เรื่อง : กัลย์สุดา ทองดี ธีรภัทร กมล และ รณรต วงษ์ผักเบี้ย
ภาพ : กัลย์สุดา ทองดี ธีรภัทร กมล และ รณรต วงษ์ผักเบี้ย
Trigger Warning: บทสัมภาษณ์นี้มีการกล่าวถึงความรุนแรง การทำร้ายตัวเอง ความคิดอยากตาย และการฆ่าตัว ซึ่งอาจกระทบต่อความรู้สึกผู้อ่าน ต้องการคำปรึกษา หรือความช่วยเหลือ โทร. สายด่วนสุขภาพจิต 1323 และสายด่วนสะมาริตันส์ 02-113-6789
.
บ่ายโมงสามสิบห้านาที วันท้องฟ้าครึ้ม
คือช่วงเวลาเริ่มต้นบทสนทนาเรื่อง ‘ความตาย’ จากมุมมองและประสบการณ์ของผู้ที่ให้เกียรติมาคุยกับ Awake1525
ครีม อายุ 17 ปี นักเรียนมัธยมปลายที่จุดหมายใหญ่ในตอนนี้คือสอบเข้ามหาลัย ไข่ไก่ อายุ 21 ปี นักศึกษาปีสามที่มีชีวิตเพื่อคนที่อยู่ข้างหลัง และเด็กฟิล์มจบใหม่ผู้มีมุมมองต่อความตายในแบบของตัวเองอย่าง Doze อายุ 25 ปี
งานศพ ความตายและความหมายของชีวิตจากมุมมองของคนต่างวัยที่เผชิญกับความสูญเสียเป็นอย่างไร ช่วงวัยแห่งความฝันที่ถูกคั่นเอาไว้ด้วยรั้วมหาลัยจะทำให้แนวคิดของพวกเขาต่างกันหรือไม่
ท่ามกลางสายฝนที่เริ่มโหมกระหน่ำนี้ พวกเราจะพาทุกคนไปนั่งฟังเสียงในใจของพวกเขา
.
คิดว่าความตายน่ากลัวไหม
Doze : น่ากลัวดิ คือเราเป็นสายสำรวจใจ ดูภาวะใจ ต่อให้เราจะดูเหมือนไม่กลัวตาย แต่ข้างในมันรู้นะ สำหรับเรา คำว่ากลัวตายมันมาพร้อมกับกลไกการปกป้องตัวเอง เราไปห้ามให้ไม่กลัวตายไม่ได้หรอก เราทำได้แค่ให้รู้ว่าเรารู้สึกยังไง แล้วมันก็ต้องเป็นไปแบบนั้น ความกลัวตายจะอยู่กับเราไปเรื่อยๆ จนกว่าเราจะอโหสิได้ทุกอย่าง จนกว่าเราจะเข้าใจภาวะตัวเองได้ทุกอย่าง ไม่เกี่ยวกับคนอื่นเลย ๆ ๆ
ครีม : กลัว ไม่รู้สิ ไม่อยากตาย ยังไม่อยากตาย กลัวตายไปแล้วไม่ได้ทำในสิ่งที่อยากทำ เหมือนกำลังจะได้ทำอะไรสักอย่างตอนนี้ แล้วอยู่ๆ โดนรถชน แล้วไม่ได้ทำ เรากลัวอะไรแบบนี้มากกว่า แต่ถ้าสมมติแพลนไว้ ที่โรงเรียนมีสอนวิชาการเงิน ก็เลยแพลนชีวิตตัวเองวัยเกษียณไว้ว่า เราจะตายตอนอายุ 86 ถ้าตอนนั้นมันเกิดอะไรขึ้น เราก็จะไม่เสียใจแล้ว เพราะได้ทำทุกอย่างในชีวิตแล้ว แต่ถ้าตอนนี้ ยังกลัวอยู่
ไข่ไก่ : ไม่กลัว แต่กลัวตายแบบที่เราไปตายข้างนอก แล้วพ่อแม่หาศพไม่เจอ แต่ถ้าสมมุติจู่ๆ เราตายที่มหาลัยก็คงเฉยๆ เพราะสุดท้ายเดี๋ยวแม่ก็หาเจอ ติดต่อครูติดต่ออะไร คือไม่อยากให้พ่อแม่ห่วงมากเกินไป
.
อยากให้ทุกคนลองนิยามว่าตายเป็นสีสักหนึ่งสี
ครีม : สีเทา เป็นควันวิญญาณ ไม่มีเหตุผล
ไข่ไก่ สีฟ้า รู้สึกว่าการตายมันดูได้ปลดปล่อย พูดตามตรงว่าเราโหยหามันมาก นี่มองว่าการตายคือการไปหาความสุขหรือเปล่า ไม่มองว่ามันน่าเศร้า คนรอบตัวเราก็อยากตายเหมือนกัน มีแต่คนแปลกๆ เราก็แปลกเหมือนกัน มันก็ influence กันมา
Doze : ไม่มี มันไม่จำเป็นต้องมีอะไรอยู่แล้ว ความตายมันไม่มีอะไรแล้ว เราคิดว่าความตายคือนิยามหนึ่งที่ทำให้เข้าใจภาวะนั้นว่ามันแตกต่างจากภาวะอื่นยังไง ก็เลยไม่รู้ว่าจะต้องใช้สีอธิบายภาวะนั้นจริงไหม แต่ถ้าให้ตอบ มันก็คงจะเป็นสีที่เด้งเข้ามาในหัวเป็นสีแรก แต่มันไม่ได้ผูกกับความตาย เหมือนเรากำลังเล่นสนุกอะไรสักอย่างนึง
.
ทุกคนนับถือศาสนาอะไรกัน
ไข่ไก่ : พุทธเถรวาท
ครีม : พุทธ เราชอบไหว้พระ เพิ่งรู้เลยว่าศาสนาพุทธมีแบ่งเถรวาทกับมหายาน เราแค่ชอบไปวัดเฉยๆ
Doze : พุทธอริยะ เป้าหมายของเราคือนิพพาน ไม่มีอรหันต์ ไม่มีอะไร นิพพานเท่านั้น เป็นการเจริญสติปัญญา เพื่อเรียนรู้ว่าทำไม เพราะอะไร
.
