จะเหมารวมไปไหมนะถ้าจะบอกว่าสมัยนี้ไม่ว่าใครก็มีปัญหาสุขภาพจิตเป็นของตัวเอง อยู่ที่จะมากหรือน้อย และคนคนนั้นจะจัดการกับมันได้ดีแค่ไหน
ดูจากผู้คนรอบตัว ครอบครัว และภาพที่เห็นตามโลกออนไลน์ ทุกคนก็ดูเหมือนจะมีเรื่องที่กลัว กังวล และสับสนกันหมด จนบางทีก็ลุกลามใหญ่โต ซึ่งส่วนตัวก็เห็นอยู่เห็นไม่น้อยเลยละครับที่ต้องไปพบหมอและรับยาเพื่อต่อสู้ให้ชีวิตตัวเองได้กลับมาสู่สภาพเดิม
ผมเองก็เป็นหนึ่งคนครับที่มีปมในใจเยอะแยะไปหมด ถึงจะไม่ต้องขนาดรับยา แต่พูดตามตรงเลยว่าก็มีผลกระทบกับการใช้ชีวิตอยู่เหมือนกันแหละ
อืม………ยังไม่เล่าดีกว่าว่าเจออะไรมาบ้าง เอาไว้ระหว่างทางที่จะเดินไปด้วยกันต่อจากนี้ ผมจะค่อยๆ เปิดให้ฟังทีละเรื่องละกันนะ ไม่ต้องเตรียมใจหรอก ถึงจะขึ้นชื่อว่าปม ปัญหา หรืออะไรเทือกๆ นั้น แต่มันในตอนนี้สำหรับผมก็แค่เรื่องราวเพียงตอนหนึ่งในชีวิต เศร้าบ้าง น่าโมโหบ้าง แต่ก็ได้บทเรียนเจ๋งๆ มาเยอะเลย
อีกทั้งผมในตอนนี้สามารถเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันได้แล้ว วิธีการขอเก็บไว้ก่อน แต่สปอยล์นิดๆ ว่าเป็นวิธีที่ถ้าอ่านบทความนี้จบไป ผมอาจโดนทุกคนด่าก็ได้ (ฮา)
แต่ไม่เป็นไรหรอก ก็บนโลกนี้ไม่มีใครสมบูรณ์แบบไปร้อยเปอร์เซ็นต์หรอกนี่เนอะ ใช่มั้ยล่ะครับ?
เอาเป็นว่า ถ้าพร้อมแล้วก็จับมือผมไว้แล้วตามมานะ มาดูกันว่าในชีวิตบัดซบๆ ของคนเส็งเคร็งแบบนี้ มันจะมีอะไรให้เขียนในหมวด Joy บ้าง
.
Supporter’s tear
ทุกคนเคยร้องไห้จากการทำงานกลุ่มมั้ยครับ ถ้าเคย เราคือพวกเดียวกัน
ครั้งหนึ่งผมรับปากอาจารย์ให้ช่วยดูแลเพื่อนหนึ่งคน ที่พูดตามตรงคือเป็นคนไม่เอาไหนเลย เรียนก็ไม่เรียน งานก็ไม่ทำ แต่อาจารย์ขอให้ช่วยทั้งที จะปฏิเสธก็ไม่ได้
ผมรับปากครับ ด้วยความคิดที่ว่า เราสามารถช่วยทุกคนได้ถ้าพยายามมากพอ ผมพาคนคนนั้นร่วมแบกทุกงาน พาติดสอยห้อยตามไปเรื่อย ผลก็คือ เหนื่อยยยยยยยยยยยยยยย!
