เรื่อง : ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์
ภาพ : ศิรประภา จารุจิตร
จวบจนถึงทุกวันนี้ ฉันยังคงตอบไม่ได้ว่า ‘ความตาย’ เป็นเรื่องอัปลักษณ์หรือสวยงามกว่ากัน
คำตอบที่ดีที่สุด เท่าที่จะบอกใครสักคน กระทั่งตัวฉันเอง คือ ‘ความตาย’ และ ‘การรับมือกับความตาย’ เป็นทุกสิ่งทุกอย่าง ยุ่งเหยิงเหนือจินตนาการ อัปลักษณ์เกินกว่าจะยอมรับ เร่งโตอย่างไม่มีอะไรเปรียบเหมือน และทำให้ถอยกลับไปเป็นเด็กน้อยจนจำนวนขวบปีที่ชีวิตสะสมมาต้องละอาย
รู้ไหม ใครๆ ก็บอกว่าเรื่องอย่างนี้ไม่มีทางเตรียมตัวทัน — ไม่ทันหรอก หากขึ้นชื่อว่าเป็นคนในครอบครัวที่เรารัก เป็นพ่อและแม่ที่เราไม่มีวันอยากสูญเสียไป ฉันเห็นด้วยค่ะ ไม่มีอะไรจะมารองรับหรือสั่งสอนให้เราเตรียมใจกับการที่พวกเขาตายได้ ‘ทัน’ หรอก
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เราไม่อาจเตรียมตัว
.
– 1 –
กระบวนการของความตายเริ่มต้นขึ้นก่อนความตาย
ในเรื่องราวของฉัน ความตายเป็นกระบวนการที่ทอดยาว และเริ่มต้นไวกว่าที่เราจะรู้ตัว พูดอย่างง่ายที่สุดคือ ความตายปรากฏตัวให้เห็นก่อนที่ฉันจะเสีย ‘เขา’ ไปจริงๆ เสียอีก
พ่อป่วยเรื้อรังมานาน เริ่มต้นจากเจ็บกระออดกระแอด ไม่นานนักก็เกษียณจากการทำงานโดยจำนน และไม่นานเลยหลังจากนั้น ก็เริ่มเดินไม่ไหว ต้องมีคนดูแลใกล้ชิด นำมาซึ่งยศถาที่ชีวิตเท่านั้นจะมอบให้
พ่อกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง
เราใช้ชีวิตด้วยกันแบบที่พ่อป่วยเรื้อรังนานกว่าเจ็ดแปดปี การดูแลพ่อกลายเป็นชีวิตประจำวันของเราทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนแก่ที่สุดในบ้านอย่างแม่ คนที่ต้องหันมาเป็นหัวหน้าครอบครัวอย่างพี่สาวคนโต หรือน้องสาวคนเล็กอย่างฉันที่เพิ่งจะเรียนจบปริญญาตรี เราทุกคนต่างปรับเปลี่ยนชีวิตของตัวเองให้หมุนไปรอบๆ ผู้ป่วยติดเตียงคนนี้
คนแก่ที่สุดคือคนที่อุ้มพ่อยามล้ม ประคองพ่อไปขับถ่าย ใส่แพมเพิร์สผู้ใหญ่ให้วันละไม่ต่ำกว่าสี่ห้าครั้ง คนที่ต้องหันมาเป็นหัวหน้าครอบครัวจำต้องหาเงินเผื่อไว้สองเท่าจากที่เคยจะหาได้ เพราะพ่อไม่มีประกันชีวิตหรือสุขภาพใดๆ และไม่รู้เมื่อไรอาการจะรุมเร้าจนต้องรับการรักษาราคาแพง วันรับปริญญาของฉัน หน้าบ้านคือฉากหลังรูปถ่าย มีพ่อนั่งบนเก้าอี้ไม้แกะสลักตัวโปรด เยื้องกันเป็นฉันที่สวมครุยคาดสายสะพายสีม่วงเม็ดมะปราง ถัดไปเป็นราวตากผ้า และมุมหนึ่งของภาพคือมือของเราที่กุมกันด้วยความรัก
