เรื่อง : greenerypine
ภาพ : greenerypine

          ตั้งแต่เด็กจนโต ความสำเร็จของฉันคือการมีเงินเยอะๆไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ฉันนำเอาปัจจัยทางเศรษฐกิจมาเป็นมาตรวัดความสำเร็จของตัวเอง
          รู้ตัวอีกที ในสมองก็มีแต่ความคิดที่อยากจะหาเงินให้ได้เยอะๆ

          สอบได้ที่หนึ่ง เรียนวิชาประวัติศาสตร์ได้คะแนนเต็ม ผลการสอบวัดระดับอันน่าพึงพอใจ สอบได้มหาวิทยาลัยชื่อดัง อะไรเทือกนั้นที่ผู้ใหญ่ครอบครัวอื่นเห็นแล้วอิจฉาเป็นอะไรที่ธรรมดามาก มันจะมีค่าสำหรับฉันก็ต่อเมื่อมันแปรผันเป็นเงินเท่านั้น

          แต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้อีกเหมือนกันที่ฉันไม่อยากสูญเสียความสามารถด้านวิชาการของฉันไป เพราะรู้สึกเหมือนมันเป็นอย่างเดียวที่ฉันทำได้ดี และสนุกไปกับมัน

          ฉันเติบโตมาและสูญเสียมันไปทีละน้อย
          แล้วเมื่อตระหนักได้ว่าเป็นคนที่เก่งที่สุดตลอดไปไม่ได้ ฉันจึงเลิกพยายามไขว่คว้า จนตอนนี้ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าความสำเร็จในนิยามของฉันคืออะไร
          การมีชื่อเสียง? ก็ไม่ใช่ซะทีเดียว

          ฉันมุ่งหน้าหาเงิน เงิน เงินเท่านั้นที่จะทำให้ฉันมีความสุข
          ฉันมีความสุขที่สุดตอนได้เห็นเงินในบัญชีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
          แล้วจู่ๆ วันหนึ่ง เงินจำนวนน่าพึงพอใจนั้นก็ลดลงเรื่อยๆ
          ลดลง
          ลดลง
          ลดลง
          จนหมดลง
.

          ฉันกลับมามองภาพสะท้อนตัวเองในกระจก ตัวฉันที่เคยยิ้มกว้างที่สุดเมื่อสอบได้คะแนนเต็มคนนั้นยังอยู่กับฉันหรือเปล่า เด็กที่เคยดีใจเมื่อได้กินไอศกรีมเป็นรางวัลของการเรียนดีเด็กที่เคอะเขินคำชมของคุณแม่
          เด็กที่นั่งมองเกรดเฉลี่ยของตัวเองซ้ำๆ ไปมาอย่างภาคภูมิใจ
          เด็กคนนั้นเติบโตมากับการนอนไม่เป็นเวลา กินอาหารประหลาดไร้โภชนาการ บริโภคสื่อที่ไม่เป็นผลดีกับสุขภาพจิต ไม่คิดจะขยับตัวหากเป็นวันหยุด ใช้ชีวิตแบบนี้ซ้ำๆ ซ้ำๆ วนเรื่อยไปอย่างกับหนูที่วิ่งอยู่ในกรงแคบๆ ของมัน กระทั่งฉันตระหนักได้ว่าร่างกายกำลังเอาคืน

          ฉันในวัย 21 ปี มีจำนวนยาที่ต้องกินเยอะกว่าคุณย่าที่อายุ 70 กว่า ฉันผู้ไม่เคยบอกข้อมูลกับบุคลากรทางการแพทย์ได้ว่านอนหรือตื่นกี่โมง
          ฉันผู้ไม่มีกิจวัตรประจำวัน
          และฉันผู้ที่ไม่ประสบความสำเร็จอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย

          ผลลัพธ์ของความพยายามที่ผ่านมาหายวับไปกับตาเมื่อสุขภาพไม่เอื้ออำนวย ทั้งร่างกาย และจิตใจ สมองสั่งให้ฉันพยายามผ่านไปวันต่อวันเพื่อมีชีวิตอยู่รอดู ‘ความสำเร็จ’ ของตัวเอง

