“ดีจัง เป็นคนที่ชัดเจนกับความฝันของตัวเองดีนะ”
“เก่งจังนะที่สามารถพูดเรื่องความฝันของตัวเองได้แบบนี้”
คำพูดพวกนี้ผมได้ยินมาประมาณพันครั้งได้แล้วละครับ ก็รู้สึกภูมิใจนิดๆ อยู่หรอกที่โดนชม เปิดหัวข้อมาให้พูดเรื่องเทือกๆ นี้ มันของถนัดของผมอยู่แล้ว ถึงจะดูเพี้ยนๆ ไปบ้าง หรือถูกมองว่าเป็นพวกไร้สาระ ไม่มองโลกความเป็นจริง แต่ความฝันมันก็คือความฝันใช่มั้ยครับ สำหรับผมแล้ว ความฝันไม่ใช่สิ่งที่เราต้องใช้ตรรกะเหตุและผลกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเลยด้วยซ้ำ มนุษย์น่ะสามารถฝันแบบไหนก็ได้ เพราะมันคือสิ่งที่ทำให้เราตั้งตารอ และพยายามต่อไปเพื่อวันพรุ่งนี้ไม่ใช่หรือ
เดี๋ยวจะเกริ่นยาวจนไม่มีอะไรเล่า ขอกระแอมสักหน่อยละกันนะครับ อะฮึ่ม! สวัสดีทุกคนที่ได้เข้ามาอ่านและยินดีต้อนรับเข้าสู่ดินแดนแห่งนี้ ดินแดนที่เต็มไปด้วยความฝัน ความหวัง และแรงบันดาลใจเต็มเปี่ยม และ ‘ผม’ ก็คือผู้ดูแลของที่แห่งนี้เอง
เป็นผู้ดูแลของสถานที่ที่เต็มไปด้วยความฝันแบบนี้ทั้งที จะไม่เล่าเรื่องความฝันของตัวเองให้ฟังก่อนก็คงไม่ถูกเนอะ เอาเป็นว่าความฝันของผมไม่มีอะไรซับซ้อนเลย
ผมอยากมีหนังสือของตัวเองสักเล่ม!
อยากทำงานในวงการนี้ และก็เป็นส่วนช่วยให้ความฝันของคนที่มีฝันแบบเดียวกับผมเป็นจริงด้วย
ถ้าเอาให้ใหญ่ขึ้นอีก ผมอยากจะทำให้ทุกคนในวงการหนังสือ ทั้งนักเขียน นักวาดการ์ตูน และนักอ่านทุกคนได้รับความสุข ได้ต่อยอดความฝัน และเผยแพร่แรงบันดาลใจออกไป ซึ่งนั่นก็เป็นความสุข ความฝัน และแรงบันดาลใจเหมือนอย่างที่ผมได้รับมาตลอดเกือบสิบปี
เป้าหมายของผมคือ การได้เป็นหนึ่งในตัวช่วยที่ทำให้ผู้คนได้มีความสุขกับการเล่าเรื่องและอ่านเรื่องเล่า ในโลกที่ทุกคนถูกบีบคั้นไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง ผมมั่นใจว่าจินตนาการและการอ่านสามารถเยียวยาผู้คนได้ไม่มากก็น้อย เพราะพวกมันเป็นเหมือนกับเชื้อเพลิงหล่อเลี้ยงความหวัง เป็นวัตถุดิบสำคัญที่จะช่วยต่อเติมความฝันให้สามารถก้าวต่อไปพบเจอกับวันข้างหน้าได้
ผมคิดอย่างนั้นนะ
เป็นฝันที่อาจจะไม่ได้หลุดโลกหรือว้าวซ่าอย่างที่ทุกคนคิดรึเปล่านะ แต่ถ้ามองถึงยุคสมัยแบบในตอนนี้แล้วละก็………อาจจะดูหลุดโลกหน่อยๆ แหละมั้งครับ
แต่ก่อนจะมีวันพรุ่งนี้ ก็ต้องมีเมื่อวาน ผมในอดีตเองก็ไม่ต่างจากใครหลายๆ คนที่เคว้งคว้างกับอนาคตตัวเอง ใช้ชีวิตลอยไปเรื่อยๆ ไม่รู้เลยว่าตัวเองเป็นใคร เป็นเหมือนว่าวที่ลอยเปล่าๆ อยู่กลางลม คนนั้นชักมาตรงนี้ก็ไป ลมพัดไปทางนั้นก็ไป
