วันนี้ผมอยากจะเล่าประสบการณ์เล็กๆ ของผม เป็นเรื่องราวที่เชื่อมโยงกับคำถามของแม่ที่เคยถามว่าความสุขของผมคืออะไร

          สำหรับผม คำถามนี้จะตอบให้ง่ายก็ได้ จะตอบให้ยากก็ได้เหมือนกัน
         
          ผมอายุ 12 เป็นลูกคนเดียวที่ชอบอยู่กับพ่อแม่มากๆ ครอบครัวของผมเวลาขับรถไปไหนด้วยกัน พ่อจะเป็นคนขับ แม่นั่งหน้าและผมนั่งข้างหลัง ผมชอบนั่งรถไปไหนมาไหนกับพ่อแม่ ถ้ารถไม่ติด มันเพลินดี ฟังเพลง มองวิว มองอะไรนอกหน้าต่างแล้วก็คิดนู่นนี่ไปเรื่อย สงสัยอะไรก็จะถามพ่อบ้าง แม่บ้าง บางทีพ่อแม่ก็ชวนคุยหรือไม่ผมก็รอฟังว่าพ่อแม่คุยอะไรกัน

          เรื่องราวนี้เกิดขึ้นในวันธรรมดาวันหนึ่งในช่วงฤดูฝนซึ่งผมไม่ชอบเลย ไปไหนมาไหนก็ไม่สะดวก เปียกและทำให้ป่วยง่าย บางปีต้องหยุดโรงเรียนกันทั้งห้อง อดเล่น ไม่ได้เจอเพื่อน ถ้าเทียบแล้วผมชอบหน้าร้อนมากกว่า เพราะทำกิจกรรมนอกบ้านได้โดยไม่ต้องกลัวฝนตก 

          แต่สิ่งที่ผมอยากเล่าคือ วันนั้นผมอยู่ในรถ จำได้ว่าเป็นช่วงเย็นหลังฝนตก แดดเริ่มออก ผมแหงนหน้ามองฟ้าจากในรถ สิ่งที่เห็นบนฟ้ามันว้าวมาก ผมบอกพ่อกับแม่ ท้องฟ้าสวยจัง มีรุ้งกินน้ำตัวใหญ่พาดอยู่ หลังจากนั้นพ่อก็อธิบายให้ผมฟังว่ารุ้งกินน้ำเกิดได้อย่างไร ทำไมถึงเห็นแสงอาทิตย์แยกออกเป็น 7 สีแบบนี้ และถึงแม้รุ้งกินน้ำจะเกิดขึ้นตามธรรมชาติ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเราจะได้เห็นรุ้งกินน้ำทุกครั้งที่ฝนหยุดตก การได้เห็นรุ้งกินน้ำสำหรับผมในวันนั้นเป็นจุดเริ่มต้นที่ชวนให้ผมคิดถึงความสุขของผู้คนและของผมด้วยเช่นกัน

          ที่สำคัญผมมีคำตอบสำหรับคำถามที่แม่ถามแล้ว

          ผมบอกแม่ว่า กว่าเราจะเห็นท้องฟ้าหลายสีที่ใครก็บอกว่าสวยแบบนี้ จริงๆ แล้วมันมีความยากลำบากอยู่ มันมีความเหนื่อย ต้องรอ ต้องใช้เวลากว่าจะเห็นสิ่งที่สวยงามเกิดขึ้น แล้วรุ้งกินน้ำก็ไม่ได้อยู่ให้เราดูได้ตลอดทุกครั้งที่เราอยากเห็น แป๊บเดียวมันก็หายไป แม่บอกว่าธรรมชาติรอบตัวสอนเราได้ทุกอย่าง อยู่ที่ว่าจะหยุดมองและคิดไปกับมันหรือเปล่า 

          การเห็นรุ้งกินน้ำทำให้ผมเข้าใจว่าอะไรก็ตามที่เราเจอมันต้องมีจุดเริ่มต้นเสมอ อย่างผมเห็นเพื่อนเรียนเก่งมาก ได้เกียรติบัตรทุกปี ก็เหมือนว่าผมได้เห็นรุ้งกินน้ำของเพื่อน แต่ไม่เคยคิดถึงสิ่งที่เกิดก่อนหน้านั้นเลยว่ากว่าเพื่อนจะเก่ง เพื่อนก็ต้องขยัน ตั้งใจ ทำโจทย์ ทบทวน เรียนพิเศษ ทุ่มเทขนาดไหน มันต้องเหนื่อยกว่ารุ้งกินน้ำของเพื่อนมันจะออกมาได้ 

          คิดถึงตัวผม เริ่มจากช่วงหน้าฝนที่ผมไม่ชอบเลย ผมอดเตะบอล อดตีเทนนิสหลังเลิกเรียน บางวันแม่มารับก็ต้องวิ่งขึ้นรถตัวเปียก หนาว เหม็น หายใจไม่ค่อยออก แต่คิดอีกที หากไม่มีฝน ก็เป็นไปไม่ได้เลยที่จะได้เห็นรุ้งกินน้ำ ธรรมชาติมันเป็นแบบนั้น มันเป็นขั้นตอนที่ต้องเกิดขึ้นก่อนเห็นสิ่งสวยงาม 

          ความสุขก็เหมือนกัน ผมคิดว่ากว่าจะมีความสุขได้ บางทีก็ต้องยอมผ่านอะไรน่าเบื่อมาเหมือนกัน อย่างผมชอบปิดเทอม แต่จะปิดเทอมได้มันก็ต้องผ่านเปิดเทอม ผ่านการตื่นเช้า ผ่านการทำการบ้าน ผ่านการสอบก่อน ถึงจะได้ปิดเทอม ได้นอนตื่นสาย ได้เล่นสนุก แต่นั่นหมายถึงว่าผมต้องสอบผ่านได้ด้วยนะ เพราะบางคนก็ไม่ได้ปิดเทอมเพราะต้องไปเรียนเสริม 

