ความจอย (JOY) หรือเพลิดเพลินในการได้ทำบางสิ่งบางอย่างของแต่ละช่วงวัยอาจไม่เหมือนกัน ย้อนกลับไปตอนที่เรียนอยู่มหาฯ ลัย ความจอยในตอนนั้นคงเป็นการได้เรียนวิชาเอกที่ชอบ เตรียมอ่านเปเปอร์ หรือดูวิดีโอที่เกี่ยวกับวิชานั้นๆ ก่อนเข้าเรียนเพื่อไปคุยกับอาจารย์และเพื่อนในห้อง
กระทั่งการได้เริ่มมีเพื่อนสนิทในรั้วมหาฯ ลัย หารค่าน้ำมัน เอารถเพื่อนไปเที่ยวทะเลตอนเที่ยงคืน หลังจากที่คุยกันเล่นๆ ตอนประมาณห้าทุ่มครึ่งว่าอยากไปบางแสน
พิมพ์ๆ ไปก็ยังคิดถึงโมเมนต์แบบนั้น โมเมนต์ที่พอมาอยู่ในชีวิตการทำงานแล้ว อาจยากที่จะทำได้ (หรือได้ทำ) ทั้งจากข้อจำกัดด้านภาระหน้าที่ วันหยุดที่น้อย หรือเวลาที่จะรวมตัวกับเพื่อนแบบนั้นแทบจะไม่มีแล้ว
แต่วัยทำงานก็ไม่ได้แย่ไปเสียทีเดียว เพราะช่วงวัยนี้มันก็มี ‘ความจอย’ ของมัน (แต่อาจจะนั่งนึกนานหน่อย)
จริงๆ ได้โจทย์เขียนบทความชิ้นนี้มาตั้งแต่ต้นเดือนมกราคมแล้ว แต่นั่งนึกเท่าไรก็นึกไม่ออกว่าอะไรคือความจอยของช่วงวัยนี้ จนเวลาผ่านไปเกือบสองสัปดาห์ อีกประมาณ 2-3 วันจะต้องส่งต้นฉบับแล้ว
.
‘จอย’ ที่ได้ตื่นเช้า
วันนี้ก็เลยตื่นตั้งแต่ตีห้าครึ่งออกจากบ้าน มานั่งร้านกาแฟเจ้าประจำใกล้ๆ ที่ทำงาน ใช้เวลาสองชั่วโมงก่อนเริ่มงานในการเขียนบทความนี้ (จะเสร็จไหมก็ยังไม่รู้ ฮาๆ)
แต่พอเขียนไปเขียนมาก็ได้รู้ว่า หนึ่งสิ่งที่เราจอยมากในชีวิตวัย 26 ปี กำลังจะ 27 ปี ก็คือการตื่นแต่เช้าแล้วมีช่วงเวลาตอนเช้ามากพอเพื่อทำสิ่งที่ชอบก่อนที่จะเริ่มงานในทุกๆ วัน
ช่วงเวลาสองชั่วโมงก่อนเริ่มงานมีค่ามาก
มีค่าทั้งในแง่การที่เราได้เตรียมตัวเตรียมใจก่อนจะเข้าไปในออฟฟิศเพื่อไปเจอสิ่งต่างๆ มากมาย ทั้งเพื่อนร่วมงาน หัวหน้า คำวิจารณ์ คำชม หรือการประชุม
สองชั่วโมงก่อนเริ่มงานนี้มันช่วยเตรียมพร้อม ‘ใจ’ เราให้พร้อมสำหรับทุกอย่างที่กำลังจะเข้ามาในวันนั้น
นอกจากเรื่องการเตรียมพร้อมแล้ว จริงๆ ช่วงเวลาก่อนเริ่มงานสองชั่วโมง ถ้าลองนับดูแบบรวมกันในหนึ่งสัปดาห์ เราจะมีเวลาทั้งหมดร่วมๆ 10 ชั่วโมงเลยในแต่ละวันในการพัฒนาตัวเอง เล่าให้ฟังว่าก่อนหน้านี้ประมาณหนึ่งปี เราไปสอบเอล (IELTS) เท่าไรก็ไม่ผ่านเกณฑ์มหาฯ ลัย ที่เราจะสมัครเรียนปริญญาโท แต่พอเราเริ่มเปลี่ยนตัวเอง ใช้ช่วงเวลาสองชั่วโมงทุกเช้าในการอ่านหนังสือ จดคำศัพท์ใหม่ๆ ดูวิดีโอในอินเทอร์เน็ตเป็นภาษาอังกฤษ และฝึกทำข้อสอบ 2 ชั่วโมงต่อวัน 10 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หรือถ้าคิดในหนึ่งปีก็ราวๆ 520 ชั่วโมง ผลลัพธ์คือความพยายามก็เห็นผล เราสอบผ่านจนได้
.
