ความเศร้าของทุกคนหน้าตาเป็นแบบไหนกันครับ
สำหรับผม ความเศร้ามีหน้าตาไม่ค่อยชัดเจน มันจะเบลอๆ เทาๆ หม่นๆ จับไม่ได้ แถมยังไม่ยอมพูดจาอะไรกับเราเลย หน้าที่ของมันคือดึงเราให้จม ให้ดำดิ่ง และลุกไปไหนไม่ได้
.
ผมลองย้อนถามตัวเองว่า “ความเศร้าครั้งล่าสุดของผมคือตอนไหน”
ก็ได้คำตอบว่าถ้าเป็นความเศร้าแบบจริงๆ จังๆ ในระดับดำดิ่งของตัวเองนั้น เกิดขึ้นในวันที่ต้องยุติความสัมพันธ์กับคนรักที่คบกันมานานครับ
ในฐานะของคนที่ยังอยากไปต่อ เราพยายามทุกวิถีทางที่จะรื้อฟื้นความสัมพันธ์ และเมื่อพบว่ามันไม่ได้แล้วจริงๆ ก็เกิดความพยายามที่จะขอคำอธิบายให้ได้ว่า ‘ที่มันไม่ได้ มันเพราะอะไร’
เมื่อตั้งคำถามกับตัวเอง และอีกฝ่ายเท่าไหร่ก็ไม่ได้คำตอบ (น่าจะหมายถึงคำตอบที่เราอยากฟัง) นั่นแหละครับ ความเศร้าของผมมันเกิดขึ้นตอนนั้น
.
ในวันที่มีความเศร้าเกาะกินตัวเองอยู่นั้น ผมพบว่าตัวเองไม่ยินดีกับความรักของใครเลย
ยิ้มให้กับคนอื่นยังพอได้ แต่เมื่อใดก็ตามที่อยู่คนเดียว จะพยายามหาเพลงเศร้าๆ มาฟัง ยิ่งเป็นเพลงที่ตรงกับชีวิตตัวเอง ยิ่งได้ฟีลของความเศร้า ผมไม่รู้ว่านั่นคือการเยียวยาตัวเอง แต่รู้สึกว่าฟังเพลงช่วงนั้นมันอินจริงๆ ครับ
สเตตัสในเฟซบุ๊กนี่ไม่ต้องพูดถึง โยงได้ทุกเรื่อง ดูละคร ดูหนัง ฟังเพลง เข้ากับตัวเองไปหมด อาจจะเพราะความอ่อนไหวที่อนุญาตให้ทุกอย่างให้เข้ามาในชีวิตได้ ยิ่งเปราะบาง ยิ่งอ่อนแอ ซ้ำเข้าไปอีก
หนักเข้า กลับพบว่าตัวเองดันชอบที่จะเป็นแบบนี้ไปแล้ว เหมือนเป็นแผลแล้วชอบแกะสะเก็ด เป็นสิวแล้วชอบบีบ เป็นหนองแล้วชอบเจาะ อะไรแบบนี้แหละครับ
.
สมัยนี้คงเรียกว่า ‘ขยี้’ ตัวเอง นั่นแหละครับ
แล้วก็ทำซ้ำๆ วนไปอย่างนั้นเหมือนคนที่เสพติดความเจ็บปวด
คือถ้าเป็นช่วงแรกๆ ผมไม่ติดนะครับ ถ้าใครจะขยี้ตัวเองให้มันเจ็บๆ จบๆ แล้วเริ่มใหม่ ปล่อยน้ำตาให้ไหล ให้ได้ระบายอย่างเต็มที่เลยครับ
แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณรู้สึกว่า ‘อยู่ตรงนี้เกินไปแล้วนะ’ อยากมูฟออน คุณต้องเปลี่ยนวิธีการนะครับ
ผมพบว่าในวันที่เศร้าอยู่นั้น ไม่มีคำปลอบโยนใดจะเยียวยาใจเราได้เลย จนได้พบกับเพื่อนคนหนึ่งที่เพิ่งกลับมาจากการไป workshop เกี่ยวกับการแก้ปัญหาชีวิตโดยบังเอิญที่สนามบิน แล้วเราก็อัพเดตชีวิตกัน
เพื่อนบอกว่าสิ่งที่ได้จาก workshop และผมน่าจะลองนำไปใช้ได้ คือ ‘การไม่หนีความเศร้า’ หรือจะเรียกอย่างที่เพื่อนบอกว่า ‘สบตากับความเศร้า’
วิธีการคือ เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเริ่มรู้สึกว่าเศร้าขึ้นมา ให้เราทักความเศร้านั้นไปว่า “ฮั่นแน่ มึงอีกแล้วใช่มั้ย” พอเราเจอจังๆ ทักไปตรงๆ เรากลับพบว่า จริงๆ แล้ว ความเศร้า มันกลัวเราหามันเจอต่างหาก
.
