เรื่อง : ศรัณย์ ทองปาน
ภาพ : เก็จมณี ทุมมา

ตั้งต้นที่สนามหลวง

          สมัยก่อน สนามหลวงถือเป็นจุดศูนย์กลางของกรุงเทพฯ และยังเป็นต้นทางของรถเมล์ไม่รู้ว่ากี่สายต่อกี่สาย เวลาใครจะไปไหนมาไหน ถ้าไม่รู้จะเริ่มอย่างไร มักมีคำแนะนำให้ไปตั้งต้นที่สนามหลวง เพราะจากตรงนั้นสามารถเดินทางต่อไปได้ทุกทิศทุกทาง  มิหนำซ้ำ ครั้งหนึ่งทางราชการยังเคยอนุญาตให้จัดตลาดนัดที่สนามหลวงเป็นประจำทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ผู้คนและรถรารอบสนามหลวงจึงจอแจขวักไขว่เสมอ 

          ตอนนั้น คือเมื่อราวๆ 40 ปีก่อน สมัยที่ยังผมเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย เขาเพิ่งยกเลิกตลาดนัดสนามหลวงไปไม่นาน โดยให้ย้ายไปที่สวนจตุจักร แต่ถ้าข้ามถนนมาฝั่งตรงข้ามสนามหลวงด้านหน้าศาลอาญา หลังซุ้มรูปแม่พระธรณีบีบมวยผม ยังเหลือแผงขายหนังสือมือสองอยู่ 

          แผงหนังสือที่ว่านี้เข้าใจว่าเปิดทุกวัน หน้าตาเป็นซุ้มเล็กๆ เข้าแถวเรียงกัน ดูคล้ายป้อมยามตำรวจสมัยก่อน คือเป็นห้องสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีหน้าต่างรอบทิศ สามารถผลักเปิดออกมาวางขายสินค้าได้ หลังคามุงกระเบื้องลอนทรงปั้นหยา คือทุกด้านลาดขึ้นไปบรรจบกัน ข้างบนเขียนหมายเลข ซึ่งเลยกลายเป็นชื่อเรียกของแต่ละร้าน 

          แผงหนังสือเบอร์ต่างๆ แต่ละเจ้าขายสินค้าเฉพาะกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นแบบเรียนที่รอดพ้นเงื้อมมือรุ่นพี่มาได้ หนังสือเล่ม พ็อกเกตบุ๊ก หนังสืองานศพทุกยุคทุกสมัย นิตยสารบนเครื่องบิน เช่น Sawasdee ของการบินไทย หรือแมกกาซีนฉบับเก่าจากต่างประเทศ เช่นที่ผมเคยซื้อสะสมไว้บ้าง คือการ์ตูนขำขันของฝรั่งชื่อ Mad

          ได้ยินมาว่าแมกกาซีนเหล่านี้เป็นส่วนที่ขายไม่ได้แล้วถูกเก็บคืนมาจากร้านค้า ก่อนเดินทางข้ามโลกมาถึงเมืองไทย ทั้งหมดถูกเอาไม้บรรทัดทาบฉีก ‘หัวหนังสือ’ (ชื่อนิตยสาร) บนปกออก เข้าใจว่าคงเป็นวิธีการทางบัญชี เพื่อนับยอดว่ามีที่ต้องขายทิ้งเป็นเศษกระดาษจำนวนเท่าใด

          Mad ทุกเล่มที่ผมได้มาจึงปกแหว่งอย่างที่ว่านี้

          ที่แผงหนังสือแม่พระธรณียังมีไปจนกระทั่งหน้ากระดาษที่ฉีกมาจากในเล่มนิตยสาร เช่นคอลัมน์ภาพถ่ายสถานที่ท่องเที่ยว ภาพสัตว์โลกนานาชนิด เอาคลิปหนีบแขวนไว้เป็นปึกๆ ให้เด็กมาเลือกซื้อไปตัดแปะทำรายงานส่งครู 

          ตรงลานโล่งกึ่งกลางระหว่างแผงหนังสือ คือที่ตั้งของสุขาสาธารณะ อาคารเตี้ยๆ หลังคากลมๆ หน้าตาแบบนี้ สมัยก่อนเคยเห็นมีอยู่ที่นี่แห่งหนึ่ง และตรงหน้ากรมการรักษาดินแดน ข้างสวนสราญรมย์ อีกแห่งหนึ่ง สิ่งที่เหมือนกันคือไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป็นส้วม เพราะส่งกลิ่นคละคลุ้งตลอดเวลา

          รอบๆ ส้วมสาธารณะนี่เอง ที่จะได้พบเห็นใบหน้าของชายไทยไม่ทราบชื่อ คอยโผล่แวบๆ ออกมาจากซอกหลืบตรงโน้นตรงนี้ ก่อนจะกระซิบกระซาบกับเด็กหนุ่มและชายแก่ที่เดินผ่านไปมาว่า “โป๊มั้ยพี่ ! โป๊มั้ยพี่ !”

