“ทุกครั้งที่กู๋เปิดเครื่องเกมขึ้นมา ลูกชายก็จะรีบวิ่งเข้ามาขอจอยเกมไปถือตลอด
ตอนนั้นน่าจะ 2 ขวบเองมั้ง”
เรื่องเล่าประจำบ้านที่มักถูกพูดถึงเสมอเมื่อผมกับลุงคุยกันเรื่องเกม แม้จะจำไม่ได้มากเท่าที่ลุงเล่า แต่ผมพอจำได้ว่าเคยโดนหลอกให้ถือจอยเกมเอาไว้แต่ลุงกลับเปิดคาเมนไรเดอร์ให้ดูแทน แน่นอนว่าเด็กคนนั้นก็เอาแต่นั่งกดจอยเปล่าๆ ทั้งอย่างนั้นตลอดเวลาที่อยู่หน้าจอ
อาจเพราะลุงของผมเริ่มเป็นเกมเมอร์ช่วงอายุ 40 ซึ่งเป็นช่วงที่งานของเขาไม่มีอะไรต้องทำระหว่างวันมากนัก ผนวกเข้ากับบ้านที่พอจะมีกินมีใช้อยู่บ้าง ทำให้ในบ้านจะมีเครื่องเกมติดอยู่ด้วยตลอด PlayStation เครื่องสีขาวคือเครื่องแรกที่ผมจำได้ว่าเคยเห็น หรือไม่ก็เครื่องเกมแบบตลับที่ต้องเป่าไล่ฝุ่นทุกครั้งถึงจะเปิดติด อย่าง Famicom ที่อยู่ในบ้านญาติ แต่กว่าที่ผมจะเริ่มจับจอยแบบที่มีสติสัมปชัญญะครบถ้วน มันก็กลายเป็นยุคของ PlayStation 2 เครื่องสีดำไปแล้ว
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ‘การเล่นเกม’ ก็กลายเป็นจุดปลอดภัยของชีวิตผมมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นการย้อนกลับไปเล่นเกมเก่าที่ไม่เคยเคลียร์ได้ในวัยเด็ก หรือการนั่งเล่นเกมออนไลน์กับเหล่าเพื่อนที่แทบจะไม่ได้เจอหน้ากันแล้วในปัจจุบัน แต่ทุกครั้งที่ได้โดดเข้าไปในโลกอีกใบ…ความเป็นเด็กก็จะย้อนกลับมาหาที่กลางใจอยู่เสมอ
แม้ในสื่อหลากหลายประเภทจะยังคงฉายภาพของเกมให้เป็นตัวร้ายหรือสื่อที่ส่งผลด้านลบกับเด็กอยู่บ้าง แต่สำหรับบ้านผมมันกลับไม่เป็นแบบนั้น อาจเพราะเป็นครอบครัวที่เชื่อในศักยภาพว่าเกมเป็นสื่อที่จะช่วยเปิดโลกได้ดี อาจเพราะการควบคุมที่แม้จะไม่เคร่งครัดแต่ก็ไม่หละหลวม หรือการทำข้อตกลงที่ยุติธรรมสำหรับการเติบโตของเด็ก…ทั้งหมดล้วนทำให้เกมกลายเป็นความทรงจำที่ดีของผมมาเสมอ
‘กฎ 2 ชั่วโมง’ คือข้อตกลงที่ทั้งบ้านทำร่วมกันในการกำหนดเวลาเล่นเกมต่อวันของทุกคน เพื่อที่ผมจะไม่ติดเกมเกินไปจนไม่ทำอะไรอย่างอื่นในชีวิต และเพื่อที่ทุกคนในบ้านจะกลายเป็นตัวอย่างที่ดีในการรักษาเวลา ผมเลยใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการนั่งดูคนอื่นเล่นมากกว่าเล่นเอง เลยทำให้ได้เห็นมุมมองและความชอบที่แตกต่างของแต่ละคน คุณลุงกับเกมแข่งรถวิบากหรือไม่ก็เกมปั่นจักรยานลงเขา คุณป้ากับเกมยิงซอมบี้หรือไม่ก็เกมเต้น ทุกอย่างหลากหลายและน่าตื่นตาไปหมด
ช่วงแรกผมก็ได้แต่เล่นเกมตามที่พวกเขาเล่นกัน แต่ด้วยความสามารถด้านภาษาอังกฤษที่ต่ำกันทั้งบ้าน รวมเข้ากับกราฟิกสมัยเก่าที่ก็แยกไม่ค่อยจะออกว่าก้อนดินน้ำมันนั่นมันคืออะไรกันแน่ ทำให้ผมแทบจะหมดเวลาไปกับการเดินวนๆ อยู่ที่เดิมอย่างนั้น แต่สำหรับเด็ก…ความสนุกและความสุขที่ได้รับจากการขยับตัวละครไปมา แค่นั้นมันก็เพียงพอมากแล้วสำหรับวันหนึ่ง