คิดว่าศาสนาของตัวเอง หรือสิ่งที่ตัวเองนับถือมองความตายอย่างไร และคิดอย่างไรกับความเชื่อนั้นบ้าง
ครีม : เชื่อ แต่ไม่คิดว่าทุกคนจะไปนิพพานได้ ต้องเป็นคนที่มีความสามารถจริงๆ เป็นคนที่ดีมากๆ ไม่ได้ดีแค่ชาตินี้ แต่ต้องหลายๆ ชาติ เพราะต้องเป็นคนที่ดีพอสมควรถึงจะไปได้ ถ้าเป็นคนปกติก็อาจจะเป็นแค่ไปนรกกับสวรรค์หรือเปล่า เราเคย deep talk กับเพื่อนเรื่องนรกกับสวรรค์ คือยิ่งพูดมันก็ยิ่งเป็น storytelling ของสมัยก่อน ยิ่งเรียนฟิล์มเขาก็ยิ่งสอนเรื่องศาสนา เพราะว่าศาสนามันเป็นการเล่าเรื่องแบบดั้งเดิม ซึ่งก็พิสูจน์ไม่ได้ว่าจริงหรือไม่จริง เลยคิดว่ามันก็เป็นแค่เรื่องราวให้เราทำดี ละเว้นความชั่ว อันนี้ในความคิดของเรา
.
แล้วเชื่อเรื่องนรกสวรรค์ไหม
ครีม : อาจจะยัง ยังไม่เชื่อ เพราะ ยังพิสูจน์ไม่ได้
.
คิดว่าตายแล้วไปไหนต่อ
ครีม : อาจจะอยู่ที่เดิมก็ได้ อาจจะอยู่แถวๆ นี้ก็ได้
ไข่ไก่ : ส่วนตัวไม่ได้เชื่อเรื่องเวียนว่ายตายเกิดขนาดนั้น ชอบพุทธแค่คำสอนเฉยๆ รู้สึกว่าพระพุทธเจ้าเจ๋งดี แต่จะว่ายังไงดี รู้สึกว่าการเวียนว่ายตายเกิดมันดูทรมาน เหมือนเราไม่ได้เป็นอิสระสักที เราเคยคุยกับคนในชุมนุมว่าถ้าเราทำอัตวินิบาตกรรม เราถึงกับต้องเวียนว่ายตายเกิดเลยเหรอ มันก็ดูทรมาน ใจเราไม่อยากเชื่อเรื่องเวียนว่ายตายเกิด เราอยากทำ (อัตวินิบากรรม) ไง เลยรู้สึกว่าทำแล้วก็จะต้องไปเกิดอีกรอบ ก็เลยคิดว่ามีทำไมนะชีวิตนี้ อะไรประมาณนี้
.
ไม่คิดว่าตัวเองจะได้ขึ้นสวรรค์เหรอ
ไข่ไก่ : ไม่คิดหรอก แต่เรื่องสวรรค์นรกนี่ก็ไม่เชื่อเหมือนกัน ส่วนเรื่องเวียนว่ายตายเกิดนี่คือใจก็ไม่อยากเชื่อเฉยๆ
Doze : เราไม่เชื่อว่าการตายมีอยู่จริง สำหรับเรา การมีอยู่จริงแปลว่าจะต้องมีตลอดไป เมื่อร่างกายเราไม่ได้มีตลอดไป ก็แปลว่าการมีอยู่ของร่างกายเรา…มันไม่จริง อันนี้คือสมการของเรา
เราตีสมการนี้เพื่อที่จะบอกว่า จริงๆ แล้วเราตายเพราะเราเกิด ดังนั้นถ้าเราไม่เกิด เราก็ไม่ตาย ซึ่งการไม่เกิดมันคือนิพพาน เราไม่ได้คิดว่านิพพานมันไปยากขนาดนั้น แต่ถ้าคิดภาพง่ายๆ มันคงเหมือนเรามีบ้านหลังหนึ่ง แล้วเราอยากไปทั่วโลกเลย ไปเที่ยวนู่นนี่นั่น แล้วเครื่องบินตก มันคงทุกข์มาก แต่พอกลับมาบ้าน เออ มันสบายใจสุดแล้ว แบบนี้คือนิพพาน หมายถึงว่าเราไม่ต้องทำอะไรเลยก็นิพพานแล้ว แต่ว่าถ้าเราจะไปหานิพพาน มันไม่มีหรอก ถ้าไปหาความสุขจากข้างนอก มันอาจจะยังไม่มีหรอก
ถ้าให้พูดเรื่องนรกสวรรค์ เราเป็นสาย spiritual หมายถึงเรามองที่ภาวะใจ ดังนั้น ถ้าสมมติภาพนรกสวรรค์มันไม่ใช่ภาพที่ imagine ขึ้นมา นรกสวรรค์จึงอาจเป็นแค่ตัวเปรียบเทียบว่าความสุขนั้น หรือความทุกข์นั้นคืออะไร มันอาจจะเหมือนพูดว่า “เวลาตกหลุมรักใครมันเหมือนมีผีเสื้อบินอยู่ในท้อง” ซึ่งมันไม่มีอยู่ แต่สิ่งที่มีอยู่จริงคือภาวะใจตอนนั้นที่เรารู้สึก ดังนั้นไม่ต้องรอตายเราก็รู้แล้วว่าจะตกนรก หรือขึ้นสวรรค์ และเราเข้าใจว่าถ้าเราอุทิศตนด้วยการคาดหวังว่าเราจะได้รับความรัก ได้เงิน ได้ทรัพย์สินหรือสมบัติ เราก็ไม่สามารถหลุดออกไปจากภาวะที่เหมือนมีนรกในใจได้นะ เท่าที่เคยใช้ชีวิตมา
เมื่อบทสนทนาดำเนินไปถึงเรื่องการวางแผนการตาย น้องเล็กอย่างครีมตอบอย่างมีเป้าหมายชัดเจนไว้ที่อายุ 80 ปี ส่วน Doze วางไว้ที่อายุ 40 ปี แล้วจะบวชตลอดชีวิต ในขณะที่ไข่ไก่ไม่ได้กำหนดเอาไว้ และอยากจะบวชตลอดชีวิตด้วยเช่นเดียวกัน เพราะรู้สึกเหนื่อยกับทางโลก
.
ทุกคนเคยมีประสบการณ์พูดเรื่อง ‘ตายๆ’ กับคนที่บ้าน แล้วโดนดุบ้างไหม
ไข่ไก่ : ไม่มี เพราะที่บ้านแม่เคยฆ่าตัวตายมาก่อน แม่เลยเข้าใจ พ่อก็เข้าใจ คือพ่อรู้ว่าเราไม่โอเค ไม่ปกติ เลยบอกว่าถ้ามีอะไร ไม่ไหวจริงๆ ให้โทร. หาพ่อแม่ได้ ซึ่งก็เคยโทรเหมือนกัน แต่หลังๆ นี่ขี้เกียจโทร. เลยแต่งเพลงระบายเอา
ครีม : คิดว่าเคยตอนเด็กๆ แต่ช่วงนี้ก็ไม่ค่อยพูด
.