แต่ไอ้เหนื่อยคือมันก็แค่เหนื่อย อุตส่าห์รับปากแล้วก็ต้องพยายามให้ถึงที่สุดแหละ จนสุดท้ายที่แตกหักจริงๆ คือผมเกือบติดศูนย์ครั้งแรกในชีวิตครับ
จากใจเด็กเรียนดี อะไรแบบนี้แม่ง…โคตรจะรับไม่ได้
งานวิชาประวัติศาสตร์ ผมมอบหมายให้เขาทำส่วนง่ายๆ ที่พอไว้ใจให้ทำได้ แต่อะไรเกิดขึ้นทุกคนคงจะเดาได้ใช่ไหมครับ จวบจนวันสุดท้ายที่เขาขอเลื่อนออกไป ผมนั่งรอเขาตามคำสัญญาจนจะหมดวัน แต่ก็ไม่มีวี่แวว ความทรงจำที่ชัดเจนมากคือผมนั่งทำงานใหม่อยู่หน้าห้องพักอาจารย์ทั้งน้ำตา
ทั้งรู้สึกผิดหวัง และกลัวว่าตัวเองจะเผลอทำลายความคาดหวังของคนอื่น
ผมจะกลายเป็นคนไม่มีความรับผิดชอบแล้วใช่มั้ยนะ
เย็นวันนั้นผมกลับบ้านไปบอกแม่ว่าผมได้เกรดหนึ่งครั้งแรกในชีวิต เขาตกใจครับ ตกใจมาก แต่ดีที่พวกเราคุยกันด้วยเหตุผล อาจจะเพราะน้ำตาบนหน้าของผมรึเปล่าก็ไม่แน่ใจ ในวันนั้นผมได้คำพูดหนึ่งที่แม่บอกผมไว้ และผมก็จำมันได้ถึงวันนี้
แม่ปลอบผมและบอกกับผมว่า………ภูมิใจที่ผมเป็นคนใจดีแบบนี้
เหมือนจะแฮปปี้เอ็นดิ้ง แต่สุดท้ายโดนบ่นเหมือนเดิมครับ แต่เป็นการบ่นที่ดีนะ
บทเรียนในครั้งนี้ที่แม่ของผมบอกมา คือเราต้องมีขอบเขตครับ ใจดีได้ แต่เอาแค่พอประมาณ เพราะเราไม่ได้มีหน้าที่สั่งสอนใครให้เป็นคนดี แล้วก่อนจะอยากเป็นนางฟ้าไปช่วยคนอื่นทั้งทีเนี่ย เอาตัวเองให้รอดก่อน
จากวันนั้นมา ผมใช้หน้าเพื่อนคนนั้นเป็นตราย้ำในใจตลอดว่าให้นึกถึงตัวเองเสมอก่อนจะรับปากใครหรือช่วยอะไรคนอื่น กลายเป็นว่า ผมนึกถึงตัวเองมากขึ้น ผมรับรู้ถึงความรู้สึกตัวเองมากขึ้นครับ
ถึงจะเป็นก้าวไม่ใหญ่ แต่นับว่าก็เป็นก้าวแรกของนิสัยเสียที่ดี? ของผมในทุกวันนี้นะ
สงสัยล่ะสิ งั้นไปกันต่อ
.
Realized wing
ผมตัดสัมพันธ์กับกลุ่มเพื่อนที่สนิทที่สุดตอนม.ปลายครับ ก่อนขึ้นมหาวิทยาลัยพอดีเลย
สาเหตุไม่ขอเล่าปลีกย่อยเยอะละกัน เพราะผมไม่สามารถวัดได้ว่าใครถูกผิด อีกอย่างคืองานชิ้นนี้ผมป็นคนเขียน เพราะงั้นมันคงจะมีอคติอยู่เยอะแยะเลยละ แถมถ้าพวกเขาได้เข้ามาอ่านล่ะก็ บรึ๋ย
เอาเป็นว่า ผมดีดตัวเองออกมาเพราะรู้สึกเหนื่อยครับ
เพราะผมน่ะ ชอบเพื่อนทุกคนครับ ชอบมากๆ เพราะอย่างนั้นต่อให้ทำอะไรผมก็ยินดี อาจจะเพราะเคยมีปมในวัยเด็กก็ได้มั้ง เลยยึดติดกับคำว่าเพื่อนขนาดนั้น
ย้อนกลับไปก่อนหน้านู้นอีก ผมคือหนึ่งคนที่มีแผลใจจากการเข้าสังคมใหม่ๆ ตอนขึ้นมัธยมครั้งแรก ทุกคนนึกภาพเด็กที่เพิ่งจบชั้นประถม ตัวคนเดียว ไม่มีใคร ใช้ชีวิตในกรอบมาตลอด แถมยังเป็น social anxiety ขั้นสุดยอดมาตั้งแต่จำความได้ ผลประกอบการในตอนนั้นคือไม่มีเพื่อนครับ ผมเป็นเศษเหลือแทบทุกครั้งตอนต้องจับกลุ่มทำงาน เพราะไม่รู้จะเริ่มยังไงก่อนดี
แต่เอาจริงๆ นอกจากที่ต้องทำงาน เพื่อนเล่นตอนเที่ยงมันก็พอมีแหละ คงเพราะเข้ากันง่ายตามประสาวัยกำลังโต แต่สิ่งที่เป็นแผลให้กับผมในตอนนั้นจริงๆ ก็คือ
