หลายคนมักกลัวว่าเมื่อก้าวขาพ้นวัยเรียนมหาวิทยาลัยไปแล้ว ความหวังและความฝันจะดับสิ้นไปต่อหน้าต่อตา เหมือนชีวิตเดินตกเหว ตะกายกลับขึ้นมาไม่ได้โดยสิ้นเชิง หรือถ้ากระโดดข้ามรอยแยกไปได้แล้ว ก็จะตายลงทันทีเมื่ออายุย่างเข้า 30 ถ้วน
มันก็เป็นไปได้ แต่อย่าไปคิด
มนุษย์เราจะพัฒนาสมองส่วนหน้าที่คิดเป็นเหตุเป็นผลได้เต็มที่ก็ปาไปอายุ 25 ปี ไม่แปลกที่เราจะดำรงอยู่หรือตัดสินใจด้วยอารมณ์ความรู้สึกในหลายๆ สถานการณ์
ความกลัวเป็นหนึ่งในความรู้สึก ดังนั้น ความกลัวเองจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ประกอบให้เรายังเป็นเราอยู่ในปัจจุบัน และความกลัวทำให้เราตัดสินใจแบบหนึ่งแทนที่จะเป็นอีกแบบ
ความกลัวจากสิ่งที่สังคมคอยตอกย้ำว่าโลกของผู้ใหญ่มันโหดร้าย ปราศจากโอกาสให้ลองผิดพลาด ความกลัวจะเสียใจถ้าเลือกทางผิด ความกลัวจะเสียโอกาส ความกลัวจะไม่มีความสุขสนุกสบายจึงกังวลไปล่วงหน้าและคิดหาทางหนี ความกลัวว่าจะไม่มีใครยอมรับความเป็นเราหรือสิ่งที่เราทำ
มันก็เป็นไปได้ แต่อย่าไปกลัว
ความจริงคือ หลังจากเรียนจบในวัย 22 ปี แล้ว ฉันตกเหว ที่หมายถึงการไม่มีงานทำไปหนึ่งปีเต็มๆ และก็กลัวว่าจะจมอยู่ในเหวคนตกงานตลอดไป คิดว่าถ้าอายุ 25 แต่ยังหางานทำไมได้ ชีวิตจะเกมโอเวอร์ คิดไปต่างๆ นานาว่าทำไมไม่เลือกเรียนสายที่มันมีงานรองรับ ทำเงินได้แน่ๆ ทำไมเราไม่เทรดหุ้น ไม่ลงเงินไปกับคริปโต ขุดบิดคอยน์ เรียนการเขียนไปทำไม เรียนรู้และถ่ายทอดเรื่องราวของมนุษย์ไปทำไม รู้ไหมอีก 5 ปีข้างหน้ามันจะมีสิ่งที่เรียกว่า Generative AI มาทำเราตกงานกันหมด จะไม่มีใครสนใจอ่านเรื่องยาวๆ แล้ว เพราะคนดูแต่คลิปสั้นไม่เกินสามสิบวินาที ทำไมเราไม่คาดเดาอนาคตให้มันสอดคล้องกับสถานการณ์จริงของโลก
ทำไม ทำไม ทำไม………ถามผนังเหวไปก็มีแต่คำว่า ‘ทำไม’ สะท้อนกลับมา ไม่มีคำตอบโผล่ออกมาจากรูไหน
ถ้าการคิดถึงความหวังและความฝันหมายถึงการมองไปข้างหน้ายังแสงอาทิตย์ นอกจากสองขาเราจะวิ่งไล่ตามแสงสว่างนั้นไปแล้ว ข้างหลังเรายังมีปิศาจความกลัวให้วิ่งหนี ไม่แปลกที่เราจะกลัวในสังคมอันไม่แน่นอน ในสภาพแวดล้อมที่มีความเหลื่อมล้ำต่ำสูงให้เห็นทุกวัน มีเรื่องอยุติธรรมเกิดขึ้นรายชั่วโมง