          ครับ นี่คือวิธีที่เขาขาย ‘หนังสือโป๊’ กันสมัยนั้น

          ส่วนบางแผงก็ขายหนังสืออนุสรณ์งานศพโดยเฉพาะ ผมเคยไปยืนพลิกดูอยู่บ่อยๆ 

          วันหนึ่งกลางแดดจ้าตอนเที่ยงๆ ผมหยิบหนังสืองานศพเก่าเล่มหนึ่งขึ้นมาพลิกๆ ดู มาถึงบัดนี้ก็จำไม่ได้แล้วว่าเป็นงานศพของท่านผู้ใด คลับคล้ายว่าผู้ตายดูเหมือนจะยังเป็นวัยรุ่นด้วยซ้ำ มีเพื่อนคุณแม่เขียนคำไว้อาลัยให้ เธอเล่าถึงเพื่อนอีกคนหนึ่ง ซึ่งลูกตายไปตั้งแต่ยังเด็กเหมือนกัน

          ความทรงจำของเพื่อนคนนั้นหยุดอยู่เพียงวันที่ลูกสาววัยอนุบาลได้ขึ้นแสดงในงานโรงเรียน 

          สำหรับเธอ สิ่งที่ล่วงผ่านไปนานแล้วยังคงเกิดซ้ำวนเวียนในหัวจิตหัวใจของผู้เป็นแม่ เล่าเมื่อใดก็จะเห็นภาพ จะได้ยินเสียง เด็กอนุบาลคนนั้นที่กำลังส่ายเอวเต้นระบำฮาวายอยู่กับเพื่อนๆ บนเวที

          ทุกครั้งที่เล่า เธอจะต้องทำท่าให้ดูด้วยว่าลูกของเธอเต้นอย่างไร สนุกแค่ไหน หัวเราะร่าเริงแบบใด

          ผมอ่านได้เท่านั้นก็ต้องปิดหนังสือวางคืนที่เดิมเงียบๆ 

          น้ำตากบลูกตาขึ้นมาจนไม่สามารถอ่านต่อได้
.
หนังสืองานศพ

          แต่เดิมเคยเชื่อกันว่าหนังสือที่พิมพ์แจกในงานศพเล่มแรกของไทยคือหนังสือสวดมนต์ รวมบทสวดมนต์ฉบับหลวง ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้พิมพ์แจกในงานพระเมรุสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ (หรือที่คนไทยเรียกขานพระนามกันโดยลำลองว่า ‘พระนางเรือล่ม’) เมื่อปี 2423 แต่ไม่นานมานี้ มีการค้นพบว่าที่จริงแล้ว ก่อนหน้านั้นยังมีผู้พิมพ์หนังสือแจกในงานพระเมรุมาศ ถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ตั้งแต่ปี 2412 ด้วย

          ทว่าผู้ที่ทำให้ธรรมเนียมการพิมพ์หนังสือแจกในงานศพขยายตัวไปอย่างกว้างขวาง อันสมควรแก่การเอ่ยออกนามยกย่อง ย่อมต้องได้แก่ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ (2405-2486) พระเจ้าน้องยาเธอในรัชกาลที่ 5

          สมเด็จฯ เคยดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยมาตลอดสมัยรัชกาลที่ 5 ทรงเปี่ยมด้วยบารมีถึงขนาดที่อาจเรียกได้ว่ามีอำนาจเป็นที่ 2 รองจากพระเจ้าอยู่หัวเท่านั้น ในตอนต้นรัชกาลที่ 6 สมเด็จฯ ทรงลาออกจากราชการ จากนั้นในปี 2458 ทรงได้รับมอบหมายให้ไปดำรงตำแหน่งนายกหอพระสมุดวชิรญาณ อันมีสถานะเป็นหอสมุดแห่งชาติ

          สิ่งสำคัญที่เกิดขึ้นตามมาคือ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ กลายเป็นผู้รับผิดชอบจัดพิมพ์หนังสือที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงพระศพและงานศพ ของพระบรมวงศานุวงศ์ ตลอดจนขุนนางข้าราชการชั้นผู้ใหญ่จำนวนมาก หลายเรื่องพระองค์ก็ทรงเรียบเรียงขึ้นใหม่โดยเฉพาะสำหรับงานนั้นๆ แต่ส่วนใหญ่แล้ว ทรงคัดเลือกให้จากต้นฉบับหนังสือโบราณในหอพระสมุดฯ เพื่อเป็นช่องทางให้ได้ตีพิมพ์เผยแพร่ โดยไม่ต้องรอพึ่งงบประมาณแผ่นดินอันมีจำกัด เพราะค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ย่อมเป็นภาระของเจ้าภาพ

