ท่ามกลางสังคมที่หมุนเร็วจนแทบไม่มีเวลาหยุดหายใจ ‘ความสัมพันธ์’ และ ‘ความเข้าใจตัวเอง’ กลายเป็นสิ่งที่ต้องตามหา 

          ปีเก่ากำลังจะผ่านไป ชีวิตที่ผ่านมาวิ่งวนวุ่นวายจนจะขาดใจ นาทีนี้จึงอาจเป็นเวลาชวนกลับมาฟังสัญญาณส่วนตัวที่เหมือนจะเงียบไปนาน ซึ่งถ้าได้เงี่ยหูฟัง อาจได้ยินเสียงแผ่วๆ ของความต้องการที่ทำให้ระลึกได้ว่า…เรายังเป็นมนุษย์ ยังรู้สึก และยังจำเป็นต้องเชื่อมโยงกับทั้งตัวเองและผู้อื่นในโลก 

          หนึ่งในคำถามสำคัญในยุคเทคโนโลยีล้ำสมัยอย่างทุกวันนี้จึงไม่ใช่แค่คำถามที่ว่า เราฟังกันหรือไม่ แต่เป็น เรามีความสามารถในการได้ยินท่ามกลางเสียงดังสนั่นรอบตัวเราหรือเปล่า

          เราได้ฟัง ได้ยินอยู่แทบจะตลอดเวลาในชีวิตประจำวัน แต่การฟังในที่นี้ไม่ได้มีความหมายเพียงแค่นั้น เพราะหากเราเห็นคุณค่าบางอย่างที่อยู่ในการฟัง เราจะ ‘ฟังเป็น’ และนำมาสู่การสื่อสารที่เข้าใจ เห็นใจ กันได้จริงๆ โดยไม่ต้องเรียกร้องความเข้าใจจากภายนอก ตัวเราจะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างพื้นที่ใหม่ในการสื่อสาร

          แนวทางที่ทำให้การฟังของเราเป็นการฟังอย่างลึกซึ้งโดยแท้จริง เรียกว่า เทคนิคการฟังอย่างลึกซึ้ง หรือ Deep Listening ซึ่งเป็นการฟังเพื่อให้ได้ยินความรู้สึกและความต้องการที่ซ่อนอยู่ภายใน เป็นการฟังที่ทำให้เข้าใจกันมากขึ้น ทั้งกับตัวเองและผู้อื่น…ในเวลาที่เราได้ยินแต่เสียงคนพูด พูดและพูด แต่กลับไม่มีพื้นที่ให้ได้ฟังกันอย่างที่ควรจะเป็น
.
          ธนาคารจิตอาสาแนะนำ 3 เทคนิคที่ช่วยให้เราฟังกันได้อย่างลึกซึ้งมากขึ้น ดังนี้

เทคนิคที่ 1 ฟังด้วยความผ่อนคลาย 
          พอเราเริ่มฟังใครพูดอะไร แม้แต่การฟังตัวเอง ลองหายใจเข้าออก ตั้งสติให้ดี ปล่อยให้เราได้ฟังโดยไม่ต้องขัด ไม่แทรก ปล่อยตัวเองให้ไหลไปกับการฟังนั้น ในขณะที่ลองสำรวจความรู้สึกตัวเองด้วยว่าเรารู้สึกอะไรระหว่างการฟัง ได้ยินอะไร ชอบอะไร-ไม่ชอบอะไรตรงหน้า หายใจเข้าออกลึกๆ รับรู้ รู้สึกตัว หากเป็นการพูดและฟังภายในตัวเอง ก็สามารถทอดเวลาให้เสียงในหัวเราทำหน้าที่จนถึงปลายทางได้โดยไม่ต้องพยายามหยุด ขัด หรือตัดสินสิ่งที่คิดและรู้สึก

เทคนิคที่ 2 ไม่ตัดสิน 
          ระหว่างการฟังเรื่องราวหรือความคิด พยายามไม่โต้ตอบหรือมีส่วนร่วมกับเนื้อหาข้างหน้า ไม่พยายามหาทางออก หาข้อสรุปให้กับเรื่องราวนั้น แรกๆ อาจฝืนธรรมชาติเพราะสมองมนุษย์ทำงานด้วยการประเมินและประมวลผลสิ่งที่ได้ยินตลอดเวลา แต่ทุกครั้งที่เราปล่อยให้สมองคิดและประมวลผล เราจะข้ามสาระสำคัญบางอย่างที่เป็นความรู้สึกอีกหนึ่งเลเวลที่อยู่ลึกเข้าไปข้างใน ซึ่งอาจไม่ได้ถูกสื่อสารออกมาจากคำพูด หรือสีหน้าท่าทางโดยตรง สมมุติว่าเสียงข้างในบอกว่าเรากำลังโกรธเพื่อนในกลุ่มหลายคนที่พูดจาไม่ดีกับเรา แต่ภายใต้ความโกรธเกรี้ยว อารมณ์รุนแรง หรือการใช้ภาษาที่เกรี้ยวกราด ลึกลงไปอาจเป็นความรู้สึกน้อยใจ โดดเดี่ยว และว้าเหว่อย่างท่วมท้นก็เป็นได้

