ความฝัน
ตั้งแต่เด็ก โลกของภาพยนตร์เป็นเหมือนแสงสว่างในชีวิตของฉันมาตลอด แสง สี เสียง ที่ถูกถ่ายทอดออกมาบนจอขนาดใหญ่ในห้องมืดทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างดูเป็นไปได้ เรื่องราวที่ถูกร้อยเรียงมาและถ่ายทอดผ่านมุมกล้อง บทภาพยนตร์ การแสดง และการกำกับ ล้วนแต่ดึงดูดฉันให้จมลงไปกับเรื่องแต่งที่สวยงามเหล่านั้น
ทำให้ฉันรู้สึกราวกับว่าเป็นส่วนหนึ่งของเรื่อง และทำให้ฉันอยากเป็นส่วนหนึ่งในโลกแห่งจินตนาการไม่รู้จบ
เวลาผ่านไป ฉันเลือกเดินทางตามแสงสว่างนั้น จมอยู่กับเรื่องราวแห่งจินตนาการ เขียนนิยาย เขียนบทละครโรงเรียน ทดลองเป็นผู้กำกับในวิชาเรียน ไปจนถึงการตัดสินใจเข้าเรียนในสาขาภาพยนตร์
ฉันตื่นตากับรายวิชาที่จะได้เรียน ตื่นใจกับผลงานที่จะได้ทำ ตื่นเต้นกับประสบการณ์ที่จะได้รับ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเหมือนว่าความฝันของสำเร็จไปแล้วขั้นหนึ่ง และฉันก็พร้อมจะสู้ในอีกหลายขั้นที่กำลังจะมาถึง เพื่อที่สักวันชื่อของฉันจะไปปรากฏอยู่บนจอสีดำหลังภาพยนตร์จบนั่น
เมื่อถึงตอนเรียน ฉันได้ทำอย่างที่ใจฝัน ก้าวเท้าเข้ามาอยู่ในโลกภาพยนตร์อย่างเต็มตัว กดดันแค่ไหนก็ยังคงก้มหน้าทำงานต่อ ในใจคิดแค่ว่าขอให้ได้เป็นส่วนหนึ่งในสิ่งที่รัก แม้จะต้องเครียดเท่าไหร่ก็ยอม เพราะฉันไล่ตามแสงสว่างนั้นจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของมันแล้ว และจะไม่มีทางยอมออกจากโลกแห่งฝันนี้ไปเด็ดขาด
แต่ฉันกลับอยู่ที่นั่นได้ไม่นานเท่าระยะเวลาที่พร่ำเพ้อถึงมัน………
หนึ่งอาทิตย์ก่อนเปิดเทอมขึ้นปีสาม ฉันเริ่มมีความคิดประหลาดๆ เข้ามา
‘ไม่อยากเปิดเทอม’ คือเสียงที่ดังก้องอยู่ในหัวไม่รู้จบ ฉันไม่เข้าใจตัวเองว่าเป็นอะไร ขี้เกียจ? หมดไฟ? แต่คิดว่ายังไงก็คงหายได้เอง
หนึ่งอาทิตย์หลังเปิดเทอมขึ้นปีสาม ทุกอย่างที่คาดการณ์ไว้กลับผิดคาดทั้งหมด
ฉันใช้เวลาทั้งหมดไปกับการอยู่ในห้องพัก นั่งร้องไห้ทุกวัน ไม่ไปเรียน ไม่กินข้าว ไม่แม้แต่จะดูแลชีวิตตัวเองให้ดี จนถึงจุดที่ต้องได้เข้ารับการให้คำปรึกษา ก่อนได้ข้อสรุปว่า ฉันไม่เหมาะกับการเรียนสายนี้ เพราะสังคม เพราะรูปแบบการทำงาน เพราะความกดดันที่ฉันไม่รู้ตัวมีมากเกินไป ล้วนแต่จะส่งผลร้ายมากยิ่งขึ้นในอนาคต
ผู้ให้คำปรึกษาบอกฉันว่า ทางเลือกของฉันมีแค่สองทาง คือเดินต่อไปในเส้นทางนี้ ซึ่งอาจจะแย่ลงกว่าเดิม หรือย้ายออกไปเจอสิ่งใหม่ที่ดีกว่า
เมื่อได้กลับมาอยู่กับความคิดตัวเองอีกครั้ง ฉันได้แต่นั่งร้องไห้อย่างเงียบๆ และคิดวนไปวนมา ทำไมความฝันกลับกลายเป็นทางตัน ฉันไม่อยากเกลียดสิ่งที่รัก ในขณะเดียวกันก็ไม่อยากเป็นทุกข์อีกแล้ว
ราวกับโลกสลาย แต่ฉันตัดสินใจแล้วว่า ฉันยอมเดินออกจากแสงสว่างดีกว่าจมอยู่จนมันกลายเป็นความมืด
ฉันไม่อยากทนเรียนต่อไปจนกลายเป็นคนเกลียดภาพยนตร์
