ช่วงมัธยมเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่มีความสุขมากที่สุดของผม แน่นอนว่าคงไม่ใช่ทุกคนที่รู้สึกว่าเวลานั้นเป็นตัวแทนของวัยเด็กครั้งสุดท้ายที่ไม่มีความรับผิดชอบของโลกทั้งใบกระแทกใส่ แต่สำหรับผมในวันนั้น มันเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด คุ้มค่าที่สุด และน่าถวิลหามากที่สุดช่วงหนึ่งเลย
ในวัยมัธยม เป็นครั้งแรกๆ ที่ผมได้ไปเที่ยวด้วยตัวเอง และด้วยความที่แผนการเรียนของผมเลิกเรียนไวมาก ผมกับเพื่อนๆ บางทีก็ไปกินข้าวข้างนอกโรงเรียนด้วยกัน หรือบางวันเราก็นัดไปเดินเที่ยวในเมือง สำหรับวัยรุ่นในกรุงเทพฯ ที่โปรดก็คงเป็นสยาม ใช่ บางครั้งเราก็ไปที่นั่น แต่ก็ไม่ได้บ่อยขนาดนั้น
แผนการเรียนของผม นอกจากจะเลิกไวแล้วเราก็ยังเรียนไม่หนัก ผมจึงใช้เวลาว่างที่โรงเรียนไปกับการโม้กับเพื่อน เดินเล่นในโรงเรียน และคุยเรื่องสัพเพเหระทั่วไปในชีวิต จินตนาการต่อโลกของผมพุ่งและฟุ้งไปมากจากความจริง ไร้ความกังวล กดดัน ผมไม่ต้องมีแม้แต่ความรับผิดชอบด้วยซ้ำในเวลานั้น
ถ้าไม่นับกิจกรรมโปรดอย่างการนั่งคุยกับเพื่อนที่โรงเรียน กิจกรรมโปรดอีกอย่างของผมก็คงเป็นเกมออนไลน์
เกมโปรดที่สุดของพวกเราในวันนั้นคงเป็น League of Legend เกมออนไลน์แนว Moba (Multiplayer Online Battle Arena) ที่คนเล่นเกมคอมพิวเตอร์คงรู้จักกันอยู่บ้าง ผมกับเพื่อนๆ ตั้งตี้กันเล่นเกม เล่นกันจนถึงตีหนึ่งตีสองเกือบทุกวัน ถ้าไม่ติดว่าพวกเราบางคนถูกพ่อแม่ไล่ให้ไปนอนก็อาจจะถึงเช้าได้
บางทีเราก็ไปเล่นเกมอื่น เกมที่เล่นแบบช่วยเหลือกันค่อนข้างได้รับความนิยมในหมู่พวกเรา อย่าง Project Zomboid หรือ หากไม่ใช่เกมออนไลน์พวกเราก็เล่นอย่างอื่นด้วย เช่น DnD ซึ่งเป็นเกมกระดานโรลเพลย์แบบหนึ่ง
ตอนแรกๆ ผมก็เข้าไปเล่นเพราะหลงใหลในการเล่นเกมนั่นแหละ มันมีความสุขในความท้าทาย ความกดดันที่เด็กคนหนึ่งไม่เคยได้รู้สึก การวางแผน การเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ หรือการฝึกฝนทักษะในเกมที่อาจช่วยกลบเกลื่อนความรู้สึกในชีวิตจริงว่าผมไร้ความสามารถได้ก็เป็นได้
พอนานวันเข้า การเล่นเกมพวกนี้ก็ไม่ได้เป็นแค่สื่อบันเทิงอีกต่อไป สิ่งเหล่านี้ทำหน้าที่เหมือนพิธีกรรมหน้ากองไฟ พวกเราผลัดกันผิงและเล่าเรื่องของพวกเรา เกมเป็นสื่อกลางที่ทำให้พวกเราได้กลับมานั่งคุยกันในทุกวัน แบ่งปันประสบการณ์ทั้งเรื่องราวในเกมและชีวิตจริง เหมือนเรานั่งอยู่ข้างๆ กัน
ตอนเด็ก ผมไม่เคยเข้าใจว่าความรู้สึกของผู้ใหญ่ ไม่เข้าใจความเหงา หรือความรับผิดชอบ เพราะวันนั้นเรามีเพื่อนมากมายที่แค่ไปโรงเรียนก็ได้เจอ กลับบ้านมาก็เล่นเกมด้วยกัน ทุกวันผ่านไปอย่างสดใสราวกับฟ้าหลังฝนตกใหม่
ทว่าพอเติบโตขึ้น ผมรู้สึกว่าผมกับเพื่อนๆ ในสมัยมัธยมมีระยะห่างกันมากขึ้น เกมที่เคยเล่นด้วยกันเริ่มไม่สนุกอีกต่อไป บทสนทนาของพวกเราที่เดิมไม่เคยขาดช่วงเริ่มมีระยะ เราเคยเฮฮากับเรื่องโง่ๆ ที่เรียบง่าย ครั้งนี้เมื่อโทร. ไปกลับทิ้งความเงียบไว้ได้เป็นนาที หาเรื่องคุยไม่ได้ เรื่องตลกๆ เริ่มไม่ขำกับมันอีกต่อไป มันเหมือนกับว่าพวกเราตอนนั้นกับตอนนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว
แต่ก่อนพวกเราเคยคุยกันแม้ในเรื่องซับซ้อน เรื่องที่ดูสิ้นหวัง ด้วยน้ำเสียงไม่ยี่หระ พอเป็นเดี๋ยวนี้ เสียงพูดคุยที่ปลายสายกลับเต็มไปด้วยความอ่อนล้า คุยไปคุยมาแต่ละคนก็มีภาระเรื่องเรียนที่แบกไว้ ภาระงานในที่ทำงาน หรือเรื่องสังคมรอบตัวของพวกเรา เรื่องความสัมพันธ์ ต่อให้เป็นเรื่องเรียบง่ายอย่างการทะเลาะกับเพื่อน โทนของเรื่องเล่าที่ออกมาจากปากก็ราวกับแบกภูเขาไว้บนบ่า
แต่ในความเหงา ผมก็ยังรู้สึกได้ว่าความเป็นเพื่อนของพวกเรายังไม่จางหายไป
เพื่อระลึกถึงมิตรภาพเก่าๆ แม้จะยุ่งกันมากด้วยภาระบนไหล่ พวกเราก็พยายามกลับมาเจอกันเรื่อยๆ ในวันหยุดสุดสัปดาห์ที่พอจะหาเวลามานั่งเล่นพูดคุยพร้อมหน้าพร้อมตาได้ ผมและเพื่อนๆ พยายามนัดกันเพื่อเล่นเกม หรือในช่วงหยุดยาว ปิดเทอม ถ้าไม่ฝึกงาน ไม่ติดทำงาน ก็ออกมาเที่ยวด้วยกัน
ในวันที่วุ่นวาย มีเรื่องราวมากมายที่เล่าสู่กันฟัง เรื่องชีวิต เรื่องเพื่อนร่วมกลุ่ม เรื่องอาจารย์ เพื่อนร่วมงาน หรือโม้กันฟุ้งๆ เหมือนในวันวาน และเกม ทั้งเกมออนไลน์และเกมกระดานยังทำหน้าที่ของมันได้ดีในฐานะพิธีกรรมที่เราทำร่วมกันของกลุ่ม และการได้ออกมาเที่ยวกับเพื่อนๆ สมัยก่อนก็ยังคงเติมเต็มความว่างเปล่าในใจของผม
ตอนที่เริ่มกลับมาคุยกันว่าไปเที่ยวไหนดี หรือเล่นเกมอะไรดี เกมอะไรออกใหม่น่าสนใจ นั้นน่าคิดถึงเหลือเกิน
แทนที่จะแบกความรับผิดชอบเอาไว้ ผมจึงเลือกที่จะพลาดไปบ้าง เลือกเป็นคนห่วยๆ บ้างเพื่อจะมีเวลากลับมานั่งเล่นนั่งคุยกับเพื่อนเหล่านี้ บางครั้งผมก็ทำงานช้า บางครั้งผมไม่ส่งงาน หรือเพื่อนบางคนก็เลือกที่จะเลิกอ่านหนังสือสอบแล้วมานั่งเล่นด้วยกัน ผมคิดว่านอกจากความผูกพันธ์ฉันเพื่อนแล้ว พวกเรายังคงคิดถึงวันเก่าๆ และก็ไม่ได้อยากให้ความรู้สึกนั้นหายไปตามกาลเวลา
แม้ว่าเพื่อนบางคนค่อยๆ หายหน้าหายตาไปจากกลุ่ม บางคนเลือกที่จะเดินจากไปด้วยเหตุผลเรื่องวิถีชีวิต แต่ไม่มีวันไหนเลยที่ผมไม่คิดถึงช่วงเวลาเหล่านั้น ผมเองเข้าใจดีถึงภาระหน้าที่ที่แต่ละคนต้องรับผิดชอบในฐานะมนุษย์ในระบบทุนนิยม ภาระหน้าที่ในฐานะลูก ภาระหน้าที่ในฐานะหน่วยหนึ่งของเศรษฐกิจ
เพียงแต่ผมอยากให้พวกเราสามารถมีวัน มีเวลากลับมานั่งคุยกันอีกครั้ง ถึงเรื่องใหม่ๆ และเรื่องเก่าๆ
อยากให้มีวันที่นั่งทุบซอมบี้ในเกม แล้วนั่งด่าเกมออกใหม่ หรือมีวันที่มานั่งปรับทุกข์กันว่าชีวิตช่วงนี้เป็นอย่างไร
ผมคิดว่าส่วนที่สำคัญในความรู้สึกย้อนถึงวันวานนั้นไม่ใช่แค่ความรู้สึกเหงาที่หาอะไรทำแก้เหงาแล้วจะมาแทนกันได้ ไม่ใช่ว่าแค่เราไปแฮงก์เอาท์กับเพื่อนใหม่แล้วมันจะโอเค และผมก็เชื่อว่าผู้อ่านบางคนคงจะคิดถึงช่วงเวลาพวกนั้นเช่นกัน
สิ่งที่ผมอยากจะบอกในฐานะคนที่รู้และเข้าใจดีว่าเวลาของผมและเพื่อนๆ ค่อยๆ หมดลงนั้นคือ
อย่าลืมที่จะกลับไปใช้ชีวิต อย่าลืมที่จะกลับไปมีความสุข
Writer & Graphic Designer

เกมเมอร์ท้ายแถว นักคิดลืมกรอบ
และนักวิแคะกาก ๆ ที่ชอบพูดไปทั่ว