มีเรื่องให้ต้องช่วยกันเรียกร้องมากเกินไป ความไม่แน่นอนแน่นอนกว่าความแน่นอน หลักประกันมั่นคงเดียวที่มีคือ เงิน ซึ่งไม่ใช่จะหาได้ง่ายๆ ผู้คนล้วนมุ่งไปกองอยู่ในที่ที่เงินจะผุดขึ้นมา พยายามจะเป็นผู้ชนะในระบบนี้ สภาพความเป็นจริงแสนน่าหดหู่คือสารตั้งต้นของความกลัว ความกลัวจึงคล้ายไฟที่ค่อยๆ ลามเลียแผดเผาความหวังแต่วัยเยาว์จนมอดไป หลายคนมอดดับไปจริงๆ ทั้งยังฝังกลบเถ้านั้น ตะกายจากไปในเส้นทางอื่น ปลายทางคือสถานที่ที่เงินกองอยู่
หากบอกใครว่าไปที่ไหนเพราะเงิน ผู้ฟังจะไม่มีคำว่า “ทำไม” ราวกับมันเป็นคำตอบอันถูกต้องสมบูรณ์ แต่ถ้าตอบเป็นอย่างอื่น กลับมีคำถามมากมายตามมาไม่รู้จบ
สิ่งที่ฉันสงสัยคือ แล้ว ‘ทำไม’ การหาคำตอบให้ชีวิตถึงกลายเป็นคำถาม Yes/No ถ้าไม่เอก็ต้องบี ถ้าไม่หมาก็ต้องแมว ถ้าทำตามความฝันก็ต้องไม่มีเงิน ถ้าจะมีเงินต้องละทิ้งความฝัน ถ้าไม่สำเร็จแปลว่าล้มเหลว ถ้าทำงานประจำแสนน่าเบื่อขัดใจแปลว่าจะไม่ได้ทำสิ่งที่รัก งานอดิเรกที่ชอบ
คำตอบของคำถามว่า ‘ทำไม’ ที่ฉันถามผนังเหว มันไม่ได้คายคำตอบเอหรือบีออกมาเลย กระทั่งช่วงหนึ่งของปี 2025 ฉันเกิดอาการคิดลบกับทุกเรื่องอย่างห้ามไม่อยู่และไม่ทราบสาเหตุ เครียดทุกเรื่องเท่าที่จะนึกออก ทั้งเรื่องอนาคต งาน สุขภาพ ความหมายของชีวิต จินตนาการไปถึงอนาคตอันไกลว่าจะมีชีวิตที่แหลกเหลว ทุกอย่างจะดิ่งลงเหว เข้าขั้นวิตกจริต บวกกับเอาเรื่องของสังคม เศรษฐกิจ การเมืองมาร่วมเครียดกับปัญหาส่วนตัวด้วย เพราะปัญหาเชิงสังคมโครงสร้างอย่างไรก็กระทบกับเราโดยตรง ทุกคืนมีแต่จินตนาการว่าวาระสุดท้ายของชีวิตฉันจะตายแบบไหน
ความ ‘เอหรือบี หมาหรือแมว เป็นหรือตาย’ ทำให้ฉันเครียดไปเรื่อยๆ โดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุด กระทั่งส่งผลกับร่างกาย การนอน และการปวดไมเกรนหนักข้อขึ้น ทว่าพอฉันหาทางออกจากการคิดวนไปวนมาได้ว่า ถ้าฉันจะเอาทั้งเอและบีล่ะ กลายเป็นสูตรความคิดที่ว่า ถ้าฉันมีคำถามเกี่ยวกับชีวิตขึ้นมา คำตอบอาจไม่ใช่เอหรือบี 100% แต่อาจเป็นทั้งสองคำตอบแบบ 60:40 หรือ 70:30 เพราะสุดท้าย มันก็เป็นเราเองที่จะหาทางประนีประนอมให้ความชอบแสนฟุ้งเฟ้ออยู่ร่วมกับความจริงอันน่าเศร้าให้ได้
.