พักการศึกษา 1 เทอม คือระยะเวลาที่ฉันต้องการเพื่อฟื้นฟูตัวเองขึ้นมาใหม่ สำรวจเส้นทางอื่นๆ ที่พอเป็นไปได้ แต่ไม่ว่าจะคิดไปทางไหน มันก็ดูตันเสียไปทั้งหมด เพราะในชีวิตที่ผ่านมาไม่เคยรักสิ่งไหนเท่าภาพยนตร์มาก่อน พอมันหายไป ความรู้สึกอับจนหนทางก็เข้ามากลืนกิน
ไม่มีความฝัน ไร้ความหวัง กลายเป็นคนไร้จุดหมายอย่างเต็มรูปแบบ
เป้าหมายใหม่ของฉันคือเรียนอะไรก็ได้ที่จะทำให้เรียนจบ สาขาวารสารศาสตร์กลายเป็นคำตอบสำหรับฉัน เนื่องจากเดิมทีมีพื้นฐานการเขียนอยู่แล้ว ตอนเรียนวิชาพื้นฐานก็ดูมีเนื้อหาที่น่าสนใจ อีกทั้งยังมีเพื่อนที่รู้จักเรียนอยู่ เส้นทางนี้จึงดูไม่น่าหนักหนามากนัก
ฉันเข้าเรียนในสาขานี้ด้วยความคาดหวังที่ไม่สูงมากนัก ลงเรียนวิชาที่จัดตารางเรียนได้ง่าย เตรียมใจแค่ว่าทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดก็คงเพียงพอ ถ้ามีอะไรที่กดดันเข้ามาก็มองข้ามไป ทว่าอุปสรรคที่เข้ากลับกลายเป็นเหมือนชาเลนจ์ที่ฉันอยากข้ามไปให้ได้ทั้งหมด
ความหวัง
ตั้งแต่ย้ายสาขามา ทุกชิ้นงานที่ได้ทำล้วนแต่ทำให้ฉันอยากพัฒนาตัวเองให้ดีมากยิ่งขึ้น ในช่วงแรกความกดดันที่เคยมีเมื่อตอนเรียนภาพยนตร์กลับมาอีกครั้ง แต่ในครั้งนี้ฉันอยู่กับมันได้โดยไม่ฝืนใจ เพราะได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรู้สึกสนุก และอาจกลายเป็นสิ่งที่รักได้ในอนาคต
เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่เดือน สาขาที่ย้ายมาเพียงเพราะจะต้องเรียนให้จบกลับกลายเป็นความฝันครั้งใหม่ ฉันไม่รู้สึกหลงทางมากเท่าเดิมอีกต่อไป งานเขียนกลายเป็นความหวังที่ทำให้อยากใช้ชีวิต ค้นหาประสบการณ์ พูดคุยกับผู้คน เพื่อสร้างสรรค์เรื่องราวที่มีคุณค่า และถ่ายทอดสิ่งเหล่านั้นออกไปผ่านตัวอักษร
เมื่อมองย้อนกลับไป แป้นพิมพ์เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของฉันมาตลอด ตั้งแต่การเขียนนิยาย การเขียนบทละคร หรือแม้กระทั่งการเขียนบันทึกที่ชอบทำในสมัยยังเป็นเด็ก มันเปรียบเสมือนโคมไฟดวงเล็กที่ตั้งอยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือ แต่ฉันกลับมองข้ามไปเพราะมีไฟจากหน้าจอมาบดบัง
ฉันหันมามองแสงสว่างจากโคมไฟนี้ ความหวังดวงเล็กที่ทำให้คิดได้ว่าการไล่ตามสิ่งใหญ่ทำให้มองข้ามอะไรที่อยู่ข้างตัว และบางทีการคิดว่าชีวิตตัวเองหมดหนทางเมื่อเจอกับสิ่งที่ไม่คาดฝันอาจเป็นความคิดที่มองโลกด้านเดียวมากเกินไปหน่อย
หากย้อนเวลากลับไปได้ ฉันก็คงเลือกทำตามความฝันในโลกภาพยนตร์เหมือนเดิม ทุ่มเททั้งแรงกายและแรงใจเหมือนอย่างในอดีต แต่สิ่งที่เพิ่มมาคือการคอยบอกตัวเองว่าคนเราล้มได้ เส้นทางชีวิตไม่ได้มีทางเดียวเสมอไป และ
การฝันแล้วทำไม่ได้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ทว่าการไร้ความหวังต่างหาก………
Writer & Graphic Designer

A movie watcher, feeling collector,
and memory hoarder.