          มันต้องสร้างขึ้นไม่ใช่หรือ………
          แต่ตอนนี้ฉันหมดแรง

          ในช่วงเวลาที่หมดแรง ฉันมีโอกาสได้ใช้ความคิด
          การที่ฉันหมกมุ่นกับตัวเลขในบัญชีขนาดนั้น เป็นเพราะว่ามันคือสิ่งเดียวที่ฉันพึ่งพาได้

          “เรียนไม่เก่งก็ไม่เป็นไร” พ่อฉันพูด “หาเงินได้ก็พอ”​ เขาพูดต่อ
          ดูเป็นคำพูดธรรมดาๆ แต่มันมีน้ำหนักมากนัก 
          ฉันรู้สึกเหมือนฉันแบกมันไว้บนบ่าตั้งแต่อายุ 10 ต้นๆ — ช่วงเวลาที่แม่จากไป

          ฉันจะเรียนไม่เก่งก็ได้ แต่อนาคตของฉัน ฉันต้องรับผิดชอบเอง
          ฉันเรียนเก่งแต่หาเงินไม่ได้ นั่นคือความล้มเหลวสำหรับครอบครัวของฉัน
          ฉันทำในสิ่งที่อยากทำได้ แต่ถ้าหากมันไม่สำเร็จมากพอ นั่นคือความล้มเหลวอีกเช่นกัน
          งานอดิเรกของฉันถูกตีตราว่าเป็นกิจกรรมไร้สาระและสิ้นเปลืองทั้งหมด 
          เพียงเพราะมันทำเงินได้ไม่มากพอ

          ฉันเคยพยายามหาเงินจากงานอดิเรกเพื่อให้พ่อพอใจ
          และพบว่ามันไม่มีความหมายอะไร และไม่ให้อะไรกับฉันเลยนอกจากความทุกข์ทรมาน ฉันไม่อยากทำงานอดิเรกของฉันอีกต่อไป เมื่อนั้น ฉันเริ่มมีที่พึ่งทางใจลดลงเรื่อยๆ
          ลดลง
          ลดลง
          ลดลง

          ฉันมีความหวังเล็กๆ ว่าสักวันเขาจะยอมรับในตัวฉัน แต่ดูเหมือนจะไม่มีวันนั้นเลย ไม่ว่าฉันจะพยายามสักเท่าไหร่ ความพยายามทำให้ฉันผิดหวังและท้อใจยิ่งกว่าการไม่ได้รับคำชมตั้งแต่แรกเสียอีก

          ถ้าฉันบอกพ่อกับแม่ด้วยประโยคเดียวกันว่า
          “ดูรูปวาดหนูสิ” พร้อมรอยยิ้มที่ภาคภูมิใจแม่จะปรบมือเสียงดัง พร้อมกับชมฉันด้วยถ้อยคำสวยงามมากมายเกินกว่าที่ฉันจะนึกออก ฉันมักจะบอกให้แม่หยุดชม เพราะในใจจริงๆ รู้สึกว่าฉันไม่คู่ควรกับคำชมเหล่านั้นขนาดนั้น แต่แม่ก็ยังทำเหมือนเดิมเสมอ ทำ………กับทุกความสำเร็จของฉัน
          ไม่ว่ามันจะเล็กหรือใหญ่ ไร้สาระในสายตาคนอื่นแค่ไหน
          ฉันจะได้รับคำชมจากแม่เสมอ

          กลับกัน หากฉันบอกกับพ่อ สิ่งที่จะตามมาคือการถามราคาสีและอุปกรณ์ที่ฉันใช้
พร้อมสาธยายว่ามันสิ้นเปลือง ไร้สาระ และไร้ค่าทางเศรษฐกิจเกินกว่าที่คนเป็นพ่อนั้นจะรับได้

