Trigger warning: บทความนี้กล่าวถึงอุบัติเหตุและการสูญเสีย
ถ้าย้อนเวลากลับไปในอดีตได้เพียงหนึ่งชั่วโมง อยากแก้ไขอะไร?
คำถามที่เพื่อนถามฉันในขณะที่เรากำลังเดินคุยจ้อกันอย่างสนุกสนาน มันดูเหมือนจะตอบง่าย แต่ทันทีที่สมองประมวลคำถาม ภาพจำ สิ่งที่เคยทำในอดีต ที่รู้สึกว่าเราทำผิดพลาดมาตลอดมันกลับวิ่งเข้ามาในหัว ราวกับว่ารอเวลาให้ฉันกลับไปแก้ไข ซึ่งเหล่านี้คือเรื่องปกติของมนุษย์หลังจากรู้ว่าตัวเองทำผิดพลาด
ฉันทำผิดพลาดมามากมายเหลือเกินในชีวิต แต่ความผิดพลาดเหล่านั้นแหละที่ทำให้ฉันเรียนรู้ที่จะไม่ทำอีก เพราะความผิดพลาดคือบทเรียนที่ล้ำค่าในชีวิต
แน่นอน คำตอบที่ให้ไปกับเพื่อนคือ ฉันไม่อยากแก้ไขอะไร พร้อมบอกเหตุผลที่คิดไว้ทั้งหมด ทว่าสิ่งที่ตอบเพื่อนไปมันไม่ใช่ทั้งหมดที่อยู่ในความคิดของฉัน แม้ไม่เคยอยากแก้ไขอะไรในอดีตเลย แต่ฉันอยากย้อนกลับไป เพราะอยากกลับไปหาคนหนึ่งคน ที่ตอนนี้เขาจากไปแล้วตลอดกาล แต่ไม่ใช่เพื่อเปลี่ยนเหตุการณ์ ไม่ใช่เพื่อเปลี่ยนแปลงอดีต เพราะฉันรู้ดีว่าความตายไม่ใช่สิ่งที่จะต่อรองได้ เพียงแค่อยากย้อนกลับไปในวันที่ยังมีเสียงหัวเราะของเขาอยู่ข้างกาย วันที่ตอนนั้นฉันก็ไม่รู้ว่ามันจะเป็นครั้งสุดท้าย
ฉันไม่เคยสูญเสียคนที่รักอย่างสุดหัวใจ แม้ในตอนเด็กจะสูญเสียคนใกล้ชิดไปถึง 2 คน แต่ไม่มีครั้งไหนเลยที่ทำให้ฉันเข้าใจการสูญเสียได้อย่างแท้จริง ครั้งแรกฉันเสียคุณย่าทวด แต่ในตอนนั้นก็เด็กเกินที่จะเข้าใจว่าการตายจากคืออะไร และครั้งถัดมาฉันสูญเสียคุณตาไปอย่างไม่มีวันกลับ ฉันไม่เคยอยู่กับคุณตาหรอกนะ ท่านมารับฉันกับพี่บ้างตอนปิดเทอมในวัยประถม ฉันรักท่านในฐานะคุณตา แต่สารภาพอย่างสัตย์จริง มันไม่ได้มากพอที่จะทำให้ร้องไห้ได้ ในขณะที่แม่ของฉันหลั่งน้ำตาออกมาในวันที่เผาคุณตา นั่นเป็นครั้งแรกที่ทำให้เข้าใจว่าถ้าสูญเสียต้องร้องไห้และเศร้าใจ
ฉันพึ่งเข้าใจความสูญเสียอย่างลึกซึ้งก็เมื่อตอนอายุได้ 18 ปี วันนั้นเป็นวันที่ 8 เดือนตุลาคม ปี พ.ศ.2564 เวลา 08.25 น. มันยากมากที่จะตื่นไหวหลังจากอ่านหนังสือเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยจนถึงดึก แต่เสียงแจ้งเตือนในโทรศัพท์ที่กระหน่ำมาไม่หยุดหย่อนไม่ปล่อยให้ฉันได้นอนต่อ
