หากก่อนหน้านี้มีใครสักคนมาขอรีวิวหนังเรื่อง ‘Little Miss Sunshine’ (2006) ผู้เขียนคงตอบไปว่า มันเป็นหนังอะไรก็ไม่รู้ ที่เล่าเรื่องอะไรก็ไม่รู้ ของครอบครัว 6 คนที่เป็นอะไรก็ไม่รู้ บนรถมินิแวนสีเหลืองที่เป็นอะไรของมันก็ไม่รู้อีกที 

          มันเต็มไปด้วยความวุ่นวาย เสียงตะโกน และการประชดประชันกันไปมาตลอดทั้งเรื่อง  

          นั่นคือสิ่งที่ผู้เขียนในวัย 12 ปี มองเห็น และเข้าใจ และคิดว่ามันเป็นหนัง ‘อะไรก็ไม่รู้’ มาตลอด 10 ปี ทั้งยังฉงนใจทุกครั้งเวลาเห็นรีวิวที่ยกย่องหนังเรื่องนี้เป็นหนังดี หนังเด่น หรือหนังฮีลใจ เพราะไม่ว่าจะคิดอย่างไร มันก็ยังเป็นหนังอะไรก็ไม่รู้อยู่ดี

          จนกระทั่งเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน จู่ๆ อัลกอริทึมของแอปสตรีมมิ่งก็แนะนำหนังเรื่องนี้มาให้ โปสเตอร์สีเหลืองอ๋อยและคนที่กำลังวิ่งขึ้นรถนั้นช่างดึงดูดสายตา และเพราะอะไรก็ไม่รู้ ผู้เขียนจึงลองกดเข้าไปดูหนังเรื่องนี้อีกครั้ง

          ก่อนจะพบว่าหนังยาว 100 นาทีเรื่องเดิมนี้ กลับต่างไปจากเมื่อ 10 ปีก่อนอย่างสิ้นเชิง อะไรที่ไม่เคยเข้าใจก็เข้าใจมันเสียดื้อๆ หนังทั้งเรื่องมันเต็มไปด้วยความฝัน ความหวัง ความผิดหวัง และความสิ้นหวัง ที่ผู้ชมบางท่านต้องพยักหน้าหงึกๆ เพราะคล้ายกับชีวิตของตัวเองเหลือเกิน แม้มันจะดูไม่เข้ากันเอาซะเลยก็ตาม
.

[SPOILER ALERT]

รถขนฝันของโอลีฟ

          Little Miss Sunshine หรือชื่อภาษาไทยคือ ‘นางงามตัวน้อย ร้อยสายใยรัก’ ฉายครั้งแรกในปี 2006 เป็นผลงานของคู่รักผู้กำกับชาวอเมริกัน Jonathan Dayton และ Valerie Faris ที่กำกับร่วมกันเป็นครั้งแรก ก่อนจะมีผลงานกำกับเรื่องอื่นๆ ตามมา เช่น Ruby Sparks (2012) และ Battle of the Sexes (2017)

          หนังเรื่องนี้จัดอยู่ในหมวดที่ผู้เขียนขอเรียกว่าหนังแนว ‘โศกนาฏขำ’ หรือ Tragicomedy ที่นำเสนอเรื่องเศร้าปนเรื่องตลกไปด้วย โดยหนังเดินเรื่องด้วยตัวละคร‘โอลีฟ’ (รับบทโดย Abigail Breslin) เด็กหญิงวัย 7 ขวบ ที่มีความฝันอยากชนะการประกวดนางงามเด็กเวที Little Miss Sunshine แต่ด้วยอุปสรรคและเงื่อนไขบางประการของครอบครัว ทำให้พวกเขาทั้ง 6 คนต้องยกโขยงกันไปยังเวทีการประกวดของโอลีฟ การเดินทางอันยาวนาน และความวุ่นวายบนรถมินิแวนสีเหลืองจึงเริ่มขึ้น