ความหวังอยู่ร่วมกับความกลัวได้
หลังจากนั้น ฉันก็เริ่มต้นก้าวแรกที่ค่อยๆ ไต่กลับขึ้นมาจากก้นเหว
ฉันยอมรับว่า ความหวัง ความฝัน และความกลัว มันอยู่คนละด้านของเหรียญเดียวกัน ถ้ามีหวัง มีฝัน คงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องกลัวอยู่บ้าง เพราะเราคาดหวังในสิ่งที่ใหญ่ขึ้น ต้องทำในสิ่งที่ไม่เคยทำอีกหลายอย่าง จะกลัวไปก่อนจึงไม่แปลก
ความเด็ดเดี่ยวของคนเราไม่ใช่แค่การกำจัดความกลัวไปให้เหี้ยน แต่คือการยอมรับว่าเรากลัว ลากมันออกมาขึงพืดในแสงสว่างแห่งความหวัง พูดออกเสียงว่าฉันกลัวอะไร เพื่อที่จะไม่ให้มันซ่อนตัวอยู่ในเงามืดอีก แล้วหาทางจัดการมันแบบที่ใจรับได้
ฉันถึงคิดว่าที่หลายคนตัดสินใจวิ่งไล่กวดความฝัน ก็เพราะเขาวิ่งไปพร้อมๆ กับความกลัว แล้วความกลัวของเขาจะค่อยๆ เล็กลงตามระยะทางที่วิ่งไปข้างหน้า คนเราอาจไม่ได้หมดหวังเพราะความกลัว แต่เราหมดหวัง เพราะแค่เราหมดหวังนั่นแหละ เพราะฉะนั้น ฉันเชื่อว่าถ้าเรายังมีหวัง ความกลัวก็มีผลน้อยมาก
งานเขียนชิ้นนี้ไม่ได้บอกให้คุณมองโลกในแง่บวกแบบไม่สนใจสิ่งรอบข้าง ไม่ได้บอกให้โลกสวยจนมืดบอด แต่เขียนเพราะอยากหลีกหนีความจริงชุดหนึ่ง มาสู่ความจริงอีกชุดหนึ่ง ว่าต่อให้เรามีความกลัว ความไม่มั่นคงทางร่างกายหรือจิตใจ แต่เรายังมีหวังและเก็บความฝันไปพร้อมกันได้
ไม่ใช่ว่าฉันจะคิดเรื่องนี้ออกด้วยตัวคนเดียว แต่มันผ่านประสบการณ์ การพบเจอผู้คน ได้เรียนรู้ความคิดใหม่ๆ ของคนอื่น คนสำคัญที่ฉันออกจากอาการวิตกจริตได้เป็นเจ้าของร้านน้ำชาร้านหนึ่งย่านบางลำพู ‘โรงน้ำชามิตรามิตร’ เจ้าของร้านเป็นอาจารย์พิเศษในมหาวิทยาลัย เป็นวิทยากรด้านทรัพยากรมนุษย์ เป็นครูสอนการแสดงด้วยหุ่นเชิด เป็นชายที่สนทนาเก่งที่สุดเป็นลำดับต้นๆ ในชีวิตฉัน เขาเป็นตัวอย่างที่ทำให้เรียนรู้ว่า คำตอบของชีวิตไม่ใช่ Yes/No ความฝันของเขาคือการสร้างละครหุ่นด้วยวิธีการนำเสนอใหม่ๆ ทั้งวัสดุทำหุ่น การออกแบบเวที การร้องหรือพูดของตัวละคร ทุกครั้งที่เล่าถึงเรื่องนี้ ประกายไฟมักจะโชติช่วงในแววตาอยู่เสมอ แต่น่าเสียดายที่ละครหุ่นในไทยไม่ได้เป็นที่นิยมนัก พูดถึงละครหุ่น คนมักจะนึกถึงหุ่นกระบอกหรือหนังตะลุงมากกว่า แต่อาจารย์ท่านนี้อยากทำในสิ่งที่ผู้คนไม่คุ้นเคย เปิดโลกทัศน์ให้ผู้ชมได้เห็นความเป็นไปได้อื่นๆ แล้วหวังว่าจะมีคนรักในสิ่งที่เขาทำ