          ยิ่งกว่านั้น สมเด็จฯ ยังทรงริเริ่มธรรมเนียมปฏิบัติที่ว่า หากผู้วายชนม์เป็นบุคคลที่ทรงรู้จักคุ้นเคย พระองค์มักทรงเรียบเรียงประวัติ ‘แถม’ ให้ในหนังสือด้วย ส่วนหนึ่งคงเพื่อสร้าง ‘แรงจูงใจ’ ให้คนยอมรับวิธีการนี้ กระทั่งสมเด็จฯ กลายเป็นผู้มีชื่อเสียงในด้านการแต่งชีวประวัติผู้ตาย

          ตลอดเวลาเกือบสองทศวรรษที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพดำรงตำแหน่งนายกหอพระสมุดฯ ทรงต้องรับผิดชอบแต่งประวัติใครต่อใครมากมาย ดังที่ทรงเล่าในลายพระหัตถ์ (จดหมาย) ที่มีไปถึงสมเด็จฯ เจ้าฟ้า กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ฉบับวันที่ 4 มิถุนายน 2483 ว่า

          “ที่ตรัสว่าการแต่งประวัติยากมากนัก จริงดังทรงพระปรารภ มีอธิบายของสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ยัง) ท่านเคยเทศน์ให้หม่อมฉันฟังครั้งทำบุญฉลองอายุครบ 4 รอบ ในรัชกาลที่ 5 เมื่อพรรณนาถึงกุศลกรรมต่างๆ ที่หม่อมฉันได้บำเพ็ญแล้ว ลงท้ายท่านว่าความที่กล่าวมานี้เป็นคำ-ชม-มิใช่-ยอ  ชมกับยอนั้นผิดกัน ชมต้องเลือกกล่าวแต่ที่เป็นความจริง ยอนั้นสุดแต่ชอบใจผู้ฟังแล้วจะว่าอย่างไรก็ได้ การแต่งประวัติมีวัตถุประสงค์ก็จะแสดงความดีของผู้ตาย แต่ต่างกันด้วยวิธีแสดง อาจจะเป็นอย่างชมมิให้มหาชนคัดค้านได้ หรืออย่างยอให้ชอบใจเจ้าภาพ นอกจากนั้นก็ต่างกันเพียงสำนวนการแต่ง ประวัติอย่างชม ผู้แต่งต้องรู้ความจริงจึงจะแต่งได้ ยากอยู่ในข้อนี้ หม่อมฉันแต่งประวัติก็รับแต่งแต่ประวัติของคนที่เคยคุ้นกัน ถ้าไม่ใช่เช่นนั้นก็ไม่รับแต่ง หม่อมฉันเคยแต่งประวัติของคนที่ไม่รู้จักแต่สุนทรภู่คนเดียว ที่กล้าแต่งก็เพราะตัวแกเองเล่าเรื่องประวัติของแกไว้ในนิราศที่แกแต่งแทบทุกเรื่อง ได้อาศัยความในนิราศจึงสามารถแต่งประวัติสุนทรภู่ได้”


          ภายหลังมีการรวบรวมพระนิพนธ์ของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ คัดเฉพาะที่เป็นพระประวัติและประวัติบุคคลจากหนังสืองานศพมาจัดพิมพ์เป็นหนังสือชุด ใช้ชื่อว่า คนดีที่ข้าพเจ้ารู้จัก นับจำนวนได้เกินกว่าร้อยคน
.
สังเค็ด

          หากอยากสืบย้อนกลับขึ้นไปอีก ธรรมเนียมการแจกจ่ายหนังสืองานศพของไทยย่อมสืบเนื่องคลี่คลายมาจาก ‘สังเค็ด’ หรือ ‘เครื่องสังเค็ด’ ในงานศพ  

          พระยาอนุมานราชธน (ยง เสฐียรโกเศศ 2431-2512) อดีตอธิบดีกรมศิลปากร ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นปราชญ์ในเรื่องวัฒนธรรมไทย เคยเขียนอธิบายไว้ว่า “สังเค็ดหรือเครื่องสังเค็ด คือสิ่งของมีตู้โต๊ะเป็นต้น สำหรับทำบุญเป็นทานวัตถุถวายพระเทศน์ หรือพระบังสุกุลที่หน้าศพเมื่อจะปลง เพื่ออุทิศผลแก่ผู้ตาย”  