          ดูเผินๆ เราอาจคิดว่านี่เป็นหนังที่จะให้คนดูลุ้นว่ารถขนฝันคันนี้จะพาเด็กหญิงตัวน้อยไปส่งถึงฝั่งฝันหรือไม่ ซึ่งถ้าเป็นภาพยนตร์อบอุ่นหัวใจทั่วๆ ไปก็คงต้องจบแบบ Happy Ending ความฝันของโอลีฟน้อยจะเป็นจริง เธอจะคว้าสายสะพายนางงามเด็กมาครอง และพวกเขาทั้ง 6 คนจะนั่งรถตู้คันเดิมกลับบ้านพร้อมรอยยิ้ม

          แต่หนังเรื่องนี้ไม่ได้ดำเนินเรื่องอย่างนั้น หากใครเคยดูหนังเรื่องนี้แล้ว ก็จะพบว่ามันเป็นตอนจบที่จะสุขก็ไม่สุข จะเศร้าก็ไม่เศร้า (Tragicomedy สมชื่อ) เพราะหนูน้อยโอลีฟไม่สมหวังกับการประกวด แถมยังมีเรื่องอะไรก็ไม่รู้เกิดขึ้นอีก ทว่าพอกลับมาดูหนังเรื่องนี้ตอนที่โตขึ้น จึงได้เข้าใจว่า สิ่งที่หนังจะบอกไม่ได้อยู่ที่จุดหมายปลายทาง แต่มันคือเรื่องราวระหว่างทางต่างหาก
.
พ่อผู้ตกบันไดและคุณปู่ผู้ปลอบประโลมใจ

          สมมติว่าคุณอยู่ในวัยที่เต็มไปด้วยความฝันและอะไรๆ ก็ดูเป็นไปได้หมด แต่พ่อของคุณเอาแต่พล่ามพูดเรื่องการเป็นผู้แพ้ ผู้ชนะ และความสำเร็จตามทฤษฎีแปลกๆ ที่เขาคิดขึ้นมาเอง คุณจะรู้สึกอย่างไร

          สำหรับผู้เขียน ‘ริชาร์ด’ (รับบทโดย Greg Kinnear) หรือพ่อของโอลีฟ คือตัวละครที่น่าหมั่นไส้และน่ารำคาญที่สุดในเรื่อง เพราะริชาร์ดจะหาจังหวะพูดถึงหนังสือทฤษฎี ‘บันได 9 ขั้นสู่การไม่ยอมแพ้’ ของเขาได้เสมอ ไม่ว่าจะอยู่บนรถ โต๊ะกินข้าว หรือร้านอาหารข้างทาง เขามักกรอกทฤษฎีบันไดนี้เข้าสมองโอลีฟบ่อยๆ พล่ามบอกว่าเขาเกลียดพวกขี้แพ้ และชีวิตจะดูไร้ความหมายแค่ไหนหากคุณไม่ใช่ผู้ชนะ 

          ริชาร์ดทุ่มเงินไปกับการทำหนังสือ และจ้างนายหน้าเพื่อขายหนังสือให้สำนักพิมพ์ แต่หนังสือว่าด้วยการทำความฝันให้เป็นจริงของเขานั้นมันดูไม่สมเหตุสมผลเท่าไร เพราะแม้แต่เจ้าตัวเองก็ยังก้าวไปไม่ถึงบันไดขั้นที่ 9 เสียที และถ้ายึดตามหนังสือ ในตอนจบ ริชาร์ดคือผู้แพ้อย่างเถียงไม่ได้ เขาตกบันไดที่ตัวเองสร้างไว้อย่างสาหัสสากรรจ์