เพราะมองว่าความตายเป็นเรื่องอัปมงคล จึงไม่ควรพูดหรือ
Doze : เราคิดว่าโลกสมัยนี้ คนสามารถอ่านเรื่องจิตวิทยาได้จากในโทรศัพท์ จิตวิทยาสายดาร์กก็แมสมาก เราก็จะพอเข้าใจว่าทุกคำพูดของคนอื่นมันมีผลต่อเรา เราก็เลยเข้าใจว่า โอเค มันอาจจะไม่ใช่อัปมงคลหรือไม่อัปมงคล แต่ว่ามันมีผลต่อคนอื่น อย่างเราก็เป็นคนที่ไม่พูดว่าอยากตายออกมานะ เพราะเราเป็นคนมีอีโก้ คือคำไหนคำนั้น ถ้าอยากตายคือตายเลย เลยคิดว่าไม่ใช่เรื่องที่ว่ามันอัปมงคลแต่เป็นเรื่องที่ต้องคอยดูแลกัน
อาจจะต้องใช้คำว่าเข้าใจทั้งสภาวะตนเองและคนอื่น บางคนก็พูดขึ้นมาเพราะอธิบาย เพราะมีเพื่อนบางกลุ่มที่เขาก็พูดแต่ไม่ได้พูดกับเรา ซึ่งเราก็รับรู้ แต่ว่าไม่ใช่สิทธิ์ของเราที่จะไปบังคับให้เขาหยุดพูด เขาแค่เข้าใจเรา แล้วเราก็เข้าใจว่าเขาต้องพูด ก็แค่เข้าใจกัน แยก space กัน
ไข่ไก่ : เวลาเราอยากตาย จะไม่บอกว่าอยากตาย แต่จะพูดให้มันอ้อมโลก เช่น อยากให้มนุษย์สูญสิ้น ทำไมวิวัฒนาการมนุษย์ถึงทำให้โลกมันห่วยแตกแบบนี้ เป็นอย่างนี้ อย่างเช่นที่ปาเลสไตน์ก็ยังมีสงครามอยู่ เราก็เลยรู้สึกว่ามนุษย์เรามันน่าเกลียด อะไรก็ไม่รู้ นี่อยากตายเพราะว่ามนุษย์มันทำตัวไม่ดีต่อกัน
ครีม : ไม่มีประสบการณ์แบบพี่ๆ เขาเลยค่ะ
.
ทุกคนเคยเล่นมุก suicide jokes* ไหม มักจะเล่นช่วงไหน เล่นแล้วเป็นอย่างไร
ครีม : เคย คือช่วงก่อนปิดเทอมมีสอบเยอะ แล้วมีปิดเทอมด้วย ก็เลยแบบ ‘อืม…ฆ่าฉันเถอะ’ ซึ่งก็ดีนะ อย่างน้อยก็ได้พูด ได้ปลดปล่อยเฉยๆ ไม่ได้อยากตายจริงๆ
ไข่ไก่ : นี่ไม่ได้เล่นมุก อย่างที่เราบอกว่าเราไม่พูดคำว่าอยากตายออกมาตรงๆ ถ้าเราพูด ก็คือเราอยากจริงๆ แต่เราชอบอ้อมโลก ซึ่งก็มีคำไว้หลีกเลี่ยง suicide jokes อยู่เหมือนกัน เราจะชอบพูดว่า “ทรมานเหลือเกิน” หรือไม่ก็ “โทมนัสยิ่งนัก” สองคำนี้ คือมันรู้สึกได้ปลดปล่อย มันไม่หนักเกินไป คนฟังก็จะไม่อึดอัด แต่มีคนคิดจริงๆ นะว่า ทรมานเหลือเกินมันดูทรมานจัง แต่เราไม่ได้รู้สึกแบบนั้น เพราะทรมานเหลือเกินก็แค่พูดระบายอารมณ์ แล้วมันก็หายไป เพิ่งเอามาใช้ตอนปี 3 เพราะรู้สึกว่าการสวมตัวเองเป็นกวีมันช่วยระบายความอัดอั้นตันใจได้มากเลย จุดเปลี่ยนที่ตัวเองมาใช้คำนี้ เพราะตอนปิดเทอมไปเจอตัวละครอย่างดาไซ โอซามุ (จากเรื่อง คณะประพันธกรจรจัด) ที่มันทำอะไรบ้าๆ บอๆ อยากตาย ฆ่าตัวตายหลายรอบ ก็รู้สึกอยากทำอะไรบ้าๆ บอๆ แบบนั้น ละมาหัดใช้คำว่า ‘ทรมานเหลือเกิน โทมนัสเหลือเกิน’ รู้สึกได้เป็นมันแล้วตลกดี
ด้าน Doze คิดว่าการมองความตายเท่ากับเรื่องอัปมงคลนั้นเป็นเพียงความเชื่อหนึ่ง แต่ด้วยประสบการณ์ที่ผ่านมาตั้งแต่ยังวัยเยาว์ เธอเชื่อว่าสิ่งที่เธอพูดมักจะเป็นจริงเสมอ จึงต้องมีสติในการใช้คำพูด และเลือกพูดแต่ในสิ่งที่รู้สึกว่าเป็นประโยชน์กับคนอื่น ฉะนั้น หากเธอเผลอโพล่งคำบั่นทอนหรือสบถเรื่องความตายออกมา เธอจะตกใจมาก
Doze : jokes สำหรับเรามันต้องเป็น jokes เพราะเราเป็นคนไม่ค่อยตลก เป็นคนจริงจังมาก มีภาพในหัวชัด อย่างถ้าพูด “คุณเอามีดมาฆ่าเราเถอะ” ภาพในหัวเรามันคือแทงฉึกไปแล้ว ก็เลยไม่ค่อยกล้าเล่น แต่ถ้ามันโพล่งออกมาแบบไม่ทันคิด มันจะแบบ…เราเป็นอะไร ทำไม ใครคิด เพราะเราไม่คิดว่าเราจะโพล่งออกมา ก็เลยตกใจมาก คงเป็นภาวะเครียด หรือไม่ก็รู้สึกจากคนอื่นมาสะสม
.