          สำหรับตอนนี้ฉันเรียนรู้แล้วว่า ความสำเร็จของฉัน ไม่ใช่การหาเงินได้เยอะๆ แต่คือการที่ฉันสามารถมีอิสระทางการเงินมากพอ เพื่อที่ฉันจะได้หลุกพ้นจากคำครหาที่ทำลายความคาดหวังของฉันซ้ำๆ

          ฉันไม่เคยถูกบังคับให้เรียนเก่ง สอบเข้าสถาบันดัง หรือโหมเรียนพิเศษเหมือนกับเด็กคนอื่นในวัยเดียวกัน บางคนอาจมองว่าเป็นความโชคดี แต่สำหรับฉัน ฉันรู้ดีว่านี่คือบททดสอบ
เมื่อไม่มีกรอบ ฉันจึงต้องพยายามมากกว่าคนอื่น หากอยากได้ผลลัพธ์แบบเดียวกัน

          เพราะฉะนั้นเงื่อนไขในชีวิตของฉันจึงมากนัก แม้จะไม่มีใครมากดดันตรงๆ ว่าต้องเข้าเรียนที่ไหน ต้องมีความสามารถพิเศษอะไร แต่เหมือนตัวฉันเรียนรู้ได้เองว่าต้องเรียนให้เก่ง รับผิดชอบตนเองให้ดี พร้อมกับหาเงินให้ได้ในจำนวนที่มากพอ
          เพราะหากรับผิดชอบชีวิตตัวเองได้ไม่ดี แล้วต้องพึ่งพาใครไปตลอดชีวิต
          ฉันคงต้องเผชิญกับความทรมานนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

          แต่การทำทุกอย่างพร้อมกันนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก ร่างกายของฉันมันกำลังฟ้องอย่างหนัก ด้วยอาการเจ็บแบบแรนดอมที่เกิดขึ้นทุกวัน
          ไมเกรน ผื่นคัน และยิ่งไปกว่านั้น คือความเจ็บปวดทางใจ

          ในตอนนี้ ฉันแค่อยากให้คนที่มีความหมายต่อฉันแสดงความยินดีอย่างจริงใจในความสำเร็จของฉันเหมือนกับในวัยเด็ก ไม่ว่าความสำเร็จนั้นจะเล็กหรือใหญ่แค่ไหน ฉันอยากตื่นขึ้นมาใช้ชีวิตโดยไม่ผูกติดกับปัจจัยทางเศรษฐกิจจนบ่อนทำลายสุขภาพอีกแล้ว
.

          ฉันจะเริ่มต้นใหม่ หาวิธีเรียนรู้ที่จะรับมือกับมันในแบบที่ฉันพอใจ 
          และไม่พยายามนำ ‘ความสำเร็จ’ ไปผูกติดกับใครอีกแล้ว

          ฉันจะเป็นคนให้สิ่งนั้นกับตัวเอง
          ฉันจะกินไอศกรีมทุกครั้งหลังทำบางอย่างสำเร็จ

          สำหรับวันนี้ การเขียนบทความนี้เสร็จ ก็เป็นความสำเร็จอย่างหนึ่งแล้ว
          เมื่อปลายลิ้นสัมผัสกับรสชาติขมปนหวานที่คุ้นเคย ไอศกรีมรสช็อกโกแลตราคาถูกในร้านสะดวกซื้อทำให้ฉันรู้สึกว่ากำลังได้ตัวเองกลับคืนมา

          ฉันหวังว่าผู้ที่กำลังอ่านบทความนี้อยู่จะพิจารณาหาความหมายของคำว่า ‘ความสำเร็จ’ ในแบบฉบับของตนเองเจอ ไม่หักโหมเพื่อมันมากนักและยินดีกับตนเองในทุกๆ ก้าวที่มีส่วนประกอบของคำนี้
          หรือหากโชคดีไปกว่านั้น
          ฉันหวังว่าคุณผู้อ่านจะมีคนข้างๆ คอยยินดีกับทุกความสำเร็จอย่างจริงใจ