ปลายปี 2021 ผู้คนตื่นเต้นกับ Spiderman: No Way Home เพราะการรวมตัวกันของสไปเดอร์แมนจากสามยุคสมัย โทบี้ แมคไกว์ แอนดรูว์ การ์ฟิลด์ และทอม ฮอลแลนด์ เรียกได้ว่าเป็นกระแสใหญ่โตที่ได้สานฝันให้แฟนๆ ได้เห็นสไปเดอร์แมนกันพร้อมหน้า
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านั้นไม่นาน มีภาพยนตร์อีกเรื่องชื่อ Tick, Tick…Boom! ที่นำแสดงโดยแอนดรูว์ การ์ฟีลด์เช่นกัน แต่เรื่องนั้นกลับถูกกระแสของสไปเดอร์แมนกลบไปอย่างน่าเสียดาย ภาพยนตร์เรื่องนี้เล่าถึงเรื่องความฝันได้เรียบง่ายแต่ตรงใจ พร้อมชวนผู้ชมตั้งคำถามถึงเส้นทางชีวิตของตัวเอง
Tick, Tick…Boom! เป็นภาพยนตร์แนวมิวสิคัลที่ดัดแปลงจากบทละครเวทีแนวอัตชีวประวัติในชื่อเดียวกัน เล่าถึงชีวิตของโจนาธาน ลาร์สัน นักประพันธ์บทละครเวทีหนุ่มไฟแรงที่อายุจะย่างเข้า 30 ในไม่กี่วันข้างหน้า แต่ในตอนนี้กลับยังไม่มีความสำเร็จใดเป็นชิ้นเป็นอัน แถมยังขัดสนเรื่องเงินอีกต่างหาก เรียกได้ว่าเป็นศิลปินไส้แห้งขนานแท้ ภาระของวัย 30 กำลังบีบคั้นเข้ามาเรื่อยๆ พร้อมกับเสียงนาฬิกาที่ดังขึ้นในหัวตลอดเวลา ติ๊ก ติ๊ก ติ๊ก ราวกับเวลาชีวิตใกล้หมด
สภาพจิตใจของโจนาธานในตอนนั้นได้รับการเล่าออกมาผ่านเพลง ‘30/90’ ที่ร้องเปิดในตอนต้นเรื่อง ว่าตัวเขาเองที่อายุย่าง 30 แล้วแต่ยังไม่มีผลงานโด่งดังเหมือนสตีเฟน ซอนด์ไฮม์ ที่ประพันธ์ West Side Story ตอนอายุ 27 และยังไม่มีชีวิตที่มั่นคงเหมือนพ่อแม่ของเขาในวัย 30
“They’re singing, ‘Happy birthday’ You just want to lay down and cry”
เพลง 30/90
โจนาธานมีความฝันจะปฏิวัติวงการละครเวทีมิวสิคัล เขาย้ายมายังมหานครนิวยอร์กพร้อมกับเพื่อนชื่อไมเคิล เพื่อตามล่าความฝัน พร้อมกับ Superbia บทละครที่เขียนมาตลอด 8 ปี ซึ่งในอีกไม่กี่วันข้างหน้าควรจะได้นำไป ‘เวิร์คช็อป’ หรือเสนอขายให้โปรดิวเซอร์ซื้อแล้ว แต่เขียนเท่าไหร่ก็ยังไม่เสร็จดี ซูซานแฟนสาวของเขาก็ได้รับโอกาสงานที่ดี แต่งานนั้นต้องย้ายไปต่างเมือง ทว่าโจนาธานก็ไม่สามารถทิ้งความฝันที่นิวยอร์กไว้เบื้องหลังได้
ความกดดันและความสับสนของโจนาธานทวีขึ้น เมื่อไมเคิลเพื่อนที่มาล่าฝันด้วยกันกลับยอมแพ้ให้กับความเป็นศิลปินไส้แห้งและผันตัวไปทำเอเจนซี่โฆษณาที่ทำให้เขามีคุณภาพชีวิตดีขึ้นอย่างทันตา มีรถหรูขับ มีห้องพักคอนโดสุดหรู ทำให้โจนาธานเริ่มตั้งคำถามว่า ‘เราถูกทิ้งไว้ข้างหลังแล้วรึเปล่า’ หรือเขาควรเปลี่ยนเส้นทางชีวิตอย่างไมเคิล ซึ่งสิ่งเหล่านี้สะท้อนผ่านเพลง ‘Johnny Can’t Decide’
มันคือจุดหัวแล้วหัวต่อของใครหลายคน ที่ต้องเลือกระหว่าง ‘ความฝัน’ กับ ‘เม็ดเงิน’ ที่บางครั้งก็ไปด้วยกันได้ แต่ก็มีหลายครั้งที่มันจะไปกันคนละทิศคนละทาง ความฝันเป็นสิ่งที่เรียกร้องจากเรามากมาย ทั้งเงิน ทั้งเวลา มันเป็นภาระบนบ่าที่เราเลือกเอง เป็นสิ่งที่เราต้องลงแรงกับมันร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ความสำเร็จกลับไม่แน่นอน
น่าคิดต่อว่าสังคมที่เราเป็นอยู่ในตอนนี้…ชวนให้คนกล้าฝันมากแค่ไหนกันนะ
.