คิดว่าการที่เราหรือสังคมพูด Suicide Jokes เยอะๆ มันสะท้อนอะไรหรือเปล่า
ไข่ไก่ : เราว่าคนสมัยก่อนเขาก็อยากฆ่าตัวตายกัน มันไม่ใช่แค่สมัยนี้หรอกที่มีความคิดกันอย่างนี้ ขนาดนักเขียนในยุคที่ไม่มีโทรศัพท์ ไม่มีอะไร เขายังฆ่าตัวตายเองเลย ก็เลยรู้สึกว่ามันปกติไปแล้วไม่ได้สะท้อนอะไรขนาดนั้น
Doze : คิดว่าคนที่เริ่มเล่นมุก suicide jokes คือผู้ใหญ่ แล้วมันจะมีแพตเทิร์น คือ ถ้ามันเป็นคอนเทนต์ประมาณนี้ คุณเดาได้เลยมันจะมีคนออกมาคอมเมนต์ยังไง เพราะอย่างงั้น เด็กอาจจะกำลังจำพฤติกรรมของผู้ใหญ่แล้วคิดว่าทำแบบนี้มันตลกรึเปล่า เพราะเขาไม่ได้ตลกจริง ฉะนั้นเวลาเราพูดว่า suicide jokes มันดีหรือไม่ดี ต้องมาลองดูว่าคนที่เขียนเขากำลังเขียนด้วยบริบทอะไร คนทั้งโซเชียลที่ต้องรับผิดชอบร่วมกัน เมื่อคุณจับโทรศัพท์ คุณกำลังเล่นแอพพลิเคชั่นนี้ คุณกำลังรับผิดชอบร่วมกันทั้งโลก
“รอบตัว Doze ไม่ค่อยมีใครพูดอะไรอย่างนี้ ถ้าพูด ก็จะเตือนว่าไปพูดที่อื่น เลยไม่ค่อยเจอ แต่สิ่งที่ควบคุมไม่ได้มันคือโซเชียลที่มาแล้วก็ไป แล้วเราก็ไปสนุกกับมันด้วย บางทีเราก็ไม่ได้ห้ามมัน เพราะถ้าเราห้ามมันก็จะมีคนพูดแบบ ‘ชีวิตนี้ไม่เคยหัวเราะเลยเหรอ’ อะไรแบบนี้โผล่มา”
ครีม : ถ้าเป็นช่วงที่เราจะเล่น มันจะมาเป็นช่วงๆ มากกว่า ช่วงที่เจอปัญหาชีวิตหนักก็จะมาบ่อยหน่อย เหมือนกับไม่อยากจะแก้ปัญหาแล้ว เพราะแต่ละเรื่องที่เข้ามามันก็ต้องเอามาคิด เอามาวิเคราะห์ เอามาทำต่อ ซึ่งแค่เรื่องเตรียมเข้ามหาลัยมันก็เหนื่อยแล้ว แต่ถ้าเอามาคิดต่อคือพอเลย ตายดีกว่า แต่ก็ทำไงได้ ก็ทำได้แค่พูด แค่บ่นออกมา แต่เราก็ต้องทำต่อ
เพราะสื่อโซเชียลในปัจจุบันสามารถเข้าถึงกลุ่มคนได้หลากหลาย ทั้งสามคนจึงเห็นพ้องกันว่าคนใช้สื่อโซเชียลก็ต้องมีการรับผิดชอบร่วมกันในการแสดงออก
.
ถ้าไม่เล่น suicide jokes แล้วพวกเราฮีลใจกันยังไงบ้าง
ครีม : ดูหนัง หาซีรีส์ดู แต่ที่ทำบ่อยๆ คือโทร. คุยกับเพื่อน จริงๆ ชอบโทร. คุยกับเพื่อนมาก แต่หลังๆ ก็ฟังพอดแคสต์ mission to the moon เขาจะเล่าถึงหนังสือหลายเล่ม เรามีความเชื่อว่าตัวเองจะเป็นคนที่อยู่กับตัวเองจนจบชีวิต แล้วคนอื่นที่เข้ามา เขาแค่มาแล้วก็ไป ทุกอย่างเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน เป็นสิ่งที่ไม่คงอยู่ตลอดไป ก็เลยรู้สึกว่าช่วงนี้เวลามีอะไรไม่อยากจะโทรหาเพื่อนแล้ว อยากอยู่กับตัวเอง แก้ไขปัญหาเองให้ได้มากที่สุด ไม่อยากไปพึ่งพาใครมากขนาดนั้น เพราะเมื่อก่อนมีอะไรก็บอกเพื่อน พอเพื่อนคนหนึ่งไปเรียนซัมเมอร์ที่จีน อีกคนก็อยู่บ้าน ทำให้ไม่ได้ติดต่อกันเท่าไหร่ ก็เลยเป็นช่วงเวลาที่ดีที่จะได้ลองฮีลใจอยู่กับตัวเอง ช่วงนี้ก็ดู Emily in Paris ถึงซีซั่นสุดท้ายแล้ว ก็หาอะไรดูไปเรื่อยๆ ก็รู้สึกดี หรือถ้าไม่ไหวก็ร้องไห้ไปเลย แล้วก็บอกแม่
ไข่ไก่ : ส่วนใหญ่เราไม่พึ่งพาคนอื่น จะมุ่งไปหาศิลปะมากกว่า เราไปทางดนตรี อย่างหนึ่งที่เราชอบมากคือการเขียนเนื้อเพลง เราชอบเขียนให้มันออกแนวกวี เมื่อคืนนี้เราก็แต่งแนวๆ ว่า ‘สำรอกเกียรติออกมาให้เหมือนเลือดไหล’ ประมาณนี้ เรารู้สึกว่าการเขียนกวีออกมาให้มันตรงๆ แรงๆ มันฮีลใจเราได้ ประมาณว่า…ชีวิตมันน่าเกลียด
Doze : เราจะรู้ตัวเองว่าจิตใจเราแข็งแรงดี แต่ร่างกายเรามันจะส่งผลต่อระบบสมอง มีวิธีฮีลใจแค่สองอย่าง ถ้าเครียดแปลว่านอนน้อย ถ้าโกรธแปลว่ายังไม่ได้กินข้าว เราก็ไปทำ ต้องนอน ต้องกินข้าวแค่นั้นเลย แล้วเดี๋ยวมันกลับมาเป็นปกติ คือเราต้องทำให้มันเป็นระบบ เราคิดว่ามันไม่มีอะไรเกินกำลังความสามารถของเรา แต่ที่มันยังทำไม่ได้สักทีเพราะเรายังไม่สามารถจัดการชีวิตของตัวเองได้
อย่างสมมติเราจะนอนแล้วแต่ยังคิดเรื่องงาน ถึงจะนอนคิดทั้งคืนจนฟ้าสว่างก็ไม่จบ ทำได้แค่ปั้นความคิดนี้ให้เป็นก้อนกลมๆ แล้วก็คิดว่า ตอนนี้ไม่มีใครมาสนใจแก ตอนนี้ไม่มีใครมาด่าแก ไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่าแกต้องใช้เงิน แกไม่ต้องคิด เพราะไม่มีใครมาจ่ายเงินให้แกตอนตีสาม ก็ปั้นก้อนกลมๆ แล้วก็โยนทิ้งไป สักเก้าโมงเช้าค่อยกลับมาคิด ถ้าเราทำอย่างนั้นได้ วันพรุ่งนี้ก็จะมีความสุขดี แต่ถ้าทำไม่ได้ จัดการตัวเองไม่ได้ ทุกอย่างมันก็จะมารวมๆ กัน จนอยากทำอะไรสักอย่างให้ตัวเองหายไปสักที เพราะจัดการตัวเองไม่ได้
.