การปรับเปลี่ยนชีวิตล้อมรอบผู้ป่วยติดเตียงสักคน ทำให้เส้นแบ่งระหว่างการประคองชีวิตและการเตรียมตัวรับความตายพร่าเลือน เราชินที่พ่อเป็นคนป่วย กินอาหารนิ่มๆ ในสัดส่วนเล็กๆ เหมือนเด็กปฐมวัย มีความทรงจำและวุฒิภาวะติดๆ ดับๆ ต้องไปหาคุณหมอที่โรงพยาบาลทุกเดือนไม่ขาด และมียาหลากสีหลายรูปทรงไว้กินเหมือนขนมหลังอาหาร บทสนทนาของครอบครัวเรา เกินกว่าครึ่งคือการ ‘รักษาชีวิตพ่อ’ เอาไว้ให้นานที่สุด
เพราะแบบนั้น วันหนึ่งที่พ่อรำพึงออกมาด้วยความเจ็บปวดว่า “เมื่อไหร่จะตายไปสักที” ฉันจึงไม่เคยรู้ — เราจึงไม่เคยรู้ว่า กระบวนการรับมือกับความตายได้เริ่มต้นขึ้นนานแล้ว
จำได้ว่า เมื่อได้ยินพ่อพูดเช่นนั้น ฉันสับสน โกรธ ผิดหวัง รู้สึกเหมือนพ่อเอาความพยายามของพวกเราทั้งหมดปาลงพื้นแล้วขยี้ด้วยเท้า — หากพ่อทำแบบนั้นไหวจริงๆ ละก็นะ
ผ่านไปนานหลายปีหลังพ่อจากไป ฉันจึงมองย้อนกลับไปและเข้าใจว่า หาก “เมื่อไหร่จะตายไปสักที” ได้พบกับคำถาม การสนทนา และการเปิดใจเตรียมตัว หากเพียงเท่านั้น เราจะนั่งคุยกันว่าพ่อรู้สึกอย่างไรกับชีวิตช่วงสุดท้าย พ่ออยากมีชีวิตแบบไหน คิดว่าจะจากพวกเราไปแบบไหน เช้าสายบ่ายค่ำของวันนั้นจะหน้าตาเป็นอย่างไร — แบบไหนหรือที่ดีกับพ่อที่สุด
นี่ไงเล่าคะ สิ่งที่ฉันเตรียมตัวไม่ทัน แต่ก็ไม่ได้ถือโทษโกรธตัวเองแล้ว เพราะเมื่อเวลาผ่านไป ก็พอจะเห็นว่าตัวเองพยายามเข้าใจมันทีละน้อย เหมือนเด็กหัดเดิน
เราต้องการ ‘ใครสักคนเสมอ’ ในสถานการณ์แบบนั้น มันไม่แปลกอะไรเลยหากเราเริ่มเผชิญความสูญเสียตั้งแต่ชีวิตเพิ่งเริ่มต้น อาจเพิ่งเรียนจบ ยังเรียนอยู่ หรือเด็กกว่านั้น ไม่แปลกอะไรเลยหากเวลาแบบนั้นเราจะพบว่า เพื่อนรอบตัวไม่สามารถเข้าใจเราไปเสียทุกอย่าง และส่วนมากอาจยังไม่ได้ผ่านประสบการณ์แบบเดียวกัน
อ้อ และยิ่งไม่แปลกเข้าไปอีก หากเราที่เจอประสบการณ์เหล่านี้ก่อนใคร เริ่มเผชิญความสูญเสียตั้งแต่ชีวิตเพิ่งเริ่มต้น อาจเพิ่งเรียนจบ ยังเรียนอยู่ หรือเด็กกว่านั้น ไม่แปลกอะไรเลยหากคุณจะพบว่าสุดท้าย คุณเองก็ไม่ได้เก่งกว่าใครๆ
หลังจากพ่อแอดมิดที่โรงพยาบาล นอนหายใจรวยรินพร้อมเครื่องพยุงชีพอยู่หลายวัน หัวใจและสมองของฉันอื้ออึง ยุ่งเหยิงเสียยิ่งกว่าตอนที่คิดว่าเรียนจบไปจะทำงานอะไร หรือจะเลิกกับแฟนที่คบอยู่ดีหรือเปล่า ฉันคิดว่าตัวเองพอรู้ตัวแล้วว่า ความตายใกล้มาถึง
