ผมชอบวาดรูปมาตั้งแต่ยังเล็ก ทุกครั้งที่เห็นวิวธรรมชาติสวยๆ ภูผาหินสูงตระหง่าน ป่าสนขึ้นหนาที่มีแสงอาทิตย์ส่องผ่านใบเรียวแหลมของพวกมัน หรืออ่าวที่คลาคล่ำไปด้วยเรือมากมาย ผมมักเกิดความรู้สึกอยากเก็บบรรยากาศเหล่านั้นไว้ด้วยการวาดภาพ เอาล่ะ ดินสอพร้อม! สีพร้อม! กระดาษพร้อม! เมื่อวาดเสร็จภาพนั้นกลับเป็นแค่กลุ่มก้อนของสีต่างๆ ดูไม่เป็นภาพเอาเสียเลย

          ผมเคยวาดการ์ตูนเป็นงานอดิเรก ทุกเย็นที่กลับมาจากโรงเรียน ผมจะเปิดช่องการ์ตูนช่องโปรดที่ผมจำชื่อไม่ได้เสียแล้ว เมื่อดูเสร็จผมก็จะ ‘ขโมย’ ไอเดียจากการ์ตูนที่ผมดูมาดัดแปลงให้กลายเป็นเนื้อเรื่องของตัวเองด้วยลายเส้นคนก้างปลาเท่าที่เด็ก ป.3 คนหนึ่งจะวาดได้ ผมได้ทดลองวาดหลายแนว ทั้งแนวผจญภัย แอ็กชั่น slice of life หรือแนวตลกขำขันก็มี แต่คุณภาพลายเส้นและเนื้อเรื่องก็ไม่ได้ดีเด่อะไร แค่ครึ่งๆ กลางๆ 

          ผมชอบแต่งกลอน โดยเฉพาะกลอนไฮกุของญี่ปุ่น และช่วงหนึ่งที่ผมอ่านบทกวีโดยยอดกวีชาวอังกฤษชื่อ William Wordsworth ผมจึงลองแต่งแนวโรแมนติก (หรือจินตนิยม) ที่พูดถึงเรื่องธรรมชาติ ประสบการณ์ชีวิต ฯลฯ ทุกครั้งที่ผมได้ร้อยเรียงคำต่างๆ เข้าด้วยกัน ผมรู้สึกราวกับเป็นกวีเอกของโลก เหมือน Wordsworth มาเข้าสิง แต่ที่จริงแล้วมันก็แค่กลอนมือสมัครเล่นทั่วไปเท่านั้น

          ผมเคยเล่นหมากรุก ผมศึกษาวิธีเล่น รูปเปิดเกม กลางเกม และท้ายเกม รวมถึงทฤษฎีอย่างจริงจังอยู่ช่วงหนึ่ง ผมมักจะแข่งเกมกระชับมิตรกับเพื่อนอยู่เสมอ พอเล่นมาได้สักระยะก็ทำให้ผมผ่านการคัดเลือกนักกีฬาหมากรุกในงานกีฬาสีของมหาวิทยาลัย แต่ตอนแข่งจริงผมกลับไม่ชนะใครแม้แต่คนเดียว 

          นี่เป็นส่วนหนึ่งจากงานอดิเรกร้อยแปดอย่างที่ผมเคยทำ ซึ่งแน่นอนว่าผมทำมันได้ ห่วย อย่างน้อยก็ในสายตาตัวเอง ผมอาจจะเป็นคนประเภทที่ในภาษาอังกฤษเรียกว่า ‘jack of all trades, master of none’ หรือคนที่ทำอะไรหลายอย่างแต่ไม่เก่งสักอย่าง หรือ มนุษย์เป็ด อย่างที่เราเรียกกัน

          บางครั้งความไม่เก่งสักอย่างนี้ก็แปรเปลี่ยนไปเป็นความท้อใจ หลายครั้งเมื่อผมเริ่มทำงานอดิเรกเหล่านี้ ก็จะได้ยินเสียงในหัวว่า ‘ทำไปแล้วจะมีประโยชน์อะไร’ ‘มันจะเป็นแค่งานห่วย ๆ อีกชิ้นหนึ่ง’ จนจากคนที่มีไฟในการทำอะไรสักอย่าง กลับล้มเลิกเสียกลางทาง ถูกความคิดแย่ๆ ของตัวเองโบยตี กลายเป็นคนขาดความมั่นใจไป 