ทุกคนนึกภาพกลุ่มเด็กเล่นวิ่งไล่จับกันแต่ไม่มีใครวิ่งมาหาผมเลยทั้งๆ ที่ผมยืนอยู่นิ่งๆ
กระทั่งผมเดินออกไปก็ไม่มีใครรู้
อาจจะฟังดูไร้สาระ แต่เรื่องไร้สาระที่ว่าก็ทำให้ผมมีแผลกับการถูกเมินเฉยมากจริงๆ ถ้านึกเหตุผลในตอนนั้น คงเพราะผมเป็นคนเสียงเบา พูดจาอึกอักอยู่ในคอมั้ง ก็คนมันไม่ชอบเสียงดังนี่นา
ไทม์สคิปกลับมา เพราะเหตุที่ว่า ผมเลยให้คุณค่ากับทุกคนที่เข้ามาในชีวิตเสมอ (ถ้าเขาไม่ทำตัวน่ากลัวน่ะนะ) เหมือนจะดีที่ผมเลือกไม่ทำให้ใครต้องรู้สึกแย่หรือเสียใจจากการถูกเมินเฉยจากผม แต่กลับกลายเป็นว่า ผมต้องแบกทุกอย่างของทุกคนเอาไว้ เพราะคำว่าไม่อยากปล่อยใครให้โดดเดี่ยวครับ
ผมเป็นหนึ่งคนที่มักจะต้องมารองรับ trauma dumping อยู่ตลอดเวลา ใครทะเลาะอะไร มีปัญหาอะไร หรืออารมณ์เสียจากที่ไหนมา ผมก็คือกระโถนชั้นดีนี่แหละ
ถ้าทุกคนต้องรับฟังเรื่องลบๆ ทัศนคติลบๆ แทบทุกวันแล้วจะเป็นยังไง นึกออกไหมครับ
อาการมันจะเหมือนโดนผู้คุมวิญญาณดูดเอาชีวิตเราออกไปเรื่อยๆ เลยล่ะ
แต่เพราะคำว่าเพื่อนกัน มันเลยปฏิเสธหรือพูดตรงๆ ยากแหละเนอะ
จนถึงวันที่ผมกลับมานึกถึงตัวเองอีกครั้งครับ วันที่ผมถูกใช้เป็นกระโถนรองรับอารมณ์เสียอย่างเคย จำได้ว่าตอนนั้นไปเที่ยวด้วยกันแล้วก็โดนโกรธเข้า ซึ่ง…ผมไม่รู้สาเหตุเลย
เราเงียบใส่กันมาตั้งแต่ตอนนั้น เรียกว่าเป็น silent treatment เลยก็ได้ แล้วผมก็มาทบทวนตัวเองคนเดียวอีกครั้งว่า
ผม………มีความสุขจริงๆ ใช่มั้ยนะ
ผมมั่นใจครับว่าความสุขที่มีตลอดการเดินทางร่วมกันมันก็มีแน่นอนและเป็นของจริง แต่ถ้าต้องแลกกับอะไรแบบนี้ มันคุ้มจริงๆ หรือ
หลายวันพอตัวครับสำหรับความคิดนั้น ผมออกมาใช้ชีวิตคนเดียว ให้ตัวเองเป็นที่ตั้ง ทำทุกอย่างตามใจตัวเอง ทุกคนเชื่อมั้ยครับว่ามันอยู่ได้ และไม่ตายด้วย
ผมใช้ชีวิตกับการเป็นโอตาคุไอดอล และอ่านหนังสือคนเดียวแบบไม่เผื่อใคร ถึงจะเหงาที่ไม่มีคนร่วมจับกลุ่มซุบซิบอย่างเคย แต่มันไม่ตายจริงๆ ครับ แถมเอาจริงๆ แอบมีความสุขมากกว่าเดิมด้วยซ้ำไปนะกับชีวิตที่มีอิสระ ตามใจตัวเองได้ตลอด ไม่ต้องผูกมัดกับใครแบบนี้
รู้สึกเหมือนได้ปีกนกงอกออกมาจากหลังเลยครับ
สุดท้ายผมก็เข้าใจว่าชีวิตคนเราไม่จำเป็นต้องผูกมัดกับใครก็ได้ อยู่คนเดียว ลอยๆ ล่องๆ ไปตามลมก็เฮลตี้ดีนี่นา กินข้าวดูหนังฟังเพลงคนเดียว ทำงานอดิเรกคนเดียว เห้ย แอบฟินนะแบบนี้
จนสุดท้ายก็นี่กลายเป็นนิสัยของผมในตอนนี้ไปเลยครับ ถึงจะยังติดปมจากตอนเด็ก แต่ก็สบายใจที่จะอยู่คนเดียวมากกว่า ถ้าเริ่มรู้สึกไม่ดีกับอะไร ก็ตัดทิ้งไปเลย ส่วนดีก็คงเป็นเรื่องที่ผมยังให้คุณค่ากับทุกคนที่เข้ามารู้จักกันเสมอ แต่ส่วนเสียก็…อาจจะเป็นการที่โลกใบนี้กลายเป็นของผมและทุกคนก็คือชาวบ้านเอล่ะมั้งครับ (ฮา)
.