เหตุผลที่ทำให้อยากใช้ชีวิตของแต่ละคนละ มีไหม เป็นไงบ้าง
ไข่ไก่ : ไม่มีอะไรมาก เหตุผลที่อยากมีชีวิตอยู่ก็คือการที่พ่อแม่บอกว่า “อย่าตายนะ” เมื่อวันก่อนพ่อแม่บอกว่าให้ดูแลตัวเองดีๆ พ่อแม่รักเรามาก เลยรู้สึกว่าถ้าไปทำอะไรสักอย่าง แล้วตายอยู่ที่อื่น ที่ที่ไม่ใช่ที่พ่อแม่มาหาร่างได้ง่ายๆ ก็เลยรู้สึกว่าไม่ดีกว่า เดี๋ยวพอแม่เสียใจ
Doze : รู้จักคำว่า Shadow Work** ใช่ไหม เราก็ไม่ได้แม่นเรื่องนี้นะ แต่เพื่อนที่เป็นสาย manifest หรือสายโหราศาสตร์ดวงดาว เขาบอกว่ามันคือการที่เราชำระล้างด้านมืดของเรา มันไม่ใช่การชำระแบบทิ้งมันไป แต่เป็นการยอมรับว่าฉันเองก็มีด้านนี้ เรารู้สึกว่าตลอดชีวิตที่ผ่านมาของเรามันคือการทำ Shadow Work มันคือการไปอยู่ในจุดที่ต่ำที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ แล้วก็ประสบความสำเร็จในสิ่งที่เราไม่คิดว่าจะประสบความสำเร็จด้วยซ้ำ เราไม่มีอะไรที่ต้องการจากโลกใบนี้อีกแล้ว คือเราจะเอานิพพาน เราใช้ชีวิตอยู่เพื่อให้เจอนิพพานที่อยู่กับตัวเอง
เราเชื่อว่าทุกคนมีปมอะไรในใจที่จะต้องคลาย ทั้งที่พร้อมคลายและไม่พร้อม หรือที่อยู่ดีๆ ก็คลายโดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งเราคือคนที่คลายโดยไม่ได้ตั้งใจ เราเป็นคนที่มีปัญหากับความรักของครอบครัวมากๆ แล้วอยู่มาวันหนึ่ง ก็มีอะไรบางอย่างที่ทำให้เรารู้สึกว่า ‘จริงๆ เรานิสัยเหมือนพ่อเลยนะ เราไปเกลียดเขาก็เหมือนกับเราเกลียดตัวเอง’ แต่พอเราปลดล็อคตรงนี้แล้ว เราไม่มีอะไรจะต้องทำกับคนอื่นนอกจากการอโหสิกรรมและช่วยเหลือเขา ทั้งในระดับคนตัวเล็กๆ จนไปถึงระดับประเทศหรือโลก แต่ไม่ได้อยากยิ่งใหญ่
ครีม : มีเยอะเลยตอนนี้ อันดับหนึ่งของเราเลย คือครอบครัว พ่อแม่พี่ชาย สอง คือแมว สาม คือคนในชีวิตที่เขาเข้ามา สี่ คือความฝันของตัวเอง สุดท้ายคือเรามีความคิดว่า เราเกิดมาแล้วก็ใช้ชีวิตให้คุ้ม พอคิดแบบนี้ก็มีหลายอย่างที่อยากให้ทำให้ดีที่สุด ก็เลยอยู่เพื่อที่จะทำมันให้สำเร็จ ตอนนี้ก็ยังคิดแค่นี้ก่อน
.
หลายคนเลยที่บอกว่าตอนนี้มีชีวิตเพื่อสัตว์เลี้ยงของตัวเอง ครีมช่วยแชร์ตรงนี้เพิ่มได้ไหม
ครีม : คือคนในบ้านไม่ชอบแมวหรือหมาหรือสัตว์อะไรเลย (หัวเราะ) แล้วเราชอบแมวมาก เวลาไปเจอแมวที่ไหนก็อยากเอากลับบ้าน แล้วเขาไม่โอเคเลย ไม่มีทาง เราก็อยากได้มาสักพัก จนวันหนึ่งแม่ขับรถมาส่งที่โรงเรียน เขาก็ถามว่า อยากได้รึเปล่า เดี๋ยวจะให้เลี้ยงนะ เป็นของขวัญวันเกิด ตอนนั้นเราม.สอง แล้วเราก็ได้แมวตัวแรกมา ชื่อ ‘พารวย’ มันคือแมวอ้วนที่เราฝันมาทั้งชีวิตว่าอยากเลี้ยงมัน ขอเปิดรูปให้ดู (ครีมเปิดรูปแมวในโทรศัพท์) ตอนแรกมันไม่อ้วนขนาดนี้ แต่ว่าเลี้ยงดีเพราะเป็นแมวตัวแรก
เราอยากจะบอกว่าความรักในชีวิตเรา เรารักแล้วก็คาดหวังในเขารักกลับ อย่างพ่อแม่ เพื่อน แฟน หรือคนอื่น เรารักเขาก็ต้องการให้เขารักกลับ ถ้าเขาไม่รักเราคงเสียใจมากแน่ๆ แต่พอเราเลี้ยงแมว เราค้นพบความรักที่ไม่ต้องรักเรากลับก็ได้ จริงๆ นะ แค่อยากให้มันมีชีวิตที่ดี ได้กินอิ่มนอนหลับ คือดีแล้ว ใช้ชีวิตของตัวเองให้ดีพอ คือมีช่วงหนึ่งมันชอบหนีออกจากบ้าน เราก็เริ่มทำใจแล้วว่าสมมติวันหนึ่งมันไม่กลับมา ก็ถือว่ามันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้น ถ้าเกิดมันออกไปนอกบ้านแล้วเจอที่ที่สุขใจสุขกายมากกว่า ก็ยินดีมาก แต่ถ้ามันออกไปแล้วโดนหมาโดนแมวกัด เราคงทำใจไม่ได้ แค่นี้เลย การเลี้ยงแมวทำให้อบอุ่นกับความรักในแบบนี้จริงๆ ซึ่งตอนนี้ก็ยังหาที่ไหนไม่ได้อีก
.
