เช้าวันทำงานเริ่มขึ้น ความขี้เกียจก่อตัวในใจ แต่เมื่อนึกถึงเงินเดือน ร่างกายก็พลันมีแรงขึ้นมา แม้จะเป็นงานซ้ำๆ เจอคนเดิมๆ แต่ก็ทำให้ได้เรียนรู้ในทุกๆ วัน บางครั้งได้ออกไปสัมภาษณ์คนเจ๋งๆ กระทบไหล่คนดัง หรือบางทีอาจเป็นแค่วันแย่ๆ วันหนึ่งในชีวิต พอหมดวันก็กลับมานอนบนเตียงนุ่มอุ่นสบาย ก่อนจะตื่นมาพร้อมกับความขี้เกียจอีกครั้ง
นี่คือชีวิตเฟิร์สจอบเบอร์แบบที่คิดไว้ น่าเสียดายที่มันไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นจริง เป็นเพียงแค่ความคาดหวังว่าหลังจากเรียนจบคงจะมีงานทำเป็นหลักเป็นแหล่ง แต่นี่ก็เป็นเวลาเกือบครึ่งปีแล้วที่ตกอยู่ในสถานะ ‘คนว่างงาน’
แม้ลึกๆ ในใจจะคิดมาเสมอว่า มันไม่สมเหตุสมผลเท่าไรที่ ‘เด็กจบใหม่’ ซึ่งอยู่ในระบบการศึกษามาเกือบทั้งชีวิต จะต้องพลิกบทบาทกลายเป็น ‘มนุษย์ทำงาน’ ในเวลาอันสั้น พร้อมกับแบกความคาดหวังว่าจะต้องรับผิดชอบชีวิตตัวเองได้อย่างเต็มระบบ ด้วยเงินเดือนอันน้อยนิด และความท้าทายที่มีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
พอได้เป็นคนว่างงานก็ทำให้มีเวลานึกทบทวนกับชีวิตมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน ความกดดันก็ทวีขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเพื่อนที่เรียนจบมาพร้อมกัน ต่างก็ทยอยก้าวเท้าเข้าสู่ตลาดแรงงาน และโดยอัตโนมัติ สมองก็สั่งให้ตั้งคำถามกับตัวเองว่า เราดีไม่พอหรือเปล่า
ก้อนความรู้สึกแบบนี้มีชื่อเรียกว่า ‘เซลฟ์เดาท์’ (self-doubt) หรือความรู้สึกสงสัยและไม่เชื่อมั่นในความสามารถของตัวเอง สำหรับผู้เขียน นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ต้องเผชิญกับความรู้สึกเซลฟ์เดาท์นี้ แถมยังมีความเป็นไปได้ว่ามันจะยังเกิดขึ้นอีกเรื่อยๆ ไม่ว่าชีวิตจะเป็นไปอย่างที่คิดหรือไม่ก็ตาม และมีความเป็นไปได้อีกเช่นกันว่าคนจำนวนไม่น้อยก็อาจเผชิญกับความรู้สึกนี้อยู่
คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ว่าเราจะกำจัดหรือหยุดยั้งความรู้สึกนี้อย่างไร แต่คงเป็นคำถามว่า เราจะใช้ชีวิตกับความรู้สึกเซลฟ์เดาท์นี้อย่างไรต่างหาก
.