‘จอย’ ที่ได้เก็บเงิน
อีกหนึ่งความจอยที่เห็นชัดมากพอเริ่มทำงานมา 3-4 ปี คือเราเริ่มมีเงินเดือนเพื่อใช้จ่ายในไลฟ์สไตล์ที่เราต้องการมากขึ้น ในขณะเดียวกันก็ยังรู้จักหักเงินเพื่อเก็บก่อนที่จะใช้จ่าย รวมทั้ง ‘กล้า’ ที่จะปฏิเสธไลฟ์สไตล์การใช้เงินที่ไม่ตรงกับเป้าหมายทางการเงินของตัวเองมากขึ้น
ถ้าย้อนกลับไปตอนมหาฯ ลัย หรือตอนที่เด็กกว่านี้ จำได้ว่ามันยากมากที่จะปฏิเสธที่จะไปกินข้าวกับเพื่อน ไม่ไปกินชาบูกับเพื่อน หรือซื้อของต่างๆ ที่เพื่อนๆ ในกลุ่มมี เพราะตอนนั้นเรารู้สึกว่าสิ่งเหล่านี้ทำให้เรา ‘เป็นส่วนหนึ่ง’ ของกลุ่ม
ดังนั้น ความจอยในวันนี้คงเป็นการเริ่มเก็บเงิน สร้างตัวเองให้มั่นคงทางการเงิน มีเป้าหมายทางการเงินที่ชัดเจนว่าเราจะไม่แก่ไปแล้วเป็นภาระทางการเงินกับคนรุ่นหลัง ทำให้ตั้งแต่เรียนจบมาเราเริ่มเก็บเงินก่อนใช้มาเรื่อยๆ ตั้งแต่เดือนละ 1,000 บาท ขึ้นไป 3,000 บาท ขึ้นไป 5,000 บาท จนปัจจุบันก็พยายามจะเก็บให้ได้ 10,000 บาทต่อเดือน โดยเป็นการเก็บในรูปแบบสินทรัพย์ที่แตกต่างกันไป แต่ก็ยังต้องเป็นสินทรัพย์ที่ความเสี่ยงต่ำ ไม่ว่าจะเป็นกองทุนรวมหุ้นไทย กองทุนรวมหุ้นต่างประเทศ เก็บในทองคำบ้าง และเก็บในตลาดเงิน หรือ Money Market บ้างเพราะส่วนกองทุนตลาดเงินจะลงทุนในกลุ่มพันธบัตรรัฐบาล และสินทรัพย์ปลอดภัยอื่นๆ ทำให้ผลตอบแทนไม่ผันผวนมากนัก แต่ผลตอบแทนก็ยังสูงกว่าการฝากเงินในธนาคารปกติ
ยกตัวอย่างพฤติกรรมการใช้เงินกับแฟน ถ้าเป็นสมัยก่อน ตอนที่ยังไม่มีแนวคิดพวกนี้ แฟนชวนไปกินอะไรแพงๆ เราคงตอบตกลงไปกินเกือบทุกรอบที่เขาขอ ถึงแม้มื้ออาหารเหล่านั้นจะทำให้เราเหลือเงินใช้ในแต่ละเดือนน้อยลง ไม่ว่าจะเพราะอยากไปกินกับแฟนหรือกลัวเสียหน้าก็ตาม
แต่ทุกวันนี้ หลังจากมีเป้าหมายการเงินของตัวเอง ‘ที่ชัดเจน’ เรากล้าที่จะปฏิเสธหรืออย่างน้อยก็ ‘ประนีประนอม’ โดยการลดจำนวนครั้งการกินมื้ออาหารแพงๆ ลง หรือหาชอยส์อื่นให้เขา โดยคุยกันตรงๆ ว่า เรามีเป้าหมายทางการเงินอย่างไร
ถ้าลองหันกลับไปมอง ข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หนี้ครัวเรือนของประเทศไทยอยู่สูงเกือบ 90% ของตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) และแต่ละครัวเรือนมีหนี้เฉลี่ยประมาณหนึ่งแสนบาท และที่น่ากังวลไปมากกว่านั้นคือ หนี้ครัวเรือนส่วนใหญ่ของคนไทยเป็นหนี้เพื่อการบริโภค เช่นหนี้บัตรเครดิต จากปัจจัยนี้จึงทำให้เมื่อเงินเดือนของหลายๆ คนออกมาแล้ว แทนที่เงินนั้นจะถูกนำไปใช้เพื่อให้เกิดผลิตผลทางเศรษฐกิจ กลับต้องนำไปจ่ายหนี้แทน ตรงนี้ก็ทำให้กำลังซื้อของประชาชนถดถอย จนไปกดดันเศรษฐกิจไทยในภาพรวมให้โตได้ไม่ถึง 2% ต่อปี
จากตัวเลขที่ยกขึ้นมา ถ้าในตอนนี้เรายังไม่กล้าที่จะปฏิเสธกิจกรรมหรือการใช้จ่ายอะไรก็ตามที่ไม่ตรงกับเป้าหมายทางการเงินหรือสถานะทางการเงินของตัวเอง เราก็อาจจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของตัวเลขหนี้ครัวเรือนนี้ก็ได้
แต่ในอีกด้านก็ต้องยอมรับว่า เงื่อนไขในชีวิตของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนมีหนี้สินตั้งแต่เรียนจบ มีหนี้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ตั้งแต่อยู่ในมหาฯ ลัย ดังนั้นจะใช้เคสของคนใดคนหนึ่งไปตัดสินปริมาณหนี้ทั้งหมดในระบบเศรษฐกิจคงเป็นไปไม่ได้
.