มองไปไกลขึ้นอีกหน่อย นอกจากเหตุผลในการใช้ชีวิตแล้ว พวกเรามีความฝันกันบ้างไหม
ครีม : ความฝันตอนนี้ เข้าวารสารฯ ธรรมศาสตร์ อันดับหนึ่งเลย เป็นความฝันก็ใกล้ๆ แค่เข้ามหาลัย เพราะเราอยู่แค่มอห้า ตอนนี้เลยคิดเรื่องมหาลัยเป็นหลัก แล้วก็กำลังเก็บพอร์ตโฟลิโออยู่ เก็บประสบการณ์ให้ได้มากที่สุด
ไข่ไก่ : ตอนนี้ไม่มีฝันแล้ว ใช้ชีวิตผ่านไปวันๆ ก็ยากพอแล้ว ทั้งที่เมื่อก่อนก็ฝันไว้เยอะ แต่พอเจอกับโลกความเป็นจริง ได้เจอกับการทำงานจริงๆ มันก็ด้อยค่าตัวเอง รู้สึกว่าทำเอกชนที่ต้องมาประชุมไม่ไหวแน่ เลยอยากเบนไปทำราชการ ไม่ต้องมาประชุม
เราให้ค่ากับการมีคุณค่าในชีวิต ตอนเด็กอยากช่วยคนเลยอยากเป็นหมอ แต่ชีวิตม.ต้นโดนบังคับ เลยไม่ได้เป็นหมอแล้วก็เสียใจที่อดเป็น ไม่ได้เรียนคณะที่อยาก จะไปสายภาษาก็ไม่รู้จะทำอาชีพอะไร เลยมาเรียนวารสารฯ และคิดว่าน่าจะไปสายมาร์เก็ตติง โฆษณา ทุกวันนี้เลยทำงานหาเงินแล้วเอาไปบริจาคแทนเอา
Doze : เราเพิ่งทำหนังร่วมกับคนนอร์เวย์ไป ชื่อ Lost And Love ความหมายมันประมาณว่า เรากำลังหลงทางอยู่จากเป้าหมายที่เคยตั้งไว้ คือเราตั้งเป้าไว้แล้วตอนนี้เราอยู่ตรงไหนของสมการนั้น
เรามีพ่อแม่เป็นฟาร์มเมอร์ ส่งมาเรียนกรุงเทพฯ เพราะมันเจริญ เราอยากเป็นนักบินอวกาศ แต่เพื่อนนอร์เวย์อยากเป็นฟาร์มเมอร์ อยากปลูกผักเลี้ยงสัตว์กินเองเฉยๆ เพราะลองคิดภาพนอร์เวย์ สวัสดิการอะไรๆ มันดีกว่า แต่ฟาร์มเมอร์บ้านเราคือไม่ได้เลย เราเลยเข้าใจบริบทที่ว่า มันจะไม่มีความฝัน เหมือนดาวพลูโตที่เคยเป็นเป้าหมายของเรา แต่ตอนนี้เรากลับมาทำหนัง ซึ่งมันคือส่วนไหนของเป้าหมายของเรานะ แต่เอาจริงๆ ตอนนี้เราอาจจะกำลังแตะดวงดาวสักดวงอยู่ก็ได้ อาจจะไม่ใช่ดาวจริงๆ แต่เป็นดาวสภาพจิตใจที่ดูแลให้พวกเขาก้าวไปกับเราได้ เป็นฝันในการดูแลคนอื่น ส่วนฝันนักบินของเรา ตอนนี้ก็อาจจะสร้างได้ ด้วยการทำคอมพิวเตอร์กราฟิก ล่ะมั้ง
.
มีความฝันกับชีวิตแล้ว แล้วกับความตาย…งานศพในฝันของทุกคนเป็นแบบไหนกัน
ครีม : ก็อยากให้เผานั่นแหละ แต่ก่อนหน้านั้นก็อยากให้คนในชีวิตได้มาพบปะกัน คุยกันเรื่องเราแทนฟังพระสวด แล้วเราก็จะไปนั่งฟังด้วย อยากให้มีดอกไม้เยอะๆ สีน่ารักๆ มีแมวของเรา (พารวย) ใช้รูปสวยๆ เลือกมุมเลือกรูปไว้ แต่ง meitu (แอปพลิเคชันแต่งรูป) ให้สวยๆ เดรสโค้ดไม่ดำ งานอยากจัดชมพูๆ พาสเทลไปเลย ส่วนเพลงนี่ก็ต้องเปิดเพลย์ลิสต์ของเรา นักร้องที่ชอบอะไรประมาณนั้น
ไข่ไก่ : นี่วางแผนไว้ละ ทำงานหาเงินได้ส่วนนึง ถ้าตายคือก็ใช้เงินส่วนนี้ พ่อแม่จัดจะได้ไม่ลำบาก จัดยังไงก็จัด มีเงินให้แล้ว เคยอ่านนิยายเรื่อง คำพิพากษา ตัวเอกจัดงานศพให้พ่อแล้วไม่มีใครมา เราเลยกลัวงานตัวเองจะเป็นแบบนั้นกลัวพ่อแม่จะเสียหน้าด้วย เลยไม่อยากให้จัดใหญ่มาก กลัวจัดแล้วคนไม่มากัน ส่วนของกินจะกินอะไรก็กิน มีเงินให้แล้ว
Doze : เราอยากให้ร่างกายมันเกิดประโยชน์ เราเลยอยากบริจาคร่างกาย แต่ว่าพอมาศึกษาดูแล้ว การทำประโยชน์ในทางโลกมันคือการคาดหวังว่าเราจะได้บุญให้การเกิดครั้งหน้ามันได้อะไรดีๆ เราเลยมาคิดว่าถ้าเราไม่บริจาคแล้วโลกมันจะแตกมั้ยนะ คนจะเสียใจมั้ย แต่มันก็ไม่มีอะไร เพราะมันเป็นเรื่องของอนาคต เราเลยว่าง่ายสุดคือเผา แล้วไม่จัดงาน แต่เราก็พยายามดีไซน์เรื่อยๆ เช่นเอาไปทำปุ๋ย มันก็เคยมีคนทดลองนะ ซึ่งจริงๆแล้วมันก็ใช้ผักใช้อะไรแทนได้เหมือนกัน เพราะงั้นการที่จะลงทุนให้คนไปสับเราฝังเรามันก็เกินไปหน่อย หรือถ้าจะฝังเลยมันก็มีกลิ่นอีก ต้องฝังให้ลึกๆ แต่ทำงั้นแล้วเมื่อไหร่ต้นไม้จะถึง เราเลยคิดว่าทำไมมันยุ่งยากจังกับการสร้างประโยชน์ เพราะงั้นบทสรุปตอนนี้คือเผา งานก็ไม่ต้องจัด ใครอยากเต้นก็เปิดเพลงเต้นเอาเลย แต่เราก็ยังหาวิธีเรื่อยๆ อยู่เหมือนกัน
เรานั่งคุยกันเรื่องงานศพในฝันกันอย่างออกรส แต่แล้วฝนก็เริ่มโปรยปรายลงมา ก่อนจะค่อยๆ ทวีความหนักหน่วง เสียงฟ้าร้องดังต้อนรับหัวข้อถัดไป
.