ในเวลาแบบนั้น ‘ใครสักคน’ ของฉัน คือผู้ที่เคยเผชิญความตายมาก่อน ฉันขับรถไปหาเพื่อนต่างวัยคนหนึ่ง เขาอายุมากกว่าฉันเท่าหนึ่งเห็นจะได้ ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะไปเพื่อถามอะไร ได้แต่นั่งลง บอกเล่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และส่งสายตาที่แน่ใจว่าเจ็บปวดและเต็มไปด้วยคำถามไปให้
เขาให้คำตอบ ทั้งที่ฉันไม่ได้ถามอะไร ด้วยการเล่าถึงการสูญเสียคุณแม่ด้วยโรคมะเร็ง เขาบอกฉันว่าโลกใบนี้มีสิ่งที่เรียกว่า ‘สมุดเบาใจ’ มันคือสมุดที่มีขึ้นเพื่อให้มนุษย์ผู้ยังมีชีวิตอยู่ได้บันทึกความต้องการของตัวเองลงไป เป็นความต้องการ เจตจำนง และเป็นหลักฐานเกี่ยวกับช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต การรักษาทางการแพทย์ การจัดการงานศพ มรดกและทรัพย์สิน ไปจนถึง ‘คุณค่า’ ต่อชีวิต ต่อตัวเอง ในแบบของเราเอง
เขาบอกฉันว่าคุณแม่ของเขา แสดงความต้องการอย่างชัดเจนว่าต้องการ ‘การดูแลรักษาแบบประคับประคอง’ อันหมายถึง เมื่อคีโมและการฉายแสงทำหน้าที่ของมันถึงจุดหนึ่งแล้ว จุดที่เธอคิดว่าเพียงพอแล้ว เธอขอเพียงกลับไปที่บ้าน นอนหลับและตื่นมาพบหน้าลูกๆ และจากไปในเช้าวันหนึ่ง เหมือนชีวิตเช่นทุกวัน หลังจากเสียคุณแม่ไป เขาเขียนสมุดเบาใจ เขาเขียนพินัยกรรมและจดหมาย เขาบอกกับฉันว่า เขาอยากจะตื่นขึ้นมาบนเตียงเดิม ได้สวดมนต์อย่างที่ทำเป็นประจำ และจากไป และรายละเอียดอื่นใด เขาออกแบบมันไว้ — เขียนมันไว้ด้วยลายลักษณ์อักษร
นั่นเป็นครั้งแรกที่ฉันเข้าใจว่า เราเตรียมความตายได้ เพราะในความหมายหนึ่ง การเตรียมความตายคือการออกแบบชีวิตวันสุดท้ายเช่นกัน
ใช่ค่ะ ฉันพลาดมันไปส่วนหนึ่งสำหรับความตายของพ่อ ณ วันนั้น พ่อเหลือสติเพียงน้อยนิด แทบพูดกับเราไม่ไหว พ่อไม่อาจตื่นขึ้นมาบอกฉันได้ และไม่อาจตื่นขึ้นมาฟังฉันถามได้ว่า
พ่อคะ พ่ออยากมีวันสุดท้ายของชีวิตแบบไหนกัน
“เมื่อไหร่จะตายไปสักที” กลายเป็นสิ่งที่ฉันกำไว้ในมือและหัวใจ แตกกระจายออกมาเป็นความคิดนับร้อยพัน ประกอบกับสิ่งที่ฉันจดจำด้วยสายตาและหัวใจ พ่อหมายถึงอะไรบ้างในประโยคบาดหัวใจประโยคนี้
ฉันคิดว่าเขาพูดมันออกมา ด้วยทรมานเหลือเกินกับการรักษานับร้อยครั้ง แต่ก็ไม่มีท่าทีว่าจะดีขึ้น ฉันคิดว่าเขาพูดมันออกมา ด้วยความเจ็บ แม้การนวดเบาๆ เพียงเล็กน้อยก็ทำให้ร้องโอดครวญได้ ฉันคิดของฉันเองว่าถ้าเป็นไปได้ ในช่วงเวลาสุดท้าย ฉันคงจะเลี่ยงกระบวนการที่จะทำให้เขาเจ็บเพิ่ม และเมื่อคุณหมอโทร.มาหา ถามว่าจะใช้เครื่องพยุงชีพใดบ้าง ปฏิเสธการรักษาใดบ้าง ฉันจึงตอบไปด้วยความเข้าใจเหล่านั้น