เรื่องราวดำเนินมาจนปัญหาที่คาราคาซังเริ่มถาโถม โจนาธานต้องแต่งเพลงสุดท้ายให้เสร็จและเดดไลน์เวิร์คช็อปใกล้เข้ามา เขาไม่มีเวลาให้คนรอบตัวจนทะเลาะกับซูซานและไมเคิล เสียงนาฬิกาในหัวดังขึ้นเรื่อยๆ ติ๊ก ติ๊ก ติ๊ก วันเวิร์คช็อปใกล้เข้ามาทุกที อายุ 30 ก็ใกล้เข้ามาทุกที เส้นตายที่เขาขีดไว้ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ โจนาธานกลัวว่าเขาจะทำมันไม่สำเร็จ กลัวว่าเขาจะไม่เหลืออะไรทิ้งไว้ให้โลกได้ยล
วันเวิร์คช็อปมาถึง เหล่าโปรดิวเซอร์มีชื่อเสียงหลายคนมาชม ตำนานแห่งวงการมิวซิคัลอย่าง สตีเฟน ซอนด์ไฮม์ ก็มาชมด้วย เวิร์คช็อปเป็นไปได้ด้วยดี ได้รับการชื่นชมอย่างหนาหู หลังจากเวิร์คช็อปผ่านไป เขารอรับโทรศัพท์จากโรซา เอเยนต์ของเขา โทรศัพท์ดังขึ้น โรซาบอกเขาว่าทุกคนชมว่างานยอดเยี่ยมมาก แต่คงไม่มีใครซื้อไปจัดแสดง เพราะเนื้อหาของ Superbia เข้าถึงผู้ชมได้ยากและค่าโปรดักชั่นสูงเกินไป
โจนาธานถามเธอว่า “แล้วยังไงต่อ” เธอตอบเขาว่า “ก็เริ่มเขียนเรื่องต่อไป หลังจากเสร็จเรื่องนี้ก็เขียนเรื่องต่อไปอีก และเรื่องต่อไป และต่อไป นั่นแหละคือการเป็นนักเขียน”
ประโยคนี้ไม่เพียงเป็นการเตือนใจให้โจนาธานเท่านั้น มันยังแทงใจผู้เขียนอย่างแรงอีกด้วย มันสะท้อนให้เห็นถึงโลกของการผลิตงานสร้างสรรค์ ที่เมื่องานชิ้นเดียวหรือชิ้นแรกของคุณไม่ได้การันตีความสำเร็จ คุณแค่ต้องทำมันไปเรื่อยๆ โดยไม่หยุด และหวังว่าจะมีสักชิ้นหนึ่งที่เตะตาใครเข้าจนได้
โจนาธานรู้สึกว่าตนเองล้มเหลว เขาลงแรงไป 8 ปีกับบทละครที่ชาวโลกจะไม่มีวันได้ชม เขาคิดว่าจะล้มเลิกความฝันและผันตัวไปทำงานบริษัทอย่างไมเคิล เพราะอย่างน้อยก็มีความสำเร็จอะไรที่จับต้องได้เป็นชิ้นเป็นอัน แต่ไมเคิลกลับบอกให้เขาทำตามฝันต่อไป เพราะผลงานของเขายอดเยี่ยมมากและจะปฏิวัติวงการละครเวทีมิวสิคัล โจนาธานบอกไมเคิลว่า ‘เวลา’ ของเขาใกล้หมดลงแล้ว แต่คนที่เวลาใกล้หมดจริงๆ คือไมเคิลต่างหาก เขาบอกโจนาธานว่าเขาติดเชื้อ HIV และคำพูดนี้เองทำให้โจนาธานเงียบลง
โจนาธานไม่ได้หมดเวลาจริงๆ หรอก อายุ 30 เป็นแค่เส้นตายสมมติที่สังคมกำหนดเท่านั้น แต่เพื่อนรักของเขานี่สิที่จะหมดเวลาจริงๆ
โจนาธานจึงได้ครุ่นคิดถึงเวลาที่ผ่านมา นึกถึงวันเด็กที่เขากับไมเคิลแสดงละครเวทีกันอย่างสนุกสนาน นึกถึงสมัยวัยรุ่นที่ซ้อมบท West Side Story จนมืดค่ำ เขาคิดว่า ‘ช่างเป็นการใช้เวลาที่คุ้มค่า’ ในตอนเด็ก เขาทำเพราะเขารักละครเวที แต่ตอนนี้เขากลับหลงลืมมันไปทิ้งไว้เพียงความกลัวว่าวัยผู้ใหญ่จะเริ่มต้นอย่างสูญเปล่า คำพูดของเพื่อนรักช่วยเตือนสติเขาอีกครั้ง