ความฝันและความหวังของอาจารย์ผู้มีผมสีขาวอยู่เต็มศีรษะดูชัดเจนเร่าร้อนไม่ต่างจากคนวัยหนุ่มสาว กระนั้น เขาก็ยังดิ้นรนไปบนความเป็นจริง เปิดธุรกิจร้านน้ำชากำไรน้อยที่แทบจะเรียกว่าเข้าเนื้อ แต่ก็ยังดันทุรังจัดเป็นที่พบปะของวงสังคม ทำให้ได้วัตถุดิบสดใหม่สำหรับการแสดง เอารายได้อันจ้อยร่อยสานฝันตัวเองให้ได้จัดละครเวทีโรงเล็กที่มีเด็กๆ แสดงนำ และส่งตัวเองไปศึกษาดูงานละครหุ่นในต่างประเทศ ร้านน้ำชาแห่งนี้อาจไม่ใกล้เคียงกับคำว่าประสบความสำเร็จในนิยามโลกธุรกิจ แต่ความกล้าที่จะลุยต่อไปข้างหน้า กับคุณค่าจากการให้กำลังใจใครก็ตามที่ก้าวเข้าไปใต้ชายคาอันอบอุ่น ซึ่งถือเป็นความสำเร็จที่ใครหรือธุรกิจไหนก็เลียนแบบไม่ได้ พาให้อาจารย์ไปไกลจนความกลัวตามไม่ติด
นี่อาจเป็นตัวอย่างที่ตัวเลือกเอกับบีอยู่ด้วยกันได้ ฉันเองในฐานะมนุษย์เงินเดือนเต็มเวลาและนักเขียนนอกเวลาจึงไม่กลัวที่จะไม่ประสบความสำเร็จ แต่กลัวจะไม่ได้ทำมันมากกว่า ฉันไม่ได้อยากไต่เต้าไปถึงระดับผู้บริหาร หรือเป็นนักเขียนเบอร์หนึ่งของโลก ฉันแค่อยากทำทุกอย่างด้วยความหวังว่าตัวเองจะยังทำได้ และทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆ เท่านั้นเอง
สิ่งสำคัญที่เริ่มทำให้ฉันกลับเข้าที่เข้าทางหลังหลงไปพักใหญ่ คือ
หนึ่ง การรู้ว่าไม่มีประโยชน์ที่จะถามว่า ‘ทำไม’ อีกต่อไป ฉันเลิกเอาอดีตกับอนาคตมาเป็นคำถามเอหรือบี เพราะระลึกได้ว่าฉันไม่เคยเสียดายอดีตเลยและมีความสุขกับทุกเส้นทางที่เดินผ่านมา ตอนนี้ฉันแค่ ‘กลัวอนาคต’ เท่านั้น และมันไม่ถือว่าเป็นเรื่องดีหรือ ถ้าเรามองย้อนกลับไปในอดีตแล้วเห็นภาพตัวเองกำลังยิ้มอยู่เสมอ ดังนั้น ไม่มีประโยชน์ที่จะต่อว่าตัวเราในกาลผ่านมา มีแต่เราในปัจจุบันเท่านั้นที่จะทำให้อะไรๆ ไม่น่าเสียดายในอนาคต ‘ความไม่เสียดาย’ นี้เองจะเป็นน้ำเย็นที่ช่วยดับความกลัวนี้ลงได้ ฉันเลิกเสียดายว่าทำไมถึงไม่ไปเรียนบัญชี การเงิน หรือรีบๆ อ่านวิธีเทรดหุ้นตั้งแต่ ม.ต้น ก็ฉันอยากเอาเวลามาเขียนงานนี่นา ฉันรักการเขียนนี่
สอง คือการเอาใจใส่ปัจจุบันมากขึ้น จำกัดให้ตัวเองวางกรอบการใช้ชีวิต ‘ทีละสัปดาห์’ สับความสำเร็จที่อยู่อีกยาวไกล ให้เป็นปัจจุบันท่อนสั้นมู่ทู่ ความเวิ้งว้างน่ากลัวกลับค่อยๆ เป็นรูปเป็นร่างที่คุ้นเคย ฉันกำหนดความสำเร็จให้ขนาดเล็กลงให้สำเร็จไปทีละเจ็ดวัน พอได้ติ๊กถูกในสมุดแพลนเนอร์แล้วมันทำให้ฉันรู้สึกว่าตัวเองยังควบคุมอะไรๆ ได้อยู่ ซึ่งความรู้สึกที่ว่าเรา ‘ควบคุมได้’ มันทำให้ความกลัวลดลงมากทีเดียว
สาม คือใช้คำว่า ‘ในตอนนี้’ บอกกับตัวเองให้บ่อยขึ้นว่า…ในตอนนี้ฉันกลัว ในตอนนี้ฉันเบื่อ ในตอนนี้ฉันสนุก ให้เรารับรู้ว่าอารมณ์ของคนเราที่เปลี่ยนไปแบบปรู๊ดปร๊าดฟาสต์แปดมันอยู่กับเราไม่นาน ตอนนี้กลัว ตอนหน้าอาจจะไม่ ถ้าวนกลับมากลัวใหม่ ก็ใช้วิธีเขียนมันลงไปในสมุดอย่างที่บอก เพราะการรู้ตัวว่าเรากำลังกลัวอะไร มันสำคัญพอๆ กับการรู้ว่าตัวเองมีฝันอะไรด้วยซ้ำ