เทคนิคที่ 3 ไม่ตีความ 
          มีคำพูดบอกว่า ‘มนุษย์เป็นเครื่องจักรแห่งการตีความ’ ทุกครั้งที่มีสิ่งเร้ากระทบประสาทสัมผัส ไม่ว่าจะเป็นเสียงหรือคำพูด มนุษย์จะตีความโดยอัตโนมัติว่า ความคิดนั้น ความเห็นนั้น ดี-ไม่ดี ผิด-ถูก หากสิ่งที่ได้ยินขัดกับสิ่งที่เชื่ออยู่มากๆ อาจกลายเป็นภาวะหูดับ เกิดความรู้สึกเป็นคนอื่น แทนที่จะรับฟังอย่างลึกซึ้งอาจกลายเป็นการถกเถียง พูดป้องกันความเชื่อของตัวเอง นำไปสู่การทะเลาะและไม่เข้าใจกัน จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเข้าใจว่าเราแต่ละคนต่างเป็นส่วนประกอบเศษเสี้ยวของความจริงที่อาจมีได้หลายชุด อย่าให้ต้องทะเลาะกับใครเพียงเพราะเราคิดเห็นต่างกัน

          การฟังเป็นทักษะที่ต้องฝึกฝนจนกว่าจะเชี่ยวชาญ การฟังคนอื่นและฟังตัวเองล้วนต้องมีการฝึกซ้ำๆ ทั้งสิ้น การฟังเปิดโอกาสให้เราได้ยินเสียงที่ซ่อนอยู่ ซึ่งนำไปสู่การมองเห็นความต้องการที่แท้จริง 

          ในโลกสังคมออนไลน์ เราอยู่กับสิ่งเร้าภายนอกแทบจะตลอดเวลา การหยุดการเคลื่อนไหว และกลับมานั่งนิ่งๆ ใช้เวลากับตัวเอง ฟังเสียงหัวใจที่กำลังเต้นอยู่ว่าข้างในอยากบอกอะไร อยากให้เป็นอย่างไรมีความสำคัญอย่างยิ่ง ในช่วงเวลาปลายปีแบบนี้เหมาะแก่การทบทวนชีวิตว่า ปีที่ผ่านมาเราผ่านอะไรมาบ้าง เรื่องยากที่เจอคืออะไร เราก้าวข้ามมาได้อย่างไร และเราอยากเห็นตัวเองเป็นอย่างไรในปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง นี่นับเป็นวิธีที่เรียบง่ายที่สุดในการดูแลความสัมพันธ์ภายในกับตัวเองที่จะส่งผลกระทบไปสู่ความสัมพันธ์ภายนอกกับสรรพสิ่งและผู้คนทั้งหลาย

          ‘เครื่องมือ’ หนึ่งที่ช่วยให้เราฟังได้ดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฟังเสียงภายใน ได้แก่ ‘การเขียน’ 

          การเขียนเปิดโอกาสให้เราได้เรียบเรียงถ้อยคำและเรื่องราว ตลอดจนเก็บรายละเอียด จากการมีเวลาหยุดและคิด การเขียนเป็นทั้งการแสดงออกและเป็นวิธีคลายความกังวล เพิ่มพลังและกำลังใจให้ได้ในหลายวาระ 

          ในวันหยุดยาวที่กำลังจะมาถึงนี้ เราสามารถเตรียมสร้างจักรวาลของความคิดและการเขียนได้ด้วยการเตรียมกระดาษสัก 1 แผ่น สีไม้ และปากกาสีสวยๆ จากนั้น ให้สมมุติว่ากระดาษนี้เป็นจักรวาลและเราเป็นดวงดาวหนึ่งดวง ลองวาดดาวที่เป็นตัวแทนของเราลงไป ใช้จินตนาการเรื่องสี รูปร่างและขนาดได้อย่างเต็มที่

          ถัดมา วาดดาวรอบตัวเรา ดาวกลุ่มนี้อาจเป็นครอบครัว เพื่อนสนิท ครู เพื่อนร่วมงาน คนที่มีความสำคัญและมีอิทธิพลต่อชีวิตของเรา ให้ระยะห่างของดาวแทนระยะความเข้มข้นของความสัมพันธ์ที่เรารู้สึกกับแต่ละคน ใช้สีและขนาดของดาวแทนตัวตนของคนที่เราคิดถึง 