ฉันยังจำได้อีกว่า วันที่ฉันเกาะเตียงรถเข็นเข้าไปในห้องฉุกเฉิน ไปส่งพ่อให้ถึงมือคุณหมอ ห่มผ้าให้พ่อจนถึงคอ พ่อสบตากันและบอกว่า “อยากกลับบ้าน” และฉันตอบไปว่า เดี๋ยวเราก็ได้กลับบ้านด้วยกันนะพ่อ
ฉันคิดว่านั่นอาจหมายถึงเจตจำนงของเขา ได้ตื่นมาบนเตียงเดิมที่มีแม่นอนเคียงข้าง ห่มผ้าแพรสีน้ำเงินที่ทำให้เขาเย็นสบาย และหากเป็นไปได้ก็คงอยากจะลุกขึ้นมากินข้าวเช้ากับฉัน มีไข่ลวกสองฟอง โรยพริกไทยขาวและซอสภูเขาทอง มีขนมปังนิ่มๆ ไร้ขอบ ทาแค่เนยบางๆ ให้ทั่ว กับกาแฟดำใส่น้ำจนเจือจาง เมื่อกาแฟหมด ตามด้วยน้ำเปล่าอีกหนึ่งแก้ว ก็เอ่ยส่งฉันไปทำงาน ขอให้โชคดี และกลับมาหาพ่อเมื่อถึงเวลา
ฉันคิดว่า “อยากกลับบ้าน” ของเขา อาจหมายถึงอย่างนั้น
น่าเสียดายที่ฉันไม่อาจทำความปรารถนานี้ของพ่อให้เป็นจริงได้ พ่อจากไปในเวลาเจ็ดโมงเช้า บนเตียงในโรงพยาบาล และฉันก็ใช้เวลาเนิ่นนานหลังจากนั้น ทบทวนคำว่า “อยากกลับบ้าน” ของพ่อซ้ำไปมาในความคิด ตำหนิติโทษตัวเองก็หลายครั้ง แต่นานวันเข้า ฉันเพียงระลึกถึงมันอย่างไร้คำตำหนิ เพียงเพื่อย้ำกับตัวเองว่า ฉันเข้าใจแล้วว่าความตายและการรับมือความตาย มีความหมายอย่างนี้ด้วย
กระบวนการแห่งความตายอาจเริ่มต้นขึ้นก่อนที่เราจะรู้ เพียงแต่หากเราพอไหวตัวทัน มันก็คงจะคลายใจไปได้ไม่น้อย
.
– 2 –
ความตายและปิศาจความสำเร็จ
“จะทบทวนเรื่องราวของพ่อซ้ำๆ ตลอดไป” ฉันเขียนทิ้งท้ายในคำไว้อาลัยวันฌาปนกิจของพ่อไว้อย่างนั้น และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ
การเสียพ่อไปทั้งที่ฉันยังไม่โตเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวมีเรื่องให้ต้องเรียนรู้และรับมือมากมาย และในทุกๆ จังหวะที่ต้องเรียนรู้และรับมือกับอะไร ฉันก็จะทบทวนเรื่องของพ่อไปด้วยพร้อมกัน
แน่นอนอย่างที่สุด ฉันเฝ้าถามว่า ทำไมเรามีเวลาร่วมกันเพียงเท่านี้ ฉันเสียดายแทบขาดใจ ที่พ่อไม่ได้อยู่เห็นความสำเร็จใดๆ ของฉันหลังจากนั้น อีกทั้งการจากไปของพ่อ ในแง่หนึ่งก็ยิ่งทำให้ฉันเร่งกวดขันตัวเอง ซึ่งอาจเป็นเพียงการพยายามขจัดความว่างเปล่าภายใน ความแหว่งเว้าของการขาดพ่อไป และไม่มีสิ่งใดหรือใครคนใด จะมาทดแทนได้
