“เราไม่เคยแพ้ เพราะผู้แพ้ตัวจริงคือคนที่ยอมแพ้”
ผมกล่าวประโยคนี้หลังทีมเผชิญกับความพ่ายแพ้และตกรอบจากการทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลประจำปี ทั้งที่ทีมเราเข้ามาเล่นในฐานะทีมวางอันดับ 4 จากผลงานเยี่ยมยอดเมื่อปีที่แล้ว
ด้วยความสัตย์จริง ผมไม่มั่นใจทั้งในความหมายที่อยากจะสื่อ และสูญเสียความมั่นใจในตัวเองที่ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ทุกคนก้มหน้าก้มตา บรรยากาศปกคลุมไปด้วยความผิดหวัง ผมตะโกนบอกให้ทุกคนเชิดหน้าขึ้นและจงเดินออกจากสนามอย่างสง่าผ่าเผยเพราะเราได้สู้เต็มที่แล้ว ทุกคนเงยหน้าขึ้น แต่สีหน้าเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าพร้อมแววตาเลื่อนลอย คล้ายจะบอกกับผมว่า “ผมเหนื่อยล้าเต็มทีแล้วครับพี่” ความเงียบปกคลุมทีมที่เคยเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังงานและรอยยิ้ม พอรู้ตัวอีกทีทุกคนแยกย้ายจากกันไปอย่างเงียบๆ
ผมเป็นนักศึกษาไม่ใช่นักกีฬาอาชีพ จึงต้องใช้ชีวิตต่อไปเพราะการเรียนเป็นหน้าที่หลัก การเป็นนักกีฬาฟุตบอลเป็นเพียงงานอดิเรกเท่านั้น แต่ถึงจะแบบนั้น ฟุตบอลก็เป็นสิ่งที่ผมทุ่มทั้งแรงกายและแรงใจให้ โดยเฉพาะในการแข่งขันครั้งนี้ คำถามสำคัญที่ผมถามตัวเองต่อก็คือ “ผมจะกลับมามีพลังใจเล่นได้อีกไหม” “ทุกคนที่ฝ่าฟันมาด้วยกันจะถอดใจหายไปหรือเปล่า” หรือ “ทุกคนจะยังเชื่อในตัวเราอีกต่อไปหรือไม่” ในฐานะกัปตันทีม ผมยอมรับว่าในตอนนั้นผมแบกรับความรู้สึกที่ไม่จำเป็นมากเกินไป ทั้งความมุ่งมั่นของคนในทีม หน้าที่ที่ต้องปกป้องทุกคน และความมั่นใจที่ผู้ฝึกสอนมีให้ต่อผม
เมื่อต่างคนต่างแยกย้ายกันไปทำตามหน้าที่ของตัวเอง จากเพื่อนร่วมทีมที่เคยอยู่ใกล้ชิดกัน เคยแบ่งปันเป้าหมายเดียวกันพลันห่างเหิน เหลือทิ้งไว้เพียงความเงียบเหงารอบตัว ความเดียวดายในช่วงเวลานั้นได้ทำให้ผมได้อยู่กับความคิดของตังเองมากขึ้น ได้มองสิ่งต่างๆ รอบตัว คิดทบทวนถึงตัวตนที่ผมเป็นอยู่และสิ่งที่จะเป็นต่อไป
คำถามที่ผุดขึ้นมาคือ ‘ผมสู้มาทั้งหมดนี้เพื่ออะไร’ และนั่นทำให้ผมนึกย้อนกลับไปสู่ช่วงเวลาที่ก้าวเข้ามาในรั้วมหาวิทยาลัย
‘ยิ่งเติบโตคนเรายิ่งโดดเดี่ยว’ ผมเป็นหนึ่งในคนที่เข้าใจในประโยคนี้อย่างสุดซึ้ง ผมเลือกที่จะมาอยู่ที่หอพักในช่วงเวลาหนึ่งเดือนก่อนเปิดภาคเรียน ซึ่งทำให้ในช่วงแรกต้องต่อสู้กับความเหงาอย่างหนัก เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่เอาตัวเองออกมารํ่าเรียนไกลบ้าน แต่ละวันผสมผสานกันไปด้วยความตื่นเต้นที่ได้ลองใช้ชีวิตด้วยตัวเอง กับความหวาดกลัวกับการต้องเผชิญสิ่งที่รออยู่ข้างหน้า เราจะเข้ากับเพื่อนใหม่ได้ไหม เราจะตื่นไปเรียนเองทุกวันได้รึเปล่า ผมจะต้องโดดเดี่ยวไปแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน
ผมพยายามเอาตัวเองเข้าไปอยู่ใน Community สักอย่างหนึ่งเพื่อเป็นสื่อกลางในการเข้าสังคม และแน่นอนผมเลือกฟุตบอล
ขอเกริ่นก่อนว่าฟุตบอลไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับผม ผมเล่นฟุตบอลในตำแหน่ง ‘ผู้รักษาประตู’ มาทั้งชีวิต ตั้งแต่สมัยเด็กที่ซ้อมอยู่ใน Academy ประจำชุมชน ผมไม่ได้เก่งกาจ ไม่เคยมีพรสวรรค์ แต่โค้ชผู้ฝึกสอนของผมในวัยเด็กมักจะบอกผมมาตลอดว่า เขารู้ว่าผมรักฟุตบอลจริงๆ และบอกให้ผมฝึกซ้อมต่อไป ทว่าความจริงไม่ได้เป็นใจกับความฝัน ผมเป็นเด็กที่เกิดมาพร้อมโรคประจำตัวและโรคแทรกซ้อนหลายชนิด หนึ่งในอาการที่ส่งผลต่อชีวิตของผมมากที่สุดคือโรคหอบหืด มันทำให้ผมออกกำลังกายได้อย่างไม่เต็มที่ แถมอาการผมก็มักจะกำเริบบ่อยมากในช่วงวัยที่สำคัญต่อการปูพื้นฐานฟุตบอลทำให้สุดท้ายแล้วผมก็ลืมเลือนความรักต่อฟุตบอลไป
แต่การพยายามเข้าสังคมครั้งนั้นของผมกลับได้ผลดีเยี่ยม การที่คนเราแบ่งปันความสนใจร่วมกันมันทำลายกำแพงชั้นแรกของการทำความรู้จักกันได้อย่างง่ายดาย ผมเริ่มมีเพื่อนๆ เพิ่มขึ้นมาทีละคนสองคนตามแต่โอกาสที่เข้าร่วมเล่นฟุตบอลตามที่คนโพสต์หาเพื่อนเล่นฟุตบอลตามกลุ่มไลน์และเฟซบุ๊ก ผมเริ่มมีกลุ่มเพื่อนที่ชวนไปไหนต่อไหน แถมรู้จักเพื่อนต่างคณะ ซึ่งผมรู้ว่าการทำความรู้จักคนหลากหลายต่างสายงานแบบนี้ ในอนาคตจะทำให้เราขยับตัวทำอะไรง่ายขึ้นเช่นที่คำพูดของคนวัยผมมักจะใช้คำว่า ‘สร้าง Connection’
ความเห็นของผมต่อประโยคนี้คือ ‘เราต้องเอาตัวเองออกไปเป็นส่วนหนึ่งของสังคม’ และนั่นเป็นสิ่งที่ผมพยายามทำในตอนนั้น แม้แน่นอนว่า สุดท้ายบางคนจะหายออกไปจากชีวิต แต่หลายคนผมก็ยังติดต่อกัน กลายเป็นพันธมิตรที่ดี ทำให้จากเด็กที่มนุษย์สัมพันธ์ไม่ดีในวัยมัธยม กลายเป็นคนที่คุยได้กับทุกคนในวัยมหาลัย มองย้อนกลับก็ยังแปลกใจว่าช่วงมัธยมผมไปเอาความเป็นมิตรแบบนั้นมาจากที่ไหนกัน
แล้วพอได้หวนกลับมาสัมผัสความรักที่มีต่อฟุตบอลอย่างเต็มที่ในช่วงมหาลัยอีกครั้ง มันทำให้ผมรู้สึกมีชีวิตชีวา ถึงในช่วงแรกผมเกือบยอมแพ้เพราะโดนดร็อป เนื่องจากทำตัวไม่ดีต่ออาจารย์ไว้ แต่สุดท้ายได้โอกาสแก้ตัว ทำให้ผมสัญญากับตัวเองว่าผมจะไม่ยอมแพ้เป็นครั้งที่สอง แต่ทุกอย่างมันไม่ได้ง่ายดายอย่างที่คิด ผมถูกอาจารย์จับไปเล่นในตำแหน่งอื่น นั่นคือกองหน้า หมายความว่าผมต้องเปลี่ยนบทบาทหน้าที่จาก ‘ผู้รักษาประตู’ ไปสู่ ‘กองหน้าตัวเป้า’ ซึ่งอธิบายให้เข้าใจง่ายคือบทบาทหน้าที่ของทั้งสองตำแหน่งนั้น ‘แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง’ สิ่งที่ผมเรียนรู้มาตลอดใช้ไม่ได้ ผมต้องทำความเข้าใจทุกองค์ประกอบของการเล่นฟุตบอลใหม่ทั้งหมด ด้วยความสัตย์จริงผมก็หวั่นไหวในใจ แต่ก็สัญญากับตัวเองไว้แล้วว่าจะไม่ยอมแพ้