ตอนเปิดดูข้อความจากลูกพี่ลูกน้องที่แชร์ภาพของเพจกู้ภัยว่ามีเหตุการณ์รถบรรทุกฝ่าไฟแดงพุ่งชนรถจักรยานยนต์และลากยาวไปหลายสิบเมตร ทำให้คนขับรถจักรยานยนต์คันนั้นเสียชีวิตคาที่ ภาพถัดมาคือภาพผ้าสีขาวสะอาดตาคลุมร่างของผู้เสียชีวิตเอาไว้ ในตอนนั้นฉันจำรถคันนั้นได้ดี แต่ในใจยังคิดเข้าข้างตัวเองว่ารถแบบนี้ก็มีกันทั่วไป ทันทีที่ได้เห็นฉันจึงทักไปถามเพื่อนอีกคนคนทันที คำตอบในวินาทีถัดมาทำให้โลกของฉันหยุดหมุนไปชั่วขณะ พร้อมกับน้ำตาที่เริ่มเอ่อคลอ ในใจตอนนั้นยังคิดว่ามันไม่ใช่ความจริง ฉันอาจจะฝัน หรือนี่อาจจะเป็นการเข้าใจผิด ฉันที่ไม่สามารถยอมรับความจริงได้ รีบทักไปถามเพื่อนทันทีว่า “ตื่นหรือยัง”
นั่นคือข้อความสุดท้ายในช่องแชต เพราะเพื่อนสนิทของฉันไม่มีวันตื่นมาตอบกลับได้อีกแล้ว
ฉันกับเพื่อนสนิทกันตั้งแต่ยังเด็ก ในตอนนั้นฉันมักไปเล่นขายของที่หลังบ้านของเธอบ่อยครั้ง เราอยู่หมู่บ้านเดียวกัน เรียนโรงเรียนวัดด้วยกัน เรียนอนุบาลด้วยกัน เรียนประถมที่เดียวกัน แต่ต่างออกไปตรงที่เราเรียนมัธยมคนละที่ ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่ได้ทำให้ความสนิทลดลง เธอมักจะชวนฉันขี่รถจักรยานยนต์ไปคาเฟ่ถ่ายรูปเล่นเสมอแม้ว่าฉันจะเป็นพวกรักสันโดษแค่ไหนก็ตาม และเธอเป็นคนเดียวที่ย่าฉันไว้ใจ เพียงแค่บอกว่าไปเที่ยวกับใครก็อนุญาตทันที เธอไม่เคยลืมวันเกิดของเพื่อนทุกคนเลยสักปี เราเป็นเพื่อนกันมา 13 ปี ในตอนนั้นมันมากกว่าครึ่งชีวิตของฉัน มันไม่ใช่ระยะเวลาสั้นๆ มันคือวัยเด็กของฉัน เธออยู่ในภาพถ่ายเก่าๆ อยู่ในเรื่องช่วงวัยเด็กที่สดใสที่สุดของฉัน เราสัญญากันหลายเรื่อง ทั้งเรื่องเรียน เรื่องเที่ยว การจากลาครั้งนี้ไม่ใช่แค่สูญเสียเพื่อนสนิทไปตลอดกาล แต่มันคือการสูญเสียความสดใสในวัยเด็กของฉันไปด้วย
พิธีศพถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายตามประเพณี ฉันมีเวลาเสียใจร้องไห้ฟูมฟายเพียงไม่กี่ชั่วโมงก็ต้องรีบเร่งไปช่วยงาน ต้องเตรียมอาหาร รับแขกที่มางาน และทำพิธีกรรมทางศาสนา แม้จะเสียใจมากเพียงใด ก็ไม่เคยมีเวลาให้ได้เศร้าเสียใจนานนัก จนกระทั่งวันเผา มันเป็นวันที่ดึงฉันกลับเข้าสู่ความเป็นจริง และเป็นวันที่ฉันได้เห็นหน้าเพื่อนสนิทฉันเป็นวันสุดท้ายในโลงศพ ภาพเธอในชุดพละของโรงเรียนขาดรุ่ย บาดแผลเต็มตัว แต่เปลือกตาปิดสนิทราวกับกำลังหลับไปเท่านั้น เป็นสิ่งที่ยังอยู่ในความทรงจำฉันเสมอมา
ฉันร้องไห้จนแทบทรุดลงไปกับพื้น เธอจากไปแบบไม่มีวันกลับ ฉันไม่มีเพื่อนคนนี้ในชีวิตอีกแล้ว ฉันรู้และเข้าใจแล้วว่าการเสียใจจนใจจะขาดมันเป็นอย่างไร มันเหมือนโลกทั้งใบพังทลายลงมา เหมือนหัวใจมันจะฉีกขาดออกจากกันจริงๆ หลังจากเสียงสวดมนต์ เสียงสะอื้น และเสียงปลอบโยนกันและกันของญาติและเพื่อนๆ เบาลง ฉันยืนเหม่อมองควันสีจางๆ ลอยขึ้นบนฟ้าอย่างไร้จุดหมายพร้อมน้ำตาที่ไหลริน ฉันรู้ดีว่าไม่มีอะไรย้อนคืนได้อีกแล้ว ตัวฉันเข้าใจประโยคที่ว่า ‘จากเป็นดีกว่าจากตาย’ ก็วันนี้