          โซเชียลมีเดียก็ยิ่งทำให้อาการของผมแย่ลง ทุกคนต่างลงรูปสวยๆ ที่ตัวเองวาด ภาพถ่ายระดับรางวัลพูลิตเซอร์ กลอนที่ระดับเข้าชิงซีไรต์ ที่เมื่อเทียบกับของผมแล้วคงเรียกว่า ‘กระดูกคนละเบอร์’ ก็คงได้ บวกกับธรรมชาติของโซเชียลมีเดียที่ชักจูงให้ผู้ใช้ต้อง ‘แสดง’ ตัวตน ต้องโพสต์ความสำเร็จของตัวเอง เพื่อยอดไลก์ เพื่อการยอมรับ ชีวิตเราจึงกลายเป็นแค่คอนเทนต์ ซึ่งสร้างค่านิยม perfectionism (ความนิยมความสมบูรณ์แบบ) ให้ผู้คนโดยไม่รู้ตัว ทั้งที่ผมรู้ว่าโพสต์ทั้งหลายถูกจัดสรรให้เราเห็นหรือไม่เห็นอะไร แต่ก็อดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบกับตัวเอง และตอกย้ำว่าฝีมือของผมยังห่างไกลนัก

          สถานการณ์ที่ผมประสบอยู่อาจจะสามารถอธิบายด้วยวิทยาศาสตร์ ในงานเขียนของ Leslie Jamison ชื่อ “The Pain of Perfectionism” เธอได้พูดคุยกับนักจิตวิทยาชื่อ Gordon Flett ซึ่งเป็นผู้ที่ศึกษาอาการ perfectionism มาอย่างยาวนาน เขาให้สัมภาษณ์ว่า เหล่าคนหนุ่มสาวโดยเฉพาะ Gen Z กำลังเผชิญกับ การระบาดของความนิยมความสมบูรณ์แบบ (epidemic of perfectionism) โดยมีสาเหตุหลักๆ มาจากโซเชียลมีเดีย กล่าวคือ ผู้ใช้แพลตฟอร์มเหล่านี้ถูกทรมานจากความคาดหวังถึงชีวิตที่สมบูรณ์แบบและชีวิตที่เป็นอยู่ ยังไม่ต้องพูดถึงว่าชีวิตอัน ‘สมบูรณ์แบบ’ ของผู้คนก็ถูกส่งต่อในโลกออนไลน์ ที่ยิ่งเติมเชื้อไฟกองนี้เข้าไปอีก

          นอกจากนี้ผู้คนยังสร้างความคาดหวังไปก่อนว่า ‘มันต้องสมบูรณ์แบบเหมือนในโซเชียลฯ’ และมันได้กลายเป็นหลักของการทำสิ่งต่างๆ แต่เมื่อระหว่างทางกลับไม่เป็นอย่างที่หวัง ก็ทำให้เกิดความคิดว่าสิ่งที่ทำมาทั้งหมดล้มเหลว โดยที่ยังไปไม่ถึงปลายทางเสียด้วยซ้ำ และที่แย่กว่านั้นคือเราจะสร้างกำแพงขึ้นมาจนอาจเลิกทำกิจกรรมนั้น ๆ หรือทำให้ไม่กล้าลองอะไรใหม่

          นอกจากนี้ ความคาดหวังถึงความสมบูรณ์แบบมักจะปรากฏในตอนที่เราคิดว่า ‘ถ้าลองโพสต์ดูคงเจ๋งแน่เลย’ ทำให้ยิ่งกดดันตัวเองและไม่สนุกกับสิ่งที่ทำ เพราะกลัวว่าโพสต์จะออกมาไม่สวย ไม่อลังการ จนบางครั้งผมก็รู้สึกว่าความสุขของงานอดิเรกในสมัยนี้ได้เปลี่ยนจากการ ‘ทำ’ เปลี่ยนเป็นการ ‘อวด’ มากกว่า

          แถมยังมีความกดดันจากโลกทุนนิยม ที่ทุกแง่มุมของชีวิตเราถูกเปลี่ยนเป็นสินค้าที่ต้องทำเงินให้ได้ ต้องโปรดักทีฟอยู่ตลอดเวลา หรือที่เรียกว่า side hustle culture ที่ทุกสิ่งต้องกลายเป็นงานเสริมเพื่อหารายได้ หลายคนคงเคยได้ยินคนรอบตัวพูดประมาณว่า ‘ชอบวาดรูปเหรอ ลองวาดรูปขายสิ’ ‘ชอบเรียนภาษาเหรอ ลองรับงานแปลดูสิ’ ปัญหาข้อใหญ่คือเมื่อทำให้งาน ‘อดิเรก’ กลายเป็น ‘งาน’ แล้ว ความสนุกของมันก็จะหมดลงโดยปริยาย 

          ผมไม่ได้อยากนั่งหัดวาดรูปวันละหลายชั่วโมงเพื่อให้ฝีมือสู้คนอื่น ๆ ได้ ไม่ได้สนุกไปกับการศึกษากายวิภาคเพื่อรูปที่สมจริง ผมเคยตั้งปณิธานให้ไปถึงจุดนั้น แต่ก็ไฟมอดลงภายในสัปดาห์แรก เพราะมันไม่สนุกเหมือนเดิมอีกต่อไปที่ต้องคอยกังวลว่ายังวาดได้ไม่สวยพอ ตรงนี้ยังผิด ตรงนั้นพลาด แทนที่จะเป็นกิจกรรมที่ผ่อนคลายและได้ปลดปล่อยจินตนาการ กลับกลายเป็นว่าผมสร้างกฎขึ้นมาจำกัดตัวเอง

