อีกไม่กี่วันฉันจะอายุ 43 ปี อายุประมาณนี้ คนชอบจัดเราไปอยู่หมวด ‘คนแก่’ เรียบร้อย แต่เอาจริงๆ ฉันไม่ค่อยสนใจตัวเลขเหล่านั้นเท่าไหร่ สิ่งที่คิดมากกว่าคือ ทำไมชีวิตวัยสี่สิบกว่าๆ มันถึงไม่เหมือนกับที่เราเคยจินตนาการไว้ตอนเราเป็นวัยรุ่นเลยล่ะ? 

          สิ่งที่เพิ่งค่อยๆ เรียนรู้ตอนอายุเลขสี่ คือคนจำนวนไม่น้อยแข็งแรงกว่าตอน 30 กว่าๆ เสียอีก ไม่ใช่เพราะร่างกายหนุ่มสาวขึ้น แต่เพราะเริ่มรู้จักร่างกายตัวเองมากขึ้น เริ่มนอนให้พอ กินให้เป็น และไม่ใช้ชีวิตแบบเอาร่างกายไปแลกทุกอย่างเหมือนตอนวัยสามสิบ ซึ่งเป็นวัยที่เรามีแรงทรหด แล้วก็หักโหมใช้มันจนเหือดแห้ง 

          ถ้าสมมติว่าอายุขัยมนุษย์อยู่แถวๆ 80 ปี เลข 4 ก็คือป้ายบอกว่า ‘คุณมาถึงครึ่งทางแล้วจ้ะ’ แถวๆ นี้เองที่หลายคนจะเจอกับอาการ mid-life crisis เพราะชีวิตมันเริ่มบังคับให้เราหันกลับไปมองตัวเองจริงจัง มองอดีต มองสิ่งที่เคยเลือก สิ่งที่ไม่เคยเลือก นิยามคำว่า ‘ความสำเร็จ’ ใหม่อีกครั้ง แล้วค่อยๆ ตัดสินใจว่าจะเดินต่อไปทางไหน

          สำหรับฉัน นี่คือกระบวนการน่าตื่นเต้น มันคล้ายการเข้าสู่ ‘วัยรุ่นรอบสอง’ มากกว่าจะมองว่าเป็นวิกฤตชีวิต เป็นวัยที่ยังอยากทดลอง ยังอยากเปลี่ยนทาง แค่คราวนี้เรารู้จักทั้งขาขึ้นและขาลงของชีวิตดีกว่าเดิมนิดหน่อย
.
ความสำเร็จที่ยากที่สุด
         
          ถ้าต้องย้อนไปมอง 4 ทศวรรษที่ผ่านมาว่าช่วงไหนของชีวิตที่ ‘หินที่สุด’ ฉันมีคำตอบเดียว คือช่วงรอยต่อจากมัธยมปลายเข้ามหาวิทยาลัย หรือช่วงประมาณ 15-20 ปี นั่นแหละ เพราะการเติบโตในสังคมไทย ทางเลือกของชีวิตถูกผูกขาดไว้ที่ ‘ใบเบิกทาง’ ทางการศึกษา เป้าหมายชีวิตวัยรุ่นเลยมีแค่อย่างเดียวคือ จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ไหม?

          ในวัยแบบนั้น เราไม่ได้แค่แบกรับความคาดหวังของตัวเอง แต่ยังต้องแบกแรงกดดันจากพ่อแม่ รวมถึงค่านิยมในสังคมที่ผูกทุนทางสังคมไว้กับมหาวิทยาลัยชื่อดังไม่กี่แห่งในกรุงเทพฯ 

          ตอนเอ็นทรานซ์นี่ เครียดสุดๆ ไปเลย จำได้ว่าแม่กดดันถึงขั้นบอกว่า ขอแค่เข้า ม. X หรือ Y ได้ หลังจากนั้นจะไม่ยุ่งกับชีวิตอีกเลย วัยรุ่นที่ได้ยินแบบนั้นก็เหมือนเจอโจทย์แสนซีเรียสปนกับความหวังอันริบหรี่ว่า ถ้าผ่านด่านนี้ไปได้ ฉันก็จะได้ใช้ชีวิตอิสระเสียที!

