เรื่อง : birbbidiboo
ภาพ : ภัชราพรรณ ภูเงิน และ ธีรภัทร กมล
Trigger Warning: บทสัมภาษณ์นี้มีการกล่าวถึงความรุนแรง การทำร้ายตัวเอง ความคิดอยากตาย และการฆ่าตัว ซึ่งอาจกระทบต่อความรู้สึกผู้อ่าน ต้องการคำปรึกษา หรือความช่วยเหลือ โทร. สายด่วนสุขภาพจิต 1323 และสายด่วนสะมาริตันส์ 02-113-6789
.
เมื่อพูดถึงคำว่าตาย หลายคนคงนึกถึงการเสียชีวิต การจากโลกนี้ไปแบบไม่มีวันหวนกลับของใครสักคน สัตว์สักตัว หรืออาจเป็นสิ่งที่เรียกว่าการตายไปจากความทรงจำ
ความตายอาจเป็นประสบการณ์ที่พบเจอได้เพียงหนึ่งหรือสองครั้ง บางคนตายแล้วตายเลย บางคนตายแล้วฟื้น หรือถ้าเฉียดตายก็อาจประสบได้มากกว่า
แต่คุณเชื่อไหมว่า………ฉันตายมาแล้วหลายครั้ง มากจนนับไม่ไหวเลยล่ะ
คุณอาจจะเคยเห็นหรือเคยได้ยินประโยคที่ว่า ‘ฉันคนเก่ามันได้ตายไปแล้ว’ เรามาใช้คอนเส็ปต์นี้เป็นคำนิยามความตายของฉันแล้วกัน
.
เราตายครั้งแรกตอนอายุแค่เลขหลักเดียว คิดว่าไม่เกินอนุบาล มันยากมากที่จะนึกภาพตัวเองใช้ชีวิตตอนนั้นออกมาเป็นฉากๆ ได้ อย่างเราก็จำได้แค่ว่านอนในห้องสี่เหลี่ยม ผนังสีขาว พื้นลายหินขัด มีตุ๊กตาก้านกล้วย น้องสาวเป็นก้อนสสารบางอย่าง ไปโรงเรียนก็จำได้แค่การนอนกลางวันที่เราไม่นอน ลืมตามองเพดานจนครูจี้ว่าทำไมไม่นอนล่ะ แต่ว่าเราตอนนั้นนิสัยเป็นยังไง พูดแบบไหน ชอบทำอะไร ตัวเราเป็นแบบไหน สิ่งนี้ไม่มีอยู่ในหัวเลย เด็กน้อยคนนั้นอาจจะเป็นเด็กร่าเริง ยิ้มง่าย ตามที่เห็นจากรูปในอัลบั้มน่ะนะ กลายเป็นว่าแม้แต่ตัวเองยังจำไม่ได้ คงตายไปแล้วล่ะ
ขึ้นประถมมา เราเริ่มจำเรื่องของตัวเองได้นิดหน่อย เราชอบอ่านการ์ตูน เหมือนจะขอแม่ซื้ออาทิตย์ละเล่มเลย ช่วงนั้นเริ่มชอบฟังเพลงแล้ว เราติดเพลง The Show ของ Lenka มาก เรามีนม 1 กล่องกับขนมปังหน้าสังขยาใบเตยเป็นขนมที่แม่เตรียมใส่กระเป๋าให้ไปกินตอนพักแทบทุกวัน โดนเพื่อนล้อว่ากินขี้มูก นิสัยไม่ดีเนอะ ;-( แล้วก็เราเริ่มเรียนพิเศษคณิตกับภาษาอังกฤษ เรียนทุกเย็นเลย เสาร์-อาทิตย์ก็เรียน อยู่บ้านแม่ก็ให้ท่องศัพท์ทุกวัน
ตอน ป.3 เราย้ายโรงเรียนมาเรียนโรงเรียนคาทอลิค อยู่หอในด้วย ได้กลับบ้านเย็นวันศุกร์ แล้วกลับมาที่หออีกทีวันอาทิตย์ เป็นช่วงเรามีความทรงจำเยอะมากกกกก ได้เจออะไรใหม่ๆ เพื่อนใหม่ การเรียนแบบใหม่ จากที่เคยเรียกครูก็เรียก มิส บ้าง มาสเตอร์ บ้าง เราเป็นเด็กที่ครูคุมหอกับครูประจำชั้นเอ็นดู เพราะว่าเรียบร้อย เรียนเก่ง เราเล่นกับเพื่อนทุกคนเลย นึกย้อนไปแล้วก็รู้สึกว่า โห ตอนนั้นทำไปได้ยังไง เรียนถึงหกโมงเย็นทุกวัน ใช้ชีวิตเป็น routine เพราะมีครูคุม อยู่ห่างไกลพ่อแม่ตั้งแต่ตัวกะเปี๊ยก