          แน่นอนว่าการสร้างงานที่สมบูรณ์แบบหรือการทำเงินจากสิ่งที่เรารักได้เป็นเรื่องที่ดี โดยเฉพาะในยุคข้าวยากหมากแพงเช่นนี้ แต่ถ้าเราจะเริ่มงานอดิเรกอะไรสักอย่างด้วยจุดประสงค์แค่นี้ เสน่ห์และความสนุกของงานอดิเรกก็คงหายไปอย่างน่าเสียดาย อีกทั้งก็ยังน่าตั้งคำถามกับระบบทุนนิยมที่กำลังกล้ำกรายเข้ามาในชีวิตเรามากขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่เวลาส่วนตัวก็ไม่เว้น

          ขณะที่ในโลกออนไลน์เราชื่นชมคนอื่นมากขึ้น กลับกลายเป็นว่าเราให้อภัยตัวเองน้อยลงเมื่อสายตาเราถูกป้อนด้วยภาพวาดสวยๆ หรือรูปถ่ายเจ๋งๆ อย่างต่อเนื่อง ผมคิดว่าจึงเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคนี้ ที่เราจะต้องเลิกเปรียบเทียบและโอบกอดความ ‘ไม่สมบูรณ์’ ของเราบ้าง หรือจะให้ดี คือเราต้องสนุกไปกับมัน 

          ผมกำลังอยู่ในช่วงเวลาของการหาทางออกจากกับดักของความสมบูรณ์แบบ ด้วยการชื่นชมงานอันดาษดื่นของตัวเอง ถนนสีน้ำตาลอันบิดเบี้ยวในรูปวาด การเลือกใช้คำที่ไม่เข้ากันเสียเลยในไฮกุ สิ่งเหล่านี้ก็เป็นเสน่ห์ในตัวมันเอง ถ้าทุกอย่างสมบูรณ์แบบไปเสียหมด โลกนี้คงน่าเบื่อเป็นแน่ 

          นอกจากนี้ ความไม่สมบูรณ์แบบยังได้พาผมไปพบพานกับผู้คนมากมาย การ์ตูนคนก้างปลาของผมนำไปสู่การรวมตัวของชมรมคนวาดการ์ตูนที่ผมกับเพื่อนช่วยกันฟูมฟักขึ้นมา ทุกเช้าเราจะมาแลกกันอ่านว่าใครวาดเรื่องอะไรมาบ้าง ทำให้ผมอยากวาดการ์ตูนทุกวัน แม้จะไม่ได้เก่งก็ตาม หรือการแข่งหมากรุกที่ผมแพ้ทุกเกม แต่มันก็ทำให้ผมได้รู้จักคนใหม่ๆ ได้ประสบการณ์ใหม่ๆ ผมไม่เคยเสียใจเลยที่แพ้ แต่รู้สึกดีที่ได้ลองทำมันมากกว่า

          ฉะนั้นงานอดิเรกที่คุณทำอยู่หรือลังเลว่าจะทำดีไหม จงทำมันต่อไปเสีย ไม่ว่าจะทำได้ดีหรือไม่ก็ตาม จงโอบรับความไม่สมบูรณ์แบบนั้นไว้ จงกล้าที่จะทำให้โลกอันสมบูรณ์แบบรับรู้ถึงความสามัญธรรมดา เพราะมันอยู่ในตัวพวกเราทุกคน และจงอย่าปล่อยให้อัลกอริทึมมาทำลายจิตวิญญาณของเราได้ งานอดิเรกไม่จำเป็นต้องมีคนไลก์ ไม่จำเป็นต้องมีประโยชน์ แค่คุณมีความสุขไปกับมันก็เพียงพอแล้ว

          สุดท้ายนี้ผมขอยกคำพูดจากปราชญ์อินเทอร์เน็ตท่านหนึ่งที่เคยเขียนไว้ว่า
          
          “งานอดิเรกไม่ใช่สิ่งที่สนุกเมื่อคุณทำได้ดี แต่เป็นสิ่งที่สนุกแม้คุณจะทำได้ไม่ดีต่างหาก”

รายการอ้างอิง
Pilar Gonzalez, Let’s Be Terrible At The Things We Love. (9 ตุลาคม 2025). เข้าถึงได้จาก https://lifestyleasia-onemega.com/self/lets-be-terrible-at-hobbies-the-things-we-love/

Writer & Graphic Designer

รณรต วงษ์ผักเบี้ย

นักศึกษาสาขาวารสารศาสตร์ผู้เหนื่อยหน่าย
กับโลก ชอบเขียนวิจารณ์สื่อไปเรื่อยเปื่อย
หลงไหลในเสียงดนตรีแจ๊ซ
ชอบดู Ben 10 และรักเกม Disco Elysium

Discover more from Awake1525

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading