิตเพียบพร้อมดั่งใคร แต่ถูกเติมเต็มด้วยความสุขอยู่เสมอ        

          ภายในห้องสี่เหลี่ยมที่ปกคลุมด้วยแสงไฟสลัว หญิงสาววัย 22 ปี ลืมตาตื่นจากภวังค์ เธอเหม่อมองเพดานนัยน์ตามัวหมอง ‘หลับไม่ลง แทบจะจำไม่ได้แล้วว่าได้นอนหลับไปโดยไม่ต้องกินยานี่มันเมื่อไหร่’ เธอคะนึงในใจ พลันนึกไปถึงเรื่องราวมากมายที่ทิ้งความทุกข์ไว้ในจิตใจของเธอ บัดนี้เธอไม่ใช่เด็กไร้เดียงสาที่มีความสุขเพียงแค่ได้ดูการ์ตูนและเล่นน้ำฝนอีกต่อไป รอยเลือดที่แห้งกรังตรงข้อมือของเธอเป็นพยานได้อย่างดีถึงสิ่งที่เธอต้องเผชิญ

          นี่ไม่ใช่ครั้งแรก และไม่รู้ว่าจะเป็นครั้งสุดท้ายหรือไม่ ความเจ็บปวดบนข้อมือเทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่เธอรู้สึก เด็กสาวบ้านนอกที่พยายามอย่างหนักเพื่อวิ่งตามการศึกษามาอยู่เมืองใหญ่ หวังเพียงแค่ว่ามันจะเป็นจุดเปลี่ยนให้ครอบครัวยากจนของเธอดีขึ้น แต่หนทางแสนยากเข็ญ หล่อนอุทิศชีวิตให้กับความฝันที่มีแลกกับการกัดกร่อนเด็กหญิงไร้เดียงสาใบหน้าเปื้อนยิ้มผู้นั้นไปจนหมดสิ้น      

          ย้อนกลับไปเมื่ออายุสิบแปด ความสุขหนึ่งเดียวที่เกิดขึ้นในตอนนั้นของเธอคือการสอบติดทุน ใช่แล้ว เด็กจากโรงเรียนโนเนมสอบได้ทุนจากมหาวิทยาลัยที่เธอใฝ่ฝัน ความสำเร็จคงอยู่แค่เอื้อม นี่สินะผลตอบแทนของความพยายาม วันนี้เธอได้รู้แล้วว่าคืออะไร มันคือความสำเร็จที่แสนสุข แต่เมื่อได้ก้าวเข้ามาสู่โลกความจริง เธอก็ได้รับรู้ว่าเส้นทางการเติบโตของเธอ ไม่ใช่แบบที่คิดเสมอไป แต่ในเมื่อนี่คือโอกาสเดียวที่จะพลิกชีวิตครอบครัว เธอก็คงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากสู้ ทว่าเริ่มเรียนได้แค่ไม่ถึงเดือน เธอก็เริ่มรู้สึกถึงความหมดไฟ เธอไม่สนุกกับความพยายาม เธอนอนไม่เคยหลับตั้งแต่นั้นมา มันยากเหลือเกินกับเด็กที่ไม่เคยจากบ้านมาไกลเลยสักครั้ง แต่ต้องมาอยู่คนเดียวท่ามกลางคนที่พึ่งเคยรู้จัก ไม่สิ มันคงยากตั้งแต่เธอพยายามอ่านหนังสือสามเดือนเต็มเพื่อสอบทุนแล้วล่ะ

          อาจฟังดูตลกร้าย แต่เธอเริ่มต้นวิ่งตามความฝันด้วยการเป็นผู้ป่วยจิตเวช 

          ท้ายที่สุด ความเป็นจริงเสียยิ่งกว่าจริงก็เริ่มขึ้น เมื่อตอนอยู่ปี 3  ที่บ้านเธอซึ่งฐานะไม่ค่อยดีตั้งแต่แรกประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนัก เธอจึงตัดสินใจไปทำงานพาร์ทไทม์ แต่การทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยมันไม่เหมือนในนิยายที่เคยอ่าน ไม่มีผู้ใหญ่เอ็นดูอุปถัมภ์ ไม่มีใครขี่ม้าขาวมาช่วยได้ ในตอนที่ต้องเรียนถึง 7 วิชา ตั้งแต่จันทร์ถึงศุกร์ และวันเสาร์อาทิตย์ต้องไปทำงานพาร์ทไทม์เพื่อหารายได้เสริม นี่แหละรสชาติของความพยายามอย่างแท้จริง เธอไม่มีแม้แต่เวลาให้บ่นว่าเหนื่อย 

          ตอนไปทำงานและเป็นที่รองรับอารมณ์ของเพื่อนร่วมงาน ตอนที่ต้องขาดเรียนเพราะเหนื่อยจนแทบทนไม่ไหวแล้ว และตอนที่พี่หมอประเมินให้พักการเรียน เพราะสภาพจิตใจพังยับเยิน แม้แต่งานอดิเรกที่ชอบทำอย่างการเขียน เธอก็ไม่รู้สึกอยากทำมันอีกต่อไปแล้ว คงยากเกินที่จะฝืนทำต่อไปทั้งที่ไร้จิตวิญญาณ ทว่าเธอกลับตอบพี่หมอขณะที่น้ำตาไหลรินไปว่า

          “หนูยังอยากเรียนต่อค่ะ”