ปีแรกที่พ่อไม่อยู่ ฉันชิงความสำเร็จมาได้มากมาย คนรอบข้างยินดีกับฉัน เหมือนมองใครสักคนที่ยกภูเขาลูกใหญ่ออกจากอก พวกเขาเหล่านั้น เพื่อนสนิท คนรัก ผู้ใหญ่ที่หวังดี ต่างโล่งใจเมื่อเห็นว่าชีวิตของฉันไม่ได้ชะงักงัน การตายของพ่อกลับดูจะเป็นแรงขับให้ฉันพุ่งทะยาน
เสี้ยวหนึ่งของฉันก็เชื่อเช่นนั้น เมื่อปราศจากบทบาทหน้าที่ผู้ดูแล (Care Giver) ฉัน พี่สาว และแม่ ต่างคนต่างเริ่มออกแบบชีวิตตัวเองใหม่ ชีวิตของเราไม่ต้องหมุนรอบผู้ป่วยติดเตียงคนนี้อีกแล้ว เราดูเหมือนจะมีเวลามากขึ้นหลายเท่าตัว ไม่ต้องใช้แรงอุ้มใครสักคนขึ้นมา ไม่ต้องหาเงินเป็นสองเท่า และออกเดินทางไปถ่ายรูปสวยๆ ได้ทุกมุมของโลกใบนี้ หากปรารถนาจะไป
แต่เมื่อเวลาผ่านไป เมื่อฉันมองกลับไปยังช่วงเวลาเหล่านั้น ฉันกลับพบบาดแผลที่ฉกาจฉกรรจ์อย่างลึกซึ้งด้วย ความเข้มแข็งที่เกิดขึ้นเมื่อสูญเสียพ่อไป อาจทำให้ฉันต่อสู้กับทุกพายุร้ายหลังจากนั้น ด้วยคิดว่าไม่มีอะไรจะแย่ไปกว่าการเสียพ่ออีกแล้ว ฉันผ่านจุดที่ยากที่สุดจุดหนึ่งมาแล้ว ก็มาสิ อีกกี่ร้อยพันความท้าทาย ฉันพร้อมแล้ว
แต่รู้ไหมคะ วันยากๆ กี่วันก็เทียบไม่ได้เลยกับยามที่ฉันทำบางสิ่งได้สำเร็จ วันที่ฉันควรจะภูมิอกภูมิใจในตัวเอง วันที่ควรจะเต็มไปด้วยยความยินดีปรีดา วันแบบนั้นฉันจะมี ‘ปิศาจความสำเร็จ’ ตนหนึ่งเป็นของตัวเอง
ปิศาจตนนั้นปรากฏขึ้นในความว่างเปล่า แทรกตัวอยู่ในช่องว่างของความยินดีและภูมิใจ มันคือปิศาจทึบทะมึนที่บอกเราว่า ในวันแบบนี้ ฉันไม่มีพ่อคอยชื่นชมมันไปด้วยกันอีกแล้ว ความสำเร็จของฉันมีน้ำหนักเบาหวิว โดยเฉพาะเมื่อกลับบ้านมา แล้วได้แต่มองรูปของพ่อที่วางอยู่ข้างแจกันธูปเทียน ความสำเร็จ ความสุข ความยินดีกัดกินฉันเงียบๆ เพียงลำพัง
ฉันต้องตั้งชื่อมันขึ้นมาอย่างนั้น เรียกมันว่าปิศาจ เพราะในเวลานั้น อาจยากเหลือเกินที่จะอธิบายให้ใครเข้าใจ หากกล่าวให้ใกล้เคียงที่สุด มันคงเป็นส่วนผสมระหว่าง ความโดดเดี่ยว เสียดาย แสนเศร้า และแสนคิดถึง
ดังนั้น มันก็อาจมีบางวันที่ฉันโอบรับอ้อมกอดของคนรอบข้างไว้ได้ รับคำปลอบใจ ความห่วงใย หรืออะไรก็ตามที่พวกเขาส่งมาให้ด้วยใจหวังดี แต่ก็มีบางวันเช่นกัน ที่ฉันเองไม่รู้จะบอกพวกเขาอย่างไร ว่าข้างในของฉันยังสั่นไหวและรู้สึกกลวงโบ๋ และบางครั้ง การคิดว่าพวกเขาไม่มีทางเข้าใจอาจเผลอทำให้ฉันผลักไสคนรอบข้างออกไป คิดว่าความเจ็บปวดของฉันมันช่างสาหัส และไม่มีวันเสียหรอกที่โลกจะหยุดหมุนเพียงเพื่อมารับฟังว่าฉันเจ็บปวดแค่ไหน