          ท่านเจ้าคุณอนุมานฯ ขยายความว่า

          “ตามประเพณีไทยแต่ก่อน เมื่อผู้ใดตายไป ข้าวของสิ่งไรซึ่งเป็นของใช้ประจำของผู้ตาย มีที่นอน หมอน มุ้ง และเสื้อผ้า เป็นต้น เขาไม่เก็บไว้ให้คนอื่นในบ้านใช้ต่อไป…ถ้าพอจะถวายวัดถวายพระได้ก็ถวาย ถ้าเห็นถวายไม่ได้ไม่เหมาะก็ให้ทานคนยากจนไป แม้กระทั่งเรือนของผู้ตายก็มักรื้อไปถวายวัด ถือว่าได้บุญเป็นอุทิศส่งผลให้ผู้ตาย…คราวนี้เห็นว่าทำบุญเพียงเท่านี้ไม่สะใจ ถ้าเป็นผู้มั่งคั่ง นอกจากเอาสมบัติของผู้ตายไปทำบุญ ยังมีของอื่นซึ่งทำเพิ่มเติมให้เป็นพิเศษ มีตู้โต๊ะเป็นต้น สมทบทำไปด้วย เพื่ออุทิศผลไปให้แก่ผู้ตาย จะได้มีเครื่องใช้ไม้สอยได้บริบูรณ์สะดวกสบาย และผู้ทำบุญอุทิศผลส่งไปให้ก็สบายใจด้วย”

ประเพณีราชสำนักของไทยมีการทำเครื่องสังเค็ดถวายแด่พระสงฆ์เนื่องในงานพระเมรุมาตั้งแต่โบราณ หากแต่เมื่อถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ดูเหมือนว่าคตินี้เริ่มเปลี่ยนแปลงไป คือขยายขอบเขตไปสู่สิ่งอันเป็นประโยชน์ในวงกว้างมากยิ่งขึ้น ดังตัวอย่างที่อ้างมาแล้ว คือการพิมพ์หนังสือสวดมนต์ฉบับหลวง ในงานพระเมรุสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ เพื่อถวายแด่พระสงฆ์ทั่วราชอาณาจักรเป็นจำนวนถึง 10,000 เล่ม

          ยิ่งไปกว่านั้น สืบเนื่องจากการทิวงคตของสมเด็จพระนางเจ้าฯ รัชกาลที่ 5 ยังทรงมีพระราชดำริว่า เมื่อครั้งสมเด็จพระนางเจ้าฯ ยังดำรงพระชนม์อยู่ ได้เคยกราบบังคมทูลปรารภว่า สมควรจะได้มีสถานที่ให้การศึกษาอบรมสำหรับสตรีไทยทั่วไปบ้าง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้าง ‘โรงสกูลสุนันทาลัย’ เป็นโรงเรียนสตรีของรัฐบาลแห่งแรกในสยาม เพื่อเป็นสิ่งอนุสรณ์ถึงสมเด็จพระนางเจ้าฯ โดยเสด็จฯ ไปทรงวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2423

          แม้ในกาลต่อมา สุนันทาลัยต้องยุติกิจการลง ทว่าตัวตึกแต่แรกของสุนันทาลัยยังคงตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ในโรงเรียนราชินี ริมแม่น้ำเจ้าพระยาย่านปากคลองตลาด กรุงเทพฯ มาจนบัดนี้

          กรณีทำนองเดียวกันยังเป็นต้นกำเนิดของโรงพยาบาลศิริราชในสมัยรัชกาลที่ 5 อีกด้วย

          ในเดือนพฤษภาคม 2430 สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์ พระราชโอรสอันเป็นที่รัก ซึ่งประสูติแต่สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี ประชวรและสิ้นพระชนม์ ขณะมีพระชันษาเพียงขวบครึ่ง จากเหตุการณ์นี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโทมนัสอย่างหนัก  ในเวลานั้นมีการตั้ง ‘คอมมิตตี’ (committee-คณะกรรมการ) เพื่อดำเนินการก่อตั้งโรงพยาบาลของรัฐบาลมาได้ระยะหนึ่งแล้ว แต่ยังไม่คืบหน้าเท่าใดนัก พระองค์จึงทรงมีพระราชหัตถเลขาถึงคอมมิตตีสร้างโรงพยาบาลตอนหนึ่งว่า

          “ภายหลังเกิดวิบัติเคราะห์ร้ายลูกซึ่งเป็นที่รักตายเป็นที่สลดใจด้วยการที่รักษาไข้เจ็บ เห็นว่าแต่ลูกเราพิทักษ์รักษาเพียงนี้ยังได้ความทุกข์เวทนาแสนสาหัส ลูกราษฎรที่อนาถาทั้งปวงจะได้ความลำบากทุกข์เวทนายิ่งกว่านี้ประการใด ยิ่งทำให้มีความปรารถนาที่จะให้มีโรงพยาบาลยิ่งขึ้น…”