เป็นช่วงเวลาที่ผมคิดอยู่เสมอ ว่าต่อให้ฝันให้ตายยังไงมันก็คงเป็นไปไม่ได้
ใช้ชีวิตแบบอยู่กับปัจจุบันอาจจะดีกว่า………
ม.ปลาย ช่วงเวลาที่เป็นเหมือนตัวตัดสินอนาคตของเด็กไทยแทบทุกคน หากไปได้ดีก็เป็นเหมือนใบเบิกทางสู่วันที่สดใส ผมเข้าเรียนในสายการเรียนวิทยาศาสตร์ – คณิตศาสตร์เพราะที่บ้านขอเอาไว้ และผมก็ไม่ได้ขัดอะไร เพราะตั้งแต่ประถมก็มักได้ยินจากปากผู้ใหญ่รอบตัวอยู่เสมอว่าคนที่มีความสามารถทางการเรียนแบบผม ยังไงก็ต้องเรียนหมออยู่แล้ว
แต่ไม่เลย ผมไม่เคยรู้สึกเลยว่าตัวเองจะมีภาพอนาคตเติบโตไปแบบนั้น
ตั้งแต่จำความได้ ผมรู้ตัวเสมอว่าตัวเองชอบอ่าน อ่านไปหมด อ่านทุกอย่างเพราะความรู้อยากเห็น ไม่ว่าจะการ์ตูน นิยาย นิตยสารกุ๊กกิ๊กวัยใส หนังสือทำนายฝันที่หัวเตียงของแม่ กระทั่งเล่มข่าวซุบซิบดาราในร้านตัดผม หนังสือทุกเล่มในช่วงเวลานั้นสำหรับผมเป็นเหมือนประตูเปิดสู่โลกใบใหม่ โดยเฉพาะหนังสือการ์ตูนแทรกความรู้ที่วางแผงกันเกลื่อนตามห้างร้านพวกนั้น ภาพวาดและตัวอักษรในทุกๆ หน้าค่อยๆ เติมแต่งจินตนาการให้กับผม บรรจงสร้างแรงบันดาลใจอันเปี่ยมล้นให้กับผมในวัยเด็กขึ้นมา
ผมอยากให้จินตนาการของผมได้ออกมาโลกแล่นสู่สายตาผู้คนแบบนั้นบ้าง………..
ผมในตอนนั้นพยายามหัดทำทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ ทั้งวาดรูป ตัดกระดาษมาทำเป็นหนังสือทำมือแบบที่ไม่ได้มีสาระอะไร บรรจงสร้างเนื้อเรื่องที่คงไม่มีใครเข้าใจลงไปในนั้น แม้จะไม่สวย ไม่ได้มีคุณค่าพอสำหรับใคร แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่หัวใจของผมได้พองโตไปกับโลกของตัวเอง
เพราะมีความฝัน เราจึงสามารถพยายามเพื่อตัวเองได้ แต่ก็อาจจะไม่ใช่กับทุกคนที่จะได้รับโอกาสให้พยายามเพื่อความฝันนั้น ผมเองก็เช่นกัน
“ผมอยากวาดรูป”
“เอาเวลาไปเรียนดีกว่าไหม”
“ผมชอบอ่านหนังสือ”
“ดีแล้ว อ่านหนังสือเยอะๆ จะได้ไปสอบหมอ”
“ผมอยากทำหนังสือ”
“………”
“งั้นไม่เอาหมอได้มั้ย ถ้าเรียนเภสัชฯ ก็อาจพอไหว”
“ดีแล้ว นี่แหละ ทำตาม ความฝันของตัวเอง เลย”
ความฝันของตัวเอง………เมื่อทำให้ทุกคนพอใจ แสดงว่านี่อาจจะเป็นความฝันของผมจริงๆ ก็ได้ ถึงจะไม่ได้เขียนมันขึ้นมาด้วยตัวเอง แต่ก็ยินดีรับเอาไว้อย่างเต็มใจ เพราะมันทำให้ทุกคนมีความสุขและเลิกตั้งคำถามกับผม
ครั้งนั้น ดูเหมือนว่าวน้อยจะถูกลมหนาวเป่าพัดไปไกลแสนไกล
นึกย้อนไป ผมไม่ได้โกรธ เพียงแต่เสียดายช่วงเวลาที่ผ่านไปเท่านั้น ถ้าผมในตอนนั้นได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขจริงๆ จะเป็นยังไงนะ หรือถ้าเขาได้มาเจอกับผมในตอนนี้จะรู้สึกยังไง จะดีใจที่ผมเลือกตัวเองสักที หรือผิดหวังที่ทำตามคำสัญญาทุกอย่างไม่ได้
แต่ก็คงไม่มีใครรู้ว่า ในตอนนั้นเมล็ดพันธุ์ความฝันที่เหมือนจะเหี่ยวแห้งไป กลับค่อยๆ ไชรากลึกลงไปในตัวผมทีละน้อย แรงบันดาลใจจากหนังสือทุกเล่ม ทุกตัวอักษรได้บรรจงรดน้ำ ให้ต้นอ่อนที่อยู่ในใจของผมค่อยๆ เติบโตขึ้นมา
กลับมาในช่วง ม.ห้า ผมล้มลุกคลุกคลานอยู่นับครั้งไม่ถ้วน ทั้งการเรียนแสนดุเดือดและการเลือกคณะกับมหาวิทยาลัยที่เป็นเหมือนตัวกำหนดชะตาชีวิตในอนาคตของเด็กมัธยมทุกคน เวลานั้นเป็นเหมือนจุดเปลี่ยนของผม เป็นช่วงเวลาที่ทำให้ผมได้พบเจอคนมากมาย หัวใจของผมได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์และช่วงเวลาอันล้ำค่าเอาไว้ จนทำให้ผมกลายเป็นผมแบบในทุกวันนี้
คาบวิชาแนะแนวในตอนนั้นเป็นเหมือนการนั่งขอคำปรึกษาจากอาจารย์มากกว่าจะเป็นการเรียนการสอน เป็นคาบที่ให้ได้ทบทวนถึงอนาคตของตัวเองว่าจะไปในทิศทางไหน และได้คำแนะนำว่าควรจะปรับตัวหรือรับมือกับมันยังไง แม้ส่วนตัวคิดว่าทำเรื่องแบบนี้เอาตอนมัธยมปีเสียท้ายๆ อาจจะสายไปหน่อย แต่ก็ต้องขอบคุณที่มันทำให้ผมกลับมาคิดถึงเรื่องของตัวเองได้อีกครั้ง ในแบบที่ไม่มีใครมาจับคันชักให้ผมขยับไปตามบทที่เขาต้องการเหมือนเคย
แล้วสิ่งที่อยู่ในใจผมมาตลอดก็กลับขึ้นมาเด่นชัดบนหน้ากระดาษอีกครั้ง
“ผมอยากทำหนังสือ”
อาจจะเพราะผมไม่ค่อยชอบออกจากบ้าน เลยได้ขลุกอยู่แต่กับกองหนังสือในห้องเป็นส่วนใหญ่ เรื่องราวมากมายทั้งรักโลภโกรธหลง จินตนาการจากผู้สรรสร้างหลากชื่อทำให้ผมหลงใหลไปกับพวกมัน ความชื่นชอบที่ผมมีให้กับทุกเรื่องราวที่เคยอ่านไม่เคยหายไปไหนเลย เพราะมันคือความฝันชิ้นแรกในวัยเด็กที่หยั่งรากลึกลงไปในใจของผมแล้ว
แน่นอนว่าครั้งนี้ต่างออกไป ผมไม่ได้พบกับคำใดๆ ที่ทำให้ความคิดของผมไขว้เขว อาจารย์หนึ่งคนในตอนนั้นได้รับฟังความฝันนี้และกล่าวชื่นชม แม้อาจจะเป็นแค่การทำไปตามหน้าที่หรือการรักษามารยาทที่พึงจะเป็น แต่สำหรับผมการมีคนรับฟังและเชื่อมั่นในความฝันของผมไปพร้อมกับผมเช่นเดียวกับอาจารย์ในตอนนั้น มันทำให้รู้สึกเหมือนตัวเองถูกฉุดขึ้นมาจากวังวนอันน่าอึดอัด เป็นพระมหาชนกที่ได้นางเมขลามาช่วยพาขึ้นฝั่งหลังว่ายน้ำมาเจ็ดวันเจ็ดคืนยังไงยังงั้น
“ชอบหนังสือหรอ หายากนะเนี่ย”
“อยากทำหนังสือหรอ งั้นจะเป็นนักเขียนหรือบรรณาธิการดี”
“ดีแล้วแบบนี้ ครูเอาใจช่วย ถ้าเป็นเธอละก็ทำได้แน่นอน”
คำพูดมีอิทธิพลกับคนฟังสูงมากจริงๆ ผมยืนยันได้เลย
ต้องขอบคุณอาจารย์ในตอนนั้นที่ทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้โดดเดี่ยวอีกต่อไป ผมหอบรับความหวังดีพวกนั้นไว้เต็มอก พร้อมกับให้สัญญากับตัวเองว่าจะต้องเอาความสำเร็จไปตอบแทนให้ได้
ผมในตอนนั้นได้ลองทำอะไรหลายอย่าง ทั้งวาดรูป แต่งนิยายลงอินเทอร์เน็ต แม้จะมีคนอ่านหรือไม่มีก็ตาม แต่ทุกสิ่งที่ผมทำมันก็ทำให้ผมรู้สึกก้าวข้ามขีดจำกัดตัวเองขึ้นไปอีกขั้น เหมือนได้ท้าทายเกมด่านใหม่ๆ ได้ปลดลิมิตเลเวลของตัวละครเอกอย่างเราไปเรื่อยๆ
แต่แน่นอนว่าในประเทศที่บกพร่องในการสนับสนุนสิ่งสร้างสรรค์เช่นนี้ การประสบความสำเร็จย่อมเป็นเรื่องที่โคตรจะยากหรือเรียกว่าเป็นไปไม่ได้สำหรับผมเลยก็ได้ แม้จะกลับมามีไฟกับสิ่งที่รักได้อีกครั้ง แต่พอความเป็นจริงปะทะเข้าหน้าก็ทำเอาฮาไม่ออกเหมือนกัน ว่าวน้อยเริ่มจะลอยลมต่อไม่ไหวเพราะความท้อใจ บางทีเราอาจจะมาไกลได้แค่นี้
เป็นเส้นทางความฝันที่ขึ้นลงไม่มีหยุดพักหายใจเลย
ทั้งเหนื่อยหน่ายกับความสามารถตัวเอง ทั้งความจริงแสนโหดร้ายที่ประเดประดังเข้ามา ความฝันของเด็กตัวน้อยในตอนนั้นกลับมาสั่นเครืออีกครั้ง
กลัว………
กลัวจะทำได้ไม่ดีพอ
กลัวว่าจะต้องเสียใจ
กลัวว่าจะไม่เป็นอย่างที่ต้องการ
กลัวว่าจะผิดพลาดแล้วถูกหัวเราะเยาะ
คำชมในตอนนั้น ที่ว่าถ้าเป็นผมจะต้องทำสำเร็จอย่างแน่นอน มันจริงหรือเปล่านะ
ผมคิดเรื่องพวกนั้นอยู่นับครั้งไม่ถ้วน ล้มลุกคลุกคลานกับความคิดพวกนั้นอยู่พักใหญ่ ไม่รู้จะไปในทางไหนต่อเลยขอพักผ่อนคลาย หวังจะให้เวลาช่วยเยียวยา
หนังสือสักเล่ม ซีรีส์สักเรื่อง และการ์ตูนสืบสวนเรื่องโปรดที่ถูกทำเป็นละคร คือประตูอีกบาน เป็นประตูบานใหญ่ที่ทำให้ผมกลับมาเป็นผมในทุกวันนี้ได้อีกครั้ง
ไม่ใช่ด้วยเนื้อเรื่องชวนตื้นตัน เพราะมีเพียงนักแสดงนำหนึ่งคนที่พาผมเข้าไปรู้จักกับโลกของกลุ่มคนที่เปี่ยมล้นไปด้วยความฝันเช่นเดียวกับผม คนที่ต่อสู้ดิ้นรน พยายามเพื่ออนาคตที่ตัวเองฝันใฝ่ ทั้งที่ไม่รู้เลยว่าปลายทางจะไปได้ดีอย่างที่หวังหรือเปล่า
ไอดอล
โลกของคนมากมายที่แบกอนาคตของตัวเองเข้ามาสมัครยังค่ายใหญ่ยักษ์เพื่อหวังจะได้เป็นแถวหน้าอย่างที่ตัวเองเคยเห็นในทีวี โลกที่ไม่ได้มีเพียงเสียงหัวเราะ เสียงเพลงกระหึ่ม หรือเสียงเชียร์จากแฟนๆ แต่เป็นโลกที่เต็มไปด้วยหยาดเหงื่อและคราบน้ำตา เพราะแน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะสมหวังหรือประสบความสำเร็จ
แต่พวกเขาก็ยังคงทำมันต่อไป…พยายามต่อไปเพราะสิ่งที่เรียกว่าความฝัน
ฝันว่าสักวันจะต้องได้เป็นไอดอลอาชีพ
จะต้องได้ยืนอยู่ใต้สปอตไลท์
จะได้ออกอัลบั้มเพลง ส่งความสุข ความฝัน และความหวังออกไปยังผู้คนมากมาย
ไม่ต่างจากผมเลย
หลังจากวันที่นั้นที่ผมได้รู้จักกับพวกเขา มันก็ทำให้ได้รู้ว่าบนโลกนี้ไม่ได้มีแค่ผมที่พยายามไขว่คว้าฝันที่ไม่รู้จะมีวันเป็นจริงหรือเปล่า ยังมีใครๆ อีกมากมายที่กำลังพยายามอยู่ไม่ต่างกัน หรือบางทีอาจจะพยายามมากกว่าผมเสียด้วยซ้ำ ราวกับมีใครมาปลอบประโลมความท้อใจก่อนหน้า ผมชื่นชมพวกเขาที่พยายามต่อสู้เพื่อความฝันของตัวเองและในขณะเดียวกันก็นำพวกเขามาเป็นแรงบันดาลใจ เป็นเชื้อฟืนให้กับไฟของผมที่ค่อยๆ ลุกโชนกลับขึ้นมา
ความหมายจากเพลงโปรดจากพวกเขาที่ผมจำขึ้นใจเอาไว้ถึงตอนนี้เป็นเครื่องย้ำเตือนผมเสมอ เป็นเพลงที่ผมมักจะฟังในเวลาที่รู้สึกหลงทิศในชีวิตของตัวเอง
เพราะช่วงเวลาแบบนี้มีเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น ช่วงเวลาที่ความฝันและความหวังยังส่องประกายในใจ ถึงเราจะไม่รู้ได้ว่าต่อจากนี้จะเกิดอะไร แต่ก็ขอให้มั่นใจและมุ่งไปข้างหน้าต่อ แม้ว่าจะต้องพบกับอนาคตแบบไหนหรือมีความฝันแบบไหน จะต้องร้องไห้หรือหัวเราะ หรือจะหกล้มสักกี่พันครั้งก็ตาม
เพลงทำให้ผมได้คิดว่าทุกอย่างที่เคยทำมาแม้มันจะไม่ประสบความสำเร็จแต่ก็ไม่ได้เสียเปล่า มันคือหลักฐานที่ประดับเอาไว้ในหัวใจของผมว่าครั้งหนึ่งผมได้ผ่านเรื่องราวเช่นนี้มาแล้ว ผมได้ลองทำในสิ่งที่ผมชอบ ผมได้พยายามกับมัน ร้องไห้กับมัน แทนที่มันจะเป็นบาดแผลของผม กลับกัน ในตอนนี้ผมรู้สึกว่าความท้อ ความผิดหวังในตอนนั้นเป็นเหมือนเกียรติยศเสียมากกว่า เป็นเครื่องยืนยันประสบการณ์ให้ผมพร้อมที่จะก้าวไปสู้วันพรุ่งนี้ ก้าวไปสู่จุดที่สูงกว่าเดิมได้
ไม่น่าเชื่อเลยว่าคนที่ผมไม่ได้คุ้นเคยเลยแม้แต่น้อยจนสามารถเรียกได้ว่าเป็นคนแปลกหน้าต่อกันจะมีอิทธิพลกันมากถึงเพียงนี้ ไม่ใช่แค่ไอดอลที่ผมรัก แต่มีทั้งนักเขียนนักวาดมากมายที่ได้มาเป็นแรงบันดาลใจให้กับผม หรือกระทั่งคนที่มาแสดงความเห็นชื่นชมงานของผมเล็กๆ น้อยๆ บนโลกอินเทอร์เน็ตเองก็ตาม ทุกอย่างเป็นเหมือนเชื้อเพลิงให้กับความฝันของผม จนผมกลับมาลุกสู้ต่อแบบในตอนนี้ได้อีกครั้ง
เพราะมนุษย์แทบทุกคนล้วนมีฝันเป็นของตัวเอง ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ก็ตาม อย่างผมในตอนนี้ก็กำลังทำตามความฝันของตัวเองที่มีมาตั้งแต่ยังเด็ก แม้จะเหนื่อยหรือท้อ แต่ก็ฝ่าฟันมาได้เพราะแรงบันดาลใจจากสิ่งที่ชอบ และกำลังใจจากคนรอบตัว
อย่างที่กล่าวไปตั้งแต่ต้น ผมเองก็อยากจะเป็นหนึ่งในคนที่สามารถเผยแพร่จินตนาการ ความฝันและแรงบันดาลใจไปสู่คนอื่นๆ ได้เช่นกัน และเพื่อความฝันนั้น ผมก็กำลังพยายามอย่างเต็มที่อยู่ครับ ผมกำลังเตรียมเนื้อหาและแรงกายแรงใจเพื่อที่จะได้ทำหนังสือของตัวเองอย่างจริงจัง ซึ่งก็หวังว่าครั้งนี้จะไม่มีลมสายไหนพัดว่าวน้อยลอยลงทะเลไปอีก
แต่ถึงแม้จะถูกพัดปลิวตกไปอีกสักกี่ครั้ง ผมก็จะบินขึ้นมาใหม่
ว่าวน้อยในตอนนี้แข็งแกร่งพอจะต้านลมได้บ้างแล้วล่ะครับ แต่ก็ต้องยอมรับว่าในชีวิตที่ไม่แน่นอนแบบนี้ อาจจะมีบ้างบางคราวที่เราไขว้เขวต่ออนาคตความฝันของตัวเอง หรือต้องทรยศมันไป
แต่ผมไม่คิดว่าเรื่องแบบนั้นมันจะผิดเสียทีเดียวหรอกนะครับ
เพราะชีวิตเรามีหลายปัจจัยที่ต้องคำนึงถึง การอยู่กับความเป็นจริงก็เป็นเรื่องจำเป็น
ยิ่งในวัยที่หมดเวลาเล่นสนุกแล้วยิ่งแล้วใหญ่
แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะบอกกับทุกคนที่ได้เข้ามาอ่านก็คือ…
คนเราไม่จำเป็นต้องมีแค่ความฝันเดียว ไม่จำเป็นต้องมีฝันอะไรยิ่งใหญ่ก็ได้
ความฝันเป็นเหมือนเชื้อเพลิงในการใช้ชีวิต ให้เราสามารถมุ่งไปข้างหน้าต่อได้แม้จะเหน็ดเหนื่อย
แม้จะเป็นฝันเล็กๆ น้อยๆ อย่างการขอให้พรุ่งนี้ฝนไม่ตก
หรือการเฝ้ารอละครตอนใหม่ฉาย
หรือการที่จะได้ชมคอนเสิร์ตศิลปินที่รักสักครั้ง
ไม่ว่าจะฝันแบบไหน ผมก็อยากให้ทุกคนมีเอาไว้เป็นเป้าหมายในการตื่นมาในวันพรุ่งนี้ต่อ
และความสุขในตอนที่ฝันเป็นจริง แม้ผมจะยังไม่เคยสัมผัส แต่มันก็คงจะต้องสุดยอดมากๆ แน่เลยใช่มั้ยละครับ ผู้คนมากมายรวมถึงตัวผมถึงต้องพยายามไขว่ขว้ามันขนาดนี้
เช่นนั้นแล้วลองฝันดูบ้างก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย
สุดท้าย ถึงทุกคนที่กำลังเดินทางตามความฝันของตัวเอง รวมทั้งไอดอลที่ผมรัก
แม้ว่าเส้นทางจะน่าหดหู่ใจพานพาให้เราอยากหันหลังกลับแค่ไหนก็ตาม แต่ขอให้ทุกคนได้ลองพยายามต่อไปเถอะนะครับ
เหนื่อย ก็ขอเพียงหยุดพักสักคราว แวะกินน้ำกินขนมให้ชื่นใจและมุ่งหน้าต่อ
สุดท้ายแล้วแม้ว่ามันจะล้มเหลว แต่ตลอดเส้นทางที่เดินทางฝ่าฟันมาก็ย่อมได้อะไรติดไม้ติดมือกลับไปแน่นอน และที่สำคัญคือ ความเสียดายที่ไม่ได้ทำ มันทรมานยิ่งกว่าความล้มเหลวเสียอีกครับ
ความฝัน จะเล็กใหญ่ หรือไร้สาระเพียงไหน แต่เป้าหมายสุดท้ายของมันก็คือการเป็นตัวกระตุ้นให้ทุกคนได้พยายามเพื่อตัวเอง เรียกว่าเป็นการมอบความรักให้กับตัวเองอีกรูปแบบหนึ่งก็ว่าได้
ผมคิดอย่างนั้นนะ
Writer & Graphic Designer