‘จอย’ ที่ได้ (กลับ) ไปเรียนพิเศษ
ความจอย (ที่นึกออก) สุดท้ายคือ จอยในการกลับไปเรียนพิเศษใหม่อีกครั้ง
หลายคนคงจะนึกว่าพอถึงวัยทำงานแล้ว การเรียนพิเศษแทบจะเป็นไปไม่ได้ แต่ย้อนกลับไปตั้งแต่ต้นปี 2025 เราลองกลับไปลงเรียนพิเศษภาษาอังกฤษอีกครั้ง แต่เป็นวิชาภาษาอังกฤษเพื่อธุรกิจ แล้วตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เราก็ลงเรียนพิเศษมาเรื่อยๆ จนตอนนี้จะเป็นคอร์สที่ห้าแล้ว
สิ่งที่ต้องการจะเล่าคือ เราคิดว่าการเรียนรู้ไม่เคยมีที่สิ้นสุด และการเรียนรู้ก็ไม่จำเป็นต้องเรียนแต่เรื่องใหม่ๆ เรื่องที่กำลังเป็นเทรนด์ในสังคม เราสามารถย้อนกลับมาเรียนในสิ่งที่เราเคยเรียนแล้วก็ได้ ถ้ารู้สึกว่ายังอยากพัฒนาสกิลนั้นต่อ สกิลนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับเรา และเราอยากเรียน
ความจอยของการกลับไปเรียนพิเศษในวัยทำงานคือ เราจะได้เจอเพื่อนในชั้นเรียนที่มี ‘ความตั้งใจ’ และ ‘แพสชั่น’ เดียวหรือคล้ายกับเรา แล้วเมื่อเราเจอคนแบบนั้นเยอะๆ มันจะยิ่งทำให้เราอยากพัฒนาตัวเอง อยากเก่งไปมากกว่าเดิม
จำได้ว่ามีคุณครูภาษาอังกฤษชาวอเมริกันท่านหนึ่งบอกไว้ว่า “คนที่ตื่นเช้าเพื่อมาเรียนคลาสวันเสาร์เวลาเก้าโมงเช้า พวกคุณต้องมีอะไรบางอย่างในตัวเอง” และคำตอบคือใช่ ทุกคนต่างมีเป้าหมายในชีวิต อยากไปเรียนต่อ อยากพูดภาษาอังกฤษให้เก่งขึ้น อยากเลื่อนขั้น อยากย้ายงานใหม่ และทั้งหมดจะเป็นเหมือน ‘น้ำหล่อเลี้ยง’ ให้เรายังมีพลังและความหวังในการที่อยากจะเติบโตต่อไป
สุดท้าย ระหว่างทางนอกจากความจอยของการเรียนแล้ว เราก็จะยังได้ ‘เพื่อนใหม่’ ที่มีพลังและคอยแชร์คอร์สเรียนกับเราแบบนี้อีกหลายปี
ที่เล่ามาทั้งหมดคือความจอยที่เราได้ตื่นเช้า ได้เก็บเงิน และได้กลับไปเรียนพิเศษ ใน 26 ปี จะเข้า 27 ปี ในอนาคตความจอยเหล่านี้อาจจะยังอยู่ อาจจะเพิ่มขึ้น หรืออาจจะหายไป แต่อย่างน้อยความจอยเหล่านี้ก็คือตัวเรา ณ ตอนนี้ อนาคตจะเป็นยังไง ค่อยว่ากัน
แล้วคุณล่ะ จอยที่ได้ทำอะไรบ้าง ในตอนนี้
ใช่ ตอนนี้เลย ตอนที่กำลังอ่านประโยคนี้ : )
Writer

ไอซ์เป็นนักข่าวด้านการเงิน-เศรษฐกิจที่ไม่ได้เรียนจบมาด้านเศรษฐศาสตร์แต่มีคนโทร.ชวนให้มาทำ ตอนนี้รู้สึกสนุกดีและก็เริ่มเห็นว่าสายอาชีพนี้จะช่วยตัวเอง ช่วยคนอื่น และช่วยเศรษฐกิจประเทศได้ยังไง
Graphic Designer

Born to slay, forced to work 🤡