มันง่ายที่จะคิดว่าชีวิตนั้นง่าย
ก่อนที่จะหาคำตอบว่าเราจะใช้ชีวิตกับความรู้สึกเซลฟ์เดาท์อย่างไร อยากชวนมาตอบคำถามก่อนว่าความรู้สึกไม่เชื่อมั่นในความสามารถของตัวเองนี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไรกัน
สำหรับผู้เขียน หัวใจสำคัญของความรู้สึกเซลฟ์เดาท์คือการเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น เพราะมันจะมาพร้อมกับความกดดันและความคาดหวังต่างๆ แม้เราจะได้ยินบ่อยๆ ว่าอย่าเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น แต่มันเป็นเรื่องประเภทพูดง่ายแต่ทำยากนี่สิ
ยิ่งเมื่อคุณอยู่ในโลกออนไลน์ที่หน้าฟีดเต็มไปด้วยความสำเร็จของคนมากมาย บางทีเราเองก็อาจจะ ‘เผลอคิดว่าชีวิตนั้นเป็นเรื่องง่าย’ ความสำเร็จเป็นเรื่องที่ไม่ไกลเกินเอื้อม และอดไม่ได้ที่จะเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับผู้คนเหล่านั้นอยู่บ่อยๆ
เมื่อผู้เขียนนึกย้อนกลับไปตลอดเส้นทางชีวิตในระบบการศึกษา จำได้ว่าตอนเรียนประถมเป็นช่วงเวลาที่เรียนไปวันๆ เล่นไปวันๆ ถึงเวลาก็สอบ หนังสือก็ไม่ค่อยอ่าน แต่ชีวิตก็ผ่านไปได้ ‘ง่ายๆ’ โดยไม่เคยคิดจะเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับอะไรหรือกับใคร พอจะขึ้นมัธยมก็เรียนพิเศษเอานิดๆ หน่อยๆ แล้วก็ดันสอบติดโรงเรียนที่หวัง
เอ้า ชีวิตก็ไม่ได้ยากอะไรนี่หว่า
หารู้ไม่ว่าความรู้สึกเซลฟ์เดาท์ครั้งแรกกำลังจะเกิดขึ้น
จำได้ว่าช่วงก่อนที่มหกรรมการสอบสำหรับยื่นเข้ามหาวิทยาลัยจะเริ่มขึ้น เด็กมัธยมปลายแทบทุกคนต่างกำลังง่วนอยู่กับการอ่านหนังสือ ติวสอบ และฝึกทำโจทย์ เช่นเดียวกับผู้เขียน ทว่าในเวลาเดียวกันนั้นเอง ผู้เขียนก็เอ่ยปากคุยกับสมาชิกในครอบครัวว่า “เรียนมหาวิทยาลัยเอกชนดีไหม” พร้อมเหตุผลประกอบว่าท้อและไม่คิดว่าจะทำคะแนนออกมาได้ดี ต่อให้พยายามมากแค่ไหนก็ตาม แถมคงสู้กับคนอื่นไม่ไหวเพราะการแข่งขันสูงมาก ถ้าเรียนมหาวิทยาลัยเอกชนอาจจะไม่ต้องใช้คะแนนสูงนัก และอะไรๆ น่าจะง่ายกว่า
โชคยังดีที่พี่สาวตบบ่าเรียกสติ ทำนองว่า “เก่งจะตาย ทำได้อยู่แล้ว” และสุดท้ายก็ผ่านไปได้จริงๆ แม้จะรู้สึกว่าชีวิตมันไม่ง่ายเหมือนที่ผ่านมาก็ตาม ความรู้สึกไม่เชื่อมั่นในความสามารถของตัวเองมันทำให้ ‘เครียดเก้อ’ ไปถึงไหนต่อไหน ทั้งที่จริงเราอาจจะมีดีมากกว่าที่คิดไว้ก็ได้