แม้สุดท้ายคุณอาจจะบอกว่า เงินคือตัวกำหนดทิศทางทางที่เราจะเดินไปไม่ใช่เหรอ
มันก็ใช่ แต่อย่าไปปักใจขนาดนั้น
คุณจะเดินไปตามเส้นทางที่เงินเป็นจุดหมายพร้อมๆ ไปกับการมีความหวังและความฝันก็ได้ เพราะชีวิตไม่ใช่เอหรือบี หมาหรือแมว ถ้าหาทางให้มันอยู่ร่วมกันได้แบบไม่เบียดบังกันเกินไปนัก จุดหมายที่แท้จริงของคุณอาจไม่ใช่เงินอย่างเดียวอีกแล้ว แต่เป็นความสมดุลระหว่างการเอาตัวรอด (ใช้เงิน) กับการเอาใจรอด (ใช้ความรู้สึก) ค่อยๆ สร้างโมเมนตัมขึ้นมา แกว่งไกวไปกับสายลมเบาๆ เพื่อไม่ให้ล้มตกจากสะพานเชือกเปราะบาง
ฉันเชื่อว่าทุกคนมีปลายทางนั้นอยู่ เพียงแต่มันต้องใช้เวลาคิดตกตะกอน ซึ่งกว่าฉันจะทำใจให้เชื่อแบบนี้ได้จริงๆ ก็ใช้เวลานานพอสมควร (และความเครียดเศร้าหมองที่เคยหายไปก็จะวนเวียนกลับมาเป็นระยะๆ แต่ในตอนนี้ ฉันยังโอเคอยู่) ถ้าคุณผ่านห้วงเวลาน่าสับสนพวกนั้นมาแล้ว คุณจะเป็นคนที่ดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยใจที่ยังมีความหวัง
ถ้างั้นความหวังกับความฝันอาจจะเป็นสิ่งเดียวกับ ‘ความเห็นแก่ตัว’ ที่ก่ำกึ่งระหว่างความหมายทางบวกกับทางลบน่ะสิ ฉันจะกลายเป็นคนเห็นแก่เงินไหม ฯลฯ เอาล่ะ ย้ำกันอีกสักรอบว่า มันไม่ใช่ Yes หรือ No เอหรือบี คุณหวังว่าตัวคุณในฐานะปัจเจกบุคคลจะมีชีวิตที่ดีขึ้น และคุณหวังว่าสังคมที่เราอยู่มันจะดีขึ้นด้วยก็ได้ แม้มันอาจจะยากเกินไปหน่อยถ้ามองสถานการณ์จริงรอบตัวในปัจจุบัน ความหวังอาจหายากพอๆ กับเงิน ความหวังของคุณอาจจะเป็นแค่ช่องน้อยแต่พอตัว แต่ในส่วนลึกของความเป็นมนุษย์แล้ว เรายังพยายามมองหาแสงสว่างในความมืดมิดทั้งๆ ที่ต้นกำเนิดแสงมันเล็กจ้อยมากไม่ใช่เหรอ
เรายังพยายามมองหาความหวังทั้งตอนอารมณ์ดีและอารมณ์ขุ่นมัว ทั้งโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัว เราตั้งความหวังไปขณะที่ตั้งคำถามได้ว่า…ถ้างั้น (how about) ด้วยความยินดี หรือ ถ้าเกิด (what if) ด้วยความเสียดาย ฉะนั้น บางทีการมีหวังหรือทำตามฝันมันอาจจะไม่ได้ออกแรงอะไรเลย มันตั้งอยู่ในใจของเราอยู่แล้ว อยู่ตรงนั้นมาเสมอ
คนวัยเราสิ้นหวังหดหู่กันมาก มันก็น่าหดหู่จริงๆ นั่นแหละ
แต่อย่าไปจมจ่อมกับมันนานไปนัก
ทั้งหมาทั้งแมวก็ได้นะ น่ารักออก
Writer

นักเดินทางฝันเฟื่องที่ชอบเดินไปเรื่อยๆ
จนกว่าจะคิดงานเขียนออก
Graphic Designer