          สุดท้ายก็สอบเทียบและเข้ามหาวิทยาลัยหลักในกรุงเทพฯ ได้สำเร็จ ครอบครัวก็ดีใจ เหมือนผ่านบททดสอบพื้นฐานที่สังคมกำหนดไว้ให้แล้ว เราเองก็รู้สึกโล่งใจ ว่าได้ทำให้พ่อแม่ภูมิใจ

          แต่พอทำได้แล้ว มันกลับรู้สึกว่างๆ โหวงๆ อย่างน่าประหลาดใจ ชีวิตมันง่ายก็แค่ตอนที่ตอบสังคมว่า “เรียนอะไร ที่ไหน” พูดชื่อไปใครก็รู้จัก แต่ลึกๆ กลับรู้สึกว่าการศึกษาที่เหมือนเป็นผู้สร้างโอกาส ก็กำลังตัดโอกาสของวัยรุ่นอีกจำนวนมากไปพร้อมกันด้วย

          ยังมีเพื่อนร่วมชั้นอีกเยอะที่เขาเก่งจริงๆ แต่เก่งกีฬา เก่งทำอาหาร เก่งงานฝีมือที่เน้นปฏิบัติ ไม่ใช่การทำข้อสอบ แล้วพวกเขาไปอยู่ตรงไหนในมาตรฐานสังคมแบบนี้? แถมพอเข้ามาในระบบมหาวิทยาลัย บรรยากาศแห่งโลกวิชาการก็ช่างน่าผิดหวัง การศึกษาที่ต้อนให้วัยรุ่นมาคร่ำเคร่งกับการสอบจนประสบการณ์ชีวิตด้านอื่นพร่องไป มันเหมือนกำลังสร้าง ‘คนเก่งที่น่าเบื่อ’ เข้าสู่ระบบ

          นี่คือความสำเร็จที่ยากที่สุด เพราะมันสร้างภาวะกดดันให้เราต้องฝ่าฟันเอาชนะในระบบที่เราไม่ได้เชื่อเต็มร้อยว่ามันเวิร์ก แต่ก็จำเป็นต้องทำให้สำเร็จ เพราะไม่งั้นก็จะไม่มีใบผ่านทางเพื่อยกระดับชีวิต
.
ความสำเร็จที่อำนวยความสะดวก

          พอเข้ามหาวิทยาลัยได้แล้ว อย่างที่บอกไปว่าชีวิตมันก็ง่ายขึ้นเยอะ พ่อแม่พูดกับคนข้างบ้านได้สะดวกขึ้น เรียนจบก็ทำงาน ชื่อสถาบันกลายเป็นประตูเบิกทางให้ แต่เอาจริงๆ ทั้งหมดนี้มันไม่ใช่ ‘ความสำเร็จ’ หรอก มันเป็นแค่ ‘ความสะดวก’ ที่ช่วยให้คนอื่นเข้าใจตำแหน่งแห่งที่ของเราได้ง่ายๆ เท่านั้นเอง

          ถ้าจะเดินบนเส้นทางแห่งความสะดวกต่อไป สูตรชีวิตมันก็พอจะเดาได้ไม่ยาก ทำงานที่มีชื่อตำแหน่งชัด ชื่อองค์กรดัง พูดปุ๊บแล้วคนรู้จักปั๊บ อาชีพในฝันของสังคมแบบ ครู หมอ วิศวกร สถาปนิก อะไรทำนองนั้น