แต่รถขนฝันคันนี้จะวิ่งต่อไป แม้ความฝันของริชาร์ดจะพังทลายไปก็ตาม

          ‘คุณปู่’ (รับบทโดย Alan Arkin) ซึ่งไม่ค่อยถูกคอกับริชาร์ด และพูดจาไม่เข้าหูกันนัก แต่พอถึงเวลา คนเป็นพ่อย่อมรู้ว่าลูกชายต้องการกำลังใจ ปฏิเสธไม่ได้ว่าริชาร์ดก็มีความพยายามในแบบของเขา ต่อให้มันจะไม่สมหวังก็ตาม 

          มีฉากหนึ่งที่ผู้เขียนประทับใจ มันเป็นฉากที่พวกเขาแวะพักที่ปั๊มน้ำมัน ริชาร์ดโทรไปหานายหน้าแล้วได้คำตอบว่าหนังสือขายไม่ออก เขาอารมณ์เสียจนมีปากเสียงกับเมียตัวเอง เพราะเงินที่สูญไปไม่พารายได้กลับมาเลย พวกเขาขึ้นรถแล้วออกเดินทางต่อ ทั้งรถเงียบสนิท ไม่มีใครเอ่ยปากพูดอะไร รู้ตัวอีกที พวกเขาก็ลืมหนูน้อยโอลีฟกับความฝันของเธอไว้ที่ปั๊มน้ำมันเสียแล้ว

          เหมือนว่าพวกเขาจะโมโหที่ฝันของตัวเองไม่เป็นจริง และสิ่งที่หวังไว้ก็ไม่สมหวัง จนหลงลืมว่าพวกเขาแบกความฝันของลูกสาวตัวน้อยขึ้นรถมาด้วย

          คุณปู่เดินขึ้นมาจากหลังรถเพื่อแตะบ่าปลอบใจริชาร์ดที่กำลังขับรถอยู่ สงครามระหว่างพ่อลูกติลงชั่วครู่ เมื่อปู่พูดว่า 

“ริชาร์ด ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร แกก็ได้ต่อสู้ด้วยน้ำพักน้ำแรงตัวเอง นั่นน่ะเหนือกว่าที่หลายคนทำ รวมทั้งฉันด้วย แกทำเต็มที่แล้ว และมีกึ๋นพอจะกระโดดใส่มัน ฉันภูมิใจในตัวแก”  

          คุณปู่ที่ดูเหมือนจะเป็นคนแก่พูดจาไม่สนโลก แต่ก็มีความอบอุ่นสไตล์ชายแก่อยู่หน่อยๆ เป็นคนฝึกซ้อมการแสดงประกวดนางงามให้โอลีฟเองกับมือ ในคืนก่อนวันประกวด สิ่งที่ริชาร์ดพล่ามไว้ก็ทำให้เด็กหญิงตัวน้อยเกิดกลัวขึ้นมา โอลีฟกลัวว่าจะเป็นพวกขี้แพ้อย่างที่พ่อเกลียด แต่คุณปู่คือคนที่ฉุดโอลีฟให้ทำตามฝันต่อไป

“หนูรู้เหรอว่าขี้แพ้หมายถึงอะไร ขี้แพ้ตัวจริงคือพวกที่กลัวแพ้ จนไม่พยายามทำอะไร แต่หนูพยายามใช่ไหมละ งั้นหนูก็ไม่ใช่คนขี้แพ้”

          คุณปู่ผู้แก่เกินกว่าจะมีความฝัน เขาได้แต่หวังว่าชีวิตที่เหลือน้อยของตัวเองจะได้ทำอะไรที่ใจอยาก เช่น การได้เห็นหลานสาวขึ้นเวที และการสูดแป้ง (เฮโรอีน) เกินขนาดจนจากไปอย่างสงบในโมเทลที่พวกเขาพักระหว่างทาง 

          น่าเสียดายที่คุณปู่จะไม่ได้เห็นการแสดงของโอลีฟบนเวทีการประกวด แต่ทุกคนเชื่อว่าถ้าคุณปู่ยังมีชีวิตอยู่คงไม่อยากให้ความฝันของหลานสาวจบลงเพราะเขาแน่