          ความฝันที่เธอยอมแลกมันกับความสุข แทนที่ด้วยความเศร้าและความทุกข์ ทำให้เธอใกล้สิ้นหวังเต็มประดา ในทุกค่ำคืนที่เต็มไปด้วยความเงียบงัน เธอมักตั้งคำถามกับตัวเองเสมอว่า เด็กหญิงคนนั้นจะภูมิใจในตัวเธอบ้างไหมนะ ท้ายที่สุดเรื่องราวที่ประดังประเดเข้ามาเริ่มก่อตัวเป็นความกลัว กลัวว่าหากวันนึงไม่เป็นดังหวัง ในวันนั้นชีวิตของเธอจะไปอยู่ที่จุดไหนกันนะ กลัวว่าจะมีสักวันที่เธอทนแบกรับมันไม่ไหวอีกต่อไป ที่กลัวยิ่งกว่านั้นคือกลัวว่าเด็กน้อยคนนั้นจะไม่ภูมิใจในตัวเธอ หรือถ้าวันหนึ่งเธอจะไม่พยายามมันต่อแล้ว เดินลงจากรถไฟขบวนเฮงซวยนี่ ปลดเปลื้องพันธนาการทั้งหมดทิ้งไป ทุกสิ่งทุกอย่างจะดีขึ้นบ้างไหม ท้ายที่สุดแล้ว ในวันที่เธอตัดสินใจนั้น มันคือหนทางที่ถูกต้องแล้วหรือยัง หรือเธอควรจะพยายามต่อไป ถึงแม้ความโศกเศร้าและความสิ้นหวังกำลังลุกลามกัดกินภายในเธอเหมือนมะเร็ง ถึงอย่างนั้นเธอก็ภาวนาตลอดว่าขอให้ทุกสิ่งที่ทำมามันผลิบานก่อนระยะสุดท้ายจะกัดกินเธอ

          หญิงสาวละสายตาจากเพดานห้องของตัวเอง แต่เธอยังคงอยู่ท่ามกลางความเงียบสงบอันหนักอึ้ง ทุกอย่างเกิดขึ้นจริง รวมถึงบาดแผลทั้งทางกายและทางใจของเธอ เธอจ้องมองบาดแผลตรงข้อมือของตัวเองราวกับว่ามันคือสัญลักษณ์ของการประท้วงชะตาชีวิต แต่ภายในความเงียบสงบนั้น เธอกลับได้ยินเสียงจังหวะการเต้นของหัวใจชัดเจนกว่าครั้งใด มันเต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ราวกับจะยืนยันว่าชีวิตไม่เคยทิ้งเธอไปไหน ในขณะที่ความเหน็ดเหนื่อยกัดกินทุกอณูจิตใจ เธอเริ่มเข้าใจว่าชีวิตไม่จำเป็นต้องอยู่เพื่อเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่เสมอไป บางวันมันอาจเป็นเพียงการลุกจากเตียง ประกอบหัวใจที่แตกร้าวและประคองตัวเองออกมาใช้ชีวิตให้ผ่านพ้นไปได้อีกหนึ่งวันก็ถือว่าสำเร็จแล้ว     

          เสียงหัวใจที่ยังเต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ไม่ได้เป็นสัญญาณว่าทุกอย่างจะดีขึ้นในทันที แต่มันคงกำลังกระซิบบอกหญิงสาวอย่างแผ่วเบาว่า ‘เธอยังอยู่ตรงนี้ ยังยืนอยู่ในเส้นทางที่เธอพยายามมาตลอด’ และการยังอยู่ตรงนี้ได้ก็เพียงพอแล้วสำหรับชีวิตในแต่ละวัน

          บางทีปลายทางของรถไฟขบวนนี้อาจไม่ใช่แค่ความสำเร็จที่เธอคาดหวังเอาไว้ อาจไม่ใช่วันที่บาดแผลหายสนิท หรือวันที่เธอถูกยกย่องชื่นชม หากแต่มันคือวันที่เธอสามารถมองย้อนกลับไปยังเส้นทางที่เดินผ่านมาโดยไม่ต้องโทษตัวเองว่าเลือกผิดหรือยังดีไม่พอ และกล้ากลับไปโอบกอดเด็กหญิงตัวเล็กในความทรงจำและบอกกับเด็กคนนั้นว่า ขอบคุณที่กล้าฝัน และถึงแม้ว่าการเติบโตจะไม่ได้งดงามดังภาพที่เคยฝันไว้ในวัยเยาว์ แต่ตราบใดที่เธอยังคงลืมตาต้อนรับวันใหม่ได้ในทุกวัน แม้มันจะเต็มไปด้วยเศษซากปรักหักพังของชีวิตเธอ นั่นก็เพียงพอแล้วที่จะเรียกว่าความกล้าหาญ 

          ฉันว่าภายในความกล้าหาญที่เกิดขึ้น เด็กน้อยคนนั้นคงฉีกยิ้มกว้างพร้อมบอกกับเธอว่า เธอน่ะ เก่งที่สุด แต่นั่นไม่ใช่เพราะว่าเธอสมบูรณ์แบบหรือเพราะเธอเอาชนะทุกสิ่งได้แล้ว แต่เป็นเพราะว่าเธอไม่เคยปล่อยมือจากชีวิต แม้ในวันที่อยากจะปล่อยเต็มที หรือในวันที่มันหนักหนาเกินจะอธิบายให้ใครฟังได้ และเพราะว่าเธอยังเลือกที่จะพยายามต่อหนึ่งวัน หนึ่งวัน และอีกหนึ่งวัน นี่ก็เป็นเหตุผลเพียงพอให้เด็กหญิงอชิรญาภูมิใจในตัวเธอแล้ว

Writer & Graphic Designer