          แต่ฉันกลับคิดว่าไหนๆ ก็ปลดแอกตัวเองจากการสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้แล้ว และโชคดีที่มีโอกาสมากพอให้เลือกงานเองได้บ้าง เลยเริ่มต้นชีวิตหลังมหาวิทยาลัยด้วยงานแรกที่พูด ‘ชื่อตำแหน่ง’ และ ‘ชื่อองค์กร’ ไปแล้วไม่มีใครเข้าใจเลยว่ามันคืองานอะไร เวลาไปกินข้าวกับเพื่อน คำถามว่า “ทำงานอะไร” กลายเป็นคำถามที่บางวันก็อยากเลี่ยง ไม่ใช่เพราะงานไม่ดี แต่เพราะมันอธิบายยาก และไม่เข้าช่องมาตรฐานที่สังคมคุ้น

          ชีวิตออกจากคอมฟอร์ตโซน ไม่อยู่ในค่านิยมหลักเรื่องตำแหน่ง เกียรติยศ เงินทอง หรือสถานะทางสังคม ซึ่งเป็นสามอย่างที่มักใช้วัดความสำเร็จกันแบบรวบรัด และแน่นอนว่า การเป็น First Jobber ที่ไม่ได้มีแรงดึงดูดจากสามอย่างนี้ ทำให้การตอบคำถามสังคมไม่ง่ายนัก

          พื้นที่แบบนี้เป็นพื้นที่ที่ไม่ค่อยมีใครช่วยนิยามความสำเร็จให้ และก็ไม่ใช่วิถีความสำเร็จที่สังคมเข้าใจได้ง่าย 

          แต่เอาเข้าจริง ชีวิตนอกขนบมันสนุกมาก การทำงานที่แปลกบ้าง อิสระบ้าง ทำให้เราได้ลองผิดลองถูกโดยไม่ต้องกลัวว่าจะหลุดมาตรฐาน (เพราะเราก็ไม่เคยตั้งใจจะยืนอยู่ในมาตรฐานนั้นตั้งแต่แรก) ฉันค่อยๆ พบว่า เมื่อเราทำงานโดยรู้ว่าเรากำลังทำอะไร ทำไปเพื่ออะไร และพยายามพัฒนาตัวเองกับงานไปพร้อมกัน สิ่งที่คนเรียกว่าเกียรติยศ รายได้ หรือโอกาส มันมักจะตามมาเอง ไม่ใช่เป้าหมายของชีวิต แต่เป็นผลพลอยได้ที่มาแบบไม่ต้องไล่ล่า
.
คำตรงข้ามของความสำเร็จ

          ตอนเป็นวัยรุ่น ความกังวลที่ใหญ่ที่สุดในชีวิต คือเรื่องอนาคตทางการเรียนและการงาน เราไม่รู้ว่าโตขึ้นจะเป็นผู้ใหญ่แบบไหน จะมั่นคงหรือไม่ จะเลือกถูกหรือเปล่า 

          ชีวิตในแต่ละวันคือการภาวนา ขอให้ตัวเอง ‘ประสบความสำเร็จ’ ในอนาคต ทั้งที่ยังไม่ค่อยรู้ด้วยซ้ำว่า ความสำเร็จหน้าตาจริงๆ เป็นแบบไหน

          พอคิดแบบนี้ ชีวิตมันก็เครียดขึ้นมาทันที เพราะความสำเร็จถูกทำให้กลายเป็นเส้นชัยปลายทาง ใครไปไม่ถึงก็เหมือนแพ้

          แต่พอใช้ชีวิตมานานขึ้น ฉันเริ่มรู้สึกว่า เส้นทางชีวิตมันน่าสนใจกว่านั้นมาก เพราะความพยายามจำนวนไม่น้อย แม้จะไปไม่ถึงเส้นชัยที่ตั้งไว้ ก็ไม่ได้สูญเปล่า