          ดังนั้น ในการจัดงานพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จฯ เจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์ พร้อมกับพระบรมวงศานุวงศ์อีกสามพระองค์  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงกำหนดให้พระเมรุ ณ ท้องสนามหลวง จัดสร้างขึ้นเป็นพิเศษ โดยมีอาคารบริวารเป็นเรือนแบบต่างๆ ทำด้วยไม้จริง โดยเมื่อเสร็จงานพระเมรุแล้ว โปรดเกล้าฯ พระราชทานวัสดุก่อสร้างต่างๆ ที่รื้อมา รวมทั้งเครื่องสังเค็ด ได้แก่ ตู้ โต๊ะ เตียง และเก้าอี้ ให้แก่กิจการโรงพยาบาลที่กำลังก่อสร้าง รวมทั้งยังได้พระราชทานเงินพระมรดกของสมเด็จฯ เจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์ อีก ๗๐๐ ชั่ง (๕๖,๐๐๐ บาท) ให้เป็นทุนสร้างโรงพยาบาล แล้วพระราชทานนามโรงพยาบาลนี้ว่า ‘โรงศิริราชพยาบาล’ เพื่อเป็นพระอนุสรณ์ถึงสมเด็จฯ เจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์
.
นิทานโบราณคดี

          ขอย้อนกลับมาที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพอีกครั้ง

          กาลครั้งหนึ่ง ในฐานะ ‘พ่อ’ สมเด็จฯ เองเคยต้องประสบกับความเศร้าสลดที่ต้องสูญเสียพระธิดา โดยที่ยศฐาบรรดาศักดิ์หรืออำนาจบารมีใดๆ มิอาจช่วยเหลือได้ เหตุเกิดตั้งแต่เมื่อสมเด็จฯ ทรงมีพระชันษาราว 50 ปี แม้จะทรงบันทึกเรื่องนี้ไว้เมื่อเวลาผ่านไปหลายสิบปีแล้ว ทว่า ภาพเหตุการณ์อันน่าสลดใจและความเจ็บปวดก็ยังคงแจ่มชัดสดใหม่เหมือนเพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน

          ต่อไปนี้คือข้อความบางส่วนจากพระนิพนธ์ นิทานโบราณคดี เรื่องที่ 13 ตอน ‘ทำสิรัมแก้พิษหมาบ้า’

          “เรื่องนี้มีกรณีเกิดขึ้นในครัวเรือนของตัวฉันเองเป็นมูลเหตุ ในรัชกาลที่ 6 เมื่อ พ.ศ. 2455 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จออกไปประทับอยู่ที่พระราชวังจันทร์ ณ พระปฐมเจดีย์ ฉันยังเป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ตามเสด็จไปอยู่ที่เรือนบังกาโลที่พักของฉันตามเคย วันหนึ่งเวลาบ่าย พวกลูกเด็กๆ ลงไปเล่นกันอยู่ที่สนามหญ้าหน้าเรือน มีหมาบ้าตัวหนึ่งวิ่งเข้ามาในบ้าน พวกเด็กพากันวิ่งหนี แต่ลูกหญิงบรรลุศิริสาร (เรียกกันว่า หญิงเภา) หกล้มถูกหมาบ้ากัดเอาที่ขาเป็นรอยเขี้ยว 2 แผล ตัวเองไม่รู้สึกเจ็บปวดเท่าใดนัก แต่พวกผู้ใหญ่ตกใจ ฉันก็สั่งให้เที่ยวสืบหาหมอที่ชำนาญการรักษาพิษหมาบ้าแต่ในเวลานั้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงทราบ ตรัสแนะนำให้ฉันส่งไปรักษา ณ สถานปาสเตอร์ที่เมืองไซ่ง่อน ฉันก็เห็นชอบด้วยพระราชดำริ แต่ให้สืบถึงเรือที่จะรับไป ได้ความว่าเรือเพิ่งออกไปเสียเมื่อวันก่อน จะต้องรอคอยเรืออีก 15 วันจึงจะไปได้ ก็ต้องให้หมอซึ่งหามาได้คนหนึ่งรักษาตามวิธีไทย ให้กินยา ทายา รักษาไม่กี่วันแผลก็หาย ตัวเด็กก็สบาย แจ่มใสเหมือนแต่ก่อน จนเชื่อกันว่าหมอคนนั้นสามารถรักษาหายแล้ว  เมื่อกลับมาอยู่กรุงเทพฯ ก็เป็นปรกติดีมาสัก 3 เดือน จนเกือบลืมเรื่องที่เธอถูกหมาบ้ากัด อยู่มาวันหนึ่งหญิงเภาตื่นนอนขึ้นเช้าตัวร้อน ก็สำคัญกันว่าเป็นไข้ ให้กินยาตามเคย แต่มีอาการแปลกอย่างหนึ่งในเวลาเมื่อเธอรับถ้วยยาหรือถ้วยน้ำจะกิน มือสั่นทั้งสองข้าง ต่อเมื่อวางถ้วยยาแล้วมือจึงหายสั่น อาการเช่นนั้นทั้งตัวฉันและใครๆ ที่อยู่ด้วย ไม่มีใครเคยเห็น แต่ก็ยังไม่ตกใจ ด้วยอาการอย่างอื่นไม่ผิดกับไข้สามัญ  ครั้นสายเข้าเวลาจะกินยาหรือกินน้ำ มือยิ่งสั่นหนักขึ้นจนถึงตัวสั่น ฉันก็แปลกใจ จึงให้รับหมอปัว (ซึ่งภายหลังได้เป็นพระยาอัศวินอำนวยเวช) มาดู พอหมอปัวเห็นอาการก็หน้าเสีย เรียกฉันไปนั่งด้วยกันให้ห่างคนอื่น แล้วบอกว่าเป็นโรคกลัวน้ำด้วยพิษหมาบ้า ไม่มีทางที่จะรักษาให้หายเสียแล้ว ฉันได้ฟังยังไม่อยากเชื่อ ด้วยเวลานั้นอาการคนไข้ทรุดลงเพียงต้องลงนอนยังพูดจาได้ แต่อาการที่ฉันไม่เคยเห็น เป็นกิริยาโรคกลัวน้ำตรงกับตำราฝรั่งอย่างหมอปัวว่าก็จนใจ ฉันบอกผู้อื่นเพียงว่าเป็นโรคเกิดจากพิษหมาบ้ากัด มิได้ให้ใครรู้ว่าจะไม่รอด เพราะเกรงจะเกิดโศกศัลย์พาให้คนไข้ใจเสีย เพิ่มทุกขเวทนาหนักขึ้น แต่อาการโรคทรุดเร็ว พอถึงเวลาดึกค่ำวันนั้นหญิงเภาก็สิ้นชีพ เจ็บอยู่ไม่ถึง 24 ชั่วโมง…”