อีกหนึ่งข้อตกลงที่เราทำร่วมกันคือ ‘จะซื้อเกมใหม่ต่อเมื่อผมได้เกรดที่ดี’ ซึ่งทำให้ผมตั้งใจเรียนเพื่อจะได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ มากขึ้น ในความหมายอีกด้านคือ ผมต้องรอเวลาหนึ่งเทอมเพื่อที่จะได้เกมใหม่แผ่นหนึ่ง ซึ่งมันอาจจะนานเกินไปสำหรับบางคน แต่ผมต้องรู้สึกน้อยใจด้วยเหรอ…ในเมื่อเกมที่ซื้อมาเมื่อปีที่แล้วยังเล่นได้ไม่ถึงไหนเลย
เมื่อโตขึ้นอีกหน่อย เครื่องเกมในบ้านก็กลายร่างแบบข้ามค่าย กลายเป็นเครื่อง Xbox 360 สีขาวพร้อมกับปุ่มเปิดเครื่องไฟสีเขียวเด่นสะดุดตา รวมเข้ากับการที่ผมถูกส่งให้ไปเรียนพิเศษภาษาอังกฤษเพิ่มเติม เพราะที่บ้านหวังว่ามันจะมีประโยชน์กับผมในอนาคต…มีประโยชน์ในอนาคตมั้ยไม่รู้ แต่ผมตั้งใจเรียนเพื่อมาใช้กับเกมเป็นหลักเลยละ
ช่วงนั้นจึงเป็นช่วงที่ผมมีความสุขกับความก้าวหน้าของเนื้อเรื่องเกมมากที่สุด มันทำให้ได้รู้ว่าสิ่งที่อยู่ภายในนั้นสวยงามและน่าจดจำมากขนาดไหน………น่าเสียดายที่นั่นเป็นช่วงสุดท้ายที่บ้านเราจะมีเครื่องเกมอยู่ในบ้าน
ด้วยอายุที่มากขึ้นของคนในบ้าน และการมาถึงของเครื่องเกมเจเนอเรชั่นใหม่อย่าง PlayStation 3 และ Xbox One ที่ต้องเล่นด้วยแผ่น ‘แท้’ เท่านั้น ทำให้บ้านเราที่เข้าถึงสิ่งเหล่านั้นได้ยากไม่สามารถต่อกับเกมเหล่านี้ติดได้อีก แน่นอนว่าผมเคยพยายามจะลอง แต่การที่ต้องเดินทางไปกลับตัวเมือง 60 กิโลเพื่อไปซื้อ มันก็คงไม่ไหวเหมือนกัน
ยังดีที่ผมได้อยู่กับเกมต่อ มันแค่เปลี่ยนรูปแบบจากจอยไปเป็นเมาส์กับคีย์บอร์ดแทน และผมก็อยู่แบบนั้นมาอีกกว่า 10 ปี จนกระทั่งได้จับจอยเกมอีกครั้งแม้จะยังอยู่กับเครื่องคอมพิวเตอร์เหมือนเดิมก็ตาม………แต่ไม่ว่าจอยเกมรุ่นใหม่จะเปลี่ยนรูปร่างไปมากขนาดไหนก็ตาม แต่ความรู้สึกที่ได้จับก็ยังเหมือนเดิม เหมือนกับตอนที่ผมได้จับมันเมื่อนานมาแล้ว
ผมเชื่อว่า ‘เกม’ เป็นสื่อที่จะส่งผลในเชิงบวกหรือลบขึ้นอยู่กับคนที่อยู่ด้านหลังจอยและคนรอบตัวของเขา ผมอาจกลายเป็นคนที่เล่นแต่เกมตลอดเวลาถ้าไม่เคยสัมผัสกฎ 2 ชั่วโมงที่บ้านตั้งไว้ ผมอาจเป็นคนที่ใช้เงินซื้อเกมแบบเป็นบ้าเป็นหลังถ้าไม่เคยต้องรอครึ่งปีเพื่อเกมแผ่นหนึ่ง หรือถ้าผมไม่ได้สัมผัสเกมจากที่บ้านมาก่อน…ผมก็นึกไม่ออกเลยว่าตัวเองตอนนี้จะกลายเป็นแบบไหน
แต่ถ้าเทียบระหว่างประสบการณ์ที่ได้รับ ความรู้สึกที่ถูกเติมเต็มเมื่อเรื่องราวของเกมไปจนถึงจุดจบ กับโอกาสที่อาจจะเผลอออกนอกลู่นอกทางไปบ้าง ผมยังคงยืนยันได้แบบเต็มปากว่ามันคุ้มค่าเกินกว่าที่จะไม่ลองดูสักครั้ง………ไม่ว่าตอนนี้คุณจะอายุเท่าไหร่ก็ตามที
“กู๋เคยคิดว่าจะขายเครื่องเกมทิ้งตั้งแต่หนูตัวเล็กๆ แล้ว
แต่ทุกครั้งที่เห็นหนูนั่งตั้งใจกับมัน สุดท้ายก็ขายไม่ลงอยู่ดี”
Writer & Graphic Designer

นักศึกษาที่เลื่อนสถานะมาเป็นคนว่างงาน
ชอบเล่นเกมและอ่านหนังสือเป็นชีวิตจิตใจ