          รถขนฝันคันนี้จึงยังวิ่งต่อไป แม้คุณปู่จะหลับใหลอยู่ในห่อผ้าดิบหลังรถก็ตาม
.
ลุงผู้ได้ทุนพรุสต์กับหลานผู้ปฏิญาณว่าจะไม่พูด

“ฉันเคยบอกหรือยังว่า ฉันได้รับทุนพรุสต์อันทรงเกียรติของอเมริกาเชียวนะ” 

          ผู้เขียนไม่ค่อยเข้าใจเท่าไรว่าทำไม ‘ลุงแฟรงค์’ (รับบทโดย Steve Carell) จึงต้องพูดประโยคนี้ตอนที่ทุกคนกำลังช่วยกันเข็นรถมินิแวนที่เหมือนจะพังแหล่ไม่พังแหล่ อาจจะเป็นเพราะมันขัดกับสิ่งที่เขากำลังเผชิญอยู่ตอนนี้

          แฟรงค์เพิ่งมาอยู่บ้านนี้ได้ไม่นาน สาเหตุเพราะเขาพยายามฆ่าตัวตาย หลังจากที่งานก็ไม่รุ่ง รักก็ไม่รอด หมอจึงสั่งให้ต้องมีญาติคอยสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด 

          สำหรับริชาร์ด แฟรงค์เป็นพวกขี้แพ้ขั้นสุด และแฟรงค์เองก็มองตัวเองเป็นคนล้มเหลวในทุกๆ เรื่อง ต่อให้เขาจะได้รับทุนพรุสต์อันทรงเกียรติเป็นอันดับหนึ่งก็ตาม

          ตอนที่แฟรงค์เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย เขาสอนเรื่อง ‘มาร์แซล พรุสต์’ และก็ดันไปหลงรักนักเรียนหนุ่มของตัวเอง ส่วนนักเรียนดันไปชอบพอกับคู่แข่งทางวิชาการของเขา ก่อนที่เขาจะถูกไล่ออกจากงาน พอเรื่องทุกอย่างมามะรุมมะตุ้มในจังหวะเดียวกัน เขาจึงกลายเป็นพวกขี้แพ้ตามนิยามของริชาร์ด

          ในตอนท้าย เรื่องเฉลยว่า แท้ที่จริงชีวิตของแฟรงค์แทบไม่ต่างอะไรกับพรุสต์เลย “นายรู้จัก มาร์แซล พรุสต์ ไหม นักเขียนฝรั่งเศส ขี้แพ้ตัวจริง ไม่มีงานมีการทำ แอบรักเขาข้างเดียว เป็นเกย์ ใช้เวลาเขียนหนังสือ 20 ปี เขียนเสร็จก็ไม่มีใครสนใจอ่านด้วยซ้ำ เมื่อใกล้จะสิ้นลม เขามองย้อนดูชีวิตตัวเองและตระหนักว่า ความขมขื่นทั้งหลายแหล่นั้นเป็นช่วงที่วิเศษที่สุดของชีวิต เพราะมันทำให้เขากลายเป็นตัวเขา”

          การที่แฟรงค์ต้องเจอเรื่องขมขื่น อาจมอบบทเรียนบางอย่างให้กับเขา สำหรับผู้เขียน แฟรงค์จึงเป็นตัวแทนของคนที่ทำความฝันบางอย่างสำเร็จ แต่ก็ยังรู้สึกล้มเหลวอยู่ดี

          อันที่จริงแฟรงค์เป็นพวกพูดน้อยต่อยหนัก เขามักประชดประชันกับริชาร์ดไม่จบไม่สิ้น แต่พออยู่กับ ‘ดเวน’ (รับบทโดย Paul Dano) หลานชายวัยรุ่น แฟรงค์และดเวนกลับเข้ากันได้ดี…แบบแปลกๆ