นั่นแหละค่ะ หน้าตาของปิศาจ
ปิศาจตนนั้นยังอยู่กับฉัน และอาจแวะเวียนมาตลอดไป แต่ไม่ใช่ทุกครั้งที่มันทำร้ายฉันได้ วิธีการรับมือกับปิศาจตนนี้สำหรับฉัน คือการยอมรับว่ามีปิศาจอยู่ ยอมรับว่าฉันได้สูญเสียพ่อไป ยอมรับว่านี่คืออีกหนึ่งกระบวนการของความตาย
ยิ่งไม่หลบเลี่ยงมันเท่าไหร่ ปิศาจดุร้ายก็ค่อยๆ กลายสภาพเป็นคำอธิบายที่ฉันมอบให้คนอื่นได้ทีละน้อย และนั่นทำให้ฉันค่อยๆ เลิกผลักไสพวกเขาออกไปได้สำเร็จ
ในวันที่ฉันได้เลื่อนตำแหน่ง
วันที่ฉันออกหนังสือเล่มแรกในชีวิต
วันที่ฉันคิดว่าโตเป็นผู้ใหญ่ได้อีกขั้น
วันที่ฉันได้สร้างความสัมพันธ์ใหม่ๆ กับผู้คนที่รักฉัน
ในวันแบบนั้นปิศาจจะมาพร้อมความสำเร็จ ความสุข ความยินดี แต่ไม่ได้หมายความว่าความสำเร็จ ความสุข และความยินดีเหล่านั้นไม่ใช่เรื่องจริง มันจริงแท้ และจริงในความหมายใหม่ มันลึกซึ้งขึ้น และอาจปะปนด้วยห้วงคำนึงไม่มากก็น้อย
เมื่อมันปรากฏตัว ฉันจะทบทวนเรื่องของพ่อเท่าที่ฉันสามารถทบทวนได้ นึกถึง คิดถึงอย่างสุดหัวใจ โดยไม่หลบเลี่ยงมันไปไหน พบพานทุกๆ เรื่องต่อจากนี้โดยรู้ว่าจะยังมีพ่อในหัวใจเสมอ
.
– 3 –
เราต่างเป็นผู้จัดการความตาย นักรบกล้าหาญผู้พกบาดแผลแห่งความสูญเสีย
สามปีให้หลัง นับจากวันที่ฉันสูญเสียพ่อไป เรื่องตลกร้ายที่สุดก็พลันเกิดขึ้น ‘ใครสักคน’ ผู้เคยเป็นเพื่อนของหัวใจให้ฉันในวาระสุดท้ายของพ่อ เพื่อนต่างวัยที่ให้คำปรึกษาและมอบบทเรียนเรื่องความตายให้แก่กัน เขาคนนั้นจากไปเช่นกัน ในหัวค่ำของวันธรรมดาวันหนึ่ง
ฉันมองเห็นเขานอนแน่นิ่ง ใบหน้าที่ประดับด้วยรอยยิ้มเสมอยังคงดูอบอุ่นเช่นเคย เพียงแต่ไม่มีเขาเหมือนเช่นเคย นั่นเป็นอีกครั้งที่ฉันหยิบยกบทเรียนวันเก่าขึ้นมาพิจารณา คนที่สอนให้ฉันเดินเคียงข้างไปกับกระบวนการรับมือความตาย ทดสอบกันอีกครั้งด้วยการจากไปของเขาเอง
ฉันมองเห็นภรรยา มิตรสหาย และผู้เป็นที่รักของเขาหลายคนใจสลาย รวมถึงดวงใจของฉันเอง ชั่วขณะนั้น เรากลายเป็น ‘ผู้สูญเสียร่วมกัน’ จากที่เขาเคยทำให้ฉันรู้ว่า ฉันไม่ได้ตัวคนเดียวบนเส้นทางนี้ ยังมีใครหลายคนผ่านการสูญเสียเช่นกัน ครั้งนี้ เขาก็ทำให้ฉันเห็นอีกครั้ง
ฉันไม่เข้าใจชีวิตมากนัก และยังมีอีกหลายอย่างที่ฉันยังไม่รู้ แต่ในช่วงเวลานั้น ชีวิตบอกฉันว่า เราทุกคน — ไม่ช้าก็เร็ว — ไม่เด็กก็แก่ ต่างเป็นผู้จัดการความตายกันทั้งนั้น เราต่างต้องมองเห็นความตาย รับรู้กระบวนการอันทอดยาวของมันจนได้ และกลายเป็นผู้รับมือกับความตายกันทั้งสิ้น จะรับมือได้ดีหรือชั่ว สมบูรณ์แบบหรือเละเทะ เราก็ต้องเผชิญมันอีกครั้งและอีกครั้งตราบใดที่เรายังหายใจ