ตอนนั้นเราว่าเราไม่เคยรู้สึกว่าการเรียนมันทรมานเลยนะ เหมือนเราเรียนเรื่อยๆ ไม่ได้กดดันตัวเองทั้งที่เรียนหนักขนาดนั้น กลับบ้านวันศุกร์ เสาร์-อาทิตย์เรียนพิเศษที่บ้าน กลับหอเพื่อไปเรียนวันจันทร์ ไม่มีวันไหนที่เราหยุดเรียนเลย มาคิดแล้วก็เอ๊ะ เด็กต้องเรียนเยอะขนาดนี้ไหมนะ จนวันหนึ่ง ตอน ป.4 คะแนนเฉลี่ยเราตกมาอยู่ที่ 74 กว่าๆ เราโดนพ่อแม่ว่าเรื่องการเรียนเป็นครั้งแรก แบบว่าครั้งแรกที่จำฝังใจน่ะ
“ทำไมทำได้แค่นี้ ถ้าพยายามอีกนิดหนึ่งก็ได้ 4 แล้ว”
มันแบบ เฮ้ย! เราการเรียนแย่แล้วใช่ไหมนะ แต่มันก็ยังมากกว่าเพื่อนในห้องนี่ ก็ยังเป็นท็อปห้องอยู่ไหม นั่นละ จุดเริ่มต้นความทรมานในการเรียนของเรา เราตายครั้งที่สอง
ขึ้น ป.5 เราจำได้ว่าเรามีคำพูดติดปากคือ ‘อยากตาย’ เราเริ่มเครียดกับคะแนน เริ่มกังวลกับการบอกผลการเรียนให้พ่อแม่รู้ กังวลเกินเหตุกับการคุยกับพวกเขา เราเริ่มไม่ชอบคนที่บ้าน ไม่ชอบน้องชายที่อายุห่างจากเรา 8 ปี ไม่ชอบที่พ่อแม่มาจ้ำจี้จ้ำไชการเรียนทั้งที่มันไม่มีอะไรที่วิกฤติจนน่าเป็นห่วง เรียกได้ว่าหลังจากตายครั้งที่สอง เราเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงกับที่บ้าน แต่ก็ยังเลือกที่จะกลับบ้านทั้งที่จะอยู่หอช่วงวันหยุดก็ได้ แค่รู้สึกว่าคำว่าบ้านหรือครอบครัวมันเริ่มห่างออกไปทีละนิด
.
เราไม่อยากบอกรักแม่ เราไม่อยากพูดคำว่าคิดถึง เรารู้สึกว่าการกอดการหอมเป็นเรื่องอี๋ๆ อาจจะเพราะเริ่มเป็นวัยรุ่นไหมนะ หรือไม่ก็การมีพื้นที่ส่วนตัว การได้อยู่กับเพื่อนที่โรงเรียนมากกว่าอยู่กับครอบครัวอาจจะทำให้เราเป็นแบบนั้น หรือเปล่า?
ป.6 เหมือนจะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของเด็กคนหนึ่ง การสอบ O-Net การสอบเข้าโรงเรียนอื่นเพื่อเรียนต่อมัธยมต้น การบอกลาเพื่อนบางคนที่ไปเรียนที่อื่น สังคมเปลี่ยนไปอีกครั้ง เราเองก็เหมือนกัน แม่ให้เราไปสอบเข้าโรงเรียนหนึ่ง ต้องสอบ CEFR สอบหลายรอบมาก จนกว่าจะได้ที่พอใจแล้วก็ติดสัมภาษณ์อีก แต่สุดท้ายเราก็ไม่ได้ย้ายไปที่นั่นนะ เราเริ่มสับสนอีกครั้งว่าแม่ทำแบบนี้ทำไม ทำไมแม่ถึงให้ไปสอบแต่ไม่ให้ไปเรียนที่นั่น เสียค่าสอบเพื่ออะไรถ้าจะให้ต่อที่เดิม เราอุตส่าห์บอกลาเพื่อนว่าจะไปต่อที่นั่นนะ ทำไมมันกลายเป็นอย่างนี้ล่ะ แต่เราก็ช่างมัน ยังไงมันก็ทำอะไรไม่ได้อยู่แล้วนอกจากทำต่อไป
มัธยมของที่นี่ต่างจากโรงเรียนอื่นนิดหน่อย ที่นี่เราเรียน 6 วันเป็นเรื่องปกติ วันธรรมดาเลิกเรียนหกโมงเย็น วันเสาร์เลิกเรียนบ่ายสาม มันคือการเรียนพิเศษนะ แต่ว่าต้องเรียน กลายเป็นว่าสิ่งที่เป็นการเรียนเสริมเป็นเรื่องจำเป็นซะงั้น ตอนนั้นระบบรวนหมดเลย จากที่กลับบ้านไปเรียนพิเศษ 2 วันกลายเป็นต้องยัดทั้ง 2 วิชาภายในวันอาทิตย์ โคตรเหนื่อยเลย กลับบ้านเหมือนเปลี่ยนที่นอน อยู่บ้านไม่ถึง 24 ชม. ก็กลับมาโรงเรียนแล้ว เป็นอย่างนั้นอยู่เกือบปี สุดท้ายก็ยกเลิกเรียนพิเศษที่บ้านช่วงปิดเทอม กลับไปเรียนแค่ช่วงเปิดเทอม พอได้พักหายใจหายคอบ้าง
.
