Spoiler alert : บทความนี้มีการพูดถึงเนื้อหาจากเกม Red Dead Redemption 2, Persona 5, SIGNALIS, และมังงะ Jojo’s Bizarre Adventure: Golden Wind
“Society often forgives the criminal; it never forgives the dreamer.”
“สังคมมักให้อภัยอาชญากร แต่ไม่เคยอาทรเหล่านักฝันเลยสักครั้ง”
(The Critic as Artist, Oscar Wilde: 169)
ความฝันสูงสุดของทุกคนคืออะไร?
น่าเศร้าที่โครงสร้างสังคมปัจจุบันไม่ได้มีอยู่เพื่อให้เราตอบคำถามเหล่านั้นแบบจริงใจได้ ความฝันเลยต้องแปรเปลี่ยนไปตามสิ่งผูกมัดต่างๆ ที่สังคมเชื่อและบอกว่าคือจุดสูงสุดของชีวิต
อยากจะใช้ชีวิตอย่างสงบสุขก็ต้องมีเงินให้มากพอ อยากมีอนาคตที่ไม่ลำบากก็ต้องมีเงินให้มากพอ กระทั่งอยากจะใช้ชีวิตให้มีความสุขแม้เพียงเสี้ยววัน…ก็ต้องมีเงินให้มากพอ
ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่เราถูกกักขังด้วยสิ่งที่เรียกว่าเงิน ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่มนุษย์ผู้มีความต้องการจะทำตามความฝันอย่างเต็มเปี่ยมกลับทำได้แค่เก็บฝันนั้นไว้คิดถึงแค่ตอนกลางคืน…กลางคืนที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะนอนจนได้ฝันหรือเปล่า
สำหรับคนที่เข้าใจแต่ไร้เรี่ยวแรงจะต่อต้าน สำหรับคนที่พยายามแต่ก็หลีกหนีความจริงไปไม่ไหว สำหรับคนที่เก็บฝันไว้จนข้างในบิดเบี้ยว และสำหรับใครที่กลายเป็นคนไร้ซึ่งความฝันไปแล้วระหว่างทาง…อยากชวนมาอ่านเรื่องราวของ ‘พวกเขา’ จาก 3 เกมและ 1 มังงะ เผื่อบางทีพวกเขาเหล่านี้อาจจะสื่อสารอะไรกับคุณบ้างก็ได้
.
Arthur Morgan จาก Red Dead Redemption 2: ชีวิตที่สงบสุข คือความฝันสูงสุดของพวกนอกกฎหมาย
Red Dead Redemption 2 คือเกมโลกเปิดที่เล่าเรื่องของ ‘Arthur Morgan’ และกลุ่ม Van der Linde ที่เป็นกลุ่มภายใต้การนำของ Dutch van der Linde และ Hosea Matthews ทั้งคู่รวมกลุ่มกันทำเรื่องผิดกฎหมายเพื่อหาเลี้ยงชีพไปวันๆ จนกระทั่งทั้งคู่รับ Arthur มาเลี้ยงดูเหมือนลูกชายคนหนึ่ง แต่พวกที่ใช้ชีวิตแบบนอกกฎหมายมาตลอดจะสอนอะไรเกี่ยวกับโลกให้เด็กได้นอกจากการทำผิดกฎหมายและการฆ่าฟัน
Arthur เติบโตมาโดยรู้จักแต่กลิ่นเขม่าปืน วิธีการเอาชีวิตรอด และเชื่อฟังคำสั่งของ Dutch แบบไม่สงสัยอะไร…ชีวิตเขามีอยู่แค่นั้น
Dutch เคยมีความฝันอยากทำให้โลกนี้เป็นสถานที่ที่ดีขึ้น เขาเลือกพากลุ่มไปปล้นธนาคารของรัฐเพื่อเอาเงินไปแจกให้กับคนจน พยายามช่วยเหลือทุกคนที่จะช่วยได้ นั่นทำให้กลุ่มเริ่มใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และนำไปสู่ปัญหาที่ตามมาเป็นหางว่าว
จากการดูแลแค่กลุ่มเล็กๆ และพาพวกเขาไปออกปล้นตามธนาคาร Dutch ต้องเริ่มบริหารจัดการทรัพยากรและดูแลกลุ่มที่ใหญ่ขึ้น ผนวกเข้ากับการมาของ ‘ความมีอารยธรรม’ ที่เริ่มรุกรานดินแดนตะวันตก ทำให้กลุ่มที่ใช้ชีวิตนอกกฎหมายนี้ขยับตัวได้ยากและกำลังจะถูกไล่ล่าจากเรื่องราวที่เคยทำในอดีต ทั้งกฎหมายและกลุ่มแกงค์อื่น มันทำให้เป้าหมายของพวกเขาเริ่มเปลี่ยนไปจนไม่เหลือเค้าเดิม
Arthur มีความฝันที่อยากใช้ชีวิตอย่างคนปกติสุข ไม่ต้องหลบซ่อนตัวจากผู้บังคับใช้กฎหมายหรืออริจากอดีต เขาพยายามออกไปใช้ชีวิตอยู่เสมอ ไปช่วยเหลือผู้คนที่พึ่งเจอหน้า ลองกลับไปหาคนรักเก่า พยายามปรับปรุงวิถีชีวิต…แต่ก็จะถูก Dutch เรียกตัวกลับมาเพื่อก่อเรื่องอะไรเพิ่มอีกเสมอ และแม้เขาจะเริ่มเอือม แต่ก็ไม่มีความกล้าพอจะขัดคำสั่งจากชายที่เรียกเขาว่าลูกชายอยู่ดี
สุดท้ายทุกอย่างก็ล้อมจนไร้ทางหนี กลุ่มแตกออกเป็นฝักฝ่าย Hosea ที่ควรจะเป็นคนหยุดความวุ่นวายก็ตายเพราะแผนบ้าๆ ของ Dutch แถม Arthur ยังติดวัณโรคจากคนที่ไปทวงหนี้อีก เหมือนกับเขากำลังชดใช้กรรมจากสิ่งที่ตัวเองเคยทำมา
เขาเสียชีวิตโดยไม่ได้สัมผัสชีวิตปกติที่ใฝ่ฝัน มันอาจเป็นเพราะเขารู้ความฝันของตัวเองช้าเกินไป ไม่ก็ใช้เวลาตัดสินใจที่จะไม่เชื่อ Dutch นานเกิน ขาดความเชื่อใจในตัวเองเกินไป…หรือไม่ความฝันนั้นมันก็ไกลเกินเอื้อมสำหรับคนอย่างเขาตั้งแต่แรก
.
Palace และ Mementos จาก Persona 5: การลุ่มหลงในฝันที่มากเกินไปจะทำให้จิตใจผิดแปลก แต่ชีวิตที่ไร้ความต้องการก็ไม่ต่างอะไรกับการเต็มใจอยู่ในคุก
ถ้า Arthur จาก Red Dead Redemption 2 คือคนที่รู้จักกับความฝันและตัดสินใจเปลี่ยนแปลงช้าเกินไป เหล่าตัวร้ายในเกม Persona 5 คงเป็นเหล่าคนที่ลุ่มหลงในความฝันของตัวเองมากเกินจนทำให้ภายในจิตใจบิดเบี้ยว
Persona 5 เล่าเรื่องของ ‘ตัวเอก’ ที่ต้องย้ายโรงเรียนเพราะถูกยัดข้อหา ทำให้ต้องเข้าไปพัวพันกับพื้นที่พิเศษที่ถูกเรียกว่า ‘Metaverse’ มิติเสมือนที่แสดงพื้นที่ภายในจิตใจของมนุษย์ ซึ่งไม่มีใครรับรู้ได้นอกจากคนที่มีแอปพลิเคชั่นปริศนา ‘Metaverse Navigator’ ในมือถือเท่านั้น และพื้นที่นี้เมื่อถูกกระทบโดยความฝันและความต้องการที่มากจนเกินไป จะทำให้มันกลายเป็น ‘Palace’ หรือปราสาทภายในจิตใจของคนเหล่านั้น
เช่นปราสาทแห่งราคะของ Kamoshida อาจารย์พละที่มองว่าโรงเรียนเป็นราชวังและตัวเองเป็นราชา หรือปราสาทแห่งความยโสของ Shido นักการเมืองที่มองว่าคนในประเทศมีแต่คนโง่ ต่างกับตัวเองที่ดีเลิศที่สุด ทำให้ปราสาทของเขาแสดงออกเป็นเรือสำราญที่แล่นอยู่ในประเทศที่กำลังล่มจมลง
ตัวเอกได้รวมทีมกับเพื่อนเป็นกลุ่มโจร ‘Phantom Thieves of Hearts’ ที่จะเข้าไปขโมยสิ่งมีค่าทางใจของคนเหล่านั้นเพื่อแก้ไขความบิดเบี้ยวทั้งหมด แต่ยิ่งพัวพันมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งเอาตัวเองออกมาได้ยากขึ้น จากการแก้ปัญหาระดับโรงเรียนสู่ระดับประเทศ พวกเขาต้องฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ และ ‘เปลี่ยนใจ’ เจ้าของปราสาททั้งหมดให้ได้ แต่สุดท้ายก็ต้องพบเข้ากับทางตัน เพราะแม้จะเปลี่ยนใจคนมีอำนาจได้ แต่การเปลี่ยนใจผู้ร้ายสูงสุดเพียงคนเดียวกลับไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสังคมได้อย่างที่ควรเป็น
พวกเขาเลยเปลี่ยนเป้าหมายเป็นการเปลี่ยนใจคนทั้งประเทศด้วยการเข้าไปสู่ศูนย์รวมจิตใต้สำนึก ‘Mementos’
Mementos เป็นสถานที่รวมจิตใต้สำนึกของทุกคนเอาไว้ด้วยกัน มันแสดงตัวเป็นสถานีรถไฟที่คดเคี้ยวและเปลี่ยนแปลงเส้นทางตลอดเวลา ที่ปลายทางของสถานีรถไฟคือคุกที่เป็นศูนย์รวมของคนที่ละทิ้งความฝันและความต้องการไปจนหมด พวกเขายอมแพ้ ไม่ตัดสินใจเลือกเส้นทางด้วยตัวเอง และปล่อยให้บางสิ่งเลือกให้ เหมือนกับคุกที่ทุกคนพร้อมใจจะก้าวเดินเข้าไปข้างในนั้น
ในส่วนลึกสุดของสถานที่นี้มีจอกศักดิ์สิทธิ์ที่ดูดกลืนพลังชีวิตของทุกคนอยู่ ก่อนมันจะเผยตัวออกมาเป็น ‘เทพแห่งการควบคุม Yaldabaoth’ เทพที่ถูกสร้างขึ้นจากการรวมความต้องการของทุกคนที่ต้องการให้อะไรบางอย่างเลือกเส้นทางให้ ก่อนที่สุดท้ายตัวเอกจะจัดการมันได้ด้วยกระสุนที่บรรจุไปด้วยบาปทั้งเจ็ด (ความเย่อหยิ่ง ความโลภ ความโกรธ ความเกียจคร้าน ราคะ ความตะกละ และความอิจฉา) ซึ่งเป็นตัวแทนของความต้องการของมนุษย์
Persona 5 นำเสนอภาพของจิตใจออกมาเป็นรูปธรรมและแสดงถึงมิติทั้งสองด้านของความฝันและความต้องการ ในด้านหนึ่ง การลุ่มหลงในความต้องการที่มากเกินอาจทำให้ความคิดภายในผิดแปลกไป ซึ่งอาจนำไปสู่มุมมองที่มีแต่ความรู้สึกเชิงลบเต็มไปหมด แต่ในขณะเดียวกันการใช้ชีวิตแบบละทิ้งความฝันและความต้องการก็ไม่ใช่สิ่งที่ควรจะเป็นเช่นกัน
สุดท้ายแล้วทุกคนก็ต้องใช้ชีวิตต่อไปโดยที่มีความฝันและความต้องการ แต่มันต้องมากหรือน้อยขนาดไหนถึงจะไม่บิดเบี้ยวและไม่ดูไร้ความฝัน…..สุดท้ายก็ไม่มีใครตัดสินมันได้ แม้กระทั่งตัวเราเอง
.
Elster จาก SIGNALIS: แม้ชีวิตจะไร้ความฝัน แต่ยังมีสิ่งล้ำค่าที่ต้องรักษาไว้
‘Eusan Nation’ รัฐเผด็จการในจักรวาลสมมุติของเกม SIGNALIS เป็นรัฐที่ควบคุมทั้งความรู้และสื่อสร้างสรรค์ภายใน โดยรัฐมีความเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนเป็นเพียงทรัพยากรและเครื่องมือของรัฐ ทุกคนจะต้องร่วมมือกันเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนารัฐ ด้วยความคิดนี้ทำให้รัฐเริ่มเรียกมนุษย์ทุกคนว่า ‘Gestalt’ ที่หมายถึง ‘รูปร่าง’ เพื่อสร้างความเป็นหนึ่งเดียวกันและลดความเป็นปัจเจกลง
Eusan Nation มีเทคโนโลยีที่ทำให้รัฐกลายเป็นมหาอำนาจนั่นก็คือการสร้าง ‘Replika’ หรือแบบจำลอง เป็นหุ่นยนต์ที่ใช้ข้อมูลของ Gestalt ต้นแบบที่เสียชีวิตไปแล้วในการกักเก็บและทำซ้ำออกมาเพื่อเป็นแรงงานและกองทหารสำหรับการสร้างชาติ ซึ่งหุ่นเกือบทุกรุ่นจะถูกควบคุมโดย Falke หุ่นที่มีความพิเศษในการใช้การสั่นพ้องทางชีวภาพหรือ Bioresonance เพื่อควบคุมหุ่นตัวอื่น ซึ่งเป็นความสามารถหายากที่ถ้าไม่ใช่หุ่น Falke ก็มีเพียง Gestalt บางคนเท่านั้นที่มี
แม้การทำเช่นนี้จะทำให้สามารถควบคุมหุ่นทุกตัวให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่หุ่นรุ่นต่างๆ ก็ยังคงมีปัญหาที่ Eusan Nation แก้ไม่ตก นั่นคือการที่เมื่อใช้งานไปสักระยะ หุ่นพวกนี้จะเริ่มเกิดการรื้อฟื้นอดีตในสมัยที่เป็น Gestalt ขึ้นมา ซึ่งจะทำให้หุ่นไม่มีประสิทธิภาพและต้องถูกกำจัด
เกมจะให้เรารับบทเป็นหุ่นรุ่น Elster หมายเลข 512 ที่เดินทางมาพร้อมกับยานสำหรับการตามหาดาวใหม่ โดยเราจะมาพร้อมกับ Gestalt หนึ่งนายนั่นคือ ‘Ariane Yeong’ ซึ่งเป็นรูปร่างที่แตกต่างจากคนอื่น เธอรักอิสระและชอบในสื่อสร้างสรรค์ ซึ่งทำให้เธอรู้สึกแปลกแยกจากรูปร่างอื่นๆ รอบตัว ในระหว่างการเดินทางตามหาดวงดาว Ariane และ Elster-512 สนิทกันมากขึ้นจนกลายเป็นคนรัก ซึ่งการทำแบบนี้ทำให้ Elster ที่ควรจะไร้ความรู้สึกและทำตามแค่คำสั่งที่ได้รับเริ่มมีความรู้สึกขึ้นมาและนั่นรวมถึงความทรงจำสมัยที่เป็น Gestalt ก็เริ่มถูกดึงกลับมาผสมปนเปกันไปหมด
ภาพจะตัดมาโดยเราจะรู้สึกตัวว่าตัวเองอยู่ที่ฐานขุดเจาะแร่แห่งหนึ่งที่ไม่ใช่ยานสำรวจเดิม เราไม่รู้ว่าสถานที่นี้เกิดความผิดปกติอะไรขึ้นบ้าง รู้แค่ว่ากำลังตามหา Gestalt ที่ชื่อว่า Alina Seo และเธอจะต้องอยู่ที่ส่วนลึกที่สุดของที่นี่แน่
เกมจะเฉลยว่าบนยานสำรวจได้เกิดโศกนาฏกรรมขึ้น พวกเขาไม่เจอดาวใหม่จนยานและสิ่งของภายในหมดสภาพ รวมถึง Elster ที่อยู่บนนั้นก็หมดอายุขัยจนใช้งานไม่ได้แล้ว ส่วน Ariane กำลังต้องทนทรมานกับความเจ็บปวดเพราะเข้าไปอยู่ในตู้แช่แข็งไม่ทันเวลา และโดยไม่รู้ตัว เธอได้ใช้พลัง Bioresonance เพื่อส่งสัญญาณไปหาใครก็ได้ให้มาช่วยจบความทรมานให้กับเธอ และคนที่เคยสัญญากันไว้ก็รับฟังเสียงกรีดร้องของเธอ นั่นคือหุ่นรุ่น Elster ที่ประจำการอยู่ที่ฐานขุดเจาะแร่
เหตุการณ์ในเกมสับสนและชวนงุนงงเป็นอย่างมาก รวมถึงไม่มีการเฉลยหรือการบอกเล่าที่เป็นเส้นมากพอที่ผู้เล่นจะสามารถเข้าใจตรงกันได้ แต่สิ่งที่พอสรุปได้คือ ก่อนเรื่องราวบนยานสำรวจดาวจะเกิดขึ้น เคยมีสงครามบนดาวอื่นที่ทำให้ Gestalt คนหนึ่งที่เป็นคนรักของ Alina Seo เสียชีวิตและถูกรัฐเก็บข้อมูลไว้เพื่อเป็นต้นแบบของหุ่นรุ่น Elster ในอนาคต หลังจากนั้นฐานข้อมูลของ Eusan Nation ก็เกิดเพลิงไหม้จนข้อมูลของหุ่น Elster ที่เคยมีถูกทำลาย เหลือแค่ข้อมูลล่าสุดที่ยังสภาพดีอยู่ ทำให้หุ่นรุ่น Elster ที่สร้างหลังจากนั้นทั้งหมดใช้ข้อมูลของ Gestalt คนนั้นแทน
นั่นจะทำให้ทุกอย่างลงล็อกพอดี เพราะเมื่อหุ่นรุ่น Elster ทุกตัวที่ประจำการอยู่ใช้ต้นแบบจากคนเดียวกัน รวมไปถึง Elster-512 ที่อยู่กับ Ariane ด้วย ทำให้เมื่อเธอส่งพลังมาหา หุ่นรุ่น Elster ทุกตัวจะเกิดความคิดทับซ้อนและเชื่อว่าตัวเองเป็นหุ่นตัวเดียวกัน พอเป็นแบบนั้นทั้งหมดจึงมุ่งหน้าไปตามเสียงของ Ariane โดยเชื่อว่าตัวเองนั้นคือคนที่เคยให้คำมั่นสัญญากันไว้
แต่ระหว่างทางความทรงจำก็เกิดการโต้กันเองไปด้วย ความทรงจำระหว่างที่ตัวเองเคยเป็น Gestalt และอยู่กับ Alina กับความทรงจำที่ตัวเองเป็น Elster และอยู่กับ Ariane ทั้งหมดปะปนและผสมรวมกันจนทำให้บางช่วงเราจะคิดว่าตัวเองมาหา Alina แต่อีกสักพักก็จะคิดว่าตัวเองมาทำตามสัญญาของ Ariane แต่ถึงอย่างนั้นหุ่นรุ่นนี้ทุกตัวก็ยังมุ่งไปทางเดียวกันอยู่ดี
ทำให้ตอนท้ายที่ลงไปส่วนลึกสุดจะพบกับซากยานสำรวจดวงดาวและซากของ Elster จำนวนมากนอนกองกันอยู่ ซึ่งทั้งหมดเป็นตัวแทนฉากจบของเกม มีทั้งฉากจบที่ความทรงจำทั้งสองช่วงเวลาตีกันจนรับไม่ไหวและกลายเป็นหนึ่งในซากที่นอนกองอยู่ด้านนอก หรือเป็นซากที่เข้าไปถึงตัว Ariane แต่กลับลืมว่าตัวเองมาทำอะไร และฉากจบที่อาจดีที่สุดอย่างการได้ทำตามคำสัญญาที่ให้ไว้จนสำเร็จ
ตัวตนของ Elster เหมือนเป็นตัวแทนของผู้ที่ละทิ้งตัวตนและความฝันเดิมจนกลายเป็นสิ่งที่ระบบหล่อหลอมขึ้น ไม่มีความคิดเป็นปัจเจกว่าจะทำอะไรเพื่อตัวเอง ไม่รู้ว่าจะต้องก้าวไปที่ไหนหรือก้าวไปเพื่ออะไร มีเพียงการทำงานตามคำสั่งของระบบและใช้ชีวิตอยู่ไปวันๆ
แต่สิ่งที่เติมช่องว่างนั้นคือ ‘ความทรงจำ’ ที่เคยมีร่วมกับคนอื่น เพราะไม่ว่าจะเป็น Alina ที่อยากจะกลับไปหา หรือ Ariane ที่อยากให้ทำตามสัญญา ก็ต่างเป็นคนที่เราให้ความสำคัญ เพราะฉะนั้นการใช้ชีวิตแบบไร้ความฝันก็อาจไม่ใช่เรื่องแย่นัก…แต่ถ้าจะต้องใช้ชีวิตที่เหลืออยู่เพื่ออะไรสักอย่าง…ขอให้ใช้เพื่อคนที่รักมากกว่าระบบที่ไม่เคยแยแสเราเลยเถอะ
.
Giorno Giovanna จาก JoJo’s Bizarre Adventure: เพราะว่าฉันผู้นี้นั้นมีความฝัน
Giorno Giovanna เป็นตัวละครเอกลำดับที่ 5 จากการ์ตูนเรื่อง JoJo’s Bizarre Adventure เขาเป็นผู้ใช้พลังพิเศษที่เรียกว่า ‘Stand’ ซึ่งมีลักษณะคล้ายวิญญาณออกมาต่อสู้แทนเขา โดยพลังนี้จะแตกต่างกันไปตามผู้ใช้ รวมถึงสามารถพัฒนาได้ด้วย
ภาคนี้เล่าเรื่องอยู่ในประเทศอิตาลี ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ Giorno ที่ต้องการจะเป็นสมาชิกของแก๊งมาเฟียอย่าง ‘Passione’ แก๊งมาเฟียที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ เพราะเขานั้น ‘มีความฝัน’ ที่อยากจะจัดการปัญหายาเสพติดให้หมดไปจากประเทศนี้
เขาต้องฝ่าฝันตั้งแต่การผ่านบททดสอบการเข้าแก๊ง เข้าร่วมกับกลุ่มขนาดเล็กภายใต้การนำของ Bruno Bucciarati ก่อนจะต้องไต่เต้าทำภารกิจและจัดการคนในแก๊งคนอื่นๆ จนไปถึงสุดท้ายที่ต้องจัดการกับหัวหน้าแก๊งคนปัจจุบันอย่าง Diavolo
ระหว่างทางนั้นเขาจะต้องพบเจอทั้งความยากลำบาก ความสูญเสียที่เกิดกับพวกพ้อง แต่ไม่ว่าเรื่องราวจะเลวร้ายมากขนาดไหน เขาไม่เคยแสดงท่าทางสูญเสียความมั่นใจเลยแม้แต่ครั้งเดียว และเขายังมีประโยคที่เป็นเอกลักษณ์และนำเสนอตัวตนของเขาได้มากที่สุดอย่าง
“I, Giorno Giovanna, have a dream.” หรือ “ ฉัน โจรูโน่ โจบาน่าผู้นี้มีความฝัน”
เขาจะแสดงมันออกมาอย่างมั่นใจตลอดทั้งเรื่องว่ามุ่งมั่นกับฝันนี้มากขนาดไหน ไม่ว่าจะเป็นการรับการโจมตีแทน ยอมเข้าไปเสี่ยงเพื่อให้เพื่อนเจอช่องทางที่จะจัดการปัญหา หรือยอมทดสอบอะไรที่อันตรายเพื่อให้ทุกคนเชื่อมั่นในตัวเขา
Giorno จึงเป็นภาพแทนของบุคคลที่เชื่อมั่นในความฝันของตัวเองแบบสุดหัวใจ เป็นภาพที่แสดงให้เห็นว่าถ้าเรามีความมุ่งมั่นและเชื่อในความฝันของตัวเองมากพอ ไม่ว่าจะเป็นอุปสรรคไหนหรือข้อจำกัดใดๆ ก็จะก้าวผ่านมันไปได้อย่างแน่นอน
และแน่นอนเหมือนกันว่าชีวิตจริงคงไม่ใช่แบบนั้นเสมอไป
.
ตัวคุณเอง จาก โลกความเป็นจริง: แล้วคุณต้องการแบบไหน?
ทุกคนมีมุมมองเกี่ยวกับความฝันแตกต่างกันไป แล้วแต่สภาพชีวิตและสังคมที่ต้องอาศัยอยู่
สำหรับบางคนการใช้ชีวิตให้ผ่านพ้นไปแต่ละวันมันก็เหนื่อยยากเกินจนไม่มีเวลาให้คิดถึงความฝันแล้ว สำหรับบางคนก็อาจกำลังเตรียมตัวเองให้พร้อมเพื่อทำตามความฝันแบบปลอดภัย และสำหรับบางคนอาจจะมุ่งหน้าไปสู่ความฝันแบบเต็มกำลังโดยไม่สนว่าจะยากลำบากแค่ไหน
แต่ถึงอย่างนั้นทุกคนก็ยังควรมีสิทธิ์ที่จะได้เลือก และไม่ว่าจะมีหรือไม่มีความฝัน มันจะเล็กหรือใหญ่ จะดูทำได้หรือยากจนเกินไป แต่ไม่ว่าจะแบบไหนก็ไม่ควรมีใครต้องถูกตัดสินและหัวเราะเยาะทั้งนั้น
“For a dreamer is one who can only find his way by moonlight,
and his punishment is that he sees the dawn before the rest of the world.”
“เหล่านักฝันคือผู้ที่เห็นทางเฉพาะตอนมีแสงจันทร์
และโทษทัณฑ์ของเขาคือการได้เห็นแสงตะวันก่อนใคร”
(The Critic as Artist, Oscar Wilde: 169)
Writer & Graphic Designer

นักศึกษาที่เลื่อนสถานะมาเป็นคนว่างงาน
ชอบเล่นเกมและอ่านหนังสือเป็นชีวิตจิตใจ