          ‘ท่านหญิงเภา’ หม่อมเจ้าหญิงบันลุศิริศานต์ ดิศกุล (ในหนังสือ นิทานโบราณคดี สะกดเป็น บรรลุสิริสาร) พระธิดาในสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ สิ้นชีพิตักษัยเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2455 ขณะมีพระชันษา 14 ปี

          “เมื่อหญิงเภาถูกหมาบ้ากัดที่พระปฐมเจดีย์ เป็นเวลาไปตามเสด็จ คนรู้กันมาก ครั้นเธอสิ้นชีพจึงมีคนสงสาร จนเป็นเรื่องโจษกันแพร่หลาย มีมิตรของฉันคนหนึ่ง เข้าใจว่าตัวหมอมาโนส์ฝรั่งเศส ซึ่งเป็นผู้ทำหนองปลูกฝีดาษ มาพูดกับฉันว่า ที่จริงหญิงเภาไม่ควรตาย เพราะหมอปาสเตอร์พบวิธีรักษาโรคกลัวน้ำได้แล้ว ถ้าหญิงเภาอยู่ในยุโรปหรือแม้เพียงอยู่ที่เมืองไซ่ง่อน อันมีสถานปาสเตอร์ ก็จะรักษาหายได้โดยง่าย ที่ต้องตายเพราะไม่มียาในกรุงเทพฯ เท่านั้น เขาเห็นว่าถ้าหากฉันคิดตั้งสถานปาสเตอร์ที่ในกรุงเทพฯ ด้วยเหตุที่ลูกตายครั้งนั้น คงจะสำเร็จได้ เพราะคนสงสารมีมาก คนที่หวาดหวั่นเกรงจะเป็นเช่นเดียวกันในครอบครัวของเขาก็มี และการที่จะตั้งสถานปาสเตอร์ก็ไม่ยากหรือจะต้องสิ้นเปลืองเท่าใดนัก ถ้าฉันบอกบุญเรี่ยไรในเวลานั้น คงจะได้เงินพอแก่การ ฉันเห็นชอบด้วย เพราะเมื่อฉันไปยุโรปครั้งแรกใน พ.ศ. 2434 ได้เคยไปดูสถานปาสเตอร์ที่เมืองปารีส ซึ่งเพิ่งตั้งขึ้นไม่ช้านัก ตัวหมอปาสเตอร์เองเป็นผู้นำฉันเที่ยวดูทั่วทั้งสถาน…ฉันจึงกราบบังคมทูลขอพระบรมราชานุญาต แล้วประกาศบอกบุญเรี่ยไรเงินทุนที่จะตั้งสถานปาสเตอร์ที่ในกรุงเทพฯ ก็มีผู้ศรัทธาช่วยกันมากทั้งไทยและพวกชาวต่างประเทศ ฉันได้อาศัยพระยามหาอำมาตย์ (เส็ง วิริยะศิริ) กับหมอมาโนส์เป็นกำลังในครั้งนั้น ในไม่ช้าก็ได้เงินพอแก่การ จึงตั้งปาสเตอร์สถานขึ้นที่ตึกของกระทรวงมหาดไทยที่ริมโรงเลี้ยงเด็ก และย้ายสถานทำพันธุ์หนองปลูกฝีดาษ ณ พระปฐมเจดีย์เข้ารวมกัน เมื่อจัดการเตรียมพร้อมแล้ว ได้เชิญเสด็จพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จไปทรงทำพิธีเปิดสถานปาสเตอร์ (เวลานั้นเรียกว่า ปัสตุรสภา) เมื่อวันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2456 ต่อมาหมอมาโนส์เกิดอาการป่วยเจ็บต้องลาออก แต่ก็ได้หมอโรแบต์ฝรั่งเศสมาแทน ทรงคุณวุฒิและมีใจรักงานเช่นเดียวกับหมอมาโนส์ ก็อาจรักษาโรคพิษหมาบ้าสำเร็จประโยชน์ได้ในเมืองไทยแต่นั้นมา และสถานปาสเตอร์นั้น ต่อมาภายหลังโอนไปขึ้นอยู่ในสภากาชาด หมอโรแบต์ก็ย้ายตามไปทำการเป็นประโยชน์ยิ่งขึ้นโดยลำดับมาจนขยายใหญ่โตเป็นสถานเสาวภาอยู่บัดนี้”

          สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงจบนิทานตอนนี้ไว้ว่า

          “ที่สถานเสาวภา มีรูปหม่อมเจ้าหญิงบรรลุศิริสาร อย่างปั้นครึ่งตัว หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ตั้งอยู่รูปหนึ่ง เป็นอนุสรณ์ซึ่งเธอเป็นมูลเหตุให้เกิดสถานปาสเตอร์ในเมืองไทย ฉันไปเห็นรูปนั้นเมื่อใด ก็นึกว่าเธอคงไปสู่สุคติภูมิ เพราะชีวิตของเธอช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์ในเมืองไทยได้มาก”

          รูปหล่อของท่านหญิงเภายังคงตั้งอยู่ที่สถานเสาวภา ถนนพระรามที่ 4 ในกรุงเทพฯ จนถึงปัจจุบัน
.
กลับมาที่จุดเริ่มต้น

          ต่อมาเมื่อสัก 20 ปีก่อน ตอนนั้นแผงหนังสือเก่าหลังรูปปั้นแม่พระธรณีรื้อย้ายตามไปอยู่สวนจตุจักรด้านหลังตลาดนัดหมดแล้ว แต่ตลาดแบกะดินที่วางขายหนังสือมือสอง หนังสืองานศพ และข้าวของอีกสารพัดที่ไม่มีใครรู้แหล่งที่มาแน่ชัด เปลี่ยนสถานที่มารวมตัวกันทางด้านหลังกระทรวงกลาโหม แถวถนนบุญศิริ ขายกันช่วงเที่ยงๆ 

          ครั้งหนึ่งเคยพาโปรเฟสเซอร์นักมานุษยวิทยาชาวอเมริกันมาเดินสำรวจตลาดที่นี่ อาจารย์ตื่นตาตื่นใจกับแผงหนังสืองานศพมาก บอกอย่างตื่นเต้นว่าเรื่องนี้น่าสนใจ เพราะดูเหมือนจะเป็นปรากฏการณ์ที่มีเฉพาะสังคมไทย เรียกว่าสามารถพัฒนาเป็นหัวข้อวิทยานิพนธ์ได้เลย เช่นว่าด้วยการเดินทางของหนังสืองานศพ จากผู้ผลิต ผ่านการแจกจ่ายในงานเผาศพ จนมาถึงแผงหนังสือ ขายต่อไปให้ลูกค้า ฯลฯ 

          ผมเองไม่ได้ทำวิทยานิพนธ์เรื่องนั้น

          แต่เมื่อมาคิดดูแล้ว หากว่าจะลงมือทำจริงๆ คงต้องเริ่มต้นด้วยการย้อนกลับไปหาต้นกำเนิดของประเพณีการพิมพ์หนังสือในงานศพของไทย คล้ายๆ อย่างที่เล่ามานี้ 

          ในแง่หนึ่ง หนังสืองานศพย่อมเป็นการประกอบสร้าง ‘ความทรงจำ’ เกี่ยวกับผู้วายชนม์ขึ้นใหม่ เพราะในความเป็นจริง ตลอดชีวิตของบุคคลหนึ่งมีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้น แต่เราจะเลือกจดจำอะไร หรือเลือกเล่าสิ่งไหน ทั้งในส่วนที่เป็นชีวประวัติ และคำไว้อาลัยจากญาติมิตร ซึ่งว่าโดยธรรมเนียมอย่างไทยๆ ก็มักนิยมกล่าวถึงแต่เรื่องดีงาม 