เคยมีประสบการณ์สูญเสียกันบ้างไหม เล่าให้ฟังหน่อยได้ไหมว่าผ่านมาได้อย่างไร
Doze : ที่รู้สึกว่ามันคือการสูญเสีย คือสูญเสียพ่อ แต่เราไม่ได้รู้สึกเสียใจเลย เพราะไม่ได้รู้สึกว่ามันคือความจริง ถ้าเขาฟื้นขึ้นมาก็จะเชื่อด้วย พ่อเราเป็นคนที่ยอมรับความตายได้อยู่แล้วว่าสักวันมันต้องมาถึง เพราะงั้นตอนเขาตาย สิ่งที่เราจะทำให้ได้ดีที่สุดคือการไม่ร้องไห้ เราก็เลยไม่ร้องไห้เลย แต่มีจังหวะที่ป้ามาเขย่าคอว่าเราเป็นลูกเขาจริงไหม ทำไมไม่เสียใจเลย จังหวะนั้นถึงได้ร้องออกมา แต่ร้องเพราะโดนเขย่า ไม่ได้ร้องเพราะเสียใจ พอเขาตายแล้วมันก็สบายขึ้นนะ เพราะเขาป่วย ที่บ้านเลยเหมือนโรงพยาบาลที่มีเรากับแม่เป็นพยาบาล เพราะงั้นพอตายไปแล้วเลยสบายขึ้นมาก
อีกเคสคือ เราเคยมีแฟนอยู่แถวลาดกระบัง เขารักเพื่อนมาก ตอนนั้นกินเหล้าแล้วจะไปต่อที่ตี๋น้อยกันต่อ แล้วชาเลนจ์กันว่าถ้าใครถึงทีหลังให้เลี้ยง เขาก็ไป แต่พอไปถึงแล้วเพื่อนเขาหายไป ไม่มาสักที เลยมีคนทักว่าเกิดอุบัติเหตุรึเปล่า เพราะเห็นรถตำรวจ พอไปดูที่เกิดเหตุแฟนก็บอกไม่ใช่ๆ ก็เลยจะกลับกัน แต่พอดีตำรวจเอาบัตรมายืนยัน แล้วมันเป็นชื่อเพื่อนคนนั้นจริงๆ มันคือภาวะที่ไม่ยอมรับว่าเพื่อนจะตาย ต่อให้จ้องหน้าดูอีกกี่ครั้งก็ไม่เชื่อ ไม่ใช่ๆ จนตำรวจยืนยันตัวตนแล้วกลับไปดูหน้าอีกรอบ ทีนี้ทุกคนเข่าทรุดเลย ร้องไห้ แต่ Doze ยังเป็นเหมือนตอนที่พ่อตายนะ ไม่ร้องไห้เลย เพราะ Doze เชื่อว่าถ้ามีคนร้องไห้ก็ต้องมีคนดูแล
ไข่ไก่ : ไม่เคยมีคนสำคัญเสียนะ แต่เคยทำร้ายตัวเอง หลักฐานอยู่ที่ข้อมือ ปกติก็จะทำที่มือนี่แหละ แต่มันเห็นชัดเลยเปลี่ยนที่ขาแทน มันก็เจ็บนะ แต่ก็รู้สึกเฉยๆ โชคดีซะอีกที่ไม่เป็นบาดทะยัก ทำครั้งแรกตอนมอปลาย ไม่แน่ใจว่าตอนนั้นมีความรู้สึกยังไง แต่มันรับมืออะไรไม่ไหวแล้ว ความรู้สึกที่เครียดเล็กๆ น้อยๆ ก็ทำ เป็นการระบายอารมณ์ให้มันจบที่ตัวเอง
พอนึกขึ้นได้อีกทีก็มีเหตุการณ์ใกล้ๆ แบบนั้นเหมือนกัน คือแม่ทำงานแล้วไม่ค่อยได้ไปเข้าห้องน้ำ เคยป่วยติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะ เกือบตาย พ่อเองก็เหมือนกัน ป่วยแต่ก็ยังไปทำงาน ไม่ชอบหยุดงาน นี่ก็เลยไม่ซิ่วออกทั้งที่ไม่ชอบเรียนคณะนี้เลย ตั้งใจเรียนตั้งใจทำงานเพื่อพวกเขา
ครีม : เคยสูญเสียตากับย่าและคุณป้าที่เลี้ยงมา ตาเป็นคนขี้หึง ยายเป็นคนเฟรนด์ลี่ แม่เลยต้องจับแยกบ้านกันเพราะอยู่ด้วยกันไม่ได้ จนสุดท้ายในวันที่แก่มากๆ ไม่มีอารมณ์จะมาหึงกันแล้ว เขาก็ได้กลับมาอยู่ด้วยกัน จนสักพักตาเสีย ปีต่อมายายก็เสียตาม แล้วป้าที่ดูแลพวกเขาก็เสียตาม คือเราก็เสียใจนะที่มันเกิดขึ้น แต่เหตุผลที่พวกเขาจากไปมันก็ดูเป็นเหตุเป็นผล แล้วด้วยเหตุผลของศาสนาที่ต้องจัดงาน มันเลยไม่มีเวลาให้เสียใจขนาดนั้น ต้องพากลับบ้าน ต้องจัดงาน ทำนั่นนี่ จนถึงเวลาต้องเผาจริงๆ มันถึงรู้ว่าเขาไปจริงๆ แล้ว ก็ร้องไห้ตอนนั้นแหละ แต่ก็ต้องกลับมาใช้ชีวิตของตัวเองให้ได้
.