เล่าเรื่องยาวมาก การตายครั้งที่สามมาแล้ว ม.2 เราค้นพบว่าเราเป็นเด็กที่แม่ท้องก่อนแต่ง การท้องก่อนแต่งไม่ใช่เรื่องที่แย่ ที่แย่คือเราเห็นมาตลอดว่าพ่อกับแม่ไม่ได้รักกันหวานชื่นขนาดนั้น เหมือน flash back กลับไปว่าแม่เคยพาเรากับน้องไปอยู่บ้านป้า แต่สุดท้ายก็กลับมาอยู่บ้าน มีพ่อที่มักจะออกไปดื่มกับเพื่อนแล้วเรียกให้มาเปิดประตูให้ตอนทุกคนนอนแล้ว พ่อที่เป็นจอมบงการ ทุกอย่างต้องได้ดั่งใจเขา พูดจาไม่คิดถึงใจคนฟัง หรือบางทีการที่เราเกิดมาอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้แม่ต้องเจอเรื่องพวกนี้ก็ได้ ถ้าเราไม่เกิดมาแม่ก็อาจจะไม่อยู่กับผู้ชายคนนี้ น้องไม่ต้องมาเจออะไรแบบนี้ด้วย อาจจะมีครอบครัวที่ดีกว่าหรือแย่กว่า แต่คงไม่ใช่แบบที่มีอยู่ แม่อาจจะไม่ต้องออกจากที่ทำงานมาทำงานกับพ่อไหมนะ ทำไมเราต้องเกิดมาเจอเรื่องอะไรแบบนี้ด้วย
การตายครั้งนี้เราเปลี่ยนไปอีกครั้ง จากที่รู้สึกอี๋กับการแสดงความรักในครอบครัวกลายเป็นรังเกียจ เกลียดตัวเอง เกลียดพ่อ สงสารแม่ สงสารน้อง เราอยากตาย เราไม่พูดกับพ่อ ไม่ใช่พ่อไม่พูดกับเรานะ แต่เป็นเราที่เลี่ยงไม่ให้เราต้องคุยกันมากกว่าการสวัสดี ขอบคุณ หรือตอบอะไรสั้นๆ จนอาม่ามาว่าเราว่า
“ไม่คุยกับป๊า ทำป๊าเสียใจมันบาปนะ”
อาม่ากล้าพูดแบบนี้กับหนูได้ยังไงกันนะ ทั้งที่อาม่ารู้ดีว่าลูกชายของตัวเองเป็นคนปากไม่ดี เป็นคนพูดไม่คิด ขวานผ่าซาก ถ้ามันจะบาปก็ให้บาปไปเถอะ ก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองจะมีบุญอยู่แล้วด้วยซ้ำ
เราไม่แน่ใจว่าอะไรทำให้แม่เรากลายเป็นอีกคนที่เราไม่กล้าแม้แต่จะพูดเรื่องเล่นๆ เราเคยขังตัวเองอยู่ในห้อง ร้องไห้จนแม่ขอร้องให้เราออกมา แม่พยายามกอดเรา ถามเรา
“แม่เป็นแม่ที่แย่ใช่ไหม แม่เลี้ยงหนูไม่ดี แม่ผิดเองใช่ไหมที่ปล่อยให้หนูไปเรียนไกลจากพ่อแม่”
มันไม่ได้มีแค่นั้นหรอกแม่ อาจจะไม่ใช่แม่ที่ผิด อาจจะไม่ใช่หนู หรืออาจจะไม่ใช่พ่อด้วย หนูไม่อยากโทษแม่เลยที่เลือกผู้ชายผิด หนูไม่รู้เลยว่าเรื่องแบบนี้มันผิดที่ใคร ขนาดแม่ถามว่ารักแม่ไหม หนูยังไม่รู้เลยว่าการพูดออกไปมันเป็นการพูดโกหกหรือเปล่า แม่จะเสียใจหรือเปล่าถ้าได้ยินหนูพูดว่าหนูรักแม่ทั้งๆ ที่หนูไม่รู้ด้วยซ้ำว่าความรักในครอบครัวเป็นยังไง หนูเลยเลือกที่จะไม่พูดอะไรออกไปทุกครั้งที่ได้ยินประโยคบอกรักที่ต้องการให้หนูบอกกลับ
เราใช้ชีวิตเหมือนร่างไร้วิญญาณ ลอยๆ เปื่อยๆ เปราะบาง แตกหักง่ายมาตลอดช่วง ม.3 กระทบกระทั่งกับแม่บ้าง ทำร้ายตัวเองบ้าง มันเริ่มรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าบอกว่าเราตบหน้าตัวเองจะฟังดูตลกไหม ทุกครั้งที่เรากลับบ้านแล้วเราทำให้แม่ไม่พอใจ เราเดินหนีไปทำอย่างอื่น ไปห้องน้ำ ไปห้องไหนก็ได้ ตบหน้าแรงๆ จนหน้าหัน บางทีก็ตบมากกว่า 1 ครั้ง จิกมือตัวเองจนมีแต่รอยเล็บ จับคอแล้วออกแรงบีบโดยไม่รู้ตัว เรื่องตบหน้าตัวเองเราไม่เคยบอกใครเลยนะ จนเราตายอีกรอบนั่นล่ะ คนถึงเริ่มรู้
.