          แม้หนังสืองานศพจำนวนไม่น้อยคงมุ่งหวังในทางประโยชน์สุขในโลกหน้า ในฐานะการประกอบกิจกุศล อุทิศให้แก่ผู้วายชนม์ เช่นหนังสือบทสวดมนต์ ธรรมะ รวมพระธรรมเทศนา ฯลฯ แต่ว่าให้ถึงที่สุดแล้ว นับแต่จุดเริ่มต้นของการพิมพ์หนังสืองานศพ ย่อมมุ่งหมายประโยชน์อันจะเกิดแก่คนหมู่มาก อันเป็นเรื่องของคนที่ยังอยู่ มิใช่เรื่องของผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว 

          ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดอย่างหนึ่งก็คือลูกหลานที่เกิดมาไม่ทันพบเจอ หรือไม่ทันรู้จักตัว ก็อาจได้ทำความคุ้นเคยกับบรรพชนผู้ล่วงลับผ่านหน้ากระดาษของหนังสือเหล่านี้ รวมถึงได้รับรู้สาแหรกตระกูล ว่าเราเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับคนอื่นๆ ที่อาจจะมิได้ใช้นามสกุลเดียวกับเราอย่างไรบ้าง

          นอกจากนั้น หนังสืองานศพของไทยจำนวนมากก็เป็นเรื่องว่าด้วยโรคภัยไข้เจ็บ ซึ่งเนื่องกับเหตุการเสียชีวิต ซึ่งแน่นอนว่าย่อมมุ่งหวังให้เป็นความรู้แก่ผู้ได้อ่าน เพื่อจะได้สังเกตอาการหรือหาหนทางป้องกัน แต่ก็มีอีกไม่น้อยที่เป็นเรื่องของบางสิ่งบางอย่างอันเป็นที่ชื่นชอบของผู้ล่วงลับ เช่น รวบรวมตำราอาหารหวานคาว ของสะสม ต้นไม้ดอกไม้ พระเครื่อง ฯลฯ หรืออาจเป็นเรื่องใดๆ ก็ได้ที่คิดเห็นว่าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นที่สนใจเรื่องเดียวกันนี้

          เคยเห็นมีบางท่านที่เตรียมต้นฉบับหนังสืองานศพไว้ล่วงหน้า บางรายถึงกับพิมพ์ไว้รอเลย เพียงแต่ทิ้งที่ว่างไว้ให้เขียนเติมเอาเอง ว่าสุดท้ายแล้วไปถึงแก่กรรมเมื่อใด 

          ในโลกสมัยใหม่ข้างหน้า การแจกหนังสืองานศพเป็นของชำร่วยแก่ผู้ร่วมงานจะยังมีอยู่อีกหรือไม่ บางคนอาจเห็นว่าหนังสือเป็นโบราณวัตถุที่พ้นสมัยแล้ว เปลืองเงินเปล่าๆ หรือไม่ก็อาจเห็นว่าปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI สามารถสร้างประสบการณ์ หรือความรับรู้เกี่ยวกับผู้ที่จากไปได้ดีกว่าตัวอักษร 

          บางทีก็เคยนึกสงสัยว่าหนังสืองานศพของเรา (ถ้ามี) จะมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร จะเป็นเรื่องอะไร หรือใครจะเขียนคำไว้อาลัยถึงเราว่าอย่างไรกันบ้าง  

          แต่นั่นเป็นเรื่องของอนาคต และแน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องของเรา

รายการอ้างอิง
ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จฯ กรมพระยา. นิทานโบราณคดี. พิมพ์ครั้งที่ 6 ในงานพระราชทานเพลิงศพ พลตรี ถวัลย์ ศรีเพ็ญ กรุงเทพฯ: หจก. เกษมการพิมพ์, 2533.
นริศรานุวัดติวงศ์, สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยา และสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ. สาส์นสมเด็จ เล่ม 18. พระนคร : องค์การค้าของคุรุสภา, 2505.
พระมหากรุณาธิคุณ 100 ปี ศิริราช. กรุงเทพฯ : คณะอนุกรรมการฝ่ายของที่ระลึกในคณะกรรมการอำนวยการงานฉลอง 100 ปี ศิริราช, 2531.
ศุภวัฒย์ เกษมศรี, หม่อมราชวงศ์ และ รัชนี ทรัพย์วิจิตร. พระอนุวงศ์ชั้นหม่อมเจ้าในพระราชวงศ์จักรี. พิมพ์ครั้งที่ 2 ในงานพระราชทานเพลิงศพเป็นกรณีพิเศษ นายประชุม ทรัพย์วิจิตร กรุงเทพฯ : รำไทยเพรส, 2543อนุมานราชธน, พระยา. วรรณกรรมของเสฐียรโกเศศ. นครหลวงกรุงเทพธนบุรี : บรรณาคาร, 2515