          การทำไม่ถึงเป้าไม่ได้แปลว่าไม่สำเร็จ อย่างน้อยเราก็ได้รู้ว่า ถ้าจะเริ่มใหม่ เราควรทำต่างจากเดิมตรงไหน และบางที ชั่วโมงบินที่ได้มา อาจมีค่ามากกว่าใบประกาศที่ไม่ได้รับเสียอีก

          สำหรับฉัน การทำชีวิตให้สนุกระหว่างทาง สำคัญกว่าการรอวัดผลตอนท้าย และเราอาจจะต้องทำความเข้าใจ ‘ความไม่สำเร็จ’ มากกว่าความสำเร็จด้วยซ้ำ แล้วเอาการวิเคราะห์ทำความเข้าใจนั้นมาปรับใช้ในการตัดสินใจชีวิตต่อได้ ไม่ว่าจะเพื่อแก้ไข หรือเพื่อเปลี่ยนเส้นทาง 

          แล้วสัญชาตญาณที่กล้าลองผิดลองถูก การอนุญาตให้ตัวเองได้ ‘ลองใหม่’ นี่ล่ะ คือสิ่งที่ต่ออายุความเป็นวัยรุ่นได้เรื่อยๆ
.
เมื่อความสำเร็จผูกติดกับ Self-Esteem

          นอกจากการทำความเข้าใจ ‘ความไม่สำเร็จ’ แล้ว สิ่งที่ต้องตอบโจทย์ชีวิตอีกข้อคือ เราอยากประสบความสำเร็จในเรื่องนั้นๆ ไปทำไม? แล้วถ้าทำได้แล้ว จะเอาไงต่อ?

          เราอยากมีตำแหน่งสูง อยากมีเงินมาก อยากมีอำนาจ อยากได้รับการยอมรับในสังคม ของพวกนี้ เราอยากได้เพื่อสนองตัวตนข้างในที่ยังไม่เต็ม หรืออยากได้เพื่อนำไปต่อยอดพัฒนาตัวเองและสังคมรอบข้าง?

          ชีวิตของหลายคนโหยหาความสำเร็จในสายตาผู้อื่น ต้องการ ‘รางวัล’ (reward) ให้ชีวิต ไม่ว่าจะในรูปแบบของเงินทอง เกียรติยศ หรืออำนาจ  มาเป็นเครื่องยืนยันคุณค่าตัวเอง 

          เมื่อเงื่อนไขชีวิตบีบแคบ ความสำเร็จจะไม่ใช่ความท้าทายที่สนุกสนานอีกต่อไป แต่กลายเป็นบ่วงที่ผูกติดกับการโหยหาการยอมรับ บางคนยอม ‘ขายวิญญาณ’ เพื่อแลกกับการได้รับการยอมรับ เพียงเพื่อปลอบใจตัวเองว่าอย่างน้อยฉันก็มีค่าในสายตาคนอื่น

          แต่ถึงจุดหนึ่งก็จะพบว่า การสะสมรางวัลเหล่านั้น มันอาจจะเป็นคนละเรื่องกับการสะสมความสุข และชีวิตที่ดูประสบความสำเร็จมาก อาจเป็นชีวิตที่หลงทางที่สุดก็ได้

          อย่างไรก็ดี แต่ละคนมีต้นทุนชีวิตไม่เท่ากัน และเราไม่ได้รวยทางเลือกเท่ากัน การนิยามความสำเร็จ จึงควรสัมพันธ์กับชีวิตของตัวเองมากกว่าการเอามาตรฐานคนอื่นมาวัด
.
วัยรุ่นรอบสอง ล้ม ลุก คลุกคลาน แล้วนับหนึ่งใหม่

          ไม่มีใครชนะทุกเกม ไม่มีใครเป็นที่หนึ่งตลอด และไม่มีใครไม่เคยเฟล แม้แต่คนที่ดูประสบความสำเร็จที่สุด ตำแหน่งแห่งที่นั้นก็ไม่ได้อยู่ค้ำฟ้า เดี๋ยวชีวิตก็จะส่งโจทย์ใหม่ๆ มาให้เราอยู่เรื่อยๆ 