พบทักทายกับเจ้าความเศร้าบ่อยเข้า ผมเริ่มรู้สึกตัวว่ามีความรู้สึกอย่างอื่นที่มารอทักทายเราอยู่เช่นกัน อย่าง ‘ความจริง’ ‘โอกาส’ และการมาถึงของ ‘คุณค่าในตัวเอง’ ที่เรารู้สึกว่าทำหล่นหายไปตอนถูกบอกลา
ผมผ่านวันนั้นมาได้จากการได้รับรู้ว่าจริงๆ แล้ว รอบตัวของเรามันมีความรู้สึกอย่างอื่น นอกเหนือไปจากความเศร้า รวมถึง ‘ความรัก’ ที่ยังคงมีอยู่ จากคนอื่นๆ ได้เช่นกัน
.
เวลาผ่านไปนาน ผมพบว่า สิ่งที่เพื่อนแนะนำในวันนั้น ในทางพุทธศาสนาเรียกว่า ‘สติ’ และการ ‘อยู่กับปัจจุบัน’
คนเรามันจะทุกข์ จะเศร้า เกิดจากสองสิ่ง คือทุกข์ที่หนึ่ง เกิดจากอดีตที่เกิดขึ้นแล้ว เช่น การสูญเสียคนที่รักไป หรือโหยหาอดีตที่ผ่านมา เสียดายเวลาที่คบกัน
และทุกข์ที่สองเกิดจากอนาคตที่ยังมาไม่ถึง เช่น ฉันจะอยู่อย่างไร ถ้าจากนี้ไปไม่มีเธอเหมือนวันก่อน
ถ้าเราอยู่กับ ‘ปัจจุบัน’ ได้ ความทุกข์หรือความเศร้านั้นจะหายไป
ปัจจุบันในที่นี้ คือ การมีสติที่จะรู้ว่าตอนนี้เรากำลังทำอะไร
กำลังกิน กำลังทำงาน กำลังคุยอยู่กับใคร
ความมีสตินั้น จะทำให้เรามองเห็นความทุกข์และความเศร้าเหล่านั้นได้ครับ
.
การจัดการความเศร้ามันเป็นเรื่องที่พูดยากนะครับ
ดังนั้นสิ่งที่คนวัย 40 อย่างผมจะแนะนำได้ คงต้องย้อนไปยืมคำของเพื่อนคนนั้นมาบอกว่า “ถ้ารู้ว่าเจ้าความเศร้านั้นมาใกล้ตัวเรา ก็แค่ทักมันไป”
ผมไม่รู้หรอกว่าหน้าตาความเศร้าของแต่ละคนเป็นแบบไหน แต่เชื่อว่าความเศร้าของเรามันหน้าตาไม่เหมือนกัน
สบตากับมันให้ได้ ทักทายมันให้ได้ แล้ววันหนึ่งพอความเศร้ามันลากเราไปไหนไม่ได้ มันจะเริ่มกลัวเราแทน แล้วก็ค่อยๆ เดินจากไป
.
ตอนนี้มีเรื่องเศร้ากันอยู่มั้ยครับ
นั่นไงมันเดินมานู่นแล้ว
ทักมันไปเลยครับว่า “ฮั่นแน่ มึงอีกแล้วใช่มั้ย”
.
เก่งมากครับ
อย่าไปยอมมันครับ
Writer

ศุภวัจน์ พรมตัน
(ครูมะนาว – เพจอะไรอะไรก็ครู)
ครูเท่ๆ ที่พยายามจะทำตัวเท่ๆ
แม้ไม่มีใครบอกว่าเท่ แต่ก็คิดว่าตัวเองเท่
Graphic Designer

นักวาดจากขอนแก่น ผู้ที่ทั้งไม่มั่นใจ
และภูมิใจในงานของตัวเองไปพร้อมๆ กัน