ว่ากันว่าเราจะรู้ว่าผีไม่มีจริง ก็ต่อเมื่อคนที่เรารักตายจาก ผู้คนรอบตัวฉันเล่าเรื่องการกลับมาของคนตายเสมอ พวกเขามักบอกว่าพบเจอคนตายมาหา มาหลอกหลอน มาวนเวียนในที่ที่เคยอยู่ ฉันที่ไม่เคยเชื่อเรื่องโลกหลังความตายเลยสักครั้งกลับเป็นคนที่ภาวนาให้มันมีจริงขึ้นมา
อยากให้มีที่ไหนสักแห่งที่เธอยังอยู่
อยากให้ความตายไม่ใช่จุดจบของทุกสิ่ง
อยากพบเธออีกสักครั้งแม้จะไม่หลงเหลือกายเนื้อแล้วก็ตาม
แต่ในความจริงมันไม่เป็นอย่างนั้น เพราะเพื่อนฉันไม่เคยกลับมาหาฉันเลยแม้สักวัน ไม่มีเสียงฝีเท้าในความมืด ไม่มีเงาเลือนรางที่ข้างหน้าต่าง ไม่มีปาฏิหาริย์ใดๆ เกิดขึ้น มีเพียงความว่างเปล่าราวกับจะบอกกับเราว่าการจากลาคือเรื่องจริง
เมื่อเวลาผ่านไป ความเศร้าโศกเสียใจยังคงอยู่ในทุกทีที่คิดถึง เวลาคือตัวแปรในการทำให้ความเจ็บปวดจากการสูญเสียทุเลาลงจริง มันเพื่อให้เรายังใช้ชีวิตต่อได้ แต่ในความเมตตาของเวลากลับแฝงความโหดร้ายบางอย่างเอาไว้ เพราะเวลามักจะพาความทรงจำของเราไปด้วย เวลาจึงทำให้ฉันกลัว กลัวว่าฉันจะลืม กลัวว่าสักวันนึงเสียงหัวเราะของเธอจะพร่าเลือนไปตามกาลเวลาและหายออกไปจากความทรงจำ กลัวว่าวันนึงความทรงจำที่ยังเด่นชัดจะถูกเวลากัดกร่อนจนหมด
ความกลัวเหล่านั้นทำให้ฉันจมปลักอยู่ในอดีต ฉันเปิดดูรูปเก่าๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ฉันเลื่อนดูข้อความเก่าๆ ที่เคยคุยกันซ้ำๆ ฉันกอดความเจ็บปวดความโศกเศร้าเอาไว้แน่นเพราะอย่างน้อยมันก็เป็นหลักฐานว่าฉันยังไม่ลืม และความกังวลที่ฉันเป็นมาตลอดก็มาถึง ช่วงหนึ่งของชีวิตฉันเจอเรื่องหนักหนาเกินกว่าจะรับอะไรไหว ฉันลืมไปเลยว่าวันที่ 27 มกราคม เป็นวันเกิดของเพื่อนฉัน ผ่านไปสามวันถึงพึ่งนึกขึ้นได้ ฉันเอาแต่พูดว่าขอโทษเบาๆ ผ่านอากาศ ที่ไม่รู้ว่าจะส่งไปถึงเธอหรือเปล่า ฉันรู้ว่ามันไม่ใช่ความผิดมหันต์ แต่ทุกครั้งที่ลืมแม้รายละเอียดเล็กน้อย ฉันรู้สึกเหมือนกับสูญเสียเพื่อนสนิทไปเป็นครั้งที่สอง