          เมื่อเดินมาถึงวัยหนึ่ง เราจะเริ่มเห็นสองภาพที่ซ้อนกันชัดขึ้น บางคนทุกข์เพราะยึดติดกับความสำเร็จจนชีวิตล้มเหลว บางคนทุกข์เพราะนิยามความสำเร็จแคบเกินไป บางคนประสบความสำเร็จแล้ว แต่ไม่รู้จักศิลปะของการหยุด จนชีวิตค่อยๆ กลายเป็นงานประจำที่ต้องรักษาตำแหน่งตลอดเวลา

          มาตรฐานความสำเร็จแบบที่สังคมตั้งไว้ไม่ใช่ของเลวร้าย มันเป็นใบเบิกทางที่ช่วยให้ชีวิตไม่หลุดโลก แต่ถ้าเรามองความสำเร็จเป็นแค่การสอบผ่านด่านแล้วด่านเล่า ชีวิตก็จะเหลือแค่การวิ่งแข่งกับนาฬิกา ทั้งที่ไม่ได้สมัครลงแข่งตั้งแต่แรก

          คำถามที่ฉันกลับมาถามตัวเองในวัยนี้จึงไม่ใช่ว่า ‘จะสำเร็จแค่ไหน’ แต่คือ ‘จะเอาความสำเร็จไปใช้ทำอะไรต่อ’ เพราะถ้าความสำเร็จไม่ได้ช่วยให้ชีวิตดีขึ้น ไม่ได้ทำให้เรามีพื้นที่หายใจ หรือไม่ได้เปิดทางเลือกใหม่ให้ตัวเองและคนอื่น มันก็อาจเป็นแค่แหล่งพอกพูนตัวตนเท่านั้น

          สำหรับฉัน วัยสี่สิบคือการกลับมาเป็นวัยรุ่นอีกครั้ง ไม่ใช่เพราะอยากย้อนวัย แต่เพราะยังอยากลอง ยอมพลาด และกล้าหัวเราะให้กับความไม่สมบูรณ์ของตัวเองมากขึ้น หากจะมีความแก่ในเรื่องนี้ ก็คงเป็นเรื่องที่ว่า วัยรุ่นรอบสอง เราไม่ต้องพิสูจน์อะไรกับใครแล้ว และไม่จำเป็นต้องชนะทุกเกม แค่ยังอยากเล่นอยู่ ก็พอแล้ว

          วัยรุ่นรอบสองอาจไม่เร็ว ไม่แรง แต่รู้จักตัวเองมากกว่าเดิม รู้ว่าล้มแล้วไม่หายไปไหน และถ้าชีวิตเรียกให้เริ่มใหม่อีกครั้ง เราก็แค่นับหนึ่งใหม่ รอบสอง รอบสาม หรือรอบไหนก็ตาม ตราบใดที่เรายังอยากสนุกกับชีวิตอยู่

          ถ้าวันนี้เรายังไม่รู้ว่าอยากสำเร็จแบบไหนหรือยังไม่แน่ใจว่าคำตอบที่สังคมให้มานั้นเหมาะกับตัวเราหรือเปล่า มันก็ไม่เป็นไร ชีวิตไม่ได้ต้องตอบถูกตั้งแต่ข้อแรก แค่ยังกล้าคิด กล้าลอง ก็ถือว่ายังอยู่ในเกมแล้ว

Writer

อรพิณ ยิ่งยงพัฒนา

บรรณาธิการสื่อออนไลน์ ที่ใช้ชีวิตวนเวียนใน
แวดวงนักเคลื่อนไหว สิทธิมนุษยชน และกฎหมาย


Graphic Designer

ศิรประภา จารุจิตร

Born to slay, forced to work 🤡