          ดเวนเป็นพวกตั้งใจแน่วแน่ เขามีความฝันอยากเข้าโรงเรียนการบิน จึงปฏิญาณว่าจะไม่พูดจนกว่าจะทำตามฝันได้สำเร็จ นี่ก็เป็นเวลากว่า 9 เดือนแล้วที่เข้าสื่อสารกับครอบครัวผ่านการเขียนข้อความลงบนสมุดโน้ต 

          พ่อมองว่าดเวนเป็นพวกแน่วแน่ แต่แฟรงค์แอบรู้สึกว่าเป็นพวกเพี้ยนๆ มากกว่า 

          ดเวนดูจะไม่ค่อยสนใจครอบครัวเท่าไร เขาเกลียดทุกคน และเบื่อหน่ายกับความวุ่นวายที่เกิดขึ้นทุกวัน ผู้เขียนมองดูตัวละครดเวน แล้วอดนึกถึงตัวเองในช่วงวัย 14-15 ไม่ได้ มันเป็นช่วงวัยที่เหมือนกับว่าทุกคนในบ้านพูดอะไรก็ไม่ถูกใจไปหมด เกลียดทุกอย่างที่ขวางหน้า ทำนองว่าใครๆ ก็ไม่เข้าใจฉัน หรือว่านี่คงเป็นจิตวิญญาณของวัยแรกรุ่นล่ะมั้ง 

          ความฝันของดเวนทลายลงระหว่างทาง รถขนฝันสูญเสียไปอีกหนึ่งฝัน เมื่อเขาบังเอิญค้นพบว่าตัวเองมีภาวะตาบอดสี ซึ่งแปลว่าเขาเป็นนักบินไม่ได้ และฝันที่ตั้งใจมาตลอด 9 เดือน ก็พังทลายลงเพราะสิ่งที่ตัวเองกำหนดไม่ได้ 

          ดเวนวิ่งลงจากรถลงราวกับมีอะไรกำลังจะปะทุออกมาจากภายใน คนที่เงียบมาตลอดทั้งเรื่องกำลังจะปริปากเอ่ยคำแรก เขาตะโกนกรีดร้องออกมาว่า “แม่งเอ้ยยยยย”อาจจะดูเป็นซีนที่แปลกหน่อยๆ แต่ผู้เขียนเข้าอกเข้าใจดเวนอยู่พอสมควร เพราะรู้ดีว่า ‘อะไรก็ไม่รู้’ ที่เราควบคุมไม่ได้ พร้อมจะโผล่เข้ามาในชีวิต และพังความฝันที่เรามุ่งมั่นไปได้ทุกเมื่อ

          แต่สุดท้ายดเวนก็คิดได้ มีประโยคหนึ่งที่ผู้เขียนคิดว่ามันมีความหมายมากเมื่อออกมาจากปากของตัวละครดเวน “ถ้าจะบิน ผมจะบินด้วยวิธีของผมเอง” ราวกับว่ามันกำลังแทนใจวัยรุ่นหลายคนที่อาจกำลังเผชิญสถานการณ์แบบดเวนอยู่ในโลกความจริง ถึงอย่างนั้น รถขนฝันคันนี้ก็จะยังวิ่งต่อไป แม้ความฝันของดเวนจะไม่มีทางเป็นจริงแล้วก็ตาม
.
แม่ผู้ถัวเฉลี่ยให้ฝันของทุกคนเป็นจริง

          หากสังเกต คุณจะพบว่าตัวละครทุกตัวต่างมีปมในใจ หรือไม่ก็มีความฝันที่ต้องการทำให้สำเร็จ เสมือนเป็นเป้าหมายของตัวละครที่เราจะได้รู้ผลลัพธ์เมื่อหนังจบ แต่ตัวละคร ‘เชอริล’ (รับบทโดย Toni Collette) ผู้เป็นทั้งแม่ ภรรยา น้องสาว และลูกสะใภ้ นั้นต่างออกไป ดูเผินๆ เธอเหมือนตัวประกอบที่ปรากฏอยู่ทุกฉาก เพราะตัวเธอไม่มีสิ่งที่เรียกว่าความฝันอย่างคนอื่น 