ชีวิตมัธยมปลายเหมือนจะไม่มีอะไรมากแต่มันก็มี เราต่อที่เดิมทั้งที่เราชอบภาษามากเพราะแม่ไม่ให้ไปที่อื่น เราขอไปอีกโรงเรียนที่มีศิลป์-เกาหลี แม่บอกว่า
“สายศิลป์ที่ไหนก็เหมือนๆ กัน ถ้าจะเรียนก็กลับมาเรียนแถวบ้าน โรงเรียนนั้นแม่ให้ได้แค่วิทย์-คณิต”
หวา แย่จัง เพราะมันไม่มีหอในเหรอ การเรียนสายวิทย์มันทำให้แม่ยอมแลกกับการให้หนูไปอยู่หอนอกเลยสินะ แต่เราก็ไม่ไปไหน ยอมอยู่สังคมโรงเรียนเดิมก็ได้ เรียนสายวิทย์ก็ได้ มันก็คงจะจบๆ ไปเหมือนกับที่เรียนตอนมัธยมต้น (มั้ยวะ?)
ตอนนั้นมันช่วงโควิดพอดี การอยู่บ้านค่อนข้างทรมาน แต่ยังดีที่มีข้ออ้างระหว่างวันว่าเรียนอยู่ คนอื่นเลยไม่ค่อยเข้ามาพูดอะไรใส่มากนัก เรามีเพื่อนใหม่ที่พาเข้ากลุ่มเดิม พอเรียนออนไซต์ได้ก็ไปเข้าวงออเคสตร้า เล่นไวโอลินในรอบ 3 ปีกว่าล่ะ เหมือนได้มีช่วงเวลาความสุขสั้นๆ ตอนเช้าก่อนเข้าเรียน เรารักห้องดนตรีมาก เป็นเซฟโซนเลย
.
แต่จุดเปลี่ยนในชีวิตมันกลับมาอีกแล้ว เราทะเลาะ? ผิดใจ? บาดหมาง? อะไรสักอย่างกับเพื่อนในกลุ่มช่วงที่เราซ้อมขึ้นคอนเสิร์ตคริสต์มาสตอน ม.5 วันจริงร้องไห้ตอนช่วงพักแล้วหยุดน้ำตาก่อนไปเล่นต่อเหมือนสั่งได้ด้วยซ้ำ ร้องไห้เละเทะหลังจบงาน ไม่เข้าใจอะไรสักอย่าง มีแต่คำถามว่าทำไมวะ ทำไมมันเป็นแบนี้ เราไม่สำคัญพอที่เพื่อนจะสนใจเหรอว่าเราได้เล่นงานใหญ่เลยนะ สุดท้ายเราแยกตัวออกมา ออกจากกลุ่มเดิมที่อยู่มาตั้งแต่ ม.ต้น กลัวมาก แพนิคทุกครั้งที่เห็นพวกเขาในสายตา กลัวว่าจะถูกเอาไปพูดถึงยังไง กลัวการใช้ชีวิตคนเดียวในโรงเรียน ลำบากมาก การจัดการความรู้สึกตัวเองมันยากฉิบหาย ยิ่งเรียนห้องเดียวกันอีก ไม่ตายจริงๆ ก็สุดยอดแล้วมั้งนะ นี่คงจะเป็นการตายครั้งที่สี่
มันเป็นอย่างนั้นจนเดือนมีนาคม เราได้พูดออกมาจริงๆ ว่าเรารู้สึกไร้ค่า เราร้องไห้ก่อนนอนเงียบๆ ชีวิตจมดิ่งไม่รู้จะบรรยายยังไงดี เราอยากตาย แบบไม่ใช่แค่พูดออกมาลอยๆ เราผิดเองหรือเปล่าที่ทำแบบนั้น ตัดสินใจแบบนั้นมันดีแล้วหรือยังนะ ที่เป็นอยู่แบบนี้อาจจะเป็นเพราะเราทำตัวเองก็ได้ เราโทษตัวเองหลายอย่างมาก เหมือนตายแล้วไม่ได้ผุดได้เกิด ชดใช้กรรมอยู่ประมาณ 2 เดือน โทร 1323 ทะเลาะกับแม่ นอนเช้าตื่นบ่ายจนโดนด่า คือเริ่มรู้ตัวแล้วว่าแม่งป่วยแน่ๆ เราโดนกดดันให้เรียนพรีดีกรีของ ม.รามคำแหง แต่เราทำเอกสารไม่ครบมั้ง เป็นช่วงที่รายละเอียดการใช้ชีวิตแทบไม่มีในความทรงจำ มีแต่อารมณ์ที่อยู่ชัดเจน เออใช่ ลืมเล่าเลย ตอนนั้นเรามีเบิ้บแล้วนะ นกแก้วซันคอนัวร์ตัวอ้วนที่น่ารักที่สุด สภาพจะเป็นจะตายแค่ไหนอย่างน้อยยังมีอ้วนอยู่ ยังตายไม่ได้ พยายามฮึบรอบที่ล้าน ถ้าตายไปอ้วนจะอยู่ยังไงวะ อยู่ต่อไปเว้ย แต่ก็นั่นล่ะ เราตัวระเบิดตู้ม เกือบได้ตายจริง
.
