ทุกคนมีความฝันไหมครับ?
ตอนเด็กๆ เราคงเคยโดนถามว่าโตไปฝันอยากทำอาชีพอะไร ฝันว่าจะสำเร็จอะไรในชีวิต และคำตอบตอนนั้นก็อาจจะเป็น อยากไปเที่ยวรอบโลก อยากมีบ้านสองหลัง มีครอบครัว มีเงินเก็บเป็นล้าน
พอโต บางคนก็เริ่มเห็นสิ่งเหล่านั้นชัดเจนขึ้น เข้าใจความต้องการในชีวิตของตัวเองมากขึ้น จากที่อยากไปเที่ยวรอบโลกก็เริ่มพัฒนาเป็นอยากไปประเทศนั้นประเทศนี้ อยากไปเรียนต่อที่นั่น ไปทำงานตรงนั้น
ผมเชื่อว่าผู้อ่าน หลายคน คงมีความฝัน มองเห็นว่าในวันข้างหน้าอยากเลือกชีวิตของตนให้ไปยังเส้นทางไหน แต่คงไม่ใช่ ทุกคน ที่จะมีความฝัน เพราะราคาอันแสนแพงนั้นทำให้คิดว่าความฝันเป็นเรื่องที่ยาก
ตัวผมเองก็ไม่มีความฝัน
เวลาไปถามเพื่อนว่าอยากทำอะไรกัน จบแล้วจะเป็นยังไง ไปที่ไหน พบว่ามีหลายคนที่เป็นเหมือนผม คือไม่รู้จะไปทำอะไร ทำที่ไหน ล่องลอยไปกับสายลม และก็มีเพื่อนบางคนที่บอกได้ว่าอยากไปทำงานบริษัทดีบริษัทดัง อยากทำอาชีพนู้นเลื่อนไปตำแหน่งนี้ อยากมีที่ทางในสังคม
ขณะที่เวลานั่งดูคลิปที่คนพูดถึงความฝันตามโซเชียลมีเดีย ก็กลับมาคิดว่า เออ………ทำไมผมไม่มีความฝันเหมือนเขา ทำไมเขาฝันยิ่งใหญ่จัง เขาดูมีแพสชั่นกับการใช้ชีวิต ทำไมไม่คิดจะทำอะไรแบบนั้นบ้าง ผมไม่อยากทำอะไรเลย รู้สึกไม่เป็นส่วนร่วมของสังคมที่อยู่เลย รู้สึกประหลาดที่ไม่คาดหวัง ไม่มี ‘ฝัน’ ในแบบที่คนอื่นมี
แต่พอถอยไกลออกมาก็จะเห็นว่า คนแบบผมมีไม่น้อยเลย คนรอบตัวก็มีคนที่มองไม่เห็นปลายทางอันสว่างไสวเหมือนกัน ผู้คนกลุ่มนั้นที่ต่างรู้สึกว่าตนเองกระจ้อยร่อย
ผมเคยคิดว่ามันปกติที่จะรู้สึกแบบนั้น คงเพราะมันเป็นธรรมชาติ แค่เพราะคนเราเกิดมาไม่เหมือนกันเฉยๆ แหละ
แค่ไม่มีฝัน………เราก็แค่ต้องใช้ชีวิตรอวันที่จะให้มันหมดไปเรื่อยๆ เท่านั้นเอง
แต่พอเราเริ่มเข้าใจอะไรหลายอย่าง เข้าใจมิติของชีวิตมากขึ้น และเริ่มมองออกมานอกจากมุมของปัจเจก ‘ความฝัน’ เรื่องนี้ก็ดูมีอะไรมากกว่าที่คิด เพราะความแปลกแยกที่เรารู้สึก ความฝันที่สังคมเทิดทูน ทั้งหมดมีที่มาที่ไปของมัน
.