          ตัวละครเชอริลเหมือนเป็นคนกลางในทุกสถานการณ์ ให้อารมณ์ประมาณว่า เอาล่ะ คุณคิดแบบนั้น ลูกคิดแบบนี้ โอเค งั้นเรามาเจอกันตรงกลาง และอย่าเอาความคิดตัวเองไปตีกรอบชีวิตคนอื่น โดยเฉพาะคนในครอบครัวด้วยกันเอง

          ลึกๆ แล้ว เชอริลอาจจะแค่หวังให้ทุกคนในครอบครัวใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันได้อย่างสงบสุข ต่อให้จะเห็นต่างหรือมีฝันที่ต่างกัน เธออยากให้ฝันของทุกคนเป็นจริง แม้ว่าสุดท้ายแล้วความฝันของทุกคนจะพังไม่เป็นท่าก็ตาม

          เชอริลกลายเป็นคนที่ต้องแบกรับความฝันของทุกคนไว้อย่างละนิด อย่างละหน่อย เก็บความทุกข์ของคนอื่นไว้ในใจ และแทบไม่เคยพูดอะไรเพื่อตัวเองเลย แต่มีฉากหนึ่งในโรงพยาบาลหลังจากที่ปู่เสพยาเกินขนาด เชอริลเรียกทุกคนมาประชุมครอบครัว และพูดประโยคที่ทำให้ผู้ชมอย่างเราเข้าใจความคิดของเธอมากขึ้น

“ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราเป็นครอบครัวเดียวกัน สิ่งสำคัญคือเราต้องมอบความรักให้กัน และแม่รักลูกทั้งสองคนมาก”

          หากหนังเรื่องนี้ขาดเชอริลไป ตัวละครทุกตัวจะเถียงกันไม่มีวันจบ ประชดประชันกันไม่มีวันสิ้น ทุกคนอาจต้องแบกความฝันของตนไว้คนเดียว หรืออาจแยกย้ายกันไปตามทางของตัวเองแล้วก็ได้

          ริชาร์ดอาจไม่ได้ทำหนังสือ ปู่อาจไม่ได้ทำอะไรอย่างที่ใจหวัง แฟรงค์คงต้องทนขมขื่นอยู่คนเดียว ดเวนอาจจะไม่พูดไปตลอดชีวิต และหนูน้อยโอลีฟก็คงไม่ได้ขึ้นเวทีประกวดนางงามอย่างที่ฝันมาตลอด หากไม่มีตัวละครที่คอยไกล่เกลี่ยและถัวเฉลี่ยให้ทุกคนได้ทำตามฝันของตัวเอง
.
สิ่งที่ได้เรียนรู้ระหว่างทาง

          10 ปีก่อน หนังเรื่องนี้เป็นเพียง ‘หนังอะไรไม่รู้’ สำหรับผู้เขียน อาจเป็นเพราะยังเห็นโลกไม่กว้างพอ ยังไม่เข้าใจความเป็นไปของชีวิต ในเวลานั้นเข้าใจแค่ตัวละครโอลีฟที่มีความฝันอย่างที่เด็กควรจะมี และคิดว่าเด็กคนนี้ควรจะต้องสมหวัง แต่พอตอนจบของหนังไม่มีใครทำฝันให้เป็นจริงได้สักคน มันก็เลยกลายเป็นหนังอะไรก็ไม่รู้ที่ดูไร้ความหมาย เพียงเพราะว่าปลายทางนั้นไม่สวยงาม 