          หลังวาดดาวที่เป็นตัวแทนคนสำคัญในชีวิตจนครบแล้ว ลือกดาวขึ้นมา 1 ดวง คิดถึงคนนั้น แล้วคิดว่ามีอะไรที่เราอยากบอกเขาเป็นพิเศษหรือไม่ หลังจากนั้นให้เขียนข้อความหาคนนั้น ลองหากระดาษเหมาะๆ อาจเป็นกระดาษสีหรือการ์ดใบเล็ก เขียนคำขอบคุณ คำขอโทษ หรืออะไรก็ตามที่ปกติไม่ได้มีโอกาสบอก ให้เขียนตามความรู้สึกที่มีแบบตรงไปตรงมา ไม่ต้องพยายามใช้ภาษาสวยงามตามวรรณศิลป์ แค่ต้องมีเวลาตั้งใจคิดและประมวลผลออกมา เมื่อเขียนเสร็จแล้ว ส่งกระดาษนั้นให้ผู้รับ อาจยื่นให้กับมือ ถ่ายรูปส่งในไลน์ ส่งไปรษณีย์ หรือจะรอจังหวะส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่เพื่อสร้างความทรงจำร่วมกันก็ยังได้

          ในแต่ละสัปดาห์ อาจนำแผนที่ดาว ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นแผนที่สะท้อนความสัมพันธ์ของเราออกมาดู แล้วพิจารณาว่ามีดาวดวงไหน หรือมีใครคนไหนอีกที่เราอยากสื่อสารลึกๆ ด้วยเป็นคนถัดไป หรือหากมีใครในชีวิตเข้ามา ก็วาดดาวเพิ่มลงไป เพื่อชวนให้เราได้กลับมาทบทวนความสัมพันธ์และความสำคัญของผู้คนที่ล้อมรอบอยู่ 

          กิจกรรมแผนที่ดาวในจักรวาลนี้จะเปิดพื้นที่ให้เราได้อยู่กับตัวเอง ใคร่ครวญ พิจารณาและทำความเข้าใจภายในที่สะท้อนออกมาในรูปแบบของการพัฒนาความสัมพันธ์กับผู้คนรอบข้างได้อย่างมีเป้าหมายมากขึ้น

          การเขียนควบคู่ไปกับการฟังจึงเป็นกิจกรรมคู่ที่ชวนให้เรากลับมาฟังเสียงที่มักเงียบที่สุด นั่นคือเสียงในใจตัวเอง ลองหาเวลาฟังตัวเองให้เป็นการฟังที่ธรรมชาติที่สุด ฟังเพื่อเข้าใจในตัวตนโดยไม่ต้องตัดสิน ไม่ต้องรู้สึกผิด ไม่ต้องปฏิเสธ หรือพยายามที่จะเป็นคนดี 

          การฟังตัวเองแบบ Deep Listening ไม่ได้หมายถึงการคิดวิเคราะห์ซ้ำไปซ้ำมา ไม่ใช่การตั้งคำถามว่าควรรู้สึกอย่างไรหรือควรต้องเป็นแบบไหน ตรงกันข้าม กลับเป็นการอนุญาตให้ตัวเองได้ยินเสียงข้างในแบบไม่รีบร้อน ไม่ต้องรีบหาคำตอบ ไม่ต้องรีบตัดสิน เพราะบางครั้งเสียงจากข้างในอาจไม่ได้มาเป็นประโยคชัดเจน แต่มาในรูปแบบของความเหนื่อย ความหนัก ความอึดอัด ความว่างเปล่า หรือความรู้สึกบางอย่างที่อธิบายออกมาไม่ถูก หน้าที่ของเราก็แค่เพียงฟังเสียงเหล่านั้น พยักหน้า พร้อมไปกับการให้กำลังใจตัวเองอย่างต่อเนื่อง 

          นี่อาจเป็นการดูแลที่ธรรมดาที่สุด แต่ก็อ่อนโยนที่สุด ที่เราจะสามารถดูแลตัวเองได้ในโลกที่วุ่นวายและสุดแสนโหดร้าย

ปรับปรุงข้อมูลจาก
DIY your Heart by Jitarsa Bank คู่มือดีต่อใจ ออกแบบความสุขด้วยตัวเอง โดยธนาคารจิตอาสา (2558)
ฟังสร้างสุข คู่มือการฟังอย่างลึกซึ้งเพื่อดูแลความสัมพันธ์ในชีวิต การทำงานและคนที่เรารรัก โดยธนาคารจิตอาสา (2561)


Graphic Designer

ดลพร สุขวิทย์

นักศึกษาภาพยนตร์ที่วาดภาพประกอบได้นิดหน่อย ชอบอ่านหนังสือ ดริปกาแฟ รีวิวกูเกิ้ล
และมีความสุขกับการตระเวนกินดื่มตามรอยร้านอร่อยในตำนาน