ยิ่งพยายามไม่ลืมมากเท่าไหร่ ฉันยิ่งติดอยู่ในวังวนความเสียใจมากเท่านั้น ฉันเอาแต่คิดว่า ในขณะที่ฉันได้ใช้ชีวิตที่ปรารถนา เธอกลับไม่มีโอกาสได้ใช้ชีวิตอีกแล้ว ในวันที่ฉันดีใจที่สอบติดมหาลัยที่หวัง เธอไม่มีแม้แต่โอกาสได้สอบเพื่อทำตามฝันที่เราวางกันไว้ และในขณะที่ฉันพยายามไม่ลืมความทรงจำที่พวกเราเคยได้ใช้ชีวิตกันอย่างสดใส กลับมีแต่ภาพรถจักรยานยนต์ที่อยู่ใต้ล้อรถบรรทุกชัดขึ้นทุกที ฉันเกลียดเสียงไซเรนรถฉุกเฉินมากขึ้นทุกวัน เพราะมันทำให้ฉันนึกถึงวันที่สูญเสีย ฉันเกลียดผ้าขาวที่คลุมร่างเพื่อนฉันเอาไว้ เพราะมันเหมือนกับว่าไม่มีโอกาสให้เพื่อนฉันได้กลับมาแล้ว แต่ถึงแม้จะไม่ชอบความทรงจำที่เด่นชัดเหล่านี้เพียงใด ฉันก็ยินดีจดจำมันไว้แม้ว่าจะเจ็บปวด เพราะในตอนนี้ฉันกลัวที่จะลืมมากกว่าสิ่งใดในโลก
การเติบโตของฉันเต็มไปด้วยความขัดแย้ง ระหว่างก้าวไปข้างหน้าฉันกลับหันไปมองข้างหลัง จนวันนึงฉันเริ่มได้เรียนรู้จากทุกอย่างที่เผชิญมาว่า การเติบโตไม่ใช่การทิ้งอดีตไว้ข้างหลัง แต่มันคือการพกอดีตไปด้วยในรูปแบบที่ไม่ทำให้เราเดินช้าลง ฉันเริ่มยอมรับว่าฉันอาจลืมรายละเอียดบางอย่างในอนาคตข้างหน้า อาจจำวันเกิดเพื่อนไม่ได้ อาจลืมไปแล้วว่าสัญญาอะไรกันไว้ แต่นั่นไม่ได้แปลว่าเพื่อนสนิทฉันไม่สำคัญอีกต่อไป ฉันยังคิดถึง ยังมีวันที่น้ำตาไหลโดยไม่มีเหตุผล แต่ฉันจะไม่จมปลักกับความเศร้าเสียใจแล้ว เพราะในตอนที่เธอยังอยู่ สิ่งที่เธอสอนฉันคือสอนให้ฉันได้ใช้ชีวิต
ในที่สุดฉันก็ยอมรับได้แล้วว่าฉันเสียเธอไปตลอดกาล แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้ทำให้ความเจ็บปวดน้อยลงแม้เศษเสี้ยว แค่ทำให้ฉันอยู่กับปัจจุบันได้สักทีเท่านั้น
ถึงคำถามที่ว่า ‘หากย้อนเวลากลับไปได้ อยากแก้ไขอะไร’
ฉันก็จะตอบมันเหมือนเดิม ฉันไม่มีสิ่งที่อยากแก้ไข
ไม่มีเหตุการณ์ที่อยากให้สร้างขึ้นใหม่
ไม่มีบาดแผลใดที่อยากหลีกเลี่ยง
ฉันเพียงต้องการกลับไปหาเธอ เพื่อนสนิทของฉัน แค่อยากชวนไปเที่ยวด้วยกันหลังจากที่ฉันปฏิเสธไปหลายครั้ง แค่อยากถามคำธรรมดาๆ ว่า เป็นยังไงบ้าง สบายดีหรือเปล่า แค่อยากกอดลาสักครั้งแม้จะรู้แก่ใจว่าคือกอดสุดท้าย
การยอมรับครั้งนี้ไม่ได้ทำให้ฉันเข้มแข็งขึ้นกว่าที่เคย แต่มันทำให้ฉันสงบขึ้น เพราะหากต้องเสียเธอไปอีกครั้ง ฉันก็จะยังคงร้องไห้ดังเดิม และแม้จะยอมรับได้แล้วว่าเสียไป แต่ใช่ว่าความกลัวของฉันจะสูญสิ้น
ฉันเลยเขียนบทความนี้ขึ้นมาไม่ใช่เพื่อเป็นจดหมายจากลา
แต่มันคือหลักฐานของการมีอยู่
เผื่อว่าสักวันนึงฉันจะหลงลืมเธอไปจริง ๆ
แด่เธอเพื่อนรักของฉัน เสมอมา และเสมอไป
แด่เธอเพื่อนรักผู้ลาไกล แด่เธอผู้เป็นเพื่อนของฉัน ตลอดไป
Writer & Graphic Designer

Introvert girl