          ประสบการณ์เรื่องรุ้งกินน้ำอาจเป็นเรื่องเล็กและธรรมดา แต่สำหรับผมภาพรุ้งกินน้ำพาดท้องฟ้าหลังฝนตกที่ผมเห็นในรถกับพ่อแม่วันนั้น คือสิ่งที่ผมคิดกับตัวเองเวลาที่เจอเรื่องไม่สนุก หรือเรื่องที่ทำให้ไม่สบายใจในวัยของผม มันอาจไม่ใช่เรื่องใหญ่โต แต่ธรรมชาติของการเกิดรุ้งกินน้ำสอนผมให้คิดว่าเมื่อไหร่ที่เจอเรื่องที่ไม่ชอบ ก็ให้คิดว่ามันเหมือนตอนฝนตก อีกแป๊บนึงรุ้งกินน้ำก็จะมาให้เห็นแล้ว ยิ่งตอนผมจะสอบหรือตอนต้องซ้อมกีฬาเหนื่อยๆ ผมก็บอกตัวเองแบบนั้น

          ในทางกลับกัน สำหรับเด็กวัยผม ชีวิตคงไม่ได้ซับซ้อนเหมือนพ่อแม่ เหมือนพี่โตๆ มันไม่ได้มีงาน มีความเครียด ไม่ต้องกดดันอะไรมาก เด็กอย่างพวกผมมีหลายประเภท แบบเด็กเรียน เด็กกิจกรรม ผมก็มีเพื่อนหลายแบบ เอามาเทียบความทุกข์ความสุขของแต่ละคนก็คงไม่ได้ง่าย เพื่อนที่ชอบเล่นเกม พอได้เติมเกมก็มีความสุขมาก เพื่อนเด็กเรียนได้เกรดสี่หมด แต่สอบไม่ได้เต็มบางทีก็บ่น ในขณะที่เพื่อนหลายคนแค่สอบผ่านไม่ต้องซ่อมนี่ก็ดีใจมากแล้ว ส่วนเพื่อนนักกีฬา แม้แต่ตัวผมก็มีความสุขเวลาได้ตีเทนนิส แต่พอตอนแข่งก็อยากชนะด้วย พอแพ้มันก็เศร้า แต่ผมก็บอกตัวเองว่าเดี๋ยวฝนก็จะต้องหยุดตก ถ้าผมอดทนรอได้ก็คงมีโอกาสเห็นรุ้งกินน้ำของผมบ้างเหมือนกัน หรือบางคนชอบวาดรูป แค่วาดไปเรื่อยๆ จนหาแนวของตัวเองเจอ แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว ดังนั้นความสุขของผมหรือเพื่อนๆ ก็มีหลายแบบแล้ว ผมว่ามันก็อยู่ที่มุมมองของแต่ละคนด้วยว่าจะเห็นความสุขของตัวเองอย่างไร

          ถ้ามองไปที่ชีวิตรุ่นพี่อย่างพี่มัธยมปลายในโรงเรียน ก็เป็นช่วงวัยรุ่นจริงๆ แบบผมมองว่าห่างชั้นเลยกับที่ผมยืนอยู่ คือ น่าจะเป็นอีกวัยหนึ่งเลย ต้องสนุกสุดขีด ไปเที่ยวกับเพื่อน ไปทะเล ไปไหนด้วยกันแบบไม่มีพ่อแม่ แต่อีกมุมหนึ่ง ผมก็เห็นพี่ๆ เรียนหนัก ติว เรียนพิเศษเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย ต้องเครียดและกดดันมากเพราะต้องแข่งขันกับคนทั้งประเทศ แต่ทั้งหมดเลยผมคิดว่าถ้าพี่ๆ มีเพื่อนที่ดี มีครอบครัวที่อบอุ่นมันก็คงจะช่วยได้มาก

          ทั้งหมดคือสิ่งที่ผมคิดแล้วก็ตอบแม่ไป ผมคิดว่าความสุขจริงๆ มันเป็นได้หลายอย่าง เปรียบเทียบว่ากว่าเราจะเห็นรุ้งกินน้ำสวยๆ มันก็ต้องผ่านอะไรมา ความล้มเหลว ความเครียด ความไม่ชอบ ความเหนื่อย ความท้อ พอเราได้บางอย่างมาแล้วเราก็ควรจะเห็นว่ามันเป็นผลจากสิ่งที่เราพยายาม มันก็เป็นความสุขอีกแบบหนึ่ง 

          การมีความทุกข์สำหรับผมก็เป็นส่วนหนึ่งของความสุขได้ แต่เมื่อไหร่มีความสุขมากๆ ต้องคิดว่าเดี๋ยวมันก็หายไปแล้วเหมือนรุ้งกินน้ำ สิ่งที่เหลือก็เป็นประสบการณ์ให้ผมได้เติบโต ได้เจออารมณ์มากมาย ได้แก้ปัญหา ได้เรียนรู้เพื่อจะได้รอเจอรุ้งกินน้ำอันต่อไปเรื่อยๆ ผมคิดแบบนั้น รุ้งกินน้ำสอนผมเรื่องความสุขแบบนั้น

Writer & Graphic Designer

นป จันทร์คำ

เด็กชายซนๆ คนหนึ่งที่ชอบวาดรูปพญานาค ชอบโขนลิง และชอบเทนนิส