เราเกือบจะโอเวอร์โดส ตอนแรกจะยิงตัวเองแล้วแต่พ่อเก็บปืนไว้ดีเกิน เราหาแม็กกาซีนไม่เจอ พูดเหมือนตลกมาก โคตรสมเพชตัวเอง เราเป็นคนกลัวมีดแต่ไม่กลัวปืน เพราะเรายิงปืนเป็นตั้งแต่ ป.5 กลายเป็นลูกคนเดียวที่ชอบปืนไปซะงั้น พอใช้ปืนไม่ได้ กลัวมีดไปอีก ทางเดียวแล้ว กรอกยาเข้าปากกันเถอะ (อย่าหาทำ เราพูดติดตลกให้มันดูไม่เครียดเฉยๆ อย่าทำนะ!) แต่ก็กลืนไม่ลงเพราะยังอยากอยู่กับเบิ้บ กลัวไม่มีใครรักเบิ้บเหมือนที่เรารัก เรื่องนี้ไม่มีใครรู้ไป 2-3 วัน จนเละมาก เป็นซาก น้ำหนักลดเพราะเครียด กินข้าวไม่ลง กลัวโดนด่าอยู่ตลอดเวลา ตอนนั้นได้พี่สายเด็กคอยคุยเป็นระยะ คุยกับเพื่อนบ้าง จนเพื่อนบอกว่าไม่ไหวแล้ว มึงไปหาหมอเถอะ ถึงได้บอกน้องสาวว่าช่วยคุยให้หน่อย บอกพ่อให้เก็บปืนดีๆ ถ้าหาเจอเมื่อไรอาจจะไม่อยู่แล้ว กูเกือบโอเวอร์โดสแล้วว่ะ 55555 (ไม่ตลก)
เรามีหนังสือ 2 เล่มที่อ่านก่อนได้ไปรักษาจริงๆ คือ ต้นส้มแสนรัก กับ ร้านชำสำหรับคนอยากตาย เป็นเรื่องที่มีแต่คนตาย ตอนนั้นคิดอะไรอยู่ไม่รู้ ตัวเองจะตายอยู่แล้วยังอ่านเรื่องตายๆ หนังสือดีมากนะ จนตอนนี้เรายังหยิบมาอ่านอยู่เลย โดยเฉพาะต้นส้มแสนรัก อ่านกี่รอบก็ร้องไห้ตลอด มันเหมือนได้เห็นตัวเองที่เป็นคนละคนเมื่ออยู่แต่ละที่ มีความสุขกับสิ่งหนึ่งแล้วพอถูกพรากไปก็แทบไม่อยากหายใจต่อไป หรือจะแทนเป็นการสูญเสียวัยเด็กให้กับการรีบเติบโตก็ได้ บางทีผู้ใหญ่ก็ให้เด็กอย่างเรารู้อะไรมากเกินไปจริงๆ
9 พฤษภาคม 2565 เราไปโรงพยาบาล (สักที) ได้คุยกับนักจิตวิทยา คุยเป็นชั่วโมง เล่าทุกอย่าง ร้องไห้เหมือนหมา ส่งไปหาหมอต่ออีกที นึกว่าจะได้ยาแล้วกลับบ้านแต่หมอให้แอดมิท เถียงอยู่นั่นว่าต้องกลับไปทำอันนั้นอันนี้ ต้องกลับไปช่วยที่บ้านสิ
“ไม่มีเราเขาก็อยู่กันได้ ตอนเราไปเรียนเขายังอยู่ได้เลย ตอนนี้ดูแลตัวเองก่อน”
โอเค ยอมก็ได้
การอยู่โรงพยาบาลเหมือนได้เกิดใหม่ ไม่ต้องอยู่ที่ที่จะกระตุ้นเราตลอดเวลา ไม่ต้องกลัวว่าเราจะโดนด่าอีกไหม ถึงจะโดนดุที่ลืมเก็บปัสสาวะไว้ให้หมอเอาไปตรวจก็เถอะ เหมือนได้มาพักจริงๆ ค่อนข้างรู้สึกโหวงในใจ ข้าวไม่อร่อย แอบเหงา ดีที่ไม่โดนยึดโทรศัพท์ แม่มาเยี่ยมบ้างตอนเย็น เห็นพ่อเปลี่ยนไป ทุกคนเหมือนเพิ่งเข้าใจว่าเราเปราะบางขนาดไหน ว้าวเลยล่ะ แต่ก็สมเพชตัวเองอยู่ดีที่เราต้องเกือบตายใช่ไหมถึงจะรู้ตัว
เราอยู่โรงพยาบาลได้แค่ 4 วันเพราะเปิดเทอมแล้ว ต้องกลับไปใช้ชีวิตติดลูป routine นักเรียนประจำ ไปห้องพยาบาลเป็นว่าเล่น ปวดหัว เป็นไข้ แพนิค แม่งเครียดขนาดไหนถึงเป็นบ่อยขนาดนั้น อ๋อ ก็คู่กรณีอยู่ห้องเดียวกันนี่นา ตายแล้วเกิดใหม่ทุกวัน แย่แค่ไหนก็ต้องไปเรียน ค่อยหนีไปนอนห้องพยาบาลเอาถ้ามันฉิบหายจริงๆ ตอนนั้นสนิทกับพยาบาลเลย บอกเขาหมดว่าเป็นอะไร คือตายง่ายมาก ตายจนจำไม่ได้ว่ากี่ครั้งแล้ววะ trigger แล้ว trigger อีก เจอเรื่องนั้น ตาย เจอเรื่องนี้ ตาย เห็นหน้าคนพวกนั้น ตาย จะหนีไปไหนก็ไม่ได้ ตายแล้วชุบ (ชีวิต) อยู่อย่างนั้น
.
มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ครูคุมหอเรียกไปคุย เหมือนเขาเพิ่งรู้ว่าเราเป็นอะไรหลังจากเรารักษาไปได้สักพัก ไม่แน่ใจว่าแกไปรู้มาจากไหนเพราะเพื่อนก็ไม่ได้เอาไปบอก แกบอกว่าอย่ากดดันตัวเองมาก แกคงกลัวล่ะมั้ง เพราะแกก็เห็นเรามาตั้งแต่อยู่หอปีแรก จนตอนนั้นก็ปีที่ 10 แล้วที่อยู่ที่เดิม เราไม่ก๋ากั่นเหมือนเพื่อนคนอื่น ไม่รั้นจะออกไปนอกโรงเรียน การเรียนไม่เคยมีปัญหา ใครรู้ก็อึ้งกันหมด
เราคิดเรื่องการฆ่าตัวตายหลายรอบมากตอนอยู่ที่โรงเรียน เห็นภาพตัวเองทำแบบนั้นบ้าง แบบนี้บ้าง ตามมุมต่างๆ ที่มีความเป็นไปได้ แต่ก็พยายามบอกเพื่อนเป็นนัยๆ นะว่าช่วยกูด้วย อย่าปล่อยกูตายนะเว้ย บางทีก็คิดนะ เราเป็นภาระคนอื่นไหมวะ เขาจะรำคาญเราไหม แต่ก็ต้องขอบคุณเพื่อนมากๆ เลยที่คอยอยู่ด้วยตลอด
.
การจบ ม.6 เหมือนหมดกรรม 1 กระทง ไม่ต้องเจอคนพวกนั้นแล้ว เย่! แต่ปมยังอยู่นะ เหนื่อยใจเว้ย วิบากกรรม มหกรรมความตายเริ่มขึ้นอีกครั้งกับการสอบเข้ามหาวิทยาลัย หนังสือไม่อ่าน ทำตัวชิวเหมือนตัวเองฉลาดมาก (จริงๆ ก็ฉลาดมั้ยนะ อิ-อิ) ตบตีกับตัวเองว่าที่ทำอยู่มันจะฉิบหายมั้ยวะ สุดท้ายก็อ่านแค่ภาษาฝรั่งเศส ซึ่งก็ไม่เข้าหัวเท่าไร คะแนนตามสภาพแต่ยังติดคณะที่เรียนอยู่นะ ติดแบบงงๆ แม่ไม่อยากให้เรียนแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ทุกคนเหมือนโดนปิดปากไม่ให้พูดอะ เราดีใจมากที่ติดที่ที่อยากเรียน แต่แม่ไม่ดีใจ แม่ไม่ยินดีด้วย เราเลยดีใจไม่สุดซะงั้น
เราโดนเลี้ยงระบบปิดมา 10 ปี อยู่ดีๆ ต้องใช้ชีวิตให้เป็น ล้อกันเล่นปะ จากโคราชมาอยู่รังสิต สภาพเหมือนปลาน็อคน้ำ แมวไม่ชินที่ เป็นปลาในตู้แต่อยู่ๆ โดนปล่อยลงทะเล สับสนงงงวย ไม่กล้าออกไปไหน ไปโรงพยาบาลทำเรื่องส่งตัวก็เพิ่งรู้ว่าต้องไปก่อน 11 โมง เสียเวลาฟรี 1 วัน ดันได้เจอแต่หมอทั่วไปไปอีก 7 เดือนเพราะคิวจิตแพทย์ยาวมาก ได้เดือนมีนาคม ไปหาหมอทีไรเหมือนโดนเอามาทรมานซ้ำๆ เล่าเรื่องเดิม เล่าแล้วเล่าอีกเพราะเป็นหมอคนใหม่ทุกรอบ บอกเลยว่าตาย ตายจนตายด้าน เรื่องสั้นลงเรื่อยๆ เพราะไม่อยากเล่าแล้ว มันเจ็บนะหมอ มาแล้วต้องทำแบบนี้หนูขอแค่ยาก็ได้ ฮือ
เปิดมาเทอมแรกเราก็ได้ B มาเลย 1 ตัว วิชาคณะที่เรารัก เราถามตัวเองอยู่เป็นวันว่า B มันแย่มั้ยวะ มันแย่มากมั้ย หรือเราไม่เหมาะกับสิ่งนี้วะ จนรุ่นพี่บอกว่าได้ B คือเรื่องปกติ เกรดเฉลี่ยยัง 3 อยู่ก็ช่างมันเถอะ เราถึงช่างแม่ง ได้ C มาถึงด่าตัวเองอีกรอบนึง ตายแล้ว จะบอกพ่อแม่ยังไงวะ ดันปากดีไว้ด้วยว่าอยากเรียน ช็อตนี้บอกเลยว่าตาย พูดเหมือนตลกนะแต่ตายจริงๆ ยาเอาไม่อยู่ ร้องไห้เละเทะ นอนทั้งวัน ข้าวไม่กิน เจอ D+ ตอนเรียนซัมเมอร์ยิ่งแย่ไปใหญ่ แต่อย่างน้อยก็เอาไปเถียงพ่อได้ว่านี่ไง เรียนควบนิติรามฯ ไม่ได้หรอก แค่ TU122 (กฎหมายในชีวิตประจำวัน) ยังไม่ไหวเลย เลิกเซ้าซี้เถอะ