Because this world is mine
ถึงจะเปรียบเปรยเฉยๆ แต่ก็จริงนะ เพราะอยู่กับตัวเองมากขึ้น รับฟังหัวใจตัวเองมากขึ้น ก็กลายเป็นว่าผมเลือกที่จะทำทุกอย่างตามที่ต้องการเลยครับ ให้โลกนี้เป็นเหมือนโรงอุปรากรที่มีผมเป็นตัวเอกยังไงละ แต่กว่าจะผ่านมาถึงจุดนี้ได้ ผมก็ต้องเจอปราการด่านสุดท้าย (หรือเปล่านะ) ก่อนครับ
แน่นอนว่าเป็นวัยรุ่นเจนซีทั้งที ก็คงไม่พ้นความ insecure ทั้งหลายที่ได้ผ่านการท่องโลกอินเทอร์เน็ตครับ
ดาราหล่อๆ สวยๆ เต็มไปหมด ไหนจะไอดอลที่ผมชื่นชอบ ทั้งสุดแสนจะเท่ หน้าตาดี มีความสามารถ ขนาดทำคนแบบผมใจเต้นได้ไม่หยุด แต่ก็นะ เทียบกับตัวเองแล้วก็…อืม
รู้สึกตัวเล็กลงมานิดนึง
ไหนจะคนประสบความสำเร็จนั่นนี่ อายุน้อยร้อยล้าน เชี่ย ผมแม่งไม่มีอะไรเลยนี่หว่า เรียนก็งั้นๆ ความฝันก็ยังไม่สำเร็จ แล้วจะมาเพี้ยนว่า the world is mine ได้จริงดิ
ไม่พอแค่นั้น ยังมีคลิปวิดีโอตัดสินคนมากมาย หน้าแบบนั้นไม่ดี ทำตัวแบบนี้น่ารังเกียจ ทำไมเธอไม่เป็นแบบนี้ ทำแบบนั้น จะได้ไม่เป็นพวกเทียร์ต่ำในสังคม แล้วยิ่งโอตาคุแบบผมที่ต้องพบกับวาทกรรมในอินเทอร์เน็ตอีก
ตัวเล็กเท่าขี้มดแล้วครับ
มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ผมพยายามทำทุกอย่างให้ได้รับการยอมรับ แต่ทำเท่าไหร่ก็ไม่ดีขึ้นเลย ท้อครับ ท้อมาก ผมไม่ได้ดีไปกว่าใครจริงๆ ด้วยสินะ กังวลสายตาคนรอบตัวไปหมด กลัวว่าผมจะไม่ดี ดีไม่พอ เหมือนปมในวัยเด็กตีฟูกลับมาอีกรอบเลย
ตอนนั้นอาการ social anxiety ของผมกลับมาหนักกว่าเดิมอีก
สุดท้ายก็ได้ไปพบนักจิตวิทยาครับ ซึ่งดีนะ ผมไปพบประมาณสามรอบได้ มีการบ้านตรวจตัวเองมาให้ทำ ที่ผมก็ไม่ได้ทำมันจริงจังเท่าไหร่หรอก (ฮา)
ผมกลัวการโดนผลักออกจากสังคมเพราะความเป็นตัวเอง กลัวโดนคนรอบข้างเกลียดหรือไม่ก็ผิดหวังครับ ผมกลัวมันมาตลอด เลยเลือกผลักสังคมออกไปแล้วอยู่คนเดียว นั่นคือสิ่งที่ผมสรุปเองได้
แต่ไม่ครับ พี่หมอ (ขอเรียกงี้ละกันนะครับ) ไม่ได้บอกผมแบบนั้น เธอบอกเหมือนกับแม่ของผมที่เคยเล่าไปก่อนหน้านี้
เพราะผมเป็นคนที่ใจดี ช่างสังเกต และใส่ใจความรู้สึกคนอื่นมากเกินไป ผมเลยกังวลในเรื่องแบบนั้น