อย่างไรก็ตาม ชีวิตในมหาวิทยาลัยที่หวังก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด การเจอกับเพื่อนใหม่ทำให้เรารู้ว่าโลกนี้ยังมีคนเก่งๆ อีกเยอะแยะ การมีมนุษย์เก่งๆ อยู่ในคลาสนั้นทำให้มีเรื่องที่น่าชื่นชมอยู่บ่อยๆ แต่ก็อดเอาตัวเองไปเปรียบเทียบไม่ได้ ในทางบวก มันเป็นการเปรียบเทียบแบบที่อยากพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้น แต่ในทางลบ มันคือก้อนความรู้สึกจากการเปรียบเทียบ หรือก็คือ ‘ความเซลฟ์เดาท์’
แม้กระทั่งตอนนี้ การเป็นเด็กจบใหม่ที่ต้องหาที่สมัครงานเป็นว่าเล่นก็ไม่มีอะไรง่าย นอกจากจะเซลฟ์เดาท์จากการสอบตกรอบสัมภาษณ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า และไม่ได้เป็นคนที่ถูกเลือกเสียที ยังได้ความรู้สึก ‘เคว้ง’ แถมมาด้วย
มันรู้สึกเหมือนกับว่าที่ผ่านมา ชีวิตเป็นทางตรงหรือไม่ก็ทางบังคับเลี้ยวมาตลอด ดังนั้นจึงง่ายต่อการตัดสินใจ แต่พอถึงเวลาหนึ่ง กลับเจอทางแยกหลายทาง การตัดสินใจจึงเป็นเรื่องที่ต้องคิดหนักและชวนให้สับสน เพราะไม่รู้จะต้องเลือกทางไหนดี ทั้งยังคาดเดาไม่ได้ด้วยว่าทางที่ไปจะเป็นทางตันหรือเปล่า
หลักใหญ่ใจความที่อยากบอกคือ ‘ชีวิตมันไม่เคยง่าย’ เว้นแต่เราจะเผลอคิดว่าชีวิตมันง่าย เราอาจคิดว่าตัวเองทำได้ดีในบางเรื่อง แต่ผลลัพธ์ก็อาจไม่เป็นอย่างที่หวัง ขณะที่บางเรื่องทำไปส่งๆ ผลลัพธ์กลับออกมาดีเกินคาด เราจึงอาจเผลอเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นอยู่บ่อยๆ ท้อแท้อยู่เรื่อยๆ ดังนั้นมันจึงไม่แปลกอะไร หากบางครั้งเราจะไม่กล้าเชื่อมั่นในตัวเอง
.
จงเซลฟ์เดาท์อย่างมีสติ
อย่างที่ใครหลายคนชอบพูดกันว่าชีวิตจริงนั้นไม่เหมือนกับในหนัง เราไม่สามารถกดข้ามช่วงเวลายากๆ และชวนเครียดไปได้ การจะก้าวข้ามผ่านช่วงเวลานั้นจึงไม่ง่ายเหมือนการฉายฉากดำ พร้อมข้อความ ‘1 ปีหลังจากนั้น’
ผู้เขียนจึงอยากแชร์วิธีคิดจากประสบการณ์ส่วนตัวที่จะช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้นและเซลฟ์เดาท์อย่างมีสติ นั่นคือ
1. มองสิ่งที่ทำให้เซลฟ์เดาท์อย่างเป็นกลาง: เมื่อเราหาสาเหตุของความเซลฟ์เดาท์ได้แล้ว ให้เอามาคิดต่ออีกหน่อยว่ามีอะไรที่เราปรับปรุงได้และมีอะไรที่เราทำได้ดีแล้ว เช่น นักอ่านฟีดแบ็กกลับว่าผู้เขียนเขียนงานแล้วอ่านไม่สนุกเลย นี่คือสาเหตุของความเซลฟ์เดาท์ สิ่งที่ต้องปรับคือเรื่องศิลปะการเขียน แต่สิ่งที่อาจทำได้ดีแล้วคือเนื้อหาที่ครบถ้วน และถ้ามองอย่างเป็นกลาง ก็อาจจะเป็นไปได้ว่ามีทั้งกลุ่มผู้อ่านที่ชอบและไม่ชอบในสไตล์งานเขียนของเรา ดังนั้นทางออกคือปรับการเขียนให้มีลูกเล่นขึ้น ใช้คำศัพท์ที่หลากหลาย โดยไม่ละทิ้งสไตล์การเขียนเดิมของตัวเอง เป็นต้น