ชีวิตหลังได้เจอจิตแพทย์คือดีขึ้นมาก ไม่ต้องเล่าอะไรซ้ำๆ ถึงจะเจอเรื่องราวมากมาย ใช้ชีวิตเหมือนเล่นโรลเลอร์โคสเตอร์แต่ก็ยังรอดมาได้ คือความตายมันยิบย่อยมาก เจอเรื่องใหม่แล้วทำตัวไม่ถูก ตาย ทำงานกลุ่มแล้วรู้สึกว่าตัวเองช่วยอะไรไม่ได้มาก ตาย พ่อบอกให้ประหยัดเงินบ้าง ตาย ตายทุกอย่าง กลัวสายตาคนมาก กลัวเขาว่าเรา ซ้อมแข่งยิงปืน ยิงไม่ออก ไม่กล้าลั่นไก ตายอีกแล้ว มีแต่ความกลัว เหมือนคนไม่กล้าตัดสินใจ แล้วมาเสียดายมาโทษตัวเองทีหลัง แต่ก็ยังผ่านมาได้ ปลงมั้ง เจอจนช่างแม่ง เอาเถอะ จะเกิดอะไรก็เกิด อาการค่อนข้างคงที่ มีขึ้นมีลงบ้างแต่ไม่น่ากังวล จากซึมเศร้าเฉยๆ ก็กลายเป็นซึมเศร้าเรื้อรัง เราจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่านอนปกติล่าสุดเมื่อไร กินข้าวครบสามมื้อด้วยตัวเองตอนไหน เหมือนไม่มีอะไรแต่ก็ใช้ชีวิตปกติไม่ได้สักที
พฤศจิกายน 2567 อาม่าเส้นเลือดในสมองแตก เรียกได้ว่าฉิบหายทั้งตระกูล อาม่ากลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง ซีกซ้ายอ่อนแรง บรรดาอากู๋อาโกวอาอี๊เกี่ยงกันรับอาม่าไปดูแลหลังออกจากโรงพยาบาล สุดท้ายมาตกอยู่ที่บ้านเรา ค่าใช้จ่ายก็โยนภาระให้ พ่อเราเป็นลูกคนที่ห้าจากหกคน อี๊คนสุดท้องไม่มีครอบครัว บ้านเราเป็นบ้านเดียวที่ลูกยังเรียนไม่จบสักคน เราเรียนธรรมศาสตร์ น้องสาวเรียนอยู่จุฬาฯ น้องชายเรียนอยู่โรงเรียนเอกชน ค่าใช้จ่ายระเบิดระเบ้อมาก ผู้ใหญ่เครียด แล้วเราเครียดต่อ มรดกก็ตีกันไปตั้งแต่เรายังไม่เกิด ตอนนี้ก็ยังตีกันอีก ตระกูลนี้มันยังไงกันวะ แม่ตัวเองแท้ๆ ยังโยนกันไปโยนกันมา ค่าใช้จ่ายต้องประหยัด โดนลดค่าขนม อยากได้อะไรต้องคิดแล้วคิดอีก แม่คอยดูแลอาม่าก็โดนด่าทั้งจากอาม่าทั้งจากบรรดากู๋โกวอี๊ หมอชมนะว่าเราจัดการตัวเองได้ดีขึ้นมาก เรามีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น หมอไม่รู้น่ะสิว่าเราเคยคิดว่าถ้าอาม่าตายไปก็ดี เรื่องคงจบ เป็นความคิดที่แย่มาก โคตรเห็นแก่ตัว เราอยากจะตายซะเดี๋ยวนั้น นี่มันรื่องอะไรกันวะเนี่ย
จนถึงตอนนี้อาม่าก็ยังไม่หายนะ แต่ไปอยู่บ้านอื่นแล้ว พอให้แม่เลิกประสาทกินกับแกได้หน่อย บรรยากาศเหมือนจะผ่อนคลายลงบ้างแต่เขาก็ยังตีกันเหมือนเดิม เราก็สงสัยนะว่าทำไมบ้านคนจีนต้องเป็นแบบนี้วะ อาม่าเลี้ยงลูกมายังไง น้องสาวเราถึงขั้นตั้งคำถามว่าตระกูลนี้เหลือผู้ใหญ่จริงๆ กี่คน อีกนิดนึงคือจะเอาปืนมายิงกันแล้วด้วยซ้ำ ฟังทีไรก็เหนื่อยใจ ลูกปั่นกันเอง แข่งกันเป็นลูกรักอาม่า หาว่าพ่อเราโกงกินพี่น้อง อะไรก็ไม่รู้ นี่สินะสัญญาณของการเป็นผู้ใหญ่ ใครก็ได้เอาเรื่องพวกนี้ออกไปจากหัวที