“ลองใส่ใจความรู้สึกตัวเองเพิ่มอีกดูไหม”
เหมือนแสงออร่าวิ้งๆ ลอยลงมาเลยครับ ถึงจะดูเหมือนรักตัวเองมาก แต่สุดท้ายก็รักไม่พอ เพราะมัวแต่แคร์คนอื่น ยากจังเลยครับ โชคดีที่ผมเลือกไปปรึกษาตั้งแต่เนิ่นๆ แล้วก็โชคดีที่ได้เจอคนดีๆ เข้ามาในชีวิตเยอะแยะเลย
จากนั้นมาผมสังเกตตัวเองเหมือนเดิมครับ แต่สังเกตในมุมต่างออกไป ตลอดเวลาที่ผมอยู่กับทุกคน ก็ไม่ได้มีใครไม่ชอบผมนี่นา หรืออาจจะมีบางคนที่ไม่ชอบ ผมก็ดูไม่ออกอยู่ดี ดังนั้นผมไม่รู้เลยครับว่าใครชอบผมหรือไม่ชอบผมบ้าง
แล้วเราจะสนใจขนาดนั้นทำไมกันนะ
ผมก็คือผม ถึงจะทำตัวไร้สาระ เล่นอะไรเพี้ยนๆ พูดจางงๆ แต่ทุกคนก็ยังคุยกับผม ทักทายผมเหมือนเดิม
อีกอย่างคือถึงเป็นแบบนี้ต่อ ก็ไม่ได้ไปทำร้ายอะไรใครนี่นา
เหมือนได้ปลดล็อกบางอย่างเลยครับ นับแต่นั้นมาผมทำทุกอย่างที่ต้องการแบบไม่สนอะไรใครเลย และโลกใบนี้ก็กลายเป็นของผมอย่างเต็มสมบูรณ์
.
And this world can be yours too
ถึงทุกคนที่ยังหาโรงอุปรากรของตัวเองไม่เจอ หรือยังสร้างไม่เสร็จ
ผมเข้าใจนะครับถึงความกลัว ความกังวลที่ทุกคนมี เพราะจากประสบการณ์ที่ยกมาก็คงเห็นว่าผมเองก็เป็นอีกหนึ่งคนที่ประสบกับสภาวะแบบนั้น
การที่ต้องแบกรับความคาดหวังของคนอื่น
การที่ต้องฝืนแบกรับความรู้สึกลบๆ เอาไว้
การที่ต้องทนฝืนใจตัวเองให้ได้รับการยอมรับ
ทุกอย่างที่ว่ามาเป็นเรื่องดีนะครับ ผมขอชื่นชมทุกคนเลย เพราะทุกคนน่ะใจดี ช่างสังเกต และใส่ใจความรู้สึกของคนอื่นยังไงละถึงต้องมาอดทนกับเรื่องแบบนี้
แต่ทุกอย่างก็มีขีดจำกัดใช่มั้ยครับ
ทุกคนมีความรู้สึก มีหัวใจ มีเด็กตัวเล็กๆ วิ่งเล่นอยู่ในจิตวิญญาณของตัวเอง
ถ้าหากความใจดีที่ว่าเริ่มทำให้ชีวิตหม่นหมอง ก็ลองเห็นแก่ตัวดูบ้างไหมล่ะครับ เห็นแก่ตัวที่หมายความว่า ‘เห็นแก่ตัวเอง’ เห็นแก่ความรู้สึกของตัวเองบ้าง
ลองโยนความคาดหวังของคนอื่นทิ้งไป ลองเปลี่ยนเป็นเอาเท่าที่ไหว ถ้าทำได้ก็กำไร แต่ทำไม่ได้แล้วยังไงต่อ เพราะนี่คือชีวิตของเราเอง อย่าลืมนะครับว่าเราต้องรอดให้ได้ก่อนจะไปแบกความรู้สึกใครไว้บนบ่า ตอนเวลาเกิดเหตุไม่คาดฝันบนเครื่องบินเขายังแนะนำให้ช่วยตัวเองก่อนไปช่วยคนอื่นเลย