“I thought, hey, what a way to spend a day Hey, what a way to spend a day
I make a vow right here and now I’m gonna spend my time this way”
เพลง Why
สุดท้ายก็เกิดเรื่องน่าเศร้าขึ้น ในปี 1996 โจนาธานเสียชีวิตด้วยหลอดเลือดแดงใหญ่ฉีกขาด เพียงหนึ่งวันก่อนที่ผลงานเรื่อง Rent จะได้จัดแสดง Rent ซึ่งจะกลายเป็นผลงานที่ปฏิวัติวงการละครมิวสิคัลและจัดแสดงอยู่ในบรอดเวย์นานถึง 12 ปี น่าเศร้าที่เขาไม่ได้เห็นความสำเร็จของตัวเองเบ่งบาน ในขณะนั้นเขามีอายุเพียง 35 ปี มากไปกว่านั้นคือเขาเสียชีวิตก่อนไมเคิลเสียอีก
‘ความรัก หรือ ความกลัว’ คือสิ่งที่โจนาธานถูกถามอยู่ตลอดทั้งเรื่อง เขาทำสิ่งนี้เพราะรักและมีแพชชั่นในสิ่งที่ทำจริงๆ หรือทำเพราะกลัวว่าจะไม่ประสบความสำเร็จกันแน่ และคำถามเดียวกันนี้เองที่ผู้ชมไม่เคยได้รับคำตอบจากโจนาธาน ราวกับว่ามันกำลังถามผู้ชมด้วยเช่นกันว่า…สิ่งที่คุณทำอยู่ในตอนนี้ คุณทำเพราะรัก หรือเพราะกลัวกันแน่
ผู้เขียนซึ่งตัดสินใจเข้ามาเรียนในสายวารสารศาสตร์ด้วยความฝันที่ว่าอยากเป็นนักเขียนสารคดี ด้วยแรงบันดาลใจจากนิตยสาร National Geographic ที่ปลูกฝังความสนใจในเรื่องสัตว์ป่าและธรรมชาติ การหาเลี้ยงชีพด้วยการเขียนจึงเป็นความฝันที่อยากทำให้ได้ เป็นเส้นทางที่เลือกมาแล้วแม้ไม่ใช่เส้นทางที่ร่ำรวยก็ตาม แต่เมื่อได้เข้ามาเรียนจวนจะจบแล้วนั้น หลายครั้งก็มีความคิดว่าน่าจะไปเรียนสาขาอื่นดีไหมนะ เพราะเกิดความท้อแท้จากหลายปัจจัย กลัวว่าจะไม่เก่งพอ ตลาดงานกำลังปั่นป่วน หรือสังคมให้ค่ากับสิ่งที่อยากทำน้อยลงเรื่อยๆ
จนได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ทำให้เริ่มคิดว่า ‘นี่เราเขียนงานเพราะเรารักมันจริงๆ หรือ เพราะกลัวว่าจะไม่มีผลงานไปยื่นสมัครงานกันแน่นะ’ ยังไม่มีคำตอบของคำถามนี้ ตอนนี้ผู้เขียนกำลังตกอยู่ในสภาวะสับสนเหมือนโจนาธานที่สงสัยในทางเลือกของตัวเอง และบางทีคำตอบของคำถามอาจจะยังไม่ปรากฏ จนกว่าจะไปถึงปลายทางก็ได้
สุดท้าย ภาพยนตร์จบลงด้วยเพลง ‘Louder Than Words’ ที่ชวนให้ผู้ชมทบทวนคำถาม ‘ความรักหรือความกลัว’
คุณไม่ต้องตอบให้ฟังหรอก แค่ทำให้เห็นก็พอ
“Cages or wings? Which do you prefer? Ask the birds Fear or love, baby?
Don’t say the answer Actions speak louder than words”
เพลง Louder Than Words
Writer & Graphic Designer

นักศึกษาสาขาวารสารศาสตร์ผู้เหนื่อยหน่าย
กับโลก ชอบเขียนวิจารณ์สื่อไปเรื่อยเปื่อย
หลงไหลในเสียงดนตรีแจ๊ซ
ชอบดู Ben 10 และรักเกม Disco Elysium