สำหรับฉัน เราทุกคนเป็นเหมือนนักรบ ผู้ที่เรียนรู้จากการสูญเสียใครสักคน ทุกข์อย่างสาหัสและมีบาดแผลติดตัว โดยที่รู้ว่าบาดแผลจะมีแต่เพิ่มมากขึ้น ดังที่คนในชีวิตของเราก็จะจากไปคนแล้วคนเล่า อย่างไม่อาจหยุดยั้ง
เมื่อความสูญเสียเกิดขึ้นตรงหน้า บางครั้งเราอาจเป็นผู้สูญเสียมากที่สุด บางครั้งเราอาจเป็นผู้ที่สูญเสียน้อยกว่าใครสักคนลงมาหน่อย แต่ความสูญเสียที่เราเผชิญ จะทำให้เรายืนอยู่ตรงนั้น เคียงข้างใครสักคนได้ ไม่ใช่ด้วยความเข้าใจ แต่ด้วยรู้ว่ามันอาจเจ็บปวดได้เพียงไหน
ในทุกวันที่ชีวิตดำเนินไป ความตายของใครสักคนจะย้ำเตือนฉันเสมอ บางครั้งมาในรูปแบบของความสูญเสียใกล้ตัว และบางครั้งก็ตั้งอยู่อย่างกลมกลืนไปกับชีวิตประจำวัน เราอาจมองเห็นรอยสักเล็กๆ บนต้นแขนของเพื่อน มันจะเป็นเพียงรอยสักรอยหนึ่งเท่านั้นก็ได้ แต่หากพิจารณาสักเดี๋ยว เราอาจพบว่ามันสลักไว้ด้วยชื่อของแม่ ของพ่อ ด้วยชื่อของผู้เป็นที่รักซึ่งจากไปแล้ว เราอาจพบมันในสายตาของรุ่นพี่รุ่นน้อง ยามที่แวะเวียนไปยังสถานที่แห่งหนึ่งด้วยกัน ในบรรยากาศอันไม่พิเศษรอบตัวเรานั้น สายตาของพวกเขาจะบ่งบอกว่า นี่เคยเป็นสถานที่พิเศษระหว่างเขาและใครคนหนึ่งซึ่งไม่อยู่ตรงนี้อีกต่อไปแล้ว เราอาจพบมันในทุกมื้อเช้าที่แม่ลวกไข่สองฟอง โรยพริกไทยขาว ปาดเนยบางๆ ไปพร้อมกับปาดน้ำตา
เรื่องที่โหดร้ายที่สุดอาจเป็นความจริงที่ว่า เราจะพบบาดแผลเหล่านี้อยู่ทุกที่ ทุกวัน และเรื่องที่สัตย์ซื่อที่สุดเช่นกันก็คือ เราจะรู้ว่าเราไม่ได้เผชิญมันอยู่คนเดียว
เมื่อมีคนถามถึงความตาย คำตอบที่ใกล้เคียงกับคำว่าดีที่สุด เท่าที่จะบอกใครสักคน กระทั่งตัวเราเองได้ คือ ‘ความตาย’ และ ‘การรับมือกับความตาย’ เป็นทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นเรื่องที่เราไม่อยากให้เกิดขึ้นสักวัน แต่กลับได้เจอมันทุกวัน เป็นเรื่องที่ทำให้เรามีปิศาจเป็นของตนเอง แต่ก็ขับให้เราพุ่งทะยานและเติบโตอย่างเหลือเชื่อ เป็นเรื่องที่วันหนึ่งเราก็คิดว่ารับมือมันได้ดี แต่อีกวันหนึ่งก็รู้ว่ากระบวนการอันทอดยาวนี้ไม่มีทางสมบูรณ์แบบ
เราจะมองเห็น ‘ความตาย’ โดยไม่รู้หรอกว่า เป็นเรื่องอัปลักษณ์หรือสวยงามกว่ากัน
ในเมื่อมันเป็นทุกอย่างของมันอย่างนั้นเอง