‘ความฝัน’ คืออะไร แล้วควรจะเป็นอย่างที่เราเห็นกันหรือเปล่า
เวลาเราพูดถึงความฝันกัน ก็มักจะวนอยู่ในกรอบของบทสนทนาข้างต้น เช่น อาชีพ ความสำเร็จ ฯลฯ ว่าก็ได้ว่ามันเป็นเป้าหมายของชีวิต ซึ่งเป้าหมายบวกความสำเร็จนี้ สังคมใช้เป็นตัวตัดสินทั้งคุณค่าทั้งภายนอกและภายในของเรา
ถ้าเราตัดสินใจเป็นนักดนตรี เรามีความฝันที่จะสร้างเพลงที่คนชอบมากที่สุด เราจะได้รับคำตัดสินแบบหนึ่ง ถ้าเราตัดสินใจเป็นนักดนตรีเหมือนกัน แต่มีความฝันที่จะสร้างเพลงแนวใหม่ คำตัดสินจากสังคมที่เราได้ก็มักจะเป็นอีกแบบหนึ่ง แต่ถ้าเราตัดสินใจเป็นหมอในสังคมไทย คำตัดสินจากสังคมนั้นจะต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
แม้จะเป็นฝันของเรา ที่เราเองควรกำหนดคุณค่าของมันด้วยตนเองได้ สังคมนั้นก็กลับเมินเฉย และปล่อยให้เสียงของเราเลือนหายไปกับสายลม
เมื่อเวลาผ่านไปก็เหมือนกับลมอ่อนที่กร่อนหิน กระแสคำพูด คำตัดสินค่อยๆ กร่อนพวกเราจนสูญเสียตัวตน สูญเสียความฝันที่มี กระทั่งบิดเบือนมันเพื่อให้ได้รับการยอมรับจากสังคมที่เป็นอยู่ เพื่อให้ความฝันและตัวตนอันน้อยนิดของเราอยู่รอดต่อไป
เช่นนั้น ความฝันที่จะอยู่รอดเป็นของเราหรือเปล่า ถ้าเราเปลี่ยนแปลง แก้ไข ความฝันที่เคยมี เพื่อแลกให้ยังพอมีที่ยืนในสังคม มันจะเป็นความฝันของเราหรือเป็นของสังคมกันแน่ และถ้าเกิดว่าผมไม่สามารถประณีประนอมกับคำตัดสินของสังคมได้จริงๆ นั่นแปลว่าผมจะไม่สามารถมีความฝันได้………ใช่หรือเปล่า?
เพราะที่ทางในสังคมไม่เอื้อให้ผมมีความฝันของตัวเอง สิ่งที่เหลืออยู่จึงมีแต่ซากปรักหักพังของความหวัง เพราะแสงจะสาดไปแต่เพียงผู้ที่ถูกเลือกและผู้คนก็จะแช่งส่งพวกตกรอบให้แห้งเหี่ยว เพียงเพราะเขาเชื่อว่าความฝันต้องถูกเลือก และพวกเขาคือผู้เชี่ยวชาญที่เลือกได้ว่าความฝันแบบไหนควรได้ไปต่อ
ผมไม่แปลกใจหรอกครับที่ผมเองหรือคนรอบๆ ตัวจะรู้สึกกระจ้อยร่อย ไม่ใช่เพราะเราเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคน ‘ฝันใหญ่’ เพราะฝันของพวกเขาไม่ได้ใหญ่ขนาดนั้น และเราก็ไม่ได้รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจเพราะการเปรียบเทียบ แต่เพราะเราถูกกดจากสังคมที่ห้ามฝัน กดจนเรารู้สึกเป็นธรรมชาติ กดให้เรารู้สึกแปลกแยกและไม่ได้รับการยอมรับ กดให้เรารู้สึกต่ำต้อย ถูกดูถูก กดจนเราเชื่อว่า ‘ฝันใหญ่’ พวกนั้นเป็นสัจธรรมที่ต้องปฏิบัติตาม และเราผู้นอกคอกเป็นพวกไม่เอาไหนที่ไม่เข้าใจสัจธรรม
ทำไมครับ ทำไมการฝันอยากเป็นฟรีแลนซ์ถึงด้อยกว่าทหาร ทำไมการเรียนสายสังคมถึงด้อยกว่าสายวิทย์คณิต ทำไมวิศวะถึงได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางมากกว่าสาขาฟิสิกข์ ทำไมความฝันของเด็กๆ ที่คิดจะตั้งใจศึกษาเล่าเรียนถึงถูกตัดสินอย่างนั้น ถูกทำให้ผิดแผก จนพวกเราที่ถูกกร่อนฝันนั้นเฉาเหี่ยว
กว่าผมจะตระหนักได้ถึงข้อเท็จจริงก็ใช้ทั้งเวลา และประสบการณ์ เพื่อจะเข้าใจสิ่งที่เห็น สิ่งที่เป็นตัวเองอยู่ส่วนหนึ่ง และเพราะผมไม่เห็นด้วยที่จะปล่อยให้ความฝันเป็นแบบนั้น ให้ความหมายของความฝันถูกผูกขาดเพื่อสนองความต้องการของใครที่ไม่ใช่ตนเอง
Writer