ความตายไม่เคยปล่อยให้เราเลิกคิดถึงเลยสักวัน ไม่คิดเรื่องตัวเองก็เรื่องของคนอื่น เพื่อนที่ป่วยเหมือนกัน พ่อที่บางครั้งก็ประชดว่าเดี๋ยวตัวเองก็จะตายแล้ว แม่ที่ป่วยออดๆ แอดๆ อาม่าที่แก่แล้ว สัตว์เลี้ยงตัวก่อนๆ ที่ตายไป หรือตัวที่ยังไม่ตายแต่ก็กลัว กลัวว่าสักวันเขาจะตายก่อนเรา ตายในตอนที่เราไปหาเขาไม่ได้ ตอนที่เราอยู่ไกลกัน ยิ่งตอนดึกๆ ตี 3 ตี 4 เราฟุ้งง่ายมาก เรากลัวว่าเราจะตื่นมาแล้วแม่บอกว่าเบิ้บตายแล้วนะ หรืออาจจะเป็นก้า (นกเราอีกตัว) เรากลัวว่าเราจะมีงาน เรากลัวกลับไปไม่ทันแม่เอาไปฝัง กลัวว่าจะไม่ได้อยู่ในช่วงสุดท้ายของชีวิตเขา ที่กลัวว่าเขาจะตายมากๆ ก็เพราะพ่อสูบบุหรี่ นกตัวแค่นั้นสูดควันเข้าไปเป็นปีๆ อยู่มาได้จนตอนนี้ก็ค่อนข้างประหลาดใจอยู่ แต่พูดยังไงเขาก็ไม่เลิก ได้แต่กลัวต่อไป
เราเคยเขียนสั่งเสียใส่โน้ตในไลน์ไว้ด้วย เป็นกลุ่มที่มีแค่เราคนเดียว สั่งเสียเอย ออกแบบงานศพเอย ตอนนี้กลุ่มนั้นก็ยังอยู่นะ แต่เราเอาไว้เก็บไอเดียทำงาน ส่งข้อความเสียงร้องเพลงเพี้ยนๆ ไว้ฟังคนเดียว เหมือนพื้นที่ส่วนตัวที่บางทีเราก็ลืมด้วยซ้ำว่าเคยส่งอะไรไปบ้าง เรามีพื้นที่ระบายความคิดเยอะมาก แอคเคาต์ทวิตเตอร์สามสี่แอค ไอจีสาธารณะ ไอจีไพรเวท สมุดเล่มแล้วเล่มเล่า บางครั้งเรารู้สึกเครียดจนจะทำร้ายตัวเอง อยากใช้กำลังกับอะไรสักอย่าง เราเลยทำให้มือไม่ว่างด้วยการเขียน เขียนไปเรื่อยๆ เขียนเหมือนคนเพ้อ ร้องเพลงแหกปากอยู่ในห้อง เล่นกีตาร์ ถักโครเชต์ ก็พยายามทำทุกอย่างแล้วล่ะ ชีวิตก็ยังเส็งเคร็งอยู่
.
ทุกวันนี้เราตายแล้วตายอีก ตายรอบที่ n เกิดใหม่กี่รอบเลือดไม่เต็มสักรอบ ติดลูปชีวิตดีจนหมอตกใจเกือบได้ลดยา สุดท้ายดีแตก กินยาต่อแถมเพิ่มโดส กินยาทุกวันจนเหนื่อย เมื่อไรมันจะจบ เมื่อไรจะหาย พูดว่าอยากตายเหมือนเป็นเรื่องปกติ บางทีเพื่อนก็ไม่ทันคิดว่าเราอยากตายจริง ที่บอกว่าอยากให้รถชนตายคือเรื่องจริงบ้าง ติดตลกบ้าง ชีวิตแม่งห่าเหวอะไรไม่รู้
ตอนนี้เราเป็นเราที่อายุ 20 ปี เรียนอยู่ปี 3 ใช้ชีวิตแบบเดดไลน์ไฟลนตูด นอนหนีความจริง มีบทบาทหลายอย่างที่ต้องรับผิดชอบ แน่นอนว่าทำได้ไม่เต็มที่เท่าไร มีหลายครั้งที่เราพยายาม แต่ก็มีหลายครั้งที่ล้มเหลว ถึงอย่างนั้นเราก็ยังกอดตัวเองได้บ้าง ระหว่างที่เขียนสิ่งนี้อยู่ก็ตายไปแล้วขั้นต่ำ 2 รอบ เรียงลำดับความสำคัญไม่ค่อยได้ เล่าไม่รู้เรื่องบ้าง บางช่วงชีวิตที่เอามาพูดก็เก็บไว้ลึกแล้วแต่ต้องขุดมันขึ้นมา แต่อย่างน้อยเราก็ได้เล่าความถ่มถุยให้คนหลายคนฟังไหมนะ อาจจะสนุกสำหรับบางคนก็ได้ ไม่แน่ใจว่าตั้งแต่ตัวอักษรตัวแรกเราตั้งคำถามไปแล้วกี่ครั้ง สงสัยอะไรเยอะแยะเนี่ย
เราไม่ได้คาดหวังอะไรจากสิ่งนี้เท่าไรหรอก ทุกวันนี้คนก็รู้กันหมดแล้วว่าโรคซึมเศร้ามันเลวร้ายกับชีวิตคนได้ขนาดไหน รักษาแบบไม่มีวันรู้ว่าเมื่อไรจะถึงปลายทาง ท้อทั้งคนป่วยและคนรอบข้าง แต่อย่าเพิ่งหมดหวังไปเลย สักวันมันคงจะมาถึง หายใจไปเรื่อยๆ ผิดพลาดบ้างก็ไม่เป็นไร ล้มเหลวบ้างก็ยังลองใหม่ได้ วันนี้ยังลุกออกไปข้างนอกไม่ไหวแต่ไปล้างหน้าแปรงฟันได้ก็เก่งแล้ว ไว้พยายามใหม่อีกครั้งนะ กินข้าวไม่หมดก็ไม่เป็นไรหรอก ไว้ลองใหม่รอบหน้าเนอะ
มาพยายามด้วยกันทุกๆ วันนะ