การซ้อมทุกวันเป็นไปอย่างสนุกสนาน เพราะผมรายล้อมไปด้วยเพื่อนๆ ที่ได้เคยทำความรู้จักกันมาก่อน ทำให้ตัวผมเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของทีมด้วยความรวดเร็ว ท่วานั่นก็มาพร้อมกับการซ้อมที่เข้มข้น ความเหน็ดเหนื่อย และวาจากระตุ้นจากทุกคน ทั้งที่รุนแรงและตรงไปตรงมา ผมรับฟังทุกคนและพยายามปรับปรุงตัวไปเรื่อยๆ โดยพยายามไม่ติดค้างเรื่องการใช้อารมณ์จากทั้งเพื่อนร่วมทีมและอาจารย์ แม้จะรู้สึกว่าตัวเองตอบสนองด้วยคำขอโทษมากไปหน่อยก็ตาม แต่คิดเล็กคิดน้อยมากไปก็ไม่เกิดประโยชน์ ผมเลยก้มหน้าก้มตาซ้อมต่อไป ตั้งสมาธิไปที่การเล่นเพียงเล่นอย่างเดียว มันเป็นช่วงเวลาที่ทั้งเหนื่อยทั้งสนุกไปพร้อมกัน เราใช้เวลาปิดเทอมหนึ่งเดือนเต็มซ้อมอยู่อย่างนั้นทุกวันเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับทัวนาเมนต์ที่จะมาในช่วงเปิดภาคเรียน แล้วด้วยความที่ทีมเราเป็นทีมขนาดเล็กที่พึ่งวางรากฐานกันใหม่เป็นปีแรกทุกคนจึงตั้งอกตั้งใจอย่างมาก
ในที่สุดการแข่งขันก็ได้เริ่มขึ้นในห้วงความหนาวของเดือนมกราคม สำหรับทัวนาเมนต์นี้เป็นการแข่งขันในรูปแบบแพ้คัดออกตั้งแต่รอบแรก ซึ่งหมายความว่า………ไม่มีโอกาสให้แก้ตัวสำหรับผู้แพ้
เกมแรกเป็นไปอย่างเคร่งเครียด ทีมเราโดนทำสกอร์ไปก่อน 1-0 บรรยากาศกดดันถาโถมเข้ามาที่ผม ด้วยหน้าที่ที่ต้องทำประตูให้ได้ ทว่าทุกคนในทีมไม่มีท่าทีหวาดหวั่น ผมหยิบลูกฟุตบอลมาเขี่ยเริ่มเกมใหม่อีกครั้ง และในท้ายครึ่งแรกผมก็เริ่มทำผลงานได้ ผมวิ่งฉีกออกจากตรงกลาง ทำให้ฝ่ายตรงข้ามสับสน เปิดโอกาสให้รุ่นพี่ร่วมทีมขยับสอดเข้ามาทำประตูได้ นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับผม และในช่วงต้นเวลาครึ่งหลังของเกม ผมก็เกือบถวายพานให้รุ่นพี่คนดีคนเดิมทำประตูได้ด้วยจากการฉกลูกฟุตบอลที่เป็นผลมาจากความผิดพลาดของผู้รักษาประตูอีกฝั่ง แล้วส่งให้รุ่นพี่ยิงจ่อๆ แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามโหม่งสกัดข้ามเส้นไปอย่างน่าเสียดาย ผมอยู่ในสนามจนเกือบนาทีสุดท้ายซึ่ง ณ เวลานั้นทีมก็พลิกกลับมานำเรียบร้อย หมายความว่า ทีมเราจะเข้าไปเล่นในรอบต่อไปเป็นที่แน่นอนแล้ว ผมรู้สึกโล่งใจในแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ความพยายามอันยาวนานได้ส่งผลดีคืนกลับมาแล้ว คืนนั้นเป็นคํ่าคืนที่ผมหลับลงได้อย่างสบายใจไร้ความกังวล