สำหรับผู้เขียน การมองอย่างเป็นกลางนี้ช่วยให้เราอยู่กับความเซลฟ์เดาท์ได้ง่ายขึ้น เราจะไม่ปลอบใจตัวเองในความผิดพลาดหรือความไม่สำเร็จมากเกินไป แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้กดดันตัวเองมากไปด้วย ทำให้เราพัฒนาในสิ่งที่ขาดไปและฝึกพอใจในสิ่งที่ทำได้ดี
2. ให้คิดว่าเดี๋ยวเรื่องยากๆ ก็จะผ่านไปได้ในที่สุด: เมื่อมองย้อนกลับไป หลายๆ คนอาจจะพบว่าเรื่องยากๆ ที่ผ่านมาแล้วนั้นกลายเป็นเรื่องขี้ปะติ๋ว พอมองจากตอนนี้ บางเรื่องก็กลายเป็นเรื่องง่ายๆ หรืออาจกลายเป็นเรื่องชวนขันเสียด้วยซ้ำ ทว่าหากย้อนเวลากลับไปถามตัวเองในตอนนั้น ตัวเองก็น่าจะยังมองมันเป็นเรื่องที่ยากแสนยากอยู่ดี ดังนั้นหากใช้วิธีคิดนี้ มันก็เป็นไปได้ว่าเรื่องยากๆ ที่ทำให้เราเซลฟ์เดาท์นั้น มันก็จะผ่านไปได้ในสักวัน เช่น การสัมภาษณ์งานไม่ผ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่าคือความเซลฟ์เดาท์ ผู้เขียนมองว่ามันเป็นเรื่องยากมากๆ แต่ก็ยังเชื่อว่ามันจะผ่านไปได้ในสักวัน ต้องมีสักรอบที่สัมภาษณ์ผ่าน และวันนั้นจะมาถึงแน่ๆ
อีกหนึ่งวิธีคิดที่เวิร์กสำหรับผู้เขียนคือการนึกถึงอนาคตหลังจากช่วงเวลายากๆ นั้น เช่น ถ้าต้องสัมภาษณ์งานอีกครั้งในวันอังคาร และเรารู้สึกเซลฟ์เดาท์เพราะกลัวว่าสถานการณ์จะซ้ำรอย ก็ให้เรานึกถึงวันพุธไว้เลย เพราะต่อให้วันอังคารจะย่ำแย่และยับเยินขนาดไหน วันพุธและหลังจากนั้นก็จะรอเราอยู่แน่ๆ
.
ความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ และสิ่งที่ได้เรียนรู้ระหว่างเป็นคนว่างงาน
หลังจากพูดเรื่องความเซลฟ์เดาท์มาจนเอียน ก็ถึงเวลามานึกถึงสิ่งที่ดูจะเป็นขั้วตรงข้ามกันบ้าง นั่นคือ ‘ความสำเร็จ’ ซึ่งก็มีส่วนเกี่ยวพันกับความเชื่อมั่นในตัวเองอยู่ด้วย
ในระหว่างเป็นคนว่างงานนี้ มีสิ่งที่ผู้เขียนมีสิ่งที่ทำสำเร็จอยู่ 3 อย่าง
1. สำเร็จการศึกษา: ก็เป็นอย่างที่เล่าไปข้างต้น ตอนนี้ยังคงเป็นความสำเร็จแต่ในนาม
2. ค้นพบวิธีแก้เมาเครื่อง: นี่นับเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่สำหรับผู้เขียน หลังจากที่ทรมานจากการเมาเครื่องมาตลอด 10 กว่าปีนี้ เพราะความเข้าใจผิดเลยปล่อยให้ท้องว่างก่อนขึ้นเครื่อง ทำให้อาเจียนแบบนอนสต็อป ความสำเร็จข้อนี้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หลังจากที่กินประชดชีวิตก่อนขึ้นเครื่องนั่นเอง
3. เปิดเพจกีฬาผู้หญิง: กล้าเอาชนะเสียงในหัวตัวเองและลองออกจากคอมฟอร์ตโซน หลังจากทดลองเป็นแฟนกีฬามาได้ไม่กี่เดือน และสังเกตว่าไม่ค่อยมีสื่อที่พูดถึงกีฬาผู้หญิงเป็นหลัก เลยเปิดเพจกีฬาผู้หญิงมันเองซะเลย แม้จะมียอดผู้ติดตามน้อยนิด แต่ก็มีแฟนๆ กีฬามาคอมเมนต์พูดคุยกันอยู่บ้าง และล่าสุดก็เพิ่งมีโพสต์ที่แตะ 100 ไลก์แรกให้ได้ชื่นใจและมีแรงใจทำต่อไป นับเป็นความสำเร็จเล็กจิ๋ว แต่รู้สึกดีมากมาย
ความสำเร็จข้อสุดท้ายนี้เองที่มอบมุมมองชีวิตใหม่ๆ ให้แก่มนุษย์ว่างงานผู้เคว้งคว้างคนนี้………เรื่องมันเริ่มเมื่อต้นปี
หากผู้อ่านบางท่านตามข่าวกีฬาวงการกอล์ฟหญิง (LPGA) อยู่บ้าง ก็น่าจะพอคุ้นหูกับชื่อ ‘โปรจีโน่ – อาฒยา ฐิติกุล’ โปรสาวชาวไทยวัย 22 ปี ที่เป็นดาวรุ่งน่าจับตา ซึ่งตอนนี้ครองตำแหน่งมือวางอันดับ 1 ของโลกอยู่ด้วย เหตุมันเกิดจากเด็กฝึกงานที่ดูกอล์ฟไม่เป็นคนหนึ่งดันจับพลัดจับผลูต้องไปสัมภาษณ์โปรกอล์ฟคนนี้ เลยต้องรีเสิร์ชข้อมูลแบบไฟลนก้น แต่ระหว่างนั้นก็มีเรื่องที่กระตุกความคิดของผู้เขียนเข้า
นี่เขาอายุเท่าเราเลยนี่หว่า………
ข้อมูลนี้ทำให้ผู้เขียนเกิดความเซลฟ์เดาท์ขึ้นนิดหน่อย แม้เราจะอายุเท่ากัน แต่โปรสาวที่พัตต์ลูกกอล์ฟลงหลุมสุดท้ายพร้อมคว้าเงินรางวัลหลักล้านกลับบ้านนั้น ต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับเด็กฝึกงานที่กำลังยืนตากแดดอยู่ขอบสนาม และพร้อมกลับบ้านแล้วตอนนี้ แม้จะไม่ได้เงินสักบาทก็ตาม
นี่ถ้าความสำเร็จของชีวิตวัดกันที่จำนวนเงิน คงเหมือนกับคนที่ประสบความสำเร็จไปแล้ว 100 ครั้ง กับคนที่กำลังเดินเตาะแตะตามหาความสำเร็จสักครั้งในชีวิต
ทว่าชีวิตจริง ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่ที่จำนวนเงิน และชีวิตของแต่ละคนก็ไม่อาจนำมาเปรียบเทียบกันได้จริงๆ
และนี่ก็เป็นอีกครั้งที่ผู้เขียนเผลอคิดว่าชีวิตนั้นง่าย เผลอตั้ง what if… ขึ้นมาในใจว่าถ้าเราเป็นนักกอล์ฟบ้างคงจะรวยไปแล้ว แต่ก็ลืมคิดไปว่าการจะเป็นโปรกอล์ฟได้นั้นต้องฝึกฝน อดทน และทุ่มเทร่างกายอย่างหนัก และแม้แต่นักกอล์ฟที่ประสบความสำเร็จเองก็อาจจะตั้ง what if………กับชีวิตเช่นกัน
โปรจีโน่ให้สัมภาษณ์ก่อนที่การแข่งขันทัวร์นาเมนต์ส่งท้ายปีจะเริ่มขึ้น เธอตอบคำถามที่ว่า ถ้าไม่นับเรื่องกอล์ฟ อะไรคือสิ่งที่ยากที่สุดในชีวิต ว่า
“สำหรับฉัน สิ่งที่ฉันอยากมีมาตลอดคือช่วงชีวิตมหาวิทยาลัย ฉันไม่เคยมีประสบการณ์นั้นเลย………แต่ทุกคนจะชอบบอกฉันว่า คุณไม่จำเป็นต้องมีก็ได้ ในเมื่อคุณอยู่จุดนี้แล้ว คุณเป็นโปรกอล์ฟ และคุณทำเงินได้มหาศาลขนาดนี้”
การควบคุมลูกกอล์ฟลูกเล็กๆ ให้ตกลงหลุมเล็กๆ อีกทีนั้นมีค่ามหาศาล เพราะความพยายามที่อยู่เบื้องหลัง และต่อให้ไม่ใช่โปรกอล์ฟ ชีวิตของแต่ละคนต่างก็มีค่ามหาศาลได้ในแบบของตัวเองอยู่แล้ว
เราต้องไม่ลืมข้อเท็จจริงที่ว่า ไม่ว่าชีวิตจะเป็นอย่างไร เราต่างก็มีเรื่องง่ายๆ ยากๆ เป็นของตัวเองทั้งนั้น
.
การจับพลัดจับผลูไปดูกอล์ฟในครั้งนั้นได้ปลุกความเป็นแฟนกีฬาให้ตื่นขึ้น ผู้เขียนเริ่มศึกษาการนับสกอร์สุดแปลกของกีฬาเทนนิส และกลับมาสนใจบาสเกตบอลอีกครั้ง โดยเฉพาะลีกบาสเกตบอลหญิงของสหรัฐฯ (WNBA) ที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น
ทุกๆ ปี ลีก WNBA จะจัดงาน ‘WNBA Draft’ ขึ้น เพื่อคัดเลือกดาวเด่นที่สมัครเข้ามา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักกีฬาตัวเต็งในระดับมหาวิทยาลัย โดยในปีล่าสุดลีกคัดเลือกผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาทั้งสิ้น 38 คน กระจายไปอยู่กับ 13 ทีม โดยผู้เล่นจำนวนหนึ่งจะถูกเชิญไปร่วมงาน ซึ่งนั่นการันตีว่าจะได้รับคัดเลือกแน่ๆ แต่ผู้เล่นบางคนจะรู้ผลผ่านการประกาศภายในงานนั้นเลย งานนี้จึงเป็นอีเวนต์ที่น่าตื่นเต้นสำหรับแฟนบาสหญิงทั่วโลก
ผู้เขียนแอบรู้สึกว่าอีเวนต์นี้ไม่ต่างอะไรกับการคัดเลือกพนักงาน เด็กจบใหม่จากทั่วประเทศต่างส่ง Portfolio เข้าไปสมัครงาน ทุกคนกำลังแข่งกันอย่างเงียบๆ ในขณะที่ตลาดแรงงานก็มีที่นั่งจำกัด พวกเขาไม่สนว่าคุณจะเรียนจบจากที่ไหน ทีมหรือคณะของคุณฟอร์มดีหรือมีชื่อเสียงหรือเปล่า พวกเขาสนใจแค่ผลงานของคุณ ความสามารถของคุณ หากโปรไฟล์ของคุณเข้าตาพวกเขา คุณก็อาจเป็นผู้ที่ถูกเลือก ซึ่งนั่นแปลว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะได้อยู่ในจุดนั้น
ในงาน ‘2024 WNBA Draft’ เมื่อผู้เล่นอันดับที่ 18 ถูกคัดเลือก เจ้าตัวดีใจแกมตกใจเพราะตั้งใจมาร่วมแสดงความยินดีกับเพื่อนเท่านั้น แต่ไม่คาดคิดเลยว่าเธอเองก็จะถูกคัดเลือกเช่นกัน
‘เคท มาร์ติน’ (Kate Martin) คือผู้เล่นอันดับที่ 18 คนนั้น ในซีซันนั้นเธอได้สัมผัสการเป็นนักกีฬาอาชีพในฐานะรุกกี้ (rookie) ได้เล่นกับผู้เล่นรุ่นใหญ่ และรายล้อมไปด้วยผู้เล่นที่เก่งกาจกว่า ก่อนที่เคทจะถูกย้ายตัวไปอยู่กับทีมใหม่แกะกล่องในซีซันต่อมา สำหรับทีมใหม่ มันคือการสร้างเคมีระหว่างผู้เล่นที่ไม่เคยร่วมทีมกันมาก่อน จึงเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาและความพยายามในช่วงแรก เคทต้องเรียนรู้วิธีการควบคุมร่างกายและความคิดตัวเองขณะที่ลงแข่ง ซึ่งมันไม่ง่ายเลย
เคทในวัย 25 ปีให้สัมภาษณ์กับพอดแคสต์ Bird’s Eye View เกี่ยวกับการเป็นนักกีฬาบาสเกตบอลอาชีพว่า
“ฉันเป็นพวกคิดมาก มันเป็นเรื่องยากสำหรับฉัน สิ่งที่ฉันพยายามทำให้ได้คือการคิดว่า มันโอเคที่จะผิดพลาด ไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบเสมอไป ซึ่งมันไม่ง่ายเลย………เรื่องยากที่สุดสำหรับฉันคือ ต่อให้ฉันทำเรื่องดีๆ สัก 10 เรื่อง แต่สุดท้ายฉันก็มักจะโฟกัสอยู่กับเรื่องแย่ๆ แค่เรื่องสองเรื่องที่ได้ทำลงไป”
บทสัมภาษณ์นี้ยิ่งตอกย้ำว่าต่อให้คุณจะอยู่ในบทบาทไหน ชีวิตของแต่ละคนก็คงมีความคิดลบๆ เข้ามาบ้าง และแต่ละคนก็ต้องหาทางจัดการกับความรู้สึกเหล่านั้นในแบบของตัวเอง
ความคิดนี้ของเคทก็อาจจะคล้ายๆ ความรู้สึกเซลฟ์เดาท์ของผู้เขียน เมื่อเราต่างอยู่บนโลกที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน ในบางครั้งต้องมีคนแพ้ มีคนชนะ แล้วพอทำผิดพลาด เราก็จะเผลอคิดไปว่าเรามันไม่เก่งเอาซะเลย หรือยังพยายามไม่มากพอ
แต่มันก็คงเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิตนั่นแหละ เพราะไม่ใช่แค่เคทที่เป็นรุกกี้ในลีก แต่เราทุกคนต่างก็เป็นรุกกี้ในชีวิตจริงกันทั้งนั้น
เอาเข้าจริง ช่วงเวลาแห่งการเป็นคนว่างงานก็ดีเหมือนกัน ได้มีเวลามานั่งทบทวนชีวิตที่ผ่านมา และได้วิธีคิดใหม่ๆ ให้ชีวิตง่ายขึ้น เพราะถ้าไม่มีเวลาตรงนี้ ผู้เขียนคงไม่รู้ว่าความเซลฟ์เดาท์ก็เป็นตัวผลักดันให้เราพัฒนาตัวเองอยู่กลายๆ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องควบคุมความเซลฟ์เดาท์ไม่ให้กัดกินจิตใจมากเกินไป
รวมถึงข้อค้นพบที่ว่าชีวิตนั้นไม่ง่าย หากคุณคิดว่ากำลังต่อสู้กับบอสของเกมชีวิตแล้ว มันก็ไม่แน่ว่าหลังจากนี้อาจจะมีลาสบอสรอคุณอยู่อีกสัก 10 ตัวก็เป็นได้ แต่ในเมื่อเราต่างเป็นรุกกี้ในทุกๆ ช่วงชีวิต มันจึงไม่แปลกหากเราจะทำผิด ทำพลาด หรือเผลอคิดว่าชีวิตมันง่ายไปบ้าง
ท้ายที่สุด ไม่ว่าเส้นทางชีวิตของคุณจะเป็นอย่างไร บทบาทของคุณจะเป็นแบบไหน คุณจะประสบความสำเร็จในชีวิตหรือไม่ ต่อให้คุณจะเป็นนักศึกษา คนว่างงาน โปรกอล์ฟ หรือนักบาสเกตบอลอาชีพ ความรู้สึกเซลฟ์เดาท์ก็จะเกิดขึ้นกับคุณอยู่วันยังค่ำ
สิ่งสำคัญคือเราต้องหาทางใช้ชีวิตอยู่กับความเซลฟ์เดาท์ให้ได้
เพราะว่าชีวิตนั้นไม่ง่าย แต่หากเราอยู่กับความเซลฟ์เดาท์ได้ ชีวิตมันอาจจะยากน้อยลงก็ได้นะ
รายการอ้างอิง
Kate Martin on the Valkyries’ Inaugural Season, Playing with Caitlin Clark, and WNBA Adjustments. (6 มิถุนายน 2025). เข้าถึงได้จาก Sue Bird: https://youtu.be/ZMbOUJcvPo8?si=UkZ2A3q-O3eVs92v
Jeeno Thitikul | CME Group Tour Championship. (19 พฤศจิกายน 2025). เข้าถึงได้จาก LPGA: https://www.youtube.com/live/Fz7wU4Qlvjk?si=rAkpRb4t3tnaz97R
Writer & Graphic Designer

เด็กจบใหม่หมดไฟ สนใจเรื่องผู้หญิงและเรื่องไม่ป๊อป มีความสุขเวลาได้สัมภาษณ์คนเจ๋งๆ และตอนนี้กำลังปั้นเพจเกี่ยวกับเลสเบียนและกีฬาผู้หญิง