ลองตัดสิ่งที่ทำให้รู้สึกไม่ดีออกไป ไม่ทนฝืนใจ ให้คุณค่ากับความรู้สึกของตัวเอง อาจจะรู้สึกไม่ดีบ้างในบางครั้ง แต่ก่อนที่จะไปรักใครได้ ผมว่าการรักษาใจตัวเราเองให้มีความสุขดีก่อนก็เป็นเรื่องสำคัญนะ ถ้าคุณหมอสุขภาพไม่ดี แล้วจะไปรักษาคนไข้ยังไงล่ะ
แล้วก็ลองเลิกสนใจใคร แล้วทำในสิ่งที่อยากทำ เป็นในสิ่งที่อยากเป็นดูสักครั้ง เพราะถ้าไม่ลองเราก็ไม่รู้หรอกนะว่าทุกคนจะเกลียดเราจริงๆ ใช่ไหมที่เป็นแบบนั้น และแน่นอนว่า ถึงเกลียดเราก็คงไม่รู้หรอก แล้วจะแคร์อะไรเล่า
แรกๆ อาจฟังดูยาก แต่ก็อยากให้ทุกคนเชื่อมั่นในตัวเองเข้าไว้นะ ไม่ว่าจะมีอิทธิพลจากอะไรหรือใครก็ตาม ฟังเสียงของหัวใจตัวเองเยอะๆ เข้าไว้ อย่าให้เสียงของใครมากลบมันได้
เพราะใจเรามีดวงเดียว ชีวิตเราเองก็มีครั้งเดียว ถ้าใช้ให้เศร้าไปจนตายก็คงเสียดายแย่
ไม่รู้สึกแบบนั้นหรอครับ
.
To every protagonist
เป็นไงครับ วิธีจอยชีวิตซวยๆ แบบนี้ อาจจะไม่ได้มีอะไรหวือหวา แต่ก็หวังว่าสิ่งนี้จะทำให้ทุกคนที่กำลังรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นตัวประกอบในโรงอุปรากรของคนอื่นได้มีเพื่อนบ้างขึ้นมาสักคนหนึ่งนะครับ
สุดท้ายก่อนจากกันไป ขอให้ทุกคนอย่าลืมสิ่งที่สำคัญที่สุดของการสร้างเวทีของตัวเอง
นั่นก็คือการใฝ่หาและรับรู้คุณค่าของความสุขของตัวเอง
เพราะโลกนี้ไม่ใช่แค่โรงอุปรากรของผมหรือของใคร แต่เป็นของทุกคน
และทุกคนก็สมควรที่จะมีความสุขครับ
ขอให้โชคดีนะ เหล่าตัวละครเอก
知らない場所 知らない人 誰しも脇役で 主人公。
Shiranai basho shiranai hito dareshimo wakuyaku de shujinkou
ที่ที่ไม่รู้จัก คนที่ไม่คุ้นเคย ไม่ว่าใครก็เป็นตัวละครหลัก ไม่ใช่แค่ตัวประกอบ
知っているかい? 世界の中心は 何時だって自分だよ。
Shitterukai? Sakai no chushin wa nanji datte jibun dayo
รู้ใช่ไหม ว่าโลกใบนี้ ไม่ว่าเมื่อไหร่ ศูนย์กลางก็คือตัวเราเองเสมอ
主人公 (shujinkou) – SUPER BEAVER
Writer & Graphic Designer

ชอบวาดรูป ชอบหนังสือ ชอบไอดอลไทป์เจ้าชาย หลงใหลในแสงประกายบนเวที
อนาคตอยากเป็นคาเมนไรเดอร์แต่ตอนนี้ยังเก็บเงินซื้อเข็มขัดไม่ได้