ถ้าในอนาคตมีวันที่คนสำคัญต้องจากกันไปจริงๆ จะเสียใจไหม แล้วจะทำยังไง
ไข่ไก่ : นี่เตรียมใจไว้ตลอดอยู่แล้วว่าพ่อแม่ต้องตาย ถ้ามันต้องเกิดขึ้นจริงๆ ก็รับได้ แต่ไม่รู้ว่าจะเสียใจมากแค่ไหนเหมือนกัน
ครีม : ถ้าเกิดจริงคงเสียใจมาก อาจจะเป็นช่วงชีวิตที่เสียใจที่สุดในชีวิต แบบไม่ทำอะไรเลย แต่มันก็คงเกิดในตอนที่เราดูแลตัวเองได้แล้ว ถ้ามันเกิดจริงๆ เราก็คงร้องไห้ จบ มันทำอะไรไม่ได้แล้ว
Doze : ถ้าเขาตายจะไม่โพสต์ลงโซเชียล เพราะไม่รู้ว่าคนที่ผ่านมาเห็นเขามีเจตนาดีหรือไม่ดี แล้วที่เราโพสต์ลงไปคือเราต้องการอะไรกันแน่ ถ้าเขาอยากจะไปโดยสงบ คนที่มางานก็ควรมาโดยสงบ เราเคยมีแฟน เขาก็บอกว่าไม่ต้องสวดหรอกพระ เอาวงร็อคมาจัดคอนเสิร์ตเลย แต่พอโตขึ้นหน่อยตอนวัยทำงาน แฟนก็จะมีความศรัทธาในศาสนาต่างๆ กันไป เขาก็จะให้จัดไปในทางของตัวเอง หรือบางคนสายโซเชียลก็ให้รหัสแอคเคาต์เรามาเลยแล้วฝากระเบิดทิ้งให้หน่อย แต่ทั้งหมดไม่มีใครบอกเลยว่าให้ฝากบอกคนนี้ๆ ทีนะว่าตายแล้ว ไม่มีเลย
.
เป็นยังไงกันบ้าง ได้ฟังมุมมองของเพื่อนๆ
Doze : เรียลดีนะวันนี้ มันคือวิถีชีวิต มันดิบ มันเจ๋งมาก เพราะในหัวเรามันมีความคิดเป็นร้อยๆ แต่มันต้องกรองจนถึงความคิดที่เราพูดออกมา พอฟังทุกคนพูดแล้วก็แบบ เฮ้ย เราก็คิดแบบนี้ ทุกคนคิดเหมือนเราเลย แต่แค่มันเป็นความคิดที่อยู่ในหัว ไม่ได้ออกมาเป็นความคิดที่เราแสดงออกมา
ไข่ไก่ : รู้สึกทุกคนแตกต่างจากเรามาก ไม่ได้มองโลกแง่ลบขนาดเรา อย่างครีมก็สามารถมีความสุขกับสิ่งเล็กๆ ได้ ซึ่งเราก็อยากทำได้เหมือนกันนะ Doze ก็รักแฟนมากพอเทียบกับเรา เรารักพ่อแม่ก็เพราะเรารักเฉยๆ ไม่ได้คลั่งรัก รักเพราะเขาเป็นที่พึ่งให้เรา คอยดูแลเรามา
ครีม : จากที่ฟังมาก็รู้สึกว่าทุกคนมีหนังของตัวเอง เพราะถ้าเราคุยกับเพื่อนวันเดียวกันมันคงจะไม่ได้มุมมองแบบนี้เท่าไหร่ ทุกคนที่มาวันนี้คือเป็นสีคนละเฉด หนังคนละแนวกันเลย
.
สุดท้ายแล้ว เราเคยคิดบ้างไหมทำไมถึงมีความคิดเรื่องตายๆ แบบนี้
Doze : เราเชื่อคำว่า ‘วาระ’ คือถ้าวาระนั้นมาถึงเราจะรู้สึกเอง เข้าใจเอง เพราะงั้นเราจะไม่ถามว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้ แต่เราจะดูแลรักษาใจตัวเองมากกว่า เพราะเรารู้ว่าสุดท้ายปลายทาง มันก็คือเรากลัวตายนั่นแหละ
ไข่ไก่ : ไม่นะ ตายเรื่องปกติ ไม่ว่าใครจะพูดมันก็ต้องตายเหมือนกันหมด ทุกคนมันก็ต้องเผชิญกับสิ่งนี้อยู่แล้ว
จบความจากไข่ไก่ ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย ตอนนี้ก็สี่โมงกว่าแล้ว เสียงฟ้าร้องจางไป พายุข้างนอกสงบลง ความตายแสนธรรมดาเองก็คงเป็นเช่นนั้น แม้หลายครั้งแสงวับวาบกับเสียงอึกทึกจะทำให้เราต้องหวั่นใจ แต่สุดท้ายมันก็เป็นเพียงหนึ่งความทรงจำที่ผ่านมาเข้ามาและ
ผ่านไป
เหมือนกับสายฝน…
=======================================
* Suicide Joke คือ การพูดถึงการทำร้ายตัวเอง การกระทำอัตวินิบาตกรรม หรือความตาย ในมุมที่เป็นเรื่องตลก
** Shadow Work คือกระบวนการทำความเข้าใจและยอมรับสิ่งต่างๆ ที่ตนเองซ่อนไว้และไม่ยอมรับ เช่น ความรู้สึกเชิงลบหรือคุณลักษณะที่เจ้าตัวคิดว่าไม่พึงปรารถนา โดยมีเป้าหมายเพื่อนำ ‘เงา’ เหล่านั้นมาสู่จิตสำนึก ให้รู้สึกสมบูรณ์และสมดุลมากขึ้น