          10 ปีต่อมา พอเห็นโลกเยอะขึ้น มีประสบการณ์กับความไม่สมหวังมากขึ้น จึงได้เข้าใจสิ่งที่หนังเรื่องนี้อยากจะบอก หนังเรื่องเดิมจึงต่างไปอย่างสิ้นเชิง 

          Little Miss Sunshine เป็นตัวแทนของคนทุกวัยที่มีฝัน ทั้งเด็กน้อยไร้เดียงสา วัยรุ่นวัยแรง ชายโสดวัยทำงาน คู่สามีภรรยา กระทั่งคนวัยชราที่อาจไม่สมหวัง และหนังกำลังบอกกับพวกขี้แพ้ทั้งหลายว่า คุณไม่ใช่พวกขี้แพ้ หรือต่อให้คุณจะเป็นพวกขี้แพ้ คุณก็ไม่ได้แพ้อยู่คนเดียว

          หากคุณอยู่ในรถขนฝันคันเดียวกัน สิ่งที่คุณควรทำคืออย่าเอาฝันของตัวเองไปฉุดฝันของคนอื่น ต่อให้ฝันของคุณจะพังเละเทะไม่เป็นท่า มันก็ไม่ได้แปลว่าความฝันของคนอื่นจะไม่ได้ไปต่อ สิ่งสำคัญคือ คุณต้องไม่ยึดติดกับสิ่งที่ควบคุมหรือกำหนดไม่ได้

          ผู้เขียนนึกถึงศัพท์คำหนึ่งที่ไม่รู้จะแปลเป็นภาษาไทยว่าอย่างไร มันคือคำว่า ‘Resilience’ นักกีฬานิยมใช้คำนี้เพื่อเตือนตัวเองเวลาแข่งขันแพ้ว่าให้กลับมาลุกขึ้นสู้อีกครั้ง อย่ามัวจมจ่อมอยู่กับความพ่ายแพ้ ความผิดพลาด จนไม่พยายามแก้ไข หรือทำอะไรเลย 

          ตัวละครทุกตัวในหนังเรื่องนี้มีสิ่งที่เรียกว่า Resilience อย่างเห็นได้ชัด ริชาร์ดที่ตกบันไดของตัวเองอย่างสาหัส แถมพ่อยังมาจากไประหว่างทาง ต้องพยายามดึงสติตัวเองเพื่อกลับมาสู่เป้าหมายเดิม คือการพาโอลีฟไปงานประกวดตามที่ตั้งใจไว้แต่แรก กระทั่งดเวนเองที่ความฝันพังทลายไปง่ายๆ ก็ต้องตั้งสติ และกลับมาร่วมเดินทางต่อเพื่อทำให้ฝันของน้องสาวกลายเป็นจริง

          หนังเรื่องนี้ทำให้นึกถึงประโยคสุดคลาสสิกที่ว่า “จุดหมายไม่สำคัญเท่าระหว่างทาง” เพราะสำหรับหนังเรื่องนี้แล้ว มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ

          แด่ผู้อ่านทุกท่านที่กำลังร่วมเดินทางอยู่บนรถขนฝัน ไม่ว่าผลลัพธ์หรือจุดหมายปลายทางจะเป็นอย่างไร ความฝันและความหวังของคุณจะพังพินาศแค่ไหน โปรดรู้เอาไว้ว่าชีวิตยังคงมีหวังและยังมีทางให้ไปต่อเสมอ รถขนฝันทุกคันจะยังวิ่งต่อไป แม้ว่าความฝันจะไม่เป็นจริงอีกสักกี่รอบก็ตาม

Writer & Graphic Designer

วรพร รุ่งวัฒนโสภณ

เด็กจบใหม่หมดไฟ สนใจเรื่องผู้หญิงและเรื่องไม่ป๊อป มีความสุขเวลาได้สัมภาษณ์คนเจ๋งๆ และตอนนี้กำลังปั้นเพจเกี่ยวกับเลสเบียนและกีฬาผู้หญิง