เช้าวันต่อมาเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ ผมจำได้แม่นยำเลยว่าเป็นวันเสาร์ ผมผว่าตื่นขึ้นมาเพราะเสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์ที่ผมตั้งเอาไว้ดังสุด ผมสะลึมสะลือคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาดูว่าใครมีธุระกับผมในช่วงเช้าขนาดนี้ ถ้าเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์จะด่าให้เสียศูนย์ ผมคิดในใจ ทว่าไม่ใช้ ปรากฏว่าคนที่โทร.มาเป็นคุณแม่ของผมเอง แม่พูดด้วยนํ้าเสียงเรียบๆ บอกให้ผมมาที่โรงพยาบาลประจำมหาลัยที่ผมเรียนอยู่ด่วนเพราะคุณพ่อผมป่วยหนัก ณ ตอนนั้นผมรู้เลยว่าหนักมากแน่ๆ เพราะคุณพ่อไม่เคยป่วยหนักถึงขั้นเข้าโรงพยาบาลเลย ผมพยายามจะไม่ตื่นตระหนก แต่มารู้ทีหลังจากเพื่อนที่ขับรถผ่านว่า ตอนนั้นผมขับมอร์เตอร์ไซค์เร็วและน่ากลัว แถมยังฝ่าไฟแดงไปด้วย พอถึงหน้าห้องฉุกเฉิน แม่ก็เล่าให้ผมฟังทั้งหมด ก่อนคุณพ่อออกไปทำงาน คุณพ่อเกิดอาการหน้ามืดและหายใจไม่ออก เลยรีบไปหาหมอที่โรงพยาบาลประจำจังหวัดบ้านเกิดผม หมอวินิฉัยได้อย่างรวดเร็วว่าคุณพ่อมีอาการเส้นเลือดหัวใจอุดตันเฉียบพลัน และถูกรีบนำตัวมาผ่าตัดที่ศูนย์หัวใจของโรงพยาบาลประจำมหาวิทยาลัยที่ผมเรียนอยู่ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่ใหญ่ที่สุดในภาคอีสาน ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี วันแรกคุณพ่อยังไม่ฟื้น ผมก็ได้แต่กลับห้องไปนอนให้วันนี้มันผ่านๆ ไป ผมคิดอย่างหนักว่าจะถอนตัวออกจากทีมดีไหมเพราะผมก็ใจเสียไปแล้ว มาวันที่สองคุณพ่อฟื้นคืนสติขึ้นมาแล้ว แต่ก็ได้แต่พยักหน้ากับขยับแขนขาได้นิดหน่อย ยังพูดไม่ไหว ถึงตอนนี้ผมก็กัดฟันตัดสินใจจะเล่นต่อไป เพราะต่อให้ผมอยู่เฝ้าคุณพ่อทั้งวันทั้งคืนอาการก็คงไม่ดีขึ้นทันใด และอาการของพ่อก็ถือได้ว่าพ้นขีดอันตรายไปแล้ว
พอถึงวันแข่งนัดต่อมา ผมกลับรู้สึกสบายใจเกินที่เคยคิดเอาไว้ อาจจะเป็นเพราะบรรยากาศที่ดีในทีม ผมไม่ค่อยได้บอกใครเรื่องคุณพ่อ เพราะไม่อยากให้เป็นเรื่องใหญ่ในทีม บอกก็เฉพาะเพื่อนที่สนิทกันจริงๆ แต่แน่นอนเรื่อง มันไปปากต่อปาก หลายคนเข้ามาให้กำลังใจ ทำให้ผมรู้สึกขอบใจพวกเขามากๆ รู้เลยว่าทุกคนเอาใจช่วยผมจริงๆ และแล้วเกมที่สองก็เริ่มขึ้น รอบนี้เราโดนออกนำก่อนเช่นเดิม แต่ที่ไม่เหมือนเดิมเลยคือโอกาสทำประตูของเรามีน้อยลงมากๆ ทว่าในช่วงต่อเวลาของครึ่งเวลาแรก ผมก็ทำประตูตีเสมอให้กับทีมจนได้ แทบทั้งทีมวิ่งมากอดผม และหลังจากนั้นลูกที่ สอง สาม สี่ ก็ตามมาอย่างต่อเนื่องในครึ่งเวลาหลัง ส่งให้เราชนะเข้าสู่รอบถัดไปอย่างสง่างาม หลังจากนั้นเราก็สู้กันสุดใจในรอบต่อไปเรื่อยๆ บทสรุปแล้วคือเราได้ที่ 4 ในการแข่งขันครั้งนี้ นับเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของทีม และคือบทสรุปสุดท้ายของเรากับปีแรกของผมในชีวิตมหาวิทยาลัย
การได้สัมผัสความสำเร็จกลับเป็นภัยเข้าย้อนมาทำร้ายตัวพวกเราเอง ในปีนี้ ผมที่ได้รับบทกัปตันทีมเริ่มหลุดโฟกัสออกจากการซ้อมในช่วงก่อนแข่ง น้องๆ ที่เข้ามาใหม่ซึ่งได้รับฟังเรื่องต่างๆ จากรุ่นพี่ก็มีความรู้สึกบางอย่าง มันไม่ใช่อาการเหลิงซะทีเดียว ผมอยากนิยามมันว่าความประมาทเลินเล่อมากกว่า เพราะทุกคนก็ตั้งใจในการซ้อม แต่ดันประเมินคู่แข่งตํ่ากว่าความเป็นจริงมากเกินไป และนั่นก็ส่งผลให้เราพ่ายแพ้ตกรอบตั้งแต่รอบแรกและถีบผมมาอยู่ในห้วงเวลาที่ยากลำบากนี้
หลังจากใช้เวลาไตร่ตรองทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านมา ผมก็ได้หวนนึงถึงคำพูดของตัวเองที่พูดเอาไว้ในวันที่ยากลำบากที่สุด “เราไม่เคยแพ้ เพราะผู้แพ้ตัวจริงคือคนที่ยอมแพ้” ผมจะมาผิดคำพูดของตัวผมเองเอาตอนนี้น่ะหรอ? ไม่มีทางเกิดขึ้นอย่างแน่นอน แต่ตอนนี้คงต้องปล่อยให้ตัวเองได้พักผ่อน เอาหัวออกจากฟุตบอลเสียหน่อย แต่ก็ทำได้ไม่นาน พอตั้งสติได้ผมก็กลับมาซ้อมอีกครั้ง แม้ว่าจะไม่ได้มีรายการแข่งขันที่จะเริ่มในเร็วๆ นี้ ผมก็แบ่งเวลามาบ้างถ้าหากพอมีเวลาว่างจากการเรียน เริ่มต้นด้วยการกลับมาวิ่งเพื่อเสริมความอึดให้ระบบหายใจ ศึกษาการเล่นให้หลากหลายขึ้นและนำมาปรับใช้ให้สอดคล้องกับสไตล์การเล่นของผม พร้อมกับที่ค่อยๆ พูดชักชวนให้เพื่อนร่วมทีมกลับมาซ้อมฟุตบอลด้วยกันเรื่อยๆ หลายคนเลือกที่จะลุกกลับมาอีกครั้ง หลายคนก็หายไปจากทีมถาวร แต่ก็นับได้ว่าทุกคนที่กลับมานั้นให้่ความไว้วางใจกันสุดๆ อยู่ด้วยกันอย่างเหนียวแน่นกันยิ่งกว่าเดิม และเป็นที่แน่นอนแล้วว่าทุกคนพร้อมจะกลับมาสู้ไปด้วยกันอีกครั้ง
ทุกวันนี้บรรยากาศในทีมฟื้นตัวอีกครั้ง ทุกคนจะไม่มีทางลืมความผิดหวังนั้น แต่พวกเราจะอยู่กับมันตลอดไป นั่นคือความหมายของการก้าวผ่าน และการเอาชนะตัวเองในครั้งนี้ ผมนับมันเป็นหนึ่งในความสำเร็จ ความสำเร็จที่ไม่จำเป็นต้องเป็นรูปธรรม ไม่ต้องเอามันออกมาโชว์ให้ใครหรือป่าวประกาศให้ใครฟัง เป็นการสร้างคุณค่าความภาคภูมิใจให้ตัวเองว่า ครั้งหนึ่งผมเคยก้าวผ่านพายุลูกใหญ่มาด้วยตัวของผมเอง ต้นปีหน้าทีมเรามีรายการแข่งขันใหญ่รออยู่ถึงสองรายการ รวมถึงทัวนาเมนต์ที่จะจัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย ซึ่งจะเป็นก้าวใหม่ของผมกับทีม
ด้วยเหตุนี้การฝึกซ้อมจึงดำเนินไปอย่างเข้มข้น และการเขียนบทความนี้ก็ช่วยเตือนใจผมว่า ผมสู้มาตลอดและจะสู้ต่อไป
“เพราะความสำเร็จไม่ใช่ที่สุด ความล้มเหลวไม่ใช่จุดจบ สิ่งสำคัญคือความกล้าหาญที่จะก้าวต่อไป” Winston Churchill
Writer
Graphic Designer

Born to slay, forced